27 เมษายน 2553

การสะกดจิตกับลัทธิและศาสนาต่าง ๆ

ตั้งแต่ที่ผมยังเป็นเด็กรุ่น ผมมีความสนใจในวิชาสะกดจิต ตอนแรกก็ซื้อหนังสือมาอ่านเอง แต่ดูเหมือนว่าหนังสือเหล่านั้นจะสอนวิธีการสะกดจิตที่ไม่ใช่แนววิชาการ

กว่าจะสะกดจิตเป็นก็เมื่ออายุ 27 เข้าไปแล้ว ไปเจอหนังสือภาษายุโรปมาเล่มหนึ่งเกี่ยวกับการสะกดจิต อ่านไปอ่านมา สะกดจิตได้ทันที ตั้งแต่นั้นมาคนก็เชื่อว่าผมเป็นนักไสยศาสตร์ สามารถสะกดจิตคนเป็นสิบ ๆ คนในเวลาเดียวกัน ทุกครั้งที่สะกดจิตก็จะมีคนพยายามอ่านดุอาอ์เพื่อขับไล่ผีสางหรือญิน หรือทำลายอำนาจไสยศาสตร์ ที่ทำให้ผู้คนที่ผมจับแตะล้มระเนระนาดบนพื้น

พยายามบอกว่าเป็นวิทยาศาสตร์สาขาหนึ่ง ก็ไม่มีใครยอมเชื่อ อาจารย์สอนศาสนากลายเป็นอาจารย์ผีในเวลาเดียวกันได้อย่างไร?

การถูกสะกดจิต คือภาวะของจิตที่ถูกสะกดให้เคลิบเคลิ้มหรือลืมตัวคล้ายเข้าไปอยู่ในภวังค์ ผู้ถูกสะกดจะอยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น ง่วงซึม ผ่อน คลายความตึงเครียด สมาธิรับคำสั่งและตอบสนองออกไป

เชื่อกันว่า การสะกดจิต เริ่มต้นขึ้นที่อียิปต์และแพร่เข้าไปในกรีก จนกระทั่งยุโรป ระยะต่อมาบุคคลที่สนใจได้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อประมาณร้อยกว่าปีที่ผ่านมา เมสเมอร์ แพทย์ชาว เวียนนาได้กล่าวถึงการสะกดจิตว่า “เกิดขึ้นจากอำนาจแม่เหล็กของผู้สะกดผ่านเข้าไปในร่างกายของผู้รับการสะกด” ภาษาอาหรับก็เลยเรียกว่า ตันวีม มัฆนาฏีสีย์ (การทำให้หลับโดยใช้อำนาจแม่เหล็ก) เมื่ออำนาจแม่เหล็กของผู้สะกดผ่านเข้าไปในร่างกายของผู้รับการสะกด ก็ก่อให้เกิดปฏิกิริยาคือ เกิดความเคลื่อนไหว และรักษาโรคภัยไข้เจ็บภายในร่างกายของผู้รับการสะกดได้ ซึ่ง เมสเมอร์ มีชื่อเสียงโด่งดังมาก จนกระทั่งผู้คนในสมัยนั้นเรียกการสะกดจิตว่า “เมสเมอริสม์” ซึ่งหมายถึงลัทธิของเมสเมอร์ และต่อมา เจมส์เบรด ได้ขนานนามวิธีการสะกดจิตว่า “ฮิปโนติสม์” ซึ่งเป็นคำมาจากภาษากรีก โดย ฮิปโนส แปลว่าการทำให้หลับ

ยุคนี้ การสะกดจิตไม่ใช่เป็นวิธีการที่เร้นลับ ไม่ใช่เรื่องของการแสดง ของนักเล่นกล ไม่ใช่เป็นไสยศาสตร์ แต่เป็น “วิทยาศาสตร์” ที่มีกฎเกณฑ์ มีความจริง สามารถพิสูจน์และทดลองได้

ในประเทศไทยมี “ชมรมนักสะกดจิต” ส่วนใหญ่ที่ไปเรียนจะเป็นบุคคลในวิชาชีพแพทย์ จิตแพทย์ ทันตแพทย์ จักษุแพทย์ สูติแพทย์ และพยาบาล รวมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เล็งเห็นถึงประโยชน์

เรื่องการสะกดจิตเป็นเรื่องใหม่สำหรับเมืองไทย แต่เป็นเรื่องไม่แปลกสำหรับต่างประเทศที่เจริญแล้ว ซึ่งแนวคิดคือโน้มน้าวจิตหรือกล่อมเกลาจิตใต้สำนึก ไม่ใช่เรื่องลี้ลับที่เชื่อกันในยุคก่อน

