* คนพวกหนึ่งใช้สติปัญญาเป็นหลัก พวกเขาคือคนธรรมดา คนพวกหนึ่งใช้จิตใต้สำนึกเป็นหลัก พวกเขาคือคนวิกลจริต คนอีกพวกหนึ่งใช้ทั้งสติปัญญาและจิตใต้สำนึกเป็นหลัก พวกเขาคืออัจฉริยบุคคล
* อัจริยบุคคลคือพวกที่เพี้ยน เพราะพวกเขามองลึกซึ้ง สูงส่ง และห่างไกล กว่าคนธรรมดา
* อัจฉริยบุคคลมองด้วยสายตาอมตะ และอนันตะ คนธรรมดาจะมองด้วยสายตาชั่วคราว ในขอบเขตที่จำกัด
* ความสุขจากการเห็นความงดงาม ที่คนธรรมดาไม่เห็น ทำให้อัจริยบุคคลหลงลืมความทุกข์ยากและความเจ็บปวด ที่เพิ่มพูนในตัวเขา เนื่องจากการที่เขา "รู้"
* อัจริยบุคคลเข้าใกล้หมู่มนุษย์มากเท่าใด เขาก็จะเหินห่างจากความเป็นอัจริยบุคคลมากเท่านั้น ดังนั้นผู้ที่มีความสำเร็จในการสังคมกับหมู่มนุษย์นั้น จะหมดสมรรถภาพในการเป็นอัจริยบุคคลอีกต่อไป
* มนุษย์มีคุณสมบัติบวกลบเป็นคู่ ๆ อยู่ในตัวเขา ดี-ชั่ว งาม-อัปลักษณ์ ขยัน-เกียจคร้าน โอบอ้อมอารี-ตระหนี่ถี่เหนียว ฉลาด-โง่ มีสติปัญญา-วิกลจริต ฯลฯ ดังนั้นมนุษย์แต่ละคนจึงมีความบ้าไม่มากก็น้อย ไม่มีใครที่เป็นผู้มีปัญญาเพียงอย่างเดียว ไม่มีใครที่ฉลาดเพียงอย่างเดียว อัจฉริยบุคคลจึงเป็นคนปกติและเพี้ยนในเวลาเดียวกัน
* อัจฉริยบุคคลจะยังรู้สึกว่าตนเองโง่อยู่ จนกว่าเขาจะหมดสภาพการเป็นอัจฉริยบุคคล
* มนุษย์ส่วนใหญ่สามารถซุกซ่อนความบ้าของตนไว้ในก้นบึ้งของจิตได้ ยกเว้นอัจฉริยบุคคล ที่แทบจะทำไม่ได้
* ชนส่วนใหญ่ในสังคมจะกำหนดมาตรฐานว่าใครบ้าหรือเพี้ยน ด้วยเหตุนี้สังคมที่เลวจะประณามศาสนทูตว่าบ้า สังคมที่เสื่อมโทรมจะประณามคนดีว่าเพี้ยน