27 พฤษภาคม 2552

ไก่ขาวเป็นสัตว์มงคล


ไก่ขาวเป็นสัตว์มงคล ชนผู้มีธรรมะพึงเลี้ยงไก่ขาวประดับบ้าน มีคุณสมบัติสามประการที่ไก่ตัวผู้เหมาะแก่การได้รับการสรรเสริญ

หนึ่ง หวงครอบครัว
สอง ใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ตัวเองยอมอด ให้ลูกเมียได้กินจนอิ่มเสียก่อน
สาม โห่ปลุกมนุษย์ให้ตื่นเช้าเพื่อลุกขึ้นมานมัสการอัลลอฮฺ และปฏิบัติความดี


ดูกร ผู้เงยหน้าเดิน

คำพูดไม่เพียงกี่บรรทัด ทำให้ความศรัทธาสลายไป ราวกับว่าไม่เคยมีลิขิตมาก่อนเลย นี่เป็นคำพูดที่รุนแรงจนพลิกหัวใจมนุษย์ หรือความศรัทธาที่อ่อนบางยิ่งกว่าเม็ดทรายที่โปรยปรายบนหินลื่นกันแน่ หรือการศรัทธามิได้อยู่บนรากแห่งสัตย์เลย เสมือนหยดน้ำเหนือใบบัว

กิฏมีรรออยู่หน้าถ้ำนานถึงสามร้อยเก้าพรรษา แต่มนุษย์ที่เปรียบเปรยมิอาจอดกลั้นเพียงชั่วยาม ยามน้อย ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น ยามโต ต้นไม้แก่น่ารำคาญ ฝนหน้าร้อนเย็นฉ่ำแก้กระหาย ฝนหน้าหนาวน่าหน่ายแหนงสุดจะทน

{17:37} และอย่าเดินบนแผ่นดินอย่างเย่อหยิ่ง แท้จริงเธอมิอาจจะดำดิน และมิอาจจะบรรลุความสูงของภูเขาได้
{17:38} ทั้งหมดนั้น ความเลวของมันเป็นที่รังเกียจยิ่ง ณ พระเจ้าของเธอ

ดูกร ผู้เงยหน้าเดิน ถึงจะก้าวเท้าไปไกลถึงหนใด แผ่นดินจะไม่งอกเงยสิ่งใดใต้เท้า บ่วงบาศก์จะพัวพันติดแข้งขา พบแต่ความยาก ประสพแต่ความลำบาก เพราะความไม่หนักแน่น อดกลั้นน้อย เปลี่ยนแปลงง่าย ไร้ความจริงจัง ปราศจากความจริงใจ

สังวรณ์ แม้นตระหนักแน่นเหมือนภูผา ย่อมตระหง่านเหนือกาลเวลา เป็นเยี่ยงให้มนุษย์ญินเห็น ว่าเขาคือผู้ที่อมตะในความกตัญญู แม้พายุและมรสุมชีวิตจะกระหน่ำเพียงใด เขาย่อมถูกจารึกเหนือศิลาแห่งสมัย ว่าเป็นยอดบุคคล

อย่าจองหอง คุยโวโอ้อวด

{31:18} และเธออย่าหันแก้มของเธอให้แก่ผู้คนอย่างหยิ่งยะโส และอย่าเดินไปตามแผ่นดินอย่างไร้มรรยาทแท้จริง อัลลอหฺมิทรงชอบทุกคนที่จองหองคุยโวโอ้อวด
{31:19} และเธอจงก้าวเท้าของเธอพอประมาณ และจงลดเสียงของเธอลง แท้จริง เสียงที่น่าเกลียดยิ่งคือเสียงร้องของลา

อายุวัยยามบ่ายอย่างข้าพเจ้า เป็นพ่อของลูก ๆ หลายคน บางคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน มีหลานแล้วก็ยังมี วัยนี้เป็นวัยที่เหมือนกับว่าเป็นผลไม้กำลังสุกงอมหอมหวาน ดกเต็มต้นหนักอึ้ง กิ่งก้านของมันราบลงติดดินด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน หากข้าพเจ้ายังไม่สามารถให้ผู้คนลิ้มรสหวานได้ละก็ ข้าพเจ้าก็ไร้ค่า

วัยนี้เป็นวัยที่อ่อนแอลง คิดอะไรก็ช้าลง ทำอะไรก็ไม่ตล่องแคล่ว ทุกอย่างมันช้าไปหมด ทุกอย่างมันไม่สะดวกเหมือนในสมัยวัยรุ่นอีกต่อไป

