แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฎบัญญัติอัลกุรอาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฎบัญญัติอัลกุรอาน แสดงบทความทั้งหมด

27 เมษายน 2553

การสะกดจิตกับลัทธิและศาสนาต่าง ๆ

ตั้งแต่ที่ผมยังเป็นเด็กรุ่น ผมมีความสนใจในวิชาสะกดจิต ตอนแรกก็ซื้อหนังสือมาอ่านเอง แต่ดูเหมือนว่าหนังสือเหล่านั้นจะสอนวิธีการสะกดจิตที่ไม่ใช่แนววิชาการ

กว่าจะสะกดจิตเป็นก็เมื่ออายุ 27 เข้าไปแล้ว ไปเจอหนังสือภาษายุโรปมาเล่มหนึ่งเกี่ยวกับการสะกดจิต อ่านไปอ่านมา สะกดจิตได้ทันที ตั้งแต่นั้นมาคนก็เชื่อว่าผมเป็นนักไสยศาสตร์ สามารถสะกดจิตคนเป็นสิบ ๆ คนในเวลาเดียวกัน ทุกครั้งที่สะกดจิตก็จะมีคนพยายามอ่านดุอาอ์เพื่อขับไล่ผีสางหรือญิน หรือทำลายอำนาจไสยศาสตร์ ที่ทำให้ผู้คนที่ผมจับแตะล้มระเนระนาดบนพื้น

พยายามบอกว่าเป็นวิทยาศาสตร์สาขาหนึ่ง ก็ไม่มีใครยอมเชื่อ อาจารย์สอนศาสนากลายเป็นอาจารย์ผีในเวลาเดียวกันได้อย่างไร?

การถูกสะกดจิต คือภาวะของจิตที่ถูกสะกดให้เคลิบเคลิ้มหรือลืมตัวคล้ายเข้าไปอยู่ในภวังค์ ผู้ถูกสะกดจะอยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น ง่วงซึม ผ่อน คลายความตึงเครียด สมาธิรับคำสั่งและตอบสนองออกไป

เชื่อกันว่า การสะกดจิต เริ่มต้นขึ้นที่อียิปต์และแพร่เข้าไปในกรีก จนกระทั่งยุโรป ระยะต่อมาบุคคลที่สนใจได้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อประมาณร้อยกว่าปีที่ผ่านมา เมสเมอร์ แพทย์ชาว เวียนนาได้กล่าวถึงการสะกดจิตว่า “เกิดขึ้นจากอำนาจแม่เหล็กของผู้สะกดผ่านเข้าไปในร่างกายของผู้รับการสะกด” ภาษาอาหรับก็เลยเรียกว่า ตันวีม มัฆนาฏีสีย์ (การทำให้หลับโดยใช้อำนาจแม่เหล็ก) เมื่ออำนาจแม่เหล็กของผู้สะกดผ่านเข้าไปในร่างกายของผู้รับการสะกด ก็ก่อให้เกิดปฏิกิริยาคือ เกิดความเคลื่อนไหว และรักษาโรคภัยไข้เจ็บภายในร่างกายของผู้รับการสะกดได้ ซึ่ง เมสเมอร์ มีชื่อเสียงโด่งดังมาก จนกระทั่งผู้คนในสมัยนั้นเรียกการสะกดจิตว่า “เมสเมอริสม์” ซึ่งหมายถึงลัทธิของเมสเมอร์ และต่อมา เจมส์เบรด ได้ขนานนามวิธีการสะกดจิตว่า “ฮิปโนติสม์” ซึ่งเป็นคำมาจากภาษากรีก โดย ฮิปโนส แปลว่าการทำให้หลับ

ยุคนี้ การสะกดจิตไม่ใช่เป็นวิธีการที่เร้นลับ ไม่ใช่เรื่องของการแสดง ของนักเล่นกล ไม่ใช่เป็นไสยศาสตร์ แต่เป็น “วิทยาศาสตร์” ที่มีกฎเกณฑ์ มีความจริง สามารถพิสูจน์และทดลองได้

ในประเทศไทยมี “ชมรมนักสะกดจิต” ส่วนใหญ่ที่ไปเรียนจะเป็นบุคคลในวิชาชีพแพทย์ จิตแพทย์ ทันตแพทย์ จักษุแพทย์ สูติแพทย์ และพยาบาล รวมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เล็งเห็นถึงประโยชน์