การสะกดจิตมีประโยชน์ต่อคนกลุ่มต่าง ๆ เช่นกลุ่มคนที่มีปัญหาทางสภาพจิตใจรูปแบบต่าง ๆ อาทิ เครียดง่าย โมโหร้าย ใจร้อน กดดันตัวเอง คาดหวัง ตื่นเต้น วิตก ท้อแท้ หดหู่ ฯลฯ รวมถึงมีประโยชน์ในแง่การสร้างความ มั่นใจให้คน เช่น พนักงานขาย

ทุก ๆ ศาสตร์นั้น เมื่อมีประโยชน์ก็อาจมีโทษได้ด้วย เช่นเดียวกับศาสตร์ “สะกดจิต” ที่อาจถูกคนไม่ดีนำไปใช้ในทางไม่ดีได้เหมือนกัน เช่น รูดทรัพย์ แต่อย่างไรก็ตาม หากสะกดจิตคน 10 คนในสถานที่ทั่วไป อาจมีเพียง 1 คนเท่านั้นที่โดนสะกดจิต ด้วยปัจจัยต่าง ๆ

ปัจจัยที่ว่าก็อาทิ สภาพแวดล้อม ความพร้อม และความไม่พร้อมของผู้ถูกสะกดจิต เช่นบางคนอาจเครียดเรื่องอื่นอยู่ ก็จะไม่ได้ผล ซึ่งประสิทธิภาพของการสะกดจิตนั้นต้องมีปัจจัยเอื้อต่าง ๆ หลายข้อ อาทิ ทำซ้ำ ๆ มีการชี้นำ การสร้างความหวัง การชดเชยสิ่งที่ขาดไป แต่กระนั้นการ “สะกดจิตหมู่” ก็จะให้ผลดีกว่าสะกดจิตเดี่ยว ๆ เพียงแต่ต้องใช้เวลานานมาก และต้องมีองค์ประกอบ มีบรรยากาศที่เอื้อต่อการสะกดจิตหมู่

ผู้ได้รับการสะกดจิตจะเข้าไปสู่ภวังค์ ภวังค์นี้มีหลายระดับดังนี้

1. ภวังค์ที่อ่อนมาก ผู้ถูกสะกดจะคลายความตึงเครียดเท่านั้น ผู้ถูกสะกดจะบอกผู้สะกดว่ารู้ทุกอย่าง แต่แกล้งอยู่นิ่ง ๆ

2. ภวังค์อย่างอ่อน เริ่มเข้าสู่ภวังค์มากขึ้น ผู้ถูกสะกดจะลืมตาไม่ขึ้น การหายใจจะช้าและลึก

3. ภวังค์ปานกลาง ผู้รับการสะกดจิตจะปิดตาสนิท อาจถูกทำให้เกิดอาการชาเฉพาะที่ และยกแขนยกขาขึ้นได้ตามที่สั่ง ระยะนี้ผู้รับการสะกดยังจำอะไรต่ออะไรที่ผู้สะกดสั่งได้บ้างแต่เลือนลาง

4. ภวังค์ชั้นลึก ผู้รับการสะกดจะลืมเหตุการณ์ทุกอย่างหมด กล้ามเนื้อจะแข็งเกร็งตามสั่ง อาจถูกทำให้ชาและนำไปผ่าตัดได้โดยไม่ต้องวางยาสลบ ภวังค์ชั้นนี้มีประโยชน์ในการรักษาโรคบางชนิดได้

วิธีการสะกดจิต

วิธีการสะกดจิตมีอยู่หลายวิธี แล้วแต่ความถนัดและความพอใจของผู้สะกดว่าจะเลือกใช้วิธีใด ซึ่งพอจะสรุปได้โดยย่อ ดังนี้

1. การใช้เสียงพูดจูงใจโดยตรง เสียงที่พูดจะต้องเป็นเสียงอ่อน ๆ มีเสียงประสาน และน้ำเสียงควรอยู่ในระดับเดียวกันตลอด เราจะเห็นว่าเสียงที่แม่กล่อมลูกมีความไพเราะประสานกัน ซ้ำไปซ้ำมา ช่วยให้เด็กเกิดความเคลิบเคลิ้มและหลับไป เสียงของนักสะกดจิตก็คล้ายคลึงกัน วิธีนี้เป็นวิธีที่ผมใช้ในการสะกดจิต เสียงและน้ำเสียงเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการสะกดจิต น้ำเสียงที่อยู่ในระดับเดียวกันหรือที่เรียกว่า "เสียงโมโนโทน" จะเป็นสิ่งจูงใจได้อย่างดียิ่ง คำพูดที่ใช้ในการสะกดมีความสำคัญไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่ากัน การใช้คำพูดที่มีความหมาย การใช้ภาษาพูดที่สุภาพแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจในการสั่งซ้ำกันบ่อย ๆ และกลมกลืนกันในบรรยากาศที่เงียบสงบ ก็จะทำให้การสะกดจิตดำเนินไปอย่างได้ผล

