21 มิถุนายน 2552

คำพูดที่ดีจะยั่งยืน


อัลลอหฺตรัสว่า

{14:24} เธอไม่เห็นหรอกหรือว่า อัลลอหฺทรงยกอุทาหรณ์ไว้ว่า อุปมาคําพูดที่ดี ดั่งต้นไม้ที่ดี รากของมันฝังแน่นลึกมั่นคงและกิ่งก้านของมันชูขึ้นไปในท้องฟ้า

{14:25} ผลของมันจะออกมาทุกกาลเวลา โดยพระอนุมัติของพระเจ้าของมัน และอัลลอหฺทรงยกอุทาหรณ์แก่ปวงมนุษย์เพื่อพวกเขาจะได้รำลึก

{14:26} และอุปมาคําพูดที่เลว ดั่งต้นไม้ที่อับเฉาถูกถอนรากออกจากพื้นดิน มันไม่มีความมั่นคงเลย

{14:27} อัลลอหฺทรงให้บรรดาผู้ศรัทธาหนักแน่นด้วยคํากล่าวที่มั่นคง ในการมีชีวิตอยู่ทั้งในโลกนี้และในปรโลกและอัลลอหฺทรงให้บรรดาผู้ฉ้อฉลหลงทาง และอัลลอหฺทรงกระทำสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์

20 มิถุนายน 2552

นครอันติออค




{36:13} และจงเล่าเรื่องชาวเมืองนั้นแก่พวกเขา เมื่อมีทูตหลายคนมายังเมืองนั้น
จงเล่าเรื่องของนครอันติออคแก่ชาวอาหรับผู้ตั้งภาคี เมื่อนบีอีซาส่งทูตสามคนให้เดินทางจากปาเลสไตน์ไปเผยแผ่สาส์นของอัลลอหฺในเมืองนั้น

นครอันติออค

อันติออค เป็นชื่อเมืองโบราณแห่งหนึ่ง ปัจจุบันอยู่ในประเทศตุรกีมีชื่อ อันตาเกีย ซึ่งเป็นชื่อที่ยืมมาจากภาษาอาหรับ อันฏอกียะหฺ ซึ่งมาจากคำว่า Ἀντιόχεια อันติออเคีย ในภาษากรีก หรือ Antiochia ในภาษาละติน ก่อตั้งโดย Seleucus I ซึ่งเป็นอดีตทหารของอเล็กซานเดอร์มหาราช ในปี 300 ก่อนคริสตกาล ต่้อมาในช่วงปี 261-281 ก่อนคริสตกาล อันติออคุส ลูกครึ่งกรีกเปอร์เซียขึ้นปกครองเป็นจักรพรรดิ์ครองเมืองนี้ ตั้งแต่นั้นมาก็มีจักรพรรดิใช้ชื่อนี้หลายคน เมืองนี้จึงเป็นที่รู้จักกันในนามอันติออคสืบมา ประชาชนที่อาศัยในเมืองนี้เป็นชาวกรีก ในปี 40-39 ก่อนคริสตกาล อันติออคถูกชาวพารเธีย (เปอร์เซียโบราณ) เข้ายึดครอง และต่อมาก็ตกภายใต้อาณาจักรโรมัน

ประวัติศาสตร์ระบุว่า สาส์นของนบีอีซา (เยซู) เริ่มมาถึงอันติออคในปี 34 หรือ 36 แล้วในปี 37 ก็เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง จนจักรพรรดิ์คาลิกุลา (Caligula) แห่งโรม ซึ่งขึ้นปกครองในวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 37 ต้องส่งคนไปตรวจสอบเพื่อรายงานความเสียหาย

{36:14} เมื่อเราส่งทูตสองคนไปยังพวกเขา พวกเขาได้ปฏิเสธเขาทั้งสอง
ดังนั้น เราจึงหนุนเพิ่มด้วยทูตคนที่สาม แล้วพวกเขาได้กล่าวว่า "แท้จริงพวกเราถูกส่งมายังพวกท่าน"


เมื่ออัลลอหฺได้บัญชาให้อีซาส่งสาวกเป็นทูตนำสาส์นของอัลลอหฺคืออินญีลไปยังชาวเมืองอันติออค พวกชาวเมืองซึ่งบูชาเทวรูปของเทพเจ้าต่าง ๆ อันเป็นดาวเคราะห์บนท้องฟ้า และลุ่มหลงในโหราศาสตร์ ตามความเชื่อถือของชาวกรีกสมัยนั้น (Hellenistic religion) แต่ชาวเมืองก็ปฏิเสธคำสั่งสอนของทูตทั้งสอง อัลลอหฺจึงบัญชาอีซาให้ส่งทูตไปหนุนอีกคนหนึ่ง รวมเป็นสามคน