เรื่องการสะกดจิตเป็นเรื่องใหม่สำหรับเมืองไทย แต่เป็นเรื่องไม่แปลกสำหรับต่างประเทศที่เจริญแล้ว ซึ่งแนวคิดคือโน้มน้าวจิตหรือกล่อมเกลาจิตใต้สำนึก ไม่ใช่เรื่องลี้ลับที่เชื่อกันในยุคก่อน

การสะกดจิตมีประโยชน์ต่อคนกลุ่มต่าง ๆ เช่นกลุ่มคนที่มีปัญหาทางสภาพจิตใจรูปแบบต่าง ๆ อาทิ เครียดง่าย โมโหร้าย ใจร้อน กดดันตัวเอง คาดหวัง ตื่นเต้น วิตก ท้อแท้ หดหู่ ฯลฯ รวมถึงมีประโยชน์ในแง่การสร้างความ มั่นใจให้คน เช่น พนักงานขาย

ทุก ๆ ศาสตร์นั้น เมื่อมีประโยชน์ก็อาจมีโทษได้ด้วย เช่นเดียวกับศาสตร์ “สะกดจิต” ที่อาจถูกคนไม่ดีนำไปใช้ในทางไม่ดีได้เหมือนกัน เช่น รูดทรัพย์ แต่อย่างไรก็ตาม หากสะกดจิตคน 10 คนในสถานที่ทั่วไป อาจมีเพียง 1 คนเท่านั้นที่โดนสะกดจิต ด้วยปัจจัยต่าง ๆ

ปัจจัยที่ว่าก็อาทิ สภาพแวดล้อม ความพร้อม และความไม่พร้อมของผู้ถูกสะกดจิต เช่นบางคนอาจเครียดเรื่องอื่นอยู่ ก็จะไม่ได้ผล ซึ่งประสิทธิภาพของการสะกดจิตนั้นต้องมีปัจจัยเอื้อต่าง ๆ หลายข้อ อาทิ ทำซ้ำ ๆ มีการชี้นำ การสร้างความหวัง การชดเชยสิ่งที่ขาดไป แต่กระนั้นการ “สะกดจิตหมู่” ก็จะให้ผลดีกว่าสะกดจิตเดี่ยว ๆ เพียงแต่ต้องใช้เวลานานมาก และต้องมีองค์ประกอบ มีบรรยากาศที่เอื้อต่อการสะกดจิตหมู่

ผู้ได้รับการสะกดจิตจะเข้าไปสู่ภวังค์ ภวังค์นี้มีหลายระดับดังนี้

1. ภวังค์ที่อ่อนมาก ผู้ถูกสะกดจะคลายความตึงเครียดเท่านั้น ผู้ถูกสะกดจะบอกผู้สะกดว่ารู้ทุกอย่าง แต่แกล้งอยู่นิ่ง ๆ

2. ภวังค์อย่างอ่อน เริ่มเข้าสู่ภวังค์มากขึ้น ผู้ถูกสะกดจะลืมตาไม่ขึ้น การหายใจจะช้าและลึก

3. ภวังค์ปานกลาง ผู้รับการสะกดจิตจะปิดตาสนิท อาจถูกทำให้เกิดอาการชาเฉพาะที่ และยกแขนยกขาขึ้นได้ตามที่สั่ง ระยะนี้ผู้รับการสะกดยังจำอะไรต่ออะไรที่ผู้สะกดสั่งได้บ้างแต่เลือนลาง

4. ภวังค์ชั้นลึก ผู้รับการสะกดจะลืมเหตุการณ์ทุกอย่างหมด กล้ามเนื้อจะแข็งเกร็งตามสั่ง อาจถูกทำให้ชาและนำไปผ่าตัดได้โดยไม่ต้องวางยาสลบ ภวังค์ชั้นนี้มีประโยชน์ในการรักษาโรคบางชนิดได้

วิธีการสะกดจิต

วิธีการสะกดจิตมีอยู่หลายวิธี แล้วแต่ความถนัดและความพอใจของผู้สะกดว่าจะเลือกใช้วิธีใด ซึ่งพอจะสรุปได้โดยย่อ ดังนี้