2. การใช้ยาบางชนิดฉีดเข้าไปในผู้รับการสะกด ก็มีผลทำให้สะกดจิตได้ แต่ไม่นิยมกัน เพราะควบคุมไม่ได้ และทำให้ตื่นในเวลาที่ต้องการไม่ได้

3. การให้ฟังเสียงบางอย่างที่ก่อให้เกิดความเคลิบเคลิ้ม เช่น ฟังเสียงของนาฬิกา เสียงดนตรี เป็นต้น

4. การใช้วัตถุเคลื่อนไหวในระดับเดียวกับนัยน์ตาของผู้รับการสะกด อาจจะให้วัตถุเคลื่อนไปมาหรือเคลื่อนใกล้เข้ามาที่หน้าของผู้รับการสะกดทีละน้อยๆ พร้อมกับพูดจูงใจไปเรื่อยๆ ก็จะมีผลทำให้ผู้ป่วยตาลาย คลายความตึงเครียดและเข้าสู่ภวังค์ได้

ลัทธิและศาสนาใช้การสะกดจิตเพื่อผลประโยชน์

เมื่อผมสามารถสะกดจิตได้อย่างเก่งกาจ สิ่งหนึ่งที่ผมเข้าใจก็คือ มีลัทธิและศาสนาบางอย่างที่เอาการสะกดจิตมาเป็นเครื่องมือในการหลอกลวง หรือควบคุมสมาชิก ขอยกตัวอย่างดังนี้

1. พวกศูฟีย์หลายพวกใช้การสะกดจิตเพื่อควบคุมสมาชิกให้อยู่ใต้อำนาจ สานุศิษย์ที่ถูกสะกดจิตจะเคารพภักดีต่ออาจารย์จนไม่อาจโงหัวขึ้นมาได้เลย ในขณะเดียวกันอาจารย์ก็สามารถป้อนข้อมูลให้ลูกศิษย์ที่ถูกสะกดจิตเห็นภาพหลอน เช่น สวรรค์ นรก หรือเห็นความวิเศษของอาจารย์ เช่น เห็นอาจารย์บินมาจากฟ้า

2. การนั่งกรรมฐาน ทำสมาธิในศาสนาพุทธ ก็คือการสะกดจิตตัวเอง การสะกดจิตขั้นหนักจะทำให้ผู้ถูกสะกดจิตเห็นภาพหลอน เช่น เห็นสวรรค์หรือนรก





26 เมษายน 2553

ถ้าเอาเงินที่ซื้อพรมนี้ไปให้แก่ลูกกำพร้า


กำลังคิดว่า ถ้าเอาเงินที่ซื้อพรมนี้ไปให้แก่ลูกกำพร้า 1000 คน พวกเขาก็คงอยู่ดีกินดีเป็นเวลาหลายปี

วันที่ 15 Christie's ลอนดอน ได้ทำลายสถิติ ขายพรมผืนหนึ่งที่มีชื่อว่า Kirman Vase ในราคา 6,2 ล้านปอนด์ ซึ่งทำลายสถิติพรม Pearl Carpet of Baroda ที่ขายในราคา 3.6 ล้านปอนด์เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นพรมที่ใช้ไข่มุกจากบัศเราะหฺประดับจำนวน 1.5 ล้านเมตร เชื่อว่าเป็นพรมที่มหาราชาแห่งบาโรดาทรงสั่งให้ทำขึ้นเพื่อเอาไปปูในห้องสุสานท่านศาสนทูตมุฮัมมัด แต่มหาราชาองค์นี้เสียชีวิตก่อนที่จะได้ส่งพรมนี้ไปยังนครมะดีนะหฺ