{36:15} พวกเขากล่าวว่า "พวกท่านมิใช่ผู้ใดอื่น นอกจากเป็นสามัญชนเช่นเดียวกับพวกเรา และพระผู้ทรงทรงเมตตามิได้ประทานสิ่งใดลงมา พวกท่านมิได้เป็นอื่นใดนอกจากกล่าวเท็จ"

พวกชาวอันติออคโต้ตอบทูตของอีซาว่า พวกทูตทั้งสามคนนั้นเป็นเพียงสามัญชนเหมือนกับชาวอันติออค ไม่ได้มีอะไรสำคัญเป็นพิเศษ และพระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ส่งสาส์นอะไรลงมาเลย พวกทูตแค่มาแอบอ้างหลอกลวงชาวบ้าน

{36:16} พวกเขากล่าวว่า "พระอภิบาลของเราทรงรู้ดียิ่งว่า แท้จริงเรา
ถูกส่งมายังพวกท่านอย่างแน่นอน
{36:17} และพวกเราไม่มีหน้าที่อื่นใด นอกจากการประกาศเชิญชวนอันชัดแจ้งเท่านั้น"


พวกทูตกล่าวตอบว่า อัลลอฮฺพระอภิบาลของพวกเขารู้ดีว่าพวกเขาไม่ได้โกหกหลอกลวง และยืนยันว่าพวกเขาได้รับคำบัญชาให้มาสั่งสอนสาส์นแห่งอัลลอหฺ

{36:18} พวกเขากล่าวว่า "แท้จริงพวกเราเห็นพวกท่านเป็นลางร้าย หากพวกท่านไม่ยอมหยุดยั้ง เราจะเอาหินขว้างพวกท่านจนตาย และแน่นอนการลงโทษอันเจ็บปวดจากพวกเราจะประสบแก่พวกท่าน"

ชาวเมืองอันติออคบอกแก่เหล่าทูตทั้งสามว่า พวกเขาเห็นพวกทูตเหล่านั้นเป็นสิ่งอัปมงคล เป็นลางร้าย จึงหักห้ามไม่ให้ทำการสอนอีกต่อไป มิฉะนั้นแล้วพวกเขาจะสังหารพวกทูตทั้งสามด้วยการทุบตีด้วยก้อนหินจนตาย หรือขู่ว่าพวกเขาประทุษร้ายพวกทูตให้เจ็บปวดอย่างสาหัส

{36:19} พวกเขากล่าวว่า "ลางร้ายของพวกท่านอยู่กับพวกท่านเอง พวกท่านได้ถูกตักเตือนมาก่อนแล้วมิใช่หรือ? ทว่าพวกท่านเป็นหมู่ชนผู้ฝ่าฝีนต่างหาก"

ทูตทั้งสามตอบว่า ลางร้ายที่พวกเขาคิด เป็นของพวกเขาเอง พวกเขาได้ถูกสอนตักเตือนมาแล้ว แต่เพราะความดื้อรั้น พวกเขาจึงยังคงปฏิเสธคำสั่งสอนของอัลลอหฺ

{36:20} และชายคนหนึ่งจากชานเมืองได้มาอย่างรีบเร่ง เขากล่าวว่า "พวกท่านจงปฏิบัติตามบรรดาทูต"
{36:21} "พวกท่านจงปฏิบัติตามผู้ที่มิได้เรียกร้องรางวัลใด ๆ จากพวกท่าน"

เมื่อได้ข่าวว่า ชาวเมืองกำลังจะประทุษร้ายทูตทั้งสาม ชายคนหนึ่งจากชานเมืองก็รีบวิ่งเข้ามาสกัดกั้นชาวเมืองไม่ให้ทำร้ายเหล่าทูต