1. การใช้เสียงพูดจูงใจโดยตรง เสียงที่พูดจะต้องเป็นเสียงอ่อน ๆ มีเสียงประสาน และน้ำเสียงควรอยู่ในระดับเดียวกันตลอด เราจะเห็นว่าเสียงที่แม่กล่อมลูกมีความไพเราะประสานกัน ซ้ำไปซ้ำมา ช่วยให้เด็กเกิดความเคลิบเคลิ้มและหลับไป เสียงของนักสะกดจิตก็คล้ายคลึงกัน วิธีนี้เป็นวิธีที่ผมใช้ในการสะกดจิต เสียงและน้ำเสียงเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการสะกดจิต น้ำเสียงที่อยู่ในระดับเดียวกันหรือที่เรียกว่า "เสียงโมโนโทน" จะเป็นสิ่งจูงใจได้อย่างดียิ่ง คำพูดที่ใช้ในการสะกดมีความสำคัญไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่ากัน การใช้คำพูดที่มีความหมาย การใช้ภาษาพูดที่สุภาพแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจในการสั่งซ้ำกันบ่อย ๆ และกลมกลืนกันในบรรยากาศที่เงียบสงบ ก็จะทำให้การสะกดจิตดำเนินไปอย่างได้ผล

2. การใช้ยาบางชนิดฉีดเข้าไปในผู้รับการสะกด ก็มีผลทำให้สะกดจิตได้ แต่ไม่นิยมกัน เพราะควบคุมไม่ได้ และทำให้ตื่นในเวลาที่ต้องการไม่ได้

3. การให้ฟังเสียงบางอย่างที่ก่อให้เกิดความเคลิบเคลิ้ม เช่น ฟังเสียงของนาฬิกา เสียงดนตรี เป็นต้น

4. การใช้วัตถุเคลื่อนไหวในระดับเดียวกับนัยน์ตาของผู้รับการสะกด อาจจะให้วัตถุเคลื่อนไปมาหรือเคลื่อนใกล้เข้ามาที่หน้าของผู้รับการสะกดทีละน้อยๆ พร้อมกับพูดจูงใจไปเรื่อยๆ ก็จะมีผลทำให้ผู้ป่วยตาลาย คลายความตึงเครียดและเข้าสู่ภวังค์ได้

ลัทธิและศาสนาใช้การสะกดจิตเพื่อผลประโยชน์

เมื่อผมสามารถสะกดจิตได้อย่างเก่งกาจ สิ่งหนึ่งที่ผมเข้าใจก็คือ มีลัทธิและศาสนาบางอย่างที่เอาการสะกดจิตมาเป็นเครื่องมือในการหลอกลวง หรือควบคุมสมาชิก ขอยกตัวอย่างดังนี้

1. พวกศูฟีย์หลายพวกใช้การสะกดจิตเพื่อควบคุมสมาชิกให้อยู่ใต้อำนาจ สานุศิษย์ที่ถูกสะกดจิตจะเคารพภักดีต่ออาจารย์จนไม่อาจโงหัวขึ้นมาได้เลย ในขณะเดียวกันอาจารย์ก็สามารถป้อนข้อมูลให้ลูกศิษย์ที่ถูกสะกดจิตเห็นภาพหลอน เช่น สวรรค์ นรก หรือเห็นความวิเศษของอาจารย์ เช่น เห็นอาจารย์บินมาจากฟ้า

2. การนั่งกรรมฐาน ทำสมาธิในศาสนาพุทธ ก็คือการสะกดจิตตัวเอง การสะกดจิตขั้นหนักจะทำให้ผู้ถูกสะกดจิตเห็นภาพหลอน เช่น เห็นสวรรค์หรือนรก





26 เมษายน 2553

ถ้าเอาเงินที่ซื้อพรมนี้ไปให้แก่ลูกกำพร้า


กำลังคิดว่า ถ้าเอาเงินที่ซื้อพรมนี้ไปให้แก่ลูกกำพร้า 1000 คน พวกเขาก็คงอยู่ดีกินดีเป็นเวลาหลายปี

วันที่ 15 Christie's ลอนดอน ได้ทำลายสถิติ ขายพรมผืนหนึ่งที่มีชื่อว่า Kirman Vase ในราคา 6,2 ล้านปอนด์ ซึ่งทำลายสถิติพรม Pearl Carpet of Baroda ที่ขายในราคา 3.6 ล้านปอนด์เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นพรมที่ใช้ไข่มุกจากบัศเราะหฺประดับจำนวน 1.5 ล้านเมตร เชื่อว่าเป็นพรมที่มหาราชาแห่งบาโรดาทรงสั่งให้ทำขึ้นเพื่อเอาไปปูในห้องสุสานท่านศาสนทูตมุฮัมมัด แต่มหาราชาองค์นี้เสียชีวิตก่อนที่จะได้ส่งพรมนี้ไปยังนครมะดีนะหฺ