25 เมษายน 2553

นบีนูหฺ จอมศาสนทูต และบิดาที่สองของมนุษยชาติ

นบีนูหฺ (ภาษาอาหรับ: نوح /นูหฺ/, ภาษาฮีบรู: נוֹחַ /โนอาฮฺ/) เป็นศาสนทูตของอัลลอหฺคนหนึ่ง ที่พระองค์ได้ทรงส่งมาเพื่อตักเตือนผู้คนในอดีต
นามของศาสดานูหฺปรากฏในอัลกุรอาน 43 ครั้ง แต่ละครั้งมีความแตกต่างกัน บางครั้งกล่าวถึงสภาพชีวิตของท่านเช่น ซูเราะฮฺอัชชุอะรออ์ ซูเราะฮฺอัลมุอ์มินูน ซูเราะฮฺอะอฺรอฟ ซูเราะฮฺอัลก็อมัร และซูเราะฮฺฮูด นอกจากนี้พระองค์ยังให้เกียรติท่านโดยตั้งชื่อซูเราะฮฺหนึ่งว่า ซูเราะฮฺนูหฺอีกด้วย ในซูเราะหฺนูหฺและซูเราะหฺฮูดนี้ได้กล่าวถึงประวัติของนบีนูหฺไว้อย่างละเอียด
นบีนูหฺได้อยู่ร่วมกับหมู่ชนของท่านเพื่อประกาศเผยแผ่สาส์นแห่งอัลลอฮฺเป็นเวลานาน 950 ปี ({29:14}) ถึงกระนั้นก็ตาม ก็มีผู้ที่มีศรัทธาต่อท่านเพียงไม่ถึงหนึ่งร้อยคน แม้กระทั่งภรรยา ({66:10}) และบุตรชายของท่านเองคนหนึ่งก็ไม่ยอมศรัทธาต่อนบีนูหฺ ในที่สุด เมื่อเห็นว่าพวกเขาทุกรุ่น ล้วนแต่ดื้อรั้น ท่านจึงได้วิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้ทำลายล้างผู้คนเหล่านั้น อัลลอฮฺจึงได้ส่งอุทกภัย ท่านนำบรรดาผู้ที่มีศรัทธาลงเรือพร้อมกับสามคน แต่บุตรชายที่ไม่ศรัทธานั้น ไม่ยอมลงเรือกับท่าน ในที่สุดก็ต้องจมน้ำตาย ({11:42-43)}
คุณสมบัติของประชาชาตินูหฺ
1. ประชาติของนูฮฺตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺด้วยการสักการะบูชาเจว็ด อันได้แก่ วัดดฺ สุวาอฺ ยะฆูษ ยะอูก และนัสรฺ
{71:23} "และพวกเขาได้กล่าวว่า พวกเธออย่าได้ทอดทิ้งบรรดาสิ่งสักการะบูชาของพวกเธอเป็นอันขาด พวกเธออย่าได้ทอดทิ้งวัดดฺ และสุวาอฺ และยะฆูษ และยะอูก และนัสรฺ เป็นอันขาด"
2. เป็นกลุ่มชนที่หลงใหลในอำนาจและทรัพย์สิน จะเชื่อฟังเฉพาะผู้ที่มีอำนาจและคนที่ร่ำรวย
{71:21} นูฮฺได้กล่าวว่า "โอ้ พระเจ้าของข้าฯ! แท้จริงพวกเขาได้ฝ่าฝืนข้าฯและเชื่อฟังผู้ที่ทรัพย์สินของเขา และลูกหลานของเขาไม่ได้เพิ่มอันใดแก่พวกเขา นอกจากความสูญเสีย"
2. เป็นกลุ่มชนที่โง่เขลาและดื้อด้านไม่ยอมรับฟังสัจธรรม แม้นบีนูฮฺจะพยายามทุกวิถีทางในการตักเตือน ไม่ว่าจะเป็นแบบลับ ๆ หรือเปิดเผย ด้วยเสียงค่อย หรือเสียงดัง ทั้งกลางวัน หรือกลางคืน พวกเขาก็ไม่ยอมมีศรัทธา
{71:5} เขากล่าวว่า "โอ้ พระเจ้าของข้าฯ! แท้จริงข้าฯได้เรียกร้องเชิญชวนหมู่ชนของข้าฯทั้งยามราตรีและทิวา"
{71:6} "แต่การเรียกร้องเชิญชวนของข้าฯไม่ได้เพิ่มสิ่งใดแก่พวกเขา นอกจากการหลบหนี"
{71:7} "และแท้จริงทุกครั้งที่ข้าฯเรียกร้องเชิญชวนพวกเขา เพื่อที่พระองค์จะได้อภัยโทษให้แก่พวกเขา พวกเขาก็เอานิ้วอุดรูหูของพวกเขา และเอาเสื้อผ้าของพวกเขาคลุมโปง และพวกเขายังดื้อรั้น และหยิ่งยโสด้วยความจองหอง"
3. สังคมเต็มไปด้วยการกดขี่และความเสื่อมเสีย จนไม่อาจจะแก้ไขได้อีกต่อไป มีวิธีเดียวเท่านั้นก็คือการทำลายให้สิ้นซาก
{71:26} และนูหฺได้กล่าวว่า "โอ้ พระเจ้าของข้าฯ! โปรดอย่าได้ทรงปล่อยให้พวกปฏิเสธศรัทธาหลงเหลืออยู่ในแผ่นดินนี้เลย"
{71:27} "เพราะหากพระองค์ทรงปล่อยให้พวกเขาหลงเหลืออยู่ พวกเขาก็จะหลอกลวงให้ปวงบ่าวของพระองค์หลงผิด และพวกเขาจะให้กําเนิดแต่พวกเลวทราม พวกปฏิเสธศรัทธาเท่านั้น"