ชายผู้นี้ บรรดาหนังสือตัฟสีรระบุว่า เขาชื่อ ฮะบีบ อันนัจญารฺ คำแรกแปลว่า คนที่รัก คำที่สองแปลว่า ช่างไม้ ซึ่งเป็นชื่อที่แปลมาจากภาษากรีกแล้ว ชื่อของเขาในภาษากรีกน่าจะเป็น ธิโอฟีลุส (Theophilus ผู้รักพระเจ้า) หรือ ฟีโล (Philo ผู้รัก) ก่อนที่บรรดาทูตจะเข้าเมืองได้พบกับฮะบีบ จึงแสดงปาฏิหาริย์ให้ฮะบีบด้วยการรักษาโรคร้ายให้แก่ฮะบีบหรือบุตรของฮะบีบ จนกระทั้งฮะบีบเลื่อมใสในศาสนาของอัลลอฮฺ เมื่อได้ข่าวว่าพวกทูตกำลังถูกทำร้าย จึงรีบเข้ามาห้ามปราม

ฮะบีบกล่าวว่า

{36:22} "และเหตุใดเล่าฉันจะไม่เคารพภักดีผู้ทรงบังเกิดฉัน และยังพระองค์เท่านั้นที่พวกท่านจะถูกนำกลับไป"
{36:23} "จะให้ฉันยึดถือพระเจ้าอื่นใด นอกจากพระองค์กระนั้นหรือ? หากพระผู้ทรงเมตตาทรงประสงค์จะก่อความทุกข์ยากแก่ฉัน การสงเคราะห์ของพวกเขาจะไม่ก่อประโยชน์อันใด
แก่ฉันเลย และพวกเขาก็มิอาจช่วยฉันให้รอดพ้น"
{36:24} "แท้จริง เมื่อนั้นฉันจะอยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้ง"
{36:25} "แท้จริงฉันศรัทธาต่อพระอภิบาลของพวกท่าน ดังนั้น พวกท่านจงฟังฉันเถิด"


เมื่อฮาบีบประกาศว่าเขาศรัทธาต่ออัลลอหฺ ชาวเมืองอันติออคก็พากันทำร้ายร่างกายจนกระทั่งฮาบีบสิ้นชีวิต วิญญาณของฮะบีบจึงได้รับการนำเข้าสวรรค์ทันที

{36:26} มีเสียงกล่าวว่า "จงเข้าในสวรรค์เถิด" เขากล่าวว่า "โอ้ มาตรว่าหมู่ชนของฉันได้รู้!"
{36:27} "ถึงการที่พระอภิบาลของฉันทรงอภัยให้แก่ฉัน และทรงทำให้ฉันอยู่ในหมู่ผู้มีเกียรติ"

มะลาอิกะฮฺกล่าวต้อนรับฮะบีบว่า "จงเข้าไปในสวรรค์เถิด" เมื่อฮะบีบเข้าสวรรค์แล้วเห็นความสุขสันต์ในนั้น ก็อุทานออกมาว่า ถ้าหมู่ชนชาวอันติออคได้เห็นว่าการตอบแทนในโลกหน้าเป็นเช่นไร ก็คงจะดี เพราะผู้ที่ได้รับการให้อภัยจากพระผู้เป็นเจ้า จะมีที่พำนักอันมีเกียรติ และได้อยู่ร่วมกับบรรดาผู้มีเกียรติ

{36:28} และเรามิได้ส่งไพร่พลลงมาจากฟากฟ้าแก่หมู่ชนของเขาหลังจากเขา และเราก็มิจำเป็นต้องส่งพวกเขาลงมา
{36:29} มันมิใช่อื่นใด นอกจากเสียงกัมปนาทเพียงหนหนึ่ง แล้วเมื่อนั้นพวกเขาก็ดับเงียบ
{36:30} น่าเวทนาต่อปวงบ่าวนัก ไม่มีศาสนทูตคนใดมายังพวกเขา เว้นแต่พวกเขาได้เย้ยหยันเขา

การที่ชาวอันติออคร่วมกันฆ่าฮะบีบ และข่มขู่ทูตทั้งสาม ทำให้พระองค์ได้ลงโทษพวกเขาด้วยการบันดาลให้เกิดเสียงกัมปนาท แล้วชาวเมืองนั้นก็ล้มตายจนหมดสิ้น พระองค์ไม่ทรงจำเป็นที่จะต้องส่งกองทัพมะลาอิกะฮฺมาจากฟ้าเพื่อทำลายพวกเขาเลย

น้ำ คือชีวิตของสิ่งมีชีวิต


{และพระองค์คือพระผู้ทรงนำน้ำลงมาจากฟ้าเป็นเครื่องดื่มสำหรับพวกเธอ} (อัลกุรอาน 16:10)
{และเราได้นำน้ำลงมาจากฟ้าเป็นเครื่องทำความสะอาด} (อัลกุรอาน 25:48)