17 เมษายน 2553

อิสลามบัญญัติห้ามการพนันทุกชนิด

การพนัน (ภาษาอาหรับ: /มัยสิร/) หมายถึง การเล่นชนิดหนึ่งเพื่อเอาเงินหรือสิ่งอื่นใดด้วยการเสี่ยงโชค โดยการทำนายหรือคาดเดาผลที่เกิดขึ้นในอนาคต การพนันอาจแบ่งได้หลายอย่าง เช่น การพนันในการแข่งขัน ตัวอย่างเช่น เกมไพ่ เกมลูกเต๋า การพนันโดยการทำนายผลที่คาดว่าเกิดขึ้นในอนาคตเช่น การแทงบอล การแทงม้า และการพนันที่ไม่มีการแข่งขันโดยขึ้นกับความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ที่เกิดเช่น หวย

ศาสนาอิสลามห้ามการพนันทุกชนิด และถือว่าเป็นบาปอันใหญ่หลวง เพราะว่า นอกจากผู้ที่เล่นการพนันจะหมดเนื้อหมดตัวแล้ว ยังก่อให้เกิดอาชญากรรมในสังคมอีกด้วย

อัลลอหฺทรงบัญญัติห้ามการพนันในอัลกุรอาน


{5:90} ดูกร บรรดาผู้มีศรัทธา! อันที่จริงสุรา และการพนัน และแท่นบูชายันต์ และการเสี่ยงทายด้วยไม้ติ้วนั้นเป็นสิ่งโสมมอันเกิดจากการกระทำของชัยฏอน ดังนั้นพวกเธอจงห่างไกลจากมันเสียเถิด เพื่อว่าพวกเธอจะได้รับความสำเร็จ

{5:91} ที่จริงชัยฏอนนั้นเพียงต้องการที่จะให้เกิดการเป็นศัตรูกันและการเกลียดชังกันระหว่างพวกเธอในสุราและการพนัน และมันจะหันเหพวกเธอออกจากการรำลึกถึงอัลลอหฺและการนมาซ แล้วพวกเธอจะยุติไหม?

{2:219} พวกเขาจะถามเธอเกี่ยวกับน้ำเมา และการพนัน จงกล่าวเถิดว่า "ในทั้งสองนั้นมีโทษและมีคุณหลายอย่างแก่ผู้คน แต่โทษของมันทั้งสองนั้น มากกว่าคุณของมัน" และพวกเขาจะถามเธอว่า "พวกเขาจะบริจาคสิ่งใด?" จงกล่าวเถิดว่า "สิ่งที่เหลือใช้" ในทำนองนั้นแหละ อัลลอหฺจะทรงแจกแจงโองการทั้งหลายแก่พวกเธอ เพื่อพวกเธอจะได้ใคร่ครวญ

15 เมษายน 2553

การระลึกชาติ (Reincarnation) มีจริงหรือ?

การระลึกชาติเป็นปรากฏการพาราจิตวิทยา ที่เกิดขึ้นในกลุ่มชนผู้เชื่อว่า มนุษย์เวียนว่ายตายเกิด เช่น ในกลุ่มชนผู้นับถือศาสนาพราหมณ์ และพุทธเป็นต้น แต่ก็เคยมีปรากฏบางครั้งบางคราวในยุโรปเช่นกัน แม้ว่าผู้ที่คิดว่าตนระลึกชาติได้นั้นไม่ใช่พุทธหรือพราหมณ์ ทว่าไม่เคยปรากฏว่ามีมุสลิมคนใดระลึกชาติได้ เพราะไม่มีความเชื่อเรื่องนี้ในอิสลาม

ศาสนาจึงมีบทบาทในปรากฏการณ์รำลึกชาติอย่างไม่ต้องสงสัย นักพาราจิตวิทยาอธิบายว่า ตามความเป็นจริงแล้วการระลึกชาตินี้เกิดขึ้นได้ด้วยเหตุผล 2 ประการคือ