นบีนูฮฺมีคุณลักษณะดีเด่นกว่าบรรดาศาสนทูตอื่น ๆ เนื่องจากว่า
1. เป็นศาสนทูตคนแรกในเหล่า "อูลุลอัซมิ" ที่มีจำนวนทั้งหมด 5 คน คนต่อไปคืออิบรอฮีม มูซา อีซา และมุหัมมัด
{42:13} พระองค์ได้ทรงกำหนดศาสนาแก่พวกเธอ เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงบัญชาแก่นูหฺ และที่เราได้วิวรณ์แก่เธอก็เช่นเดียวกับที่เราได้บัญชาแก่อิบรอฮีม และมูซา และอีซาว่า "พวกเธอจงดํารงศาสนาไว้ให้คงมั่น และอย่าแตกแยกกันในเรื่องศาสนา สิ่งที่เธอเรียกร้องเชิญชวนบรรดาผู้ตั้งภาคีให้ตามนั้น เป็นเรื่องใหญ่สำหรับพวกเขา อัลลอฮฺทรงเลือกสำหรับพระองค์ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และทรงนำทางผู้ที่ผินหน้าสู่พระองค์นั้นให้เข้าสู่พระองค์"
{33:7} และจงรำลึกเมื่อเราได้เอาคํามั่นสัญญาของพวกเขาจากบรรดานบี และจากเธอ และจากนูหฺ และอิบรอฮีม และมูซา และอีซา บุตรมัรยัม และเราได้เอาคํามั่นสัญญาอย่างหนักแน่นจากพวกเขา
2. เป็นบิดาคนที่สองแห่งมนุษยชาติ เพราะเผ่าพันธุ์มนุษย์สืบเชื้อสายมาจากท่าน เพราะหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมโลก ไม่มีใครรอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้เลยนอกจากนูหฺ บรรดาลูกของท่านและสาวกผู้ซื่อสัตย์บางคนเท่านั้น
{37:75} อันที่จริงนูหฺได้วิงวอนขอต่อเรา ดังนั้นผู้ตอบสนองช่างประเสริฐเสียนี่กระไร!
{37:76}
และเราได้ช่วยเขาและชุมชนของเขาให้พ้นจากทุกข์ภัยอันมหันต์
{37:77}
และเราได้ให้วงศ์วานของเขายังคงมีชีวิตอยู่
{37:78}
และเราได้จรรโลงในกลุ่มชนรุ่นหลัง
{37:79}
ความศานติจงมีแด่นูหฺในสากลโลก
{37:80}
แท้จริง เช่นนั้นแหละเราจะตอบแทนผู้กระทำความดีทั้งหลาย
{37:81}
แท้จริง เขาอยู่ในปวงบ่าวของเราผู้มีศรัทธา
{37:82}
แล้วเราได้ให้พวกอื่นจมน้ำตาย
{11:40} จนกระทั่งเมื่อคําบัญชาของเราได้มา และน้ำได้พวยพุ่งออกจากเตา เรากล่าวว่า "จงบรรทุกไว้ในเรือจากทุกชนิดเป็นคู่ ๆ และครอบครัวของเธอด้วย -เว้นแต่ผู้ที่พระดํารัสได้กําหนดแก่เขาไว้ก่อน- และผู้มีศรัทธา" แต่ไม่มีผู้มีศรัทธาร่วมกับเขานอกจากจํานวนเล็กน้อย
3. นูฮฺมีอายุยืนและใช้เวลาในการเผยแพร่ศาสนายาวนานที่สุด
{29:14} และโดยแน่นอนเราได้ส่งนูฮฺไปยังหมู่ชนของเขา และเขาได้อยู่ร่วมกับพวกเขาหนึ่งพันปีเว้นห้าสิบปี
นักวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในประเด็นเกี่ยวกับอายุของท่านศาสดานูหฺว่าท่านมีอายุ 950 ปีหรือว่าท่านทำหน้าที่เป็นศาสดา 950 ปีกันแน่ รายงานจากเกาะตาดะฮฺว่า กล่าวกันว่าอายุของนูหฺรวมแล้ว 950 ปี อยู่กับพวกเขาก่อนจะสั่งสอนพวกเขา 300 ปี สั่งสอนพวกเขา 300 ปี และมีชีวิตหลังจากน้ำท่วมโลก 350 ปี (ดู อิบนุกะษีร) คำว่า {เขาได้อยู่ร่วมกับพวกเขาหนึ่งพันปีเว้นห้าสิบปี} คือการใช้ชีวิตร่วมกับพวกเขา ซึ่งย่อมหมายถึงการใช้ชีวิตก่อนการเป็นศาสดา และหลังจากอุทกภัยอีกด้วย เพราะนูฮฺยังอยู่กับลูก ๆ และสาวกของท่านหลังจากอุทกภัยอีกชั่วระยะเวลาหนึ่ง นอกจากนี้คัมภีร์เตารอฮฺ (คัมภีร์พระธรรมเดิม) ระบุว่าหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมโลก ศาสดานูหฺยังมีชีวิตอยู่อีกถึง 350 ปีและเสียชีวิตตอนอายุ 950 ปี (พระธรรมปฐมกาล 9:28-29)