แต่อย่างหนึ่งที่เห็นในวัยนี้ ก็คือเห็นความตายมาเก็บเกี่ยวผู้คนรุ่นพ่อไปทีละคน ทีละคน บางครั้งความตายมาเดินสะเปะสะปะเหมือนคนตาไม่ดี เดินในยามมืด ใครที่ถูกมันชนก็จะล้มลงเป็นเหยื่อ แต่สิ่งที่เห็นอีกอย่างหนึ่ง ก็คือกรรมสนองกรรมบนโลกนี้ก่อนจะถึงโลกหน้า ข้าพเจ้าเห็นคนจองหองลำพองตน แต่ละคนมีชีวิตบั้นปลายที่ไม่สงบราบเรียบเลย ความจองหองของเขาร่วงหล่นไปพร้อม ๆ กับกาลเวลา เมื่อขาสั่น คอตก หลังค่อม ความจองหองทั้งหมดก็สลายไปด้วย อีกไม่นานตนเองก็จะสลายตาม

ความจองหองเป็นบาปที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นบาปที่อิบลิสจำต้องตกนรก เพราะฝ่าฝืนพระบัญชาของอัลลอหฺ แล้วความดีที่มันสั่งสมมาห้าพันปีก็สูญสลายไปในพริบตาเดียว

26 พฤษภาคม 2552

ทุกชีวิตจะต้องลิ้มรสแห่งความตาย

{3:181},{29:57} ทุกชีวิตย่อมต้องลิ้มรสแห่งความตาย

เหล่าสาวกของนบีมุฮัมมัดในอดีตจดจำคำพูดที่ว่า "เพียงพอแล้วที่จะเอาความตายเป็นเครื่องตักเตือนเธอ" ได้อย่างดี

เมื่อมีผู้ถามว่า อยากได้อะไรจากมักกะหฺ เพื่อนข้าพเจ้าที่ทำธุรกิจด้วยกันตอบว่า "อยากได้ผ้าห่อศพ" เมื่อเพื่อนของเขากลับมา เขาก็ได้ผ้าคลุมศพดั่งใจหวัง วันนั้นแกหัวเราะบอกว่า "ได้มาสิบปีแล้วน่ะ แต่ยังไม่ตาย"

การรำลึก ถึงความตายเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด อะลีย์ บินอะบีฏอลิบกล่าวว่า "การบูชาอัลลอหฺที่ประเสริฐที่สุดคือการรำลึกถึงการสร้างฟากฟ้าและแผ่นดิน การรำลึกที่ประเสริฐที่สุดคือการรำลึกถึงความตาย"

หากมนุษย์รำลึกถึง ความตายตลอดเวลา เขาก็จะไม่ทะเยอทะยานมากจนเกินไป เขาจะไม่สะสมทรัพย์สมบัติที่เกินกว่าจำเป็นสำหรับตนเองและครอบครัว เขาจะรู้ว่า ทุกอย่างที่เห็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นยศถาบรรดาศักดิ์ และทรัพย์สินเงินทอง ล้วนแล้วแต่เป็นเพียงเหมือนสิ่งที่สถิตเพียงชั่วคราว เมื่อล้มตายหายจากไป มันก็ไม่ได้ให้ความหมายอะไรอีกต่อไป มนุษย์ทุกคนจะกลายเป็นฝุ่นดิน จะเหลือก็เพียงแค่น้ำหมึกที่จารึกบนกระดาษ เป็นตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัว

{102:1} การสะสมเพิ่มพูนเพื่อโอ้อวดได้ทำให้พวกเธอเพลิดเพลิน {102:2} จนกระทั่งพวกเธอได้เข้าไปเยือนหลุมฝังศพ

นั่นก็เพราะความตายเป็นสิ่งที่หนีไม่พ้น ไม่มีใครหนีมันพ้นเลยแม้แต่สักคนเดียว

{4:78} ณ ที่ใดก็ตามที่พวกเธออยู่ ความตายก็ย่อมถึงพวกเธอ และแม้ว่าพวกเธอจะอยู่ในป้อมปราการอันสูงตระหง่านก็ตาม