นอกจากใช้เป็นเครื่องดื่มและใช้เป็นเครื่องทำความสะอาดแล้ว (อัลกุรอาน 8:11) น้ำยังมีคุณสมบัติที่จำเป็นต่อชีวิตอีกมากจนนับไม่ถ้วน โลกมีน้ำมากกว่าสารประกอบอื่นใดทั้งหมด น้ำมีอยู่ในรูปของก๊าซ (ไอน้ำ) ของเหลว (น้ำ) และของแข็ง (น้ำแข็ง) ซึ่งล้วนแต่เกิดขึ้นในช่วงอุณหภูมิของโลก นอกจากนั้น วัตถุดิบนับพัน ๆ ชนิดซึ่งจำเป็นต่อชีวิตมนุษย์ สัตว์ และพืช จะต้องถูกลำเลียงในของเหลว เช่น เลือด หรือน้ำเลี้ยงต้นพืช น้ำคือสิ่งที่เหมาะสมที่สุดเพราะมันเป็นตัวละลายสารต่าง ๆ ได้มากชนิดกว่าของเหลวอื่น ๆ แม้กระทั่งตัวเสปิร์มของมนุษย์และสัตว์ก็ต้องอยู่ในน้ำ (อัลกุรอาน 32:8, 77:20, 86:6) ถ้าปราศจากน้ำ การบำรุงเลี้ยงและการสืบพันธ์จะต้องหยุดชะงัก เพราะสิ่งมีชีวิตต้องใช้น้ำเพื่อละลายสารประกอบต่าง ๆ ที่เป็นอาหารและใช้น้ำเป็นสื่อกลางในระบบการสืบพันธ์ {และอัลลอหฺทรงบันดาลสัตว์ทุกชนิดมาจากน้ำ} (อัลกุรอาน 24:45) {และพระองค์ทรงบันดาลมนุษย์มาจากน้ำ} (อัลกุรอาน 25:54) ดังนั้นหากไม่มีน้ำแล้ว ชีวิตก็จะไม่ทางเกิดขึ้น ดังนั้นน้ำจึงเปรียบเสมือนชีวิตของสิ่งมีชีวิต

นอกจากนั้น น้ำยังเป็นสิ่งแปลกประหลาดในด้านการเปลี่ยนแปลงความหนาแน่น ในขณะที่น้ำในแม่น้ำ ลำคลอง ในทะเลและทะเลสาบเย็นลง มันจะมีน้ำหนักมากขึ้นแล้วจมลงไปข้างล่าง ซึ่งจะทำให้น้ำส่วนที่อุ่นกว่าและเบากว่าลอยขึ้นมาอยู่ข้างบน แต่ในขณะที่น้ำใกล้ถึงจุดเยือกแข็ง ขบวนการนี้จะกลับกัน น้ำที่เย็นจัดจะมีน้ำหนักเบาขึ้นอีกครั้งและมันจะลอยขึ้นข้างบนสุด เมื่อน้ำกลายเป็นน้ำแข็งมันจะลอยอยู่เหนือน้ำ น้ำแข็งจึงเป็นเสมือนฉนวนที่ป้องกันไม่ให้น้ำข้างใต้แข็งตัว เป็นการช่วยปกป้องชีวิตสัตว์น้ำต่าง ๆ ถ้าปราศจากคุณสมบัติพิเศษนี้ ปริมาตรน้ำแข็งในภูมิประเทศที่มีฤดูหนาว ก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี หากมันจมลงก้นทะเล แสงแดดในฤดูร้อนปีถัดมาก็ไม่อาจจะละลายน้ำแข็งนั้นได้ ภายในเวลาไม่กี่ปีน้ำส่วนใหญ่ในแม่น้ำและทะเลสาบ หรือแม้แต่ในมหาสมุทรก็จะกลายเป็นน้ำแข็งเกือบหมด โลกนี้ก็จะมีแต่น้ำแข็ง และไม่เหมาะสำหรับสิ่งมีชีวิตอีกต่อไป