17 เมษายน 2553

อิสลามบัญญัติห้ามการพนันทุกชนิด

การพนัน (ภาษาอาหรับ: /มัยสิร/) หมายถึง การเล่นชนิดหนึ่งเพื่อเอาเงินหรือสิ่งอื่นใดด้วยการเสี่ยงโชค โดยการทำนายหรือคาดเดาผลที่เกิดขึ้นในอนาคต การพนันอาจแบ่งได้หลายอย่าง เช่น การพนันในการแข่งขัน ตัวอย่างเช่น เกมไพ่ เกมลูกเต๋า การพนันโดยการทำนายผลที่คาดว่าเกิดขึ้นในอนาคตเช่น การแทงบอล การแทงม้า และการพนันที่ไม่มีการแข่งขันโดยขึ้นกับความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ที่เกิดเช่น หวย

ศาสนาอิสลามห้ามการพนันทุกชนิด และถือว่าเป็นบาปอันใหญ่หลวง เพราะว่า นอกจากผู้ที่เล่นการพนันจะหมดเนื้อหมดตัวแล้ว ยังก่อให้เกิดอาชญากรรมในสังคมอีกด้วย

อัลลอหฺทรงบัญญัติห้ามการพนันในอัลกุรอาน


{5:90} ดูกร บรรดาผู้มีศรัทธา! อันที่จริงสุรา และการพนัน และแท่นบูชายันต์ และการเสี่ยงทายด้วยไม้ติ้วนั้นเป็นสิ่งโสมมอันเกิดจากการกระทำของชัยฏอน ดังนั้นพวกเธอจงห่างไกลจากมันเสียเถิด เพื่อว่าพวกเธอจะได้รับความสำเร็จ

{5:91} ที่จริงชัยฏอนนั้นเพียงต้องการที่จะให้เกิดการเป็นศัตรูกันและการเกลียดชังกันระหว่างพวกเธอในสุราและการพนัน และมันจะหันเหพวกเธอออกจากการรำลึกถึงอัลลอหฺและการนมาซ แล้วพวกเธอจะยุติไหม?

{2:219} พวกเขาจะถามเธอเกี่ยวกับน้ำเมา และการพนัน จงกล่าวเถิดว่า "ในทั้งสองนั้นมีโทษและมีคุณหลายอย่างแก่ผู้คน แต่โทษของมันทั้งสองนั้น มากกว่าคุณของมัน" และพวกเขาจะถามเธอว่า "พวกเขาจะบริจาคสิ่งใด?" จงกล่าวเถิดว่า "สิ่งที่เหลือใช้" ในทำนองนั้นแหละ อัลลอหฺจะทรงแจกแจงโองการทั้งหลายแก่พวกเธอ เพื่อพวกเธอจะได้ใคร่ครวญ

16 เมษายน 2553

เหยือกน้ำแห่งอาณาจักรอุมัยยะฮฺ


เราลงทุนกับเพื่อนซื้อเหยือกน้ำที่มาจากสมัยอาณาจักรอุมัยยะฮฺ เป็นเหยือกสีน้ำเงินงดงาม ราคา US$7,000 หาลูกค้าเท่าไหร่ก็ไม่มีใครสนใจ เพราะเขากลัวกันหนักกันหนา ว่าจะเป็นของปลอม เพราะทำปลอมกันเยอะ ในที่สุดก็เอาไปแลกกับหนังสือ manuscript ที่คัดมาจากต้นฉบับของ Ibn Sina เขาจะเอาราคา £17,000 โดยเพิ่มเงินให้เจ้าของหนังสืออีก £2,000

ตรวจไปตรวจมา ก็รู้ว่าหนังสือนี้มีอายุราว 200 ปี แต่มีการตกแต่งให้สวยงามภายหลัง เอาหนังสือเล่มนี้ไปจะขายให้ลูกค้า ก็ไม่เข้าตาลูกค้า สุดท้ายต้องเอาไปแลกกับสินค้าอื่น กับมิสเตอร์เอไอ จำไม่ได้ว่าแลกกับอะไร เพราะแลกหลายครั้ง

เอาเป็นว่ามิสเตอร์อี ที่ได้เหยือกสีน้ำเงินไป ก็เอาไปตั้งขายใน Christies ที่ King Street ลอนดอน เมื่อวันอังคารที่ 13 เมษายน 2010 ผ่านมา

ราคาขายคือ £27,500

ริซกีของเรามีแค่ไหน ก็เอาได้แค่นั้น เหยือกน้ำนี้ก็ท่องไปเรื่อย ๆ จนกว่ามันเองจะแตก


15 เมษายน 2553

การระลึกชาติ (Reincarnation) มีจริงหรือ?