1. การที่บุคคล ๆ นั้นได้นำข้อมูลออกมาจากจิตใต้สำนึก เป็นข้อมูลที่เคยได้ยินมาในอดีต แล้วลืมไป ต่อมาเมื่อตกอยู่ในภาวะภวังค์ (เช่นการสะกดจิตตนเอง หรือถูกสะกดจิต ที่เป็นไปในรูปแบบการนั่งวิปัสสนา เข้าทรง หรือ อื่น ๆ) ก็สามารถรำลึกถึงข้อมูลนี้ได้ ทว่าข้อมูลที่ได้มานั้นได้ถูกบิดเบือนด้วยความตั้งใจหรืไม่ตั้งใจ ให้เป็นข้อมูลที่เกี่ยวตนเอง เช่นเรื่องของสตรีอเมริกันคนหนึ่งที่ระลึกชาติได้ว่า นางเคยเป็นสตรีชาวไอร์แลนด์ในอดีตเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว เมื่อถูกสะกดจิต นางก็สามารถร้องเพลงและเต้นรำแบบไอริชได้ อีกทั้งยังสามารถพูดภาษาไอริชได้อีกด้วย นักวิทยาศาสตร์สาขาพาราจิตวิทยาจึงศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นกับสตรีคนนี้ด้วยความสนใจ แต่เมื่อได้สืบประวัติของนาง ก็ทราบผลมาว่าในอดีต นางเคยมีเพื่อนบ้านที่มาจากไอร์แลนด์ จึงไม่ต้องสงสัยว่านางเคยรู้เรื่องของไอร์แลนด์มาไม่มากก็น้อย การระลึกชาติของนางจึงเป็นเพียงการระลึกถึงเรื่องที่นางเคยได้ยินมา แต่นางคิดว่าเกิดขึ้นกับตนจริง ๆ นางอาจจะไม่ได้ตั้งใจโกหก

2. การการอ้างระลึกเพื่อเรียกร้องความสนใจ หากศึกษาการระลึกชาติของเด็กในอินเดีย จะพบว่า เด็กที่ระลึกชาติได้นั้น ส่วนมากจะเป็นเด็กฉลาด ที่มีปัญหาทางครอบครัว และพฤติกรรมอันนี้จะเพียงแค่ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะหายไป เด็กบางคนสามารถนำหลักฐานต่าง ๆ มาแสดงว่าตนเคยมีชีวิตอยู่ในอดีตจริง ทว่าหากศึกษาดูให้ดี ๆ แล้ว จะพบว่าเด็กเหล่านั้นเคยฟังผู้ใหญ่พูดเรื่องใดเรื่องหนึ่งในอดีตขณะที่ยังเป็นเด็กเล็ก ต่อมาอีกหลายปี เด็กคนนั้นก็จะเอาเรื่องดังกล่าวมาเล่าใหม่เป็นของตน ผู้ใหญ่รอบข้างก็จะยอมรับว่าถูกต้อง โดยลืมไปแล้วว่า อันที่จริงตนนั่นแหละที่เคยเล่าเรื่องดังกล่าวให้คนอื่นฟัง และคนที่นั่งฟังอย่างสนใจในตอนนั้นก็คือหนูน้อยตัวเล็ก ๆ ที่พวกเขาคิดว่าเป็นผู้วิเศษ ระลึกชาติได้ในวันนี้ การระลึกชาติประเภทนี้ก็คือ ความทรงจำและความฉลาดของคน ในการที่จะหลอกคนอื่นเพื่อเรียกร้องความสนใจ (หากเป็นเด็ก) หรือ
เพื่อหารายได้เข้าตัว (หากเป็นผู้ใหญ่)

อิสลามเห็นพ้องกับนักนักวิยาศาสตร์สาขาพาราจิตในเรื่องนี้ และไม่เชื่อว่ามนุษย์ระลึกชาติได้ นั่นก็เพราะว่ามนุษย์เกิดมาบนโลกนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

เอาของไปประมูลขายที่ Sotheby's, London


เมื่อวาน (14 เมษายน) ที่ Sotheby's ก็มีการประมูลของจากโลกอิสลามด้วย เราก็เลยต้องตรวจดูเว็บของ Sotheby's เพื่อติดตามดูของที่ มิสเตอร์บี ผู้เป็รบิสนิสพาร์ทเนอร์เอาไปตั้งประมูลขาย โดยให้หนุ่มบริทิชช่วยนำเข้า แต่ราคาที่ได้มากลับผิดคาด เพราะขายได้แค่ 5000 ปอนด์ ซึ่งหลังจากหักค่าธรรมเนียมแล้วก็คง 4000 กว่า อันเป็นราคาซื่้อมา

ที่ Sotheby วันนี้ มิสเตอร์บีก็ไปดูด้วย แล้วก็เจอกับดอกเตอร์ผู้เป็นพนักงานของบริษัทค้าหนังสือโบราณ (ที่บอกไปเมื่อวาน) นั้นด้วย แกก็เลยถามว่า ตกลงหนังสืออีกเล่มนึงที่จะขายในราคา 12,000 ปอนด์ จะเอาหรือไม่เอา? ถ้าไม่เอาจะเสียใจนา เหมือนกับหนังสือเมื่อวานไง ที่ตกลงจะขายให้คุณในราคา 12,000 ปอนด์ แล้วคุณเล่นตัวไม่ยอมรับซื้อ

เมื่อวานแกก็คงอ่านอีเมลที่เราเขียนไปสะกิดแล้ว มิสเตอร์บีก็ซ้ำเติมอีก ว่าระวังน่ะ จะเสียใจ

มาวันนี้แกก็เลยยอมซื้อ

แสดงว่าอีเมลที่เขียนไปเมื่อวานได้ผล ...