ทุกวินาทีความร้อนจากดวงอาทิตย์จะเปลี่ยนน้ำจำนวนมหาศาลที่อยู่บนผิวโลกให้กลายเป็นไอน้ำ ไอน้ำซึ่งเบากว่าอากาศจะลอยสูงขึ้นและก่อตัวเป็นเมฆบนท้องฟ้า เป็นเหาะคุ้มกันรังสีอันตรายและความร้อนจากดวงอาทิตย์ให้แก่ชีวิตบนโลก กระแสอากาศจะพัดพาก้อนเมฆเหล่านี้ให้กระจัดกระจายออกไปทั่วโลก (อัลกุรอาน 32:27) และภายใต้สภาพที่เหมาะสม ก้อนเมฆหรือความชื้นนี้ก็จะตกลงมาเป็นฝน (อัลกุรอาน 78:14) ซึ่งขนาดของเม็ดฝนจะมีขนาดที่ไม่ใหญ่เกินไปนัก เมื่อฝนตกลงมา มันจะโปรยปรายลงมาเป็นเม็ดเล็ก ๆ และมักจะไม่ทำให้ใบหญ้าอันอ่อนนุ่มหรือกลีบดอกไม้บอบบางต้องบอบช้ำหรือยับเยิน หากเมล็ดฝนมีขนาดใหญ่ มันก็จะทำให้ไร่นาและต้นไม้ใบหญ้าได้รับความเสียหายอย่างมากมายแน่นอน {และทรงให้น้ำหลั่งลงมาจากฟ้า แล้วทรงบันดาลให้บรรดาผลไม้ผลิออกมาด้วยน้ำนั้น เพื่อเป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเธอ} (อัลกุรอาน 2:22) {และพระองค์นั้นคือพระผู้ทรงให้น้ำลงมาจากฟ้า แล้วเราให้พันธ์พืชของทุกสิ่งงอกเงยออกมา และเราให้ต้นกล้าสีเขียวงอกออกมาจากพันธ์พืชนั้น และเราได้ให้เมล็ดที่ซ้อนกันอยู่ออกมาจากต้นกล้าสีเขียวนั้น และจากต้นอินทผาลัมนั้นมีเหล่าช่ออันชิดใกล้ออกมาจากจั่นนั้น และบรรดาสวนที่มีทั้งองุ่น มะกอก และทับทิม โดยมีสภาพที่คล้ายคลึงกันและไม่คล้ายคลึงกัน} (อัลกุรอาน 6:99)

น้ำฝนที่ตกลงมาจะรวมตัวขึ้นเป็นธารน้ำ ลำคลอง และเป็นแม่น้ำ (อัลกุรอาน 13:17) น้ำอีกส่วนหนึ่งจะถูกเก็บไว้ในแผ่นดินในชั้นต่าง ๆ ซึ่งจะซึมหรือไหลไปมาเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงแผ่นดินให้มีชีวิตตลอดไป น้ำที่เก็บไว้ในแผ่นดินจะพุ่งออกมาเป็นน้ำพุ หรือไหลออกมาเป็นตาน้ำ (อัลกุรอาน 39:21) ด้วยเหตุนี้ แม้กระทั่งในทะเลทรายที่แห้งแล้งที่สุด ก็ยังมีตาน้ำและลำธารไหลอยู่เบื้องใต้ (อัลกุรอาน 23:18)
ในท้องถิ่นที่แห้งแล้งอย่างทะเลทราย จะเห็นว่าพืชพันธ์ไม้อยู่ในสภาพที่ไร้ชีวิต เมื่อใดที่ฝนตกลงมา แผ่นดินอันแห้งแล้งนั้นก็จะกลับมีชีวิตขึ้นใหม่อีกครั้ง เหล่าเมล็ดพืชและหญ้าจะงอกเงยออกมาอย่างรวดเร็ว (อัลกุรอาน 22:5)

บนผืนแผ่นดินส่วนใหญ่ในโลก ฝนจะตกลงมาตามเกณฑ์ที่เหมาะสม (อัลกุรอาน 43:11) พืชและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ จึงสามารถดำรงชีพต่อไปได้

แม้ว่าฝนที่ตกลงมามากเกินไปจนเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง และทำลายชีวิตและทรัพย์สิน แต่สิ่งนี้โดยรวมแล้วก็ยังมีประโยชน์ในการรักษาดุลยภาพของโลก เพราะน้ำท่วมจะทำความสะอาดท้องถิ่นนั้น และนำสิ่งสกปรกโสมม สารมีพิษ และเชื้อโรคหลายอย่างลงทะเล (อัลกุรอาน 54:12)

พระพิสุทธิคุณแห่งพระผู้ทรงสร้าง!