การระลึกชาติเป็นปรากฏการพาราจิตวิทยา ที่เกิดขึ้นในกลุ่มชนผู้เชื่อว่า มนุษย์เวียนว่ายตายเกิด เช่น ในกลุ่มชนผู้นับถือศาสนาพราหมณ์ และพุทธเป็นต้น แต่ก็เคยมีปรากฏบางครั้งบางคราวในยุโรปเช่นกัน แม้ว่าผู้ที่คิดว่าตนระลึกชาติได้นั้นไม่ใช่พุทธหรือพราหมณ์ ทว่าไม่เคยปรากฏว่ามีมุสลิมคนใดระลึกชาติได้ เพราะไม่มีความเชื่อเรื่องนี้ในอิสลาม

ศาสนาจึงมีบทบาทในปรากฏการณ์รำลึกชาติอย่างไม่ต้องสงสัย นักพาราจิตวิทยาอธิบายว่า ตามความเป็นจริงแล้วการระลึกชาตินี้เกิดขึ้นได้ด้วยเหตุผล 2 ประการคือ

1. การที่บุคคล ๆ นั้นได้นำข้อมูลออกมาจากจิตใต้สำนึก เป็นข้อมูลที่เคยได้ยินมาในอดีต แล้วลืมไป ต่อมาเมื่อตกอยู่ในภาวะภวังค์ (เช่นการสะกดจิตตนเอง หรือถูกสะกดจิต ที่เป็นไปในรูปแบบการนั่งวิปัสสนา เข้าทรง หรือ อื่น ๆ) ก็สามารถรำลึกถึงข้อมูลนี้ได้ ทว่าข้อมูลที่ได้มานั้นได้ถูกบิดเบือนด้วยความตั้งใจหรืไม่ตั้งใจ ให้เป็นข้อมูลที่เกี่ยวตนเอง เช่นเรื่องของสตรีอเมริกันคนหนึ่งที่ระลึกชาติได้ว่า นางเคยเป็นสตรีชาวไอร์แลนด์ในอดีตเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว เมื่อถูกสะกดจิต นางก็สามารถร้องเพลงและเต้นรำแบบไอริชได้ อีกทั้งยังสามารถพูดภาษาไอริชได้อีกด้วย นักวิทยาศาสตร์สาขาพาราจิตวิทยาจึงศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นกับสตรีคนนี้ด้วยความสนใจ แต่เมื่อได้สืบประวัติของนาง ก็ทราบผลมาว่าในอดีต นางเคยมีเพื่อนบ้านที่มาจากไอร์แลนด์ จึงไม่ต้องสงสัยว่านางเคยรู้เรื่องของไอร์แลนด์มาไม่มากก็น้อย การระลึกชาติของนางจึงเป็นเพียงการระลึกถึงเรื่องที่นางเคยได้ยินมา แต่นางคิดว่าเกิดขึ้นกับตนจริง ๆ นางอาจจะไม่ได้ตั้งใจโกหก

2. การการอ้างระลึกเพื่อเรียกร้องความสนใจ หากศึกษาการระลึกชาติของเด็กในอินเดีย จะพบว่า เด็กที่ระลึกชาติได้นั้น ส่วนมากจะเป็นเด็กฉลาด ที่มีปัญหาทางครอบครัว และพฤติกรรมอันนี้จะเพียงแค่ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะหายไป เด็กบางคนสามารถนำหลักฐานต่าง ๆ มาแสดงว่าตนเคยมีชีวิตอยู่ในอดีตจริง ทว่าหากศึกษาดูให้ดี ๆ แล้ว จะพบว่าเด็กเหล่านั้นเคยฟังผู้ใหญ่พูดเรื่องใดเรื่องหนึ่งในอดีตขณะที่ยังเป็นเด็กเล็ก ต่อมาอีกหลายปี เด็กคนนั้นก็จะเอาเรื่องดังกล่าวมาเล่าใหม่เป็นของตน ผู้ใหญ่รอบข้างก็จะยอมรับว่าถูกต้อง โดยลืมไปแล้วว่า อันที่จริงตนนั่นแหละที่เคยเล่าเรื่องดังกล่าวให้คนอื่นฟัง และคนที่นั่งฟังอย่างสนใจในตอนนั้นก็คือหนูน้อยตัวเล็ก ๆ ที่พวกเขาคิดว่าเป็นผู้วิเศษ ระลึกชาติได้ในวันนี้ การระลึกชาติประเภทนี้ก็คือ ความทรงจำและความฉลาดของคน ในการที่จะหลอกคนอื่นเพื่อเรียกร้องความสนใจ (หากเป็นเด็ก) หรือ
เพื่อหารายได้เข้าตัว (หากเป็นผู้ใหญ่)