13 เมษายน 2553

ประมูลหนังสือ ของ Qutb al-Din al-Shirazi ที่ Christies


เมื่อปีที่แล้ว เพื่อนอาหรับคนหนึ่งให้ช่วยขาย manuscript ที่คัดจากหนังสือของ Qutb al-Din al-Shirazi ไปขาย ตอนนั้นกำลังติดต่อกับพนักงานคนหนึ่งที่เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดการงานนิทรรศการหนังสือโบราณในพระราชวังของสุลต่านบรูไน ติดต่อกับเขามาตลอดทางอินเตอร์เน็ต อยู่ดี ๆ ก็เหมือนกับว่าเขาเสียชีวิตไป
หายไปแบบไม่มีร่องรอยอีกเลย พยายามเขียนเมลไปหาเขาหลายครั้ง ก็ไม่คำตอบอีกเลย

ก็เลยล้มเลิกที่จะติดต่อกับสุลต่าน เพื่อนอีกคนเอาไปเสนอที่บริษัทขายหนังสือเก่าที่มีชื่อแห่งหนึ่ง พนักงานที่นั่นกดราคาเหลือ £12,000 ทั้ง ๆ ซื้อมาในราคา 20,000 ดอลลาร์ ถ้าขายก็จะขาดทุน

พอไปบอกเจ้าของหนังสือ แกบอกว่า ไม่เป็นไร ขายเหอะ อยากได้เงินมาหมุนเวียน พอไปที่บริษัทใหม่ เขาเห็นว่าอยากขายเต็มที่ ก็เลยกดราคาอีกครั้ง จะซื้อในราคาแค่ £7,000 ก็กลับออกมาแบบฉุน เจ้าของหนังสือเลยเอาไปฝากขายที่ Christies ที่ลอนดอน

วันนี้เขาประมูลหนังสือนี้ที่ Christies ราคาที่ขายไปคือ £46,850 http://www.christies.com/LotFinder/lot_details.aspx?from=searchresults&intObjectID=5302967&sid=ca8a8efe-cec7-4057-8431-d0eed2349c0d ต่างกันเกือบสี่หมื่น เราก็เลยเขียนอีเมลไประบายความฉุนสักหน่อย ถึงดอกเตอร์ที่เป็นพนักงานที่นั่นบอกว่า คุณไม่น่าจะปฏิเสธ ราคาที่คุณเสนอเอง £12,000

ให้พวกที่บริษัทนั้นเกาจมูกเล่นด้วยความเสียดายสักสามวัน

ภาพต่อไปนี้คือภาพถ่ายของ manuscript ดังกล่าว ที่ถ่ายเมื่อปีที่แล้ว


ดูเพิ่มเติมใน Flickr.com



08 ตุลาคม 2552

เมื่อใบไม้ร่วง เมื่อกิ่งไม้หล่น เมื่อต้นไม้ล้ม

เมื่อวานจ้างคนมาตัดต้นสนหน้าบ้าน ซึ่งมีอายุเกือบเท่ากับบ้าน มันใหญ่โตเกินไป จนทำให้ต้นไม้ที่เป็นรั้วบ้านมีอาการจะตายไม่ตายแหล่ วันนี้เขาเอารถบรรทุกมาขนกิ่งก้าน เพื่อเอาไปทิ้ง แล้วคนที่รับจ้างทั้งสองคน ซึ่งเป็นพ่อตาและลูกเขย ก็มากดกริ่งขอค่าจ้างที่ยังจ่ายไม่หมด

เข้ามาในบ้าน นั่งคิดว่า ดูสิ ริซกีของอัลอหฺได้ทรงกำหนดไว้เมื่อราว 33 ปีที่แล้ว ว่ามันต้นไม้ต้นนี้จะล้มลงด้วยเงื้อมมือของใคร และคนนั้นจะเป็นผู้ได้รับค่าจ้าง เป็นริซกี (โชคผล) ที่อัลลอหฺได้กำหนดไว้ให้แก่เขามาแต่กาลก่อน