บทแปลอัลกุรอานภาษาไทย

เนื่องจากคัมภีร์อัลกุรอานเป็นคัมภีร์ที่มีวาทศิลป์เลอเลิศ จึงไม่มีใครแม้แต่ผู้เดียวยอมรับว่าสามารถแปลอัลกุรอานได้ดีพอ แน่นอนทีเดียว นั่นก็เป็นการท้าทายของอัลกุรอานอีกประการหนึ่ง เพราะถ้าหากสามารถแปลเป็นภาษาอื่นให้มีอรรถรสเหมือนแม่บทได้ ความมหัศจรรย์ก็จะหมดไป อย่างไรก็ตามงานแปลเป็นที่จำเป็นต้องทำ นักวิชาการมุสลิมในแต่ละประเทศในโลกจะพยายามแปลความหมายของอัลกุรอาน ในปัจจุบันอัลกุรอานได้รับการแปลเป็นภาษาใหญ่ ๆ ของโลกทุกภาษาแล้ว

คัมภีร์อัลกุรอานได้รับการแปลเป็นภาษาไทยครั้งแรกโดยท่านอดีตจุฬาราชมนตรีต่วน สุวรรณศาสตร์ ซึ่งเป็นการแปลและอธิบายความหมายพร้อมๆกัน จึงทำให้ผู้อ่านไม่ทราบว่าแม่บทในภาษาอาหรับเป็นอย่างไร ในกลางคริสตทศวรรษที่ ๗๐ คุณดิเรก กุลสิริสวัสดิ์ ได้เป็นบรรณาธิการจัดพิมพ์ความหมายอัลกุรอานที่แปลมาจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ ซึ่งคุณครูอิสมาอีล อะหมัด ปากพยูน เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการแปลครั้งนี้

ต่อมาคุณมัรวาน สะมะอูน ได้ทุ่มเทความสามารถและกำลังกายแปลความหมายของอัลกุรอานให้กระทัดรัดขึ้นอีก พยายามรักษาสำนวนให้ใกล้เคียงกับแม่บทให้มากที่สุด ซึ่งก็ได้กลายเป็นหนังสืออ้างอิงสำหรับชาวไทยมาหลายปี แต่ก็ยังมีข้อบกพร่อง เช่นประโยคแปลถึงแม้จะตรงกับแม่บทแต่ก็ผิดกับสำนวนไทย การแปลความหมายผิด การแปลขาดตอน เป็นต้น

ต่อมาสมาคมนักเรียนเก่าอาหรับได้แปลความหมายอัลกุรอานตีพิมพ์ออกมาอีก โดยมีฟุตโนตอธิบายความหมาย ทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ดีขึ้น จึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป และถือว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดในเวลานี้ แต่การแปลนี้ ก็ยังไม่อาจแก้ปัญหาความสมดุลย์ระหว่างการพยายามรักษาคำในแม่บทเดิมและการใช้สำนวนไทยได้ อีกทั้งยังมีข้อบกพร่องเรื่องมาตรฐานในการแปล บางครั้งก็ใช้ศัพท์สูง แต่โดยปกติก็ใช้คำศัพท์ที่ง่ายเกินควร อีกทั้งการแปลขาดตอนก็มีปรากฏให้เห็นหลายที่

อีกสำนวนหนึ่งคือของคุณไซนุลอาบิดีน ฟินดี้ แต่ไม่มีอะไรพิเศษจากผลงานที่ผ่านมา

อัลกุรอานจึงท้าทายนักแปลตลอดเวลา ให้ยอมรับว่า อัลกุรอานแปลไม่ได้

ข้าพเจ้าอ่านบทแปลสำนวนต่าง ๆ แล้วก็เกิดปนิธานที่จะแปลอัลกุรอานด้วยสำนวนที่แตกต่างออกไป โดยจะเน้นความไพเราะ และความรัดกุม เป็นหลัก เป็นเวลาหลายปีที่ข้าพเจ้าเริ่มแปล และแต่ละบทก็ถูกขัดเกลาครั้งแล้วครั้งเล่า ดูเหมือนกว่าจะได้สำนวนที่ตนเองต้องการ ก็ใช้เวลาหลายปีทีเดียว

อัลกุรอานคือทางนำของชีวิต

อัลกุรอานเป็นหนังสือที่ข้าพเจ้าอ่านมากที่สุด อ่านจบมาหลายสิบครั้ง ตั้งแต่ยังเด็กเมื่อครั้งที่ยังไม่เข้าใจความหมายแม้แต่คำเดียว จนกระทั่งถึงวันนี้ วันที่ข้าพเจ้านั่งขบคิดหาคำที่เหมาะสมในภาษาไทย เพื่อแปลอัลกุรอานให้ได้อรรถรสงดงาม แม้จะได้ไม่เท่าภาษาเดิม อย่างน้อยก็จะได้สื่อให้ผู้อ่านชาวไทยได้เข้าใจว่า อัลกุรอานเป็นคัมภีร์ที่มีเปี่ยมด้วยโวหาร ทุกครั้งที่อ่านก็จะยิ่งรู้สึกทราบซึ้งในความหมาย ในความไพเราะของพระโองการ บ่อยครั้งที่น้ำตาไหลลงอาบแก้ม ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา

อัลกุรอาน ภาษาอาหรับ: الْقُرآن มาจากรากศัพท์ในภาษาอาหรับแปลว่า การอ่าน หรือ การรวบรวม การสะกดอื่น ๆ ที่ไม่มาตรฐาน อัลกุรอ่าน, โกหร่าน, โก้หร่าน เป็นคัมภึร์ของศาสนาอิสลาม

อัลลอหฺ ได้ทรงประทานคัมภีร์อัลกรุอานแก่ นบีมุฮัมมัด ซึ่งเป็นศาสนทูตคนสุดท้าย และคัมภีร์นี้ก็เป็นคัมภีร์สุดท้ายที่พระผู้เป็นเจ้าได้ส่งมาให้แก่มวลมนุษยชาติ หลังจากนี้แล้วจะไม่มีคัมภีร์ใด ๆ จากพระผู้เป็นเจ้าอีก คัมภีร์กรุอานนี้ได้ประทานมาเพื่อยกเลิกคัมภีร์เก่า ๆ ที่เคยได้ทรงประทานมาในอดีตนั่นคือคัมภีร์เตารอต (Torah) ที่เคยทรงประทานมาแก่ศาสดามูซา คัมภีร์ซะบูร (Psalm) ที่เคยทรงประทานมาแก่ศาสดาดาวูด (David) และ คัมภีร์อินญีล (Evangelis) ที่เคยทรงประทานมาแก่ศาสดาอีซา (Jesus) เป็นคัมภีร์ที่บริบูรณ์ไม่มีการเพี้ยนเปลี่ยนแปลง ภาษาของอัลกุรอานนั้นคือภาษาอาหรับ ซึ่งเป็นภาษาของศาสดามุฮัมมัด

การศรัทธาในคัมภีร์อัลกุรอานทั้งเล่มเป็นหลักการหนึ่งที่มุสลิมทุกคนต้องศรัทธา นั่นก็หมายความว่าหากไม่ศรัทธาในอัลกุรอาน หรือศรัทธาเพียงบางส่วนก็จะเป็นมุสลิมไม่ได้ เช่นเดียวกับที่ต้องศรัทธาว่าคัมภีร์อัลกุรอาน ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้มีความบริบูรณ์ภายใต้การพิทักษ์ของอัลลอหฺพระผู้เป็นเจ้า ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีการสังคายนาอัลกุรอานเลย ตั้งแต่วันที่ท่านนบีเสียชีวิตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ด้วยพระประสงค์ของอัลลอหฺภาษาอาหรับจึงเป็นภาษาโบราณภาษาเดียว ที่มีชีวิตอยู่จนกระทั่งวันนี้ได้ และได้กลายเป็นภาษามาตรฐานของประเทศอาหรับทั้งหลาย เป็นภาษาวิชาการของอิสลาม และเป็นภาษาที่ใช้ในการปฏิบัติศาสนพิธีของมุสลิมทุกคนทั่วโลก

การประทานคัมภีร์ ในราวปี ค.ศ.610 เมื่อมุฮัมมัดนั่งบำเพ็ญตนอยู่ในถ้ำบนยอดเขาฮิรออ์อย่างที่เคยทำเป็นประจำ ญิบรีลฑูตแห่งอัลลอหฺก็ปรากฏตนขึ้น และนำพระโองการจากพระผู้เป็นเจ้ามีความว่า

{96:1} จงอ่านเถิด ด้วยพระนามแห่งพระเจ้าของเธอ ผู้ทรงบังเกิด ทรงบังเกิดมนุษย์จากก้อนเลือด {96:1} จงอ่านเถิด และพระเจ้าของเธอนั้นผู้ทรงใจบุญยิ่ง ผู้ทรงสอนการใช้ปากกา ผู้ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้