14 มิถุนายน 2552

ถุงเท้าสีเดียวกันสามสิบคู่

มีถุงเท้าหลายสิบคู่ เวลาพาไปซักเสร็จกลับมา กว่าจะจับคู่พวกมันได้ ก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง บางทีก็เกียจคร้านปล่อยให้มันพันกันวุ่น เวลาจะออกนอกบ้าน หาถุงเท้าที่ครบคู่เป็นพัลวัน

วิธีแก้ปัญหาก็คือซื้อถุงเท้าสักสามสิบคู่ เป็นสีดำหมด ขนาดเท่ากันหมด ไม่ต้องมานั่งจับคู่กันละทีนี้

03 มิถุนายน 2552

การนมาซในยามดึก

มนุษย์หลับไหลในยามค่ำคืน พวกเขาเป็นเสมือนคนตาย {6:60} และพระองค์คือผู้ที่ทรงให้พวกเธอตายในยามราตรี

จะมีก็เพียงแต่บ่าวเพียงไม่กี่คนบนผืนแผ่นดิน ที่อดตาหลับขับตานอนลุกขึ้นมาในยามดึกสงัด เพื่อเข้าเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา เคารพบูชาพระองค์ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ในความมืด น้ำตาของพวกเขาหลั่งไหลพรั่งพรู ลงล้างแก้ม บางครั้งมีเสียงสะอื้นร้องไห้ ประหนึ่งได้พบกับคนสุดที่รัก หลังจากที่หายสาปสูญเป็นเวลาหลายสิบปี

บ่าวที่โหยหาพระองค์ยืน ก้ม กราบ นั่ง อย่างเงียบในความมืด ชาวโลกไม่มีใครเห็นพวกเขา ทว่าในสายตาของชาวฟ้า จะเห็นเป็นลำแสงพุ่งขึ้นมาจากพื้นพิภพ เหล่ามะลาอิกะหฺทะยอยลงมาอวยพรให้ไม่ขาดสาย เสียง "อามีน" จากพวกเขากระหึ่มก้องกังวาลในสายลม เหล่าต้นไม้ใบหญ้าสดุดีพระพิสุทธิคุณพร้อมเพรียงกับบ่าวเหล่านั้น ตามด้วยการสดุดีของเหล่าวิหคนกกาสดุดีก่อนฟ้าสาง เป็นเสียงสัญญาณให้เหล่ามนุษย์ที่กำลังหลับไหลลุกขึ้นมาสยบต่อพระผู้สร้าง ทว่าบ่าวผู้โหยหาไม่เคยรอให้นกมาปลุกเลย

เพราะการตื่นขึ้นมาในยามดึกคือการฟื้นคืนชีพจากความตายชั่วคราว จิตวิญญาณของพวกเขาเติบโตยามดึก เสมือนต้นไม้รับน้ำฝนยามราตรี พวกเขาเป็นผู้มีเกียรติในโลกหน้า และเป็นผู้ที่มีตำแหน่งอันสูงส่งในโลกหน้าอีกเช่นกัน

{17:79} และยามหนึ่งของราตรี เธอจงตื่นขึ้นมานมาซ ด้วยความสมัครใจของเธอ หวังว่าพระเจ้าของเธอจะทรงให้เธอได้รับตําแหน่งที่ได้รับการสรรเสริญ

นั่นก็เพราะเขาเสียสละการหลับนอน แหมค่ำคืนจะหนาวเหน็บ ก็ยังละทิ้งผ้าห่ม ตื่นขึ้นมาในยามดึก พวกเขานอนเพียงครึ่งเดียวของเวลานอนของพวกเขา

{73:1} ดูกร ผู้คลุมกาย!
{73:2} จงยืนขึ้นยามราตรี เว้นแต่เพียงเล็กน้อย
{73:3} ครึ่งหนึ่งของราตรี หรือน้อยกว่านั้นเพียงเล็กน้อย
{73:4} หรือมากกว่านั้น และจงอ่านอัลกุรอานช้า ๆ เป็นจังหวะ
{73:5} แท้จริงเราจะประทานวจนะอันหนักหน่วงแก่เธอ
{73:6} แท้จริงการตื่นขึ้นในยามรัติกาลนั้นเป็นสิ่งยืนหยัดที่หนักยิ่งและเป็นคำพูดที่ถูกต้องยิ่ง

คำว่า "นาชิอะตุ" ใน {73:6} แปลว่า ผู้ลุกขึ้น หรือ ผู้เจริญเติบโต จึงเข้าใจได้อีกเช่นกันว่า วิญญาณที่เจริญเติบโตในยามค่ำคืน เนื่องจากการตื่นขึ้นมาบูชาอัลลอหฺ เป็นวิญญาณที่หนักแน่น และมีคำพูดที่ถูกต้อง