ริสกีของเขาถูกกำหนดให้แก่เขา ว่าเขาจะได้มันก็ต่อเมื่อต้นไม้ต้นนี้ล้ม มานั่งคิด ใช่ บางทีทรัพย์สมบัติโบราณบางชิ้นถูกเก็บไว้อย่างดี เมื่อเราไปหยิบเอามันเก็บไว้สักพัก และเอามันออกขายต่อ มันก็กลายเป็นริซกีสำหรับเราอีกเช่นกัน

ริซกีมีอยู่ทุกหนแห่ง แต่มันรอเวลาและจังหวะของมัน ริซกีเปรียบเสมือนความตาย แม้เธอจะวิ่งหนีจากมัน มันก็จะมาดักเธอข้างหน้า ไม่มีทางที่จะหนีจากมันได้

31 สิงหาคม 2552

พิมพ์ผิด ขาดตก บกพร่องจากคำแปลของสมาคมศิษย์เก่าอาหรับ

ต่อไปนี้คือที่ข้าพเจ้าพบว่า พิมพ์ผิด ขาดตก บกพร่อง (ลืมแปล) หรือแปลผิด จากคำแปลของสมาคมศิษย์เก่าอาหรับ ซึ่งข้าพเจ้าจะนำมาจดไว้ที่นี้ ทุกครั้งที่เจอ

ศิษย์เก่าฯ
{6:123} และทำนองนั้นแหละ เราได้ให้มีขึ้นในแต่ละเมือง ซึ่งบรรดาบุคลสำคัญ ๆ เป็นผู้กระทำความผิดแห่งเมืองนั้น ๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้วางอุบายหลอกลวง นอกจากตัวของพวกเขาเอง แต่พวกเขาหารู้สึกไม่

อะบูอิสรอฟีล --> {6:123} และในทำนองนั้นแหละ ในแต่ละเมือง เราได้ปล่อยให้มีบรรดาอาชญากรใหญ่ เพื่อที่พวกเขาจะได้วางอุบายหลอกลวงในเมืองนั้น และพวกเขาจะไม่วางอุบายหลอกลวง นอกจากตนเอง แต่พวกเขาไม่รู้ตัว



ศิษย์เก่าฯ {10:19} ... และหากมิใช่ลิขิตได้บันทึกที่พระเจ้าของพวกเจ้าแล้ว ... (บุรุษที่สอง พหูพจน์)
อะบูอิสรอฟีล --> {10:19} ... ... พระเจ้าของเธอ (บุรุษที่สอง เอกพจน์)

-----
ศิษย์เก่าฯ {13:25} และบรรดาผู้ทำลายพันธะของอัลลอฮฺ หลังจากที่ได้ให้คำมั่นสัญญาแก่พระองค์ และพวกเขาตัดขาดสิ่งที่อัลลอฮฺทรงใช้ให้เขาต่อ (ประโยคที่แปลเป็นกัตตุตวาจก)
อะบูอิสรอฟีล --> {13:25} และบรรดาผู้ทำลายสนธิสัญญาแห่งอัลลอหฺ หลังจากที่ได้ให้คํามั่นสัญญาแก่พระองค์และพวกเขาตัดขาดสิ่งที่อัลลอหฺบัญชาให้มีการสานต่อ (ประโยคเดิมเป็นกรรมวาจก หรือ มับนี ลิลมัจญ์หูล)
-----
ศิษย์เก่าฯ {13:38} และโดยแน่นอน เราได้ส่งบรรดาศาสนทูตมาก่อนหน้าเจ้า และเราได้ให้พวกเขามีภริยาและลูกหลาน และไม่บังควรแก่รอซูลที่จะนำมาซึ่งสัญญาณ (ปาฏิหาริย์) ใด ๆ เว้นแต่โดยอนุมัติของอัลลอหฺ สำหรับทุกสิ่งอย่างนั้น มีบันทึกไว้แล้ว
อะบูอิสรอฟีล --> {13:38} และโดยแน่นอน เราได้ส่งบรรดาศาสนทูตมาก่อนหน้าเธอ และเราได้ให้พวกเขามีภริยาและลูกหลาน และไม่บังควรแก่ศาสนทูตที่จะแสดงอภินิหารสัญญาณใด ๆ เว้นแต่โดยอนุมัติของอัลลอหฺ สำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนั้น มีบันทึกไว้แล้ว