อิสลามเห็นพ้องกับนักนักวิยาศาสตร์สาขาพาราจิตในเรื่องนี้ และไม่เชื่อว่ามนุษย์ระลึกชาติได้ นั่นก็เพราะว่ามนุษย์เกิดมาบนโลกนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

เอาของไปประมูลขายที่ Sotheby's, London


เมื่อวาน (14 เมษายน) ที่ Sotheby's ก็มีการประมูลของจากโลกอิสลามด้วย เราก็เลยต้องตรวจดูเว็บของ Sotheby's เพื่อติดตามดูของที่ มิสเตอร์บี ผู้เป็รบิสนิสพาร์ทเนอร์เอาไปตั้งประมูลขาย โดยให้หนุ่มบริทิชช่วยนำเข้า แต่ราคาที่ได้มากลับผิดคาด เพราะขายได้แค่ 5000 ปอนด์ ซึ่งหลังจากหักค่าธรรมเนียมแล้วก็คง 4000 กว่า อันเป็นราคาซื่้อมา

ที่ Sotheby วันนี้ มิสเตอร์บีก็ไปดูด้วย แล้วก็เจอกับดอกเตอร์ผู้เป็นพนักงานของบริษัทค้าหนังสือโบราณ (ที่บอกไปเมื่อวาน) นั้นด้วย แกก็เลยถามว่า ตกลงหนังสืออีกเล่มนึงที่จะขายในราคา 12,000 ปอนด์ จะเอาหรือไม่เอา? ถ้าไม่เอาจะเสียใจนา เหมือนกับหนังสือเมื่อวานไง ที่ตกลงจะขายให้คุณในราคา 12,000 ปอนด์ แล้วคุณเล่นตัวไม่ยอมรับซื้อ

เมื่อวานแกก็คงอ่านอีเมลที่เราเขียนไปสะกิดแล้ว มิสเตอร์บีก็ซ้ำเติมอีก ว่าระวังน่ะ จะเสียใจ

มาวันนี้แกก็เลยยอมซื้อ

แสดงว่าอีเมลที่เขียนไปเมื่อวานได้ผล ...

13 เมษายน 2553

ประมูลหนังสือ ของ Qutb al-Din al-Shirazi ที่ Christies


เมื่อปีที่แล้ว เพื่อนอาหรับคนหนึ่งให้ช่วยขาย manuscript ที่คัดจากหนังสือของ Qutb al-Din al-Shirazi ไปขาย ตอนนั้นกำลังติดต่อกับพนักงานคนหนึ่งที่เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดการงานนิทรรศการหนังสือโบราณในพระราชวังของสุลต่านบรูไน ติดต่อกับเขามาตลอดทางอินเตอร์เน็ต อยู่ดี ๆ ก็เหมือนกับว่าเขาเสียชีวิตไป
หายไปแบบไม่มีร่องรอยอีกเลย พยายามเขียนเมลไปหาเขาหลายครั้ง ก็ไม่คำตอบอีกเลย

ก็เลยล้มเลิกที่จะติดต่อกับสุลต่าน เพื่อนอีกคนเอาไปเสนอที่บริษัทขายหนังสือเก่าที่มีชื่อแห่งหนึ่ง พนักงานที่นั่นกดราคาเหลือ £12,000 ทั้ง ๆ ซื้อมาในราคา 20,000 ดอลลาร์ ถ้าขายก็จะขาดทุน

พอไปบอกเจ้าของหนังสือ แกบอกว่า ไม่เป็นไร ขายเหอะ อยากได้เงินมาหมุนเวียน พอไปที่บริษัทใหม่ เขาเห็นว่าอยากขายเต็มที่ ก็เลยกดราคาอีกครั้ง จะซื้อในราคาแค่ £7,000 ก็กลับออกมาแบบฉุน เจ้าของหนังสือเลยเอาไปฝากขายที่ Christies ที่ลอนดอน

วันนี้เขาประมูลหนังสือนี้ที่ Christies ราคาที่ขายไปคือ £46,850 http://www.christies.com/LotFinder/lot_details.aspx?from=searchresults&intObjectID=5302967&sid=ca8a8efe-cec7-4057-8431-d0eed2349c0d ต่างกันเกือบสี่หมื่น เราก็เลยเขียนอีเมลไประบายความฉุนสักหน่อย ถึงดอกเตอร์ที่เป็นพนักงานที่นั่นบอกว่า คุณไม่น่าจะปฏิเสธ ราคาที่คุณเสนอเอง £12,000

ให้พวกที่บริษัทนั้นเกาจมูกเล่นด้วยความเสียดายสักสามวัน

ภาพต่อไปนี้คือภาพถ่ายของ manuscript ดังกล่าว ที่ถ่ายเมื่อปีที่แล้ว


ดูเพิ่มเติมใน Flickr.com