ในยามค่ำคืนพวกเขาจะนั่งไตร่ตรองในการสร้างจักรวาล จิตใจของพวกเขามุ่งเข้าหาอัลลอหฺเพียงพระองค์เดียว

{25:61} ทรงจำเริญ พระผู้ทรงทำให้ฟ้ามีหมู่ดาว และได้ทรงทำให้มีตะเกียงในนั้น และดวงจันทร์มีรัศมี

{25:62} และพระองค์คือผู้ทรงบันดาลให้มีราตรีและทิวาหมุนเวียนแทนที่กัน สำหรับผู้ที่ปรารถนาจะใคร่ครวญ หรือปรารถนาจะขอบคุณ
{25:63} และบรรดาบ่าวของพระผู้ทรงเมตตาคือ บรรดาผู้ที่เดินบนแผ่นดินด้วยความสงบเสงี่ยมและเมื่อพวกโง่เขลากล่าวทักทายพวกเขา พวกเขาจะกล่าว "ศานติ"
{25:64} และบรรดาผู้ใช้เวลาราตรี เพื่อกราบสุญูดและยืน(นมาซ)ต่อพระเจ้าของพวกเขา
{25:65} และบรรดาผู้ที่กล่าวว่า "โอ้พระผู้เป็นเจ้าของพวกข้าฯ ขอพระองค์ได้ทรงขจัดการลงโทษของนรกให้พ้นไปจากพวกข้าฯ แท้จริงการลงโทษของมันนั้นอมตะนิรันดร์"
{25:66} แท้จริงมันเป็นที่อยู่และที่พำนักอันเลวร้ายยิ่ง
{25:67} และบรรดาผู้ที่เมื่อพวกเขาใช้จ่าย พวกเขาก็ไม่สุรุ่ยสุร่าย และไม่ตระหนี่ ทว่าอยู่สายกลางระหว่างนั้น
{25:68} และบรรดาผู้ที่ไม่วิงวอนขอพระเจ้าอื่นใดคู่เคียงกับอัลลอหฺ และพวกเขาไม่ฆ่าชีวิต ซึ่งอัลลอหฺทรงห้ามไว้เว้นแต่เพื่อความยุติธรรม และพวกเขาไม่ผิดประเวณี และผู้ใดกระทำเช่นนั้นเขาจะพบกับความบาป

อัลลอหฺได้ทรงสัญญาที่จะประทานรางวัลแก่ผู้ที่ทำความดี ด้วยการให้สวนสวรรค์อันยิ่งใหญ่ไพศาล ทว่าสำหรับบ่าวที่อดตาหลับขับตานอนนั้น จะได้รับการตอบแทนที่เป็นความลับ ยังความประหลาดใจ

{32:15} แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาต่ออายาตทั้งหลายของเราเท่านั้น ที่เมื่อพวกเขาถูกเตือนให้รำลึกถึงอายาต พวกเขาก็ก้มลงสุญูดและสดุดีสรรเสริญแด่พระเจ้าของพวกเขา โดยที่พวกเขาไม่หยิ่งผยอง
{32:16} สีข้างของพวกเขาเคลื่อนห่างจากที่นอน พลางวิงวอนต่อพระเจ้าของพวกเขาด้วยความกลัวและความหวัง และพวกเขาบริจาคสิ่งที่เราได้ให้เป็นเครื่องยังชีพแก่พวกเขา
{32:17} ดังนั้น จึงไม่มีชีวิตใดรู้สิ่งที่ถูกซ่อนไว้สำหรับพวกเขา ซึ่งเป็นที่ชื่นตา เป็นการตอบแทนในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้

ความสำเร็จของคุณ เริ่มจากไดอารี่เล่มแรก

เมื่ออายุ 10 ขวบ พ่อจะเดินทางไกล ไม่ทราบว่าเมือไหร่จะกลับมา สิ่งที่ข้าพเจ้าขอจากท่านด้วยน้ำตา คือไดอารี่รายวันปกสีน้ำเงินสำหรับนักธุรกิจ แม้เล่มนั้นจะไม่ได้บันทึกอะไรที่สำคัญมากนัก แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นของการบันทึกแล้วพ่อก็ไม่กลับมาหาอีกเลยตลอดชีวิต