-----

ศิษย์เก่าฯ {16:56} และพวกเขาตั้งสิ่งที่พวกเขาไม่รู้ (ให้เป็นเจว็ด) อันเป็นส่วนได้จากสิ่งทีเราได้ให้ปัจจัยยังชีพแก่พวกเขา

อะบูอิสรอฟีล -->{16:56} และแก่(เจว็ด)ที่พวกเขาไม่รู้จักคุณโทษนั้น พวกเขาพลีบางส่วนจากสิ่งที่เราได้ให้แก่พวกเขาเป็นปัจจัยยังชีพ

-----

ศิษย์เก่าฯ {16:67} และจากผลของต้นอินทผาลัมและองุ่น พวกเจ้าได้จากมันมาเป็นทั้งของมึนเมาและอาหารที่ดี

อะบูอิสรอฟีล --> {16:67} และจากผลของต้นอินทผาลัมและองุ่น พวกเธอได้เอามันมาเป็นทั้งของมึนเมาและอาหารที่ดี

-----

ศิษย์เก่าฯ {22:39} สำหรับบรรดาผู้ที่(ถูกโจมตีนั้น)ได้รับอนุญาตให้ต่อสู้ได้ เพราะพวกเขาถูกข่มเหง

อะบูอิสรอฟีล --> {22:39} สำหรับบรรดาผู้ที่ถูกโจมตีนั้นได้รับอนุญาต(ให้ต่อสู้ได้) เพราะพวกเขาถูกข่มเหง

-----

ศิษย์เก่าฯ {23:66} แน่นอนโองการทั้งหลายของเราถูกนำมาอ่านแก่พวกเจ้า แล้วพวกเจ้าก็หันสันเท้าของพวกเจ้ากลับ {23:67} พวกเขาหยิ่งจองหองต่ออัลกุรอาน พวกเขาจับกลุ่มสนทนากันในเวลากลางคืน

อะบูอิสรอฟีล --> {23:66} แน่นอนโองการทั้งหลายของเราถูกนำมาอ่านแก่พวกเธอ แล้วพวกเธอก็หันสันเท้าของพวกเธอกลับ {23:67} อย่างเย่อหยิ่งต่ออัลกุรอาน ในยามค่ำคืนพวกเธอจับกลุ่มสนทนากัน

-----
ศิษย์เก่าฯ {63:8} พวกเขากล่าวว่า "ถ้าเรากลับไปยังนครมะดีนะฮฺ พวกที่มีเกียรติกว่าจะขับไล่พวกที่ต่ำต้อยออกจากนครมะดีนะฮฺ

อะบูอิสรอฟีล --> {63:8} พวกเขากล่าวว่า "ถ้าเรากลับไปยังนครมะดีนะหฺ ผู้ที่มีเกียรติที่สุดจะขับไล่ผู้ที่ต่ำต้อยที่สุดออกจากนครมะดีนะหฺ" (เพราะพวกมุนาฟิกีนอ้างว่า ผู้ที่มีเกียรติที่สุดคืออับดุลลอหฺ จะขับไล่ผู้ที่ต่ำต้อยที่สุด นั่นคือนบีมุฮัมมัด ออกจากนครมะดีนะหฺ และคำว่า อะอัซซุ และ อะซัลลุ เป็นคำเอกพจน์)

31 กรกฎาคม 2552

การแบ่งมรดกในอิสลาม


อัลกุรอานได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการแบ่งมรดก ซึ่งบุคคลที่อัลกุรอานกำหนดว่าจะได้รับมรดกคือบุคคลดังต่อไปนี้

1. สามี
2. ภรรยาหรือบรรดาภรรยา
3. บุตร
4. ธิดา
5. บิดา
6. มารดา
7. ปู่ หากผู้ตายไม่มีบิดา
8. ย่า ยาย หากผู้ตายไม่มีมารดา
9. พี่น้องของบิดา หากผู้ตายไม่มีบิดา
10 พี่น้องของมารดา หากผู้ตายไม่มีมารดา
11. พี่น้องของผู้ตาย ร่วมบิดามารดา หากผู้ตายไม่มีบุตร
12. พี่น้องร่วมบิดาของผู้ตาย หากผู้ตายไม่มีบุตรและไม่มีพี่น้องร่วมบิดามารดา
13. พี่น้องร่วมมารดาของผู้ตาย หากผู้ตายไม่มีบุตร ไม่มีพี่น้องร่วมบิดามารดา และไม่มีพี่น้องร่วมบิดา

รายละเอียดของกฏหมายมรดกสามารถอ่านได้ในหนังสือฟิกหฺต่าง ๆ