เริ่มมาเขียนไดอารี่อย่างจริงจังเมื่ออายุ 15 บันทึกความทุกข์ยากของต่างแดน ห่างจากบิดามารดา ช่วงนั้นได้ความรู้มาว่า คนที่บันทึกจดหมายเหตุจะประสพความสำเร็จในชีวิต ก็บันทึกมาตลอด จนกระทั่งปัจจุบันแต่ปัจจุบันจะบันทึกตอนขยัน หรือตอนเบื่อนั่งบนเครื่องบินก่อนจะหลับแล้วเพราะความเห่อไดอารี่มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ก็กลายเป็นคนที่ชอบ
Filofax แต่เมื่อไหร่เข้าไปในร้านขายฟิโลแฟ็กซ์ ก็จะท่องคาถาว่า ที่บ้านมีอยู่แล้ว ใช้หนึ่งชาติก็ไม่หมด

เดินแถวนิวบอนด์สตรีทในลอนดอน ก็แอบเข้าไปชมไดอารี่ในร้านแม่ของ Filofax ด้วยความรู้สึกเหมือนกับว่าเออมาถึงที่แล้ว ที่รักถ้าคุณต้องการจะสำเร็จในชีวิต คุณต้องมี Filofax ในมือการบันทึกคือสถิติ เหมือนกับการเดินเรือ กัปตันต้องบันทึก เรือจะได้ไม่หลงในมหาสมุทร

ถ้าสิบปีต่อมา คุณอ่านไดอารี่ของคุณ แล้วคุณรู้สึกอยากจะฉีกทิ้งเพราะเหตุผลอะไรสักอย่าง อย่าเพิ่งฉีกทิ้ง ค่อยกลับมาอ่านใหม่อีกสิบปีข้างหน้า แล้วก็อย่าฉีกทิ้ง

ชอบนอนตื่นสายหรือ?

ขอทำนายว่าคุณ ที่สันหลังยาว ชอบนอนตื่นสาย ว่าคุณจะไม่มีวันสำเร็จ

เพื่อนร่วมเรียนที่เคยเช่าบ้านพักด้วยกันชอบนอนตื่นสาย เปล่า ไม่ใช่สายหรอก นอนตื่นตอนบ่ายต่างหาก กลางคืนนั่งฟังเพลง ดูหนังละครจนสถานีโทรทัศน์ปิดสถานี ต่อด้วยการเล่นไพ่จนหอมปากหอมคอ พอตีสามก็พากันหาผ้าห่ม

ยี่สิบปีต่อมา ข้าพเจ้าเห็นหรือได้ข่าวว่า เพื่อนร่วมหอเหล่านั้น มีบางคนที่ประกอบอาชีพสุจริตด้วยความยากลำบาก ไม่สมกับที่เคยนั่งเครี่องบินไปเรียนเมืองนอก ข้าพเจ้ายังไม่ได้เห็นใครสักคนที่ได้รับความสำเร็จถึงขั้นที่พอจะกระดิกหัวแม่มือให้ บางคนติดยาบ้า บางคนขายยาอีปลอม เพราะการนอนดึกแบบนั้น และตื่นสายแบบนั้น เป็นสัญลักษณ์ของคนที่ไม่มีวันสำเร็จ

อิสลามสอนให้ตื่นเช้าเมื่อไก่โห่ ถือว่าเป็นกฎบังคับ แต่คนที่ปฏิบัติตามมีน้อยคนจีนมาส่งผักในตลาดนัดยามไก่โห่ รวยไม่รู้เรื่อง ไม่รู้กี่คนไปแล้ว

คนบ้าหนังสือมีสองจำพวก

คนบ้าหนังสือมีสองจำพวก พวกแรกบ้าอ่าน แบบนี้บ้าทางดี พวกที่สองบ้าเก็บหนังสือ แบบนี้หนักหน่อย... เพราะชอบสะสมหนังสือแล้วไม่อ่าน ถ้าจะอ่านก็เฉพาะปก ไปเห็นหนังสือที่ไหนแล้วน้ำหลายสอทุกที วัน ๆ นอนลูบปกหนังสือ จะออกไปข้างนอกก็จะพกพาหนังสือไปด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่ค่อยจะมีเวลาอ่านหรอก

รู้สึกว่า ข้าพเจ้าจะบ้าทั้งสองแบบซะแล้ว

หนังสือที่ข้าพเจ้าชอบ คือหนังสือเกี่ยวกับหนังสือ