ตั้งแต่นั้นมา มุฮัมมัดก็ได้กลายเป็นศาสนทูตของอัลลอหฺ ที่ต้องรับหน้าที่ประกาศศาสนาของอัลลอหฺ นั่นคือศาสนาอิสลาม ที่ตั้งอยู่บนหลักการไม่บูชาสิ่งอื่นใดนอกจากอัลลอหฺ การวิวรณ์ การรับสาส์น หรือโองการจากอัลลอหฺนั้นเรียกในภาษาอาหรับว่า วะฮีย์ ศาสดามุฮัมมัดได้รับวะฮีย์เป็นคราว ๆ ทะยอยลงมาเรื่อย ๆ จากวะฮีย์แรกถึงวะฮีย์สุดท้ายใช้เวลา 23 ปี ทุกครั้งที่วะฮีย์ลงมา ท่านศาสนฑูตจะประกาศให้สาวกของท่านทราบ เพื่อจะได้ไปประกาศให้คนอื่นทราบอีกต่อไป สาวกจะพยายามท่องจำวะฮีย์ที่ลงมานั้นจนขึ้นใจ และท่านศาสดาจะสั่งให้อาลักษณ์ของท่านบันทึกลงในสมุดที่ทำด้วยหนังสัตว์ กระดูก หรือสิ่งอื่น ๆ ที่สามารถเก็บรักษาไว้ได้

ชาวอาหรับสมัยนั้นเก่งกาจในเชิงกวีนิพนธ์ มีกวีลือนามปรากฏอยู่ทุกเผ่า ที่กะอฺบะหฺนั้นก็มีบทกวีที่แต่งโดยเจ็ดยอดกวีอาหรับ เขียนด้วยน้ำทองคำแขวนอยู่ ในงานแสดงสินค้าประจำปีที่ อุกาซ ในอาราเบีย ที่จัดให้อาหรับทุกเผ่าพันธุ์มาพบปะแลกเปลี่ยนสินค้าและวัฒนธรรม ก็จะมีกิจกรรมที่สำคัญที่สุดร่วมอยู่ด้วยนั่นคือการประชันบทกวี

อันลักษณะของคัมภีร์อัลกรุอานนั้นอยู่กึ่งกลางระหว่างร้อยแก้วและร้อยกรอง คัมภีร์อัลกรุอานจึงเป็นสิ่งท้าทายที่พิศดารสำหรับชาวอาหรับ เพราะเป็นร้อยแก้วมีความไพเราะได้โดยไม่ต้องใช้มาตราสัมผัสและบทวรรคตามกฏของกวีนิพนธ์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวอาหรับฉงนใจว่า คนที่ไม่เคยแต่งโคลงกลอนและอ่านเขียนไม่ได้อย่างมุฮัมมัด จะต้องไม่ใช่ผู้แต่งอัลกุรอานเป็นแน่

อัลกุรอานแบ่งออกเป็นบท เรียกว่า ซูเราะหฺ ซึ่งมีทั้งหมด 114 ซูเราะหฺ แต่ละซูเราะหฺ แบ่งเป็นวรรคสั้นยาวไม่เท่ากัน เรียกว่า อายะหฺ (แปลว่า สัญลักษณ์) ซึ่งอัลกรุอานมีอายะหฺทั้งหมด ๖๒๓๖ อายะหฺ ตามการนับมาตรฐาน (ดู คัมภีร์มาตรฐานที่พิมพ์โดยรัฐบาลซาอุดิอารเบีย) เนื้อหาในอัลกุรอานนั้นแบ่งได้สามหมวดคือ หนึ่งเกี่ยวกับหลักการศรัทธาต่ออัลลอหฺ พระผู้เป็นเจ้า ความเร้นลับที่มีอยู่ในและนอกกาละและเทศะ หมวดที่สองคือพงศาวดารของประชาติก่อนอิสลาม และคำพยากรณ์สำหรับอนาคตกาล หมวดที่สามเป็นนิติบัญญัติสำหรับมนุษย์ที่จะต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ในแต่ละซูเราะหฺหรือแม้ในแต่ละวรรคอาจจะมีที่ระบุถึงสามหมวดในเวลาเดียวกัน

คัมภีร์อัลกรุอานมีความมหัศจรรย์หลายอย่าง ประการแรกก็คือความไพเราะที่กวีทุกคนต้องยอมสยบ ประการที่สองคือการเปิดเผยความลี้ลับของศาสตร์และวิทยาการแขนงต่าง ๆ ที่คนสมัยนั้นยังไม่ทราบ การเปิดเผยพงศาวดารในอดีต การพยากรณ์อนาคต การเปิดเผยความลี้ลับที่วิทยาศาสตร์ยังไม่รู้ ดั่งเช่น การระบุถึงการขยายตัวของจักรวาล คลื่นใต้น้ำ และบทบาทของลมในการผสมพันธ์ของต้นไม้เป็นต้น

การที่ภาษาอาหรับเป็นภาษาที่ไม่แก่เฒ่าหรือตายเหมือนภาษาอื่น ๆ และการที่วิทยาการที่มีระบุในคัมภีร์อัลกรุอานไม่เคยล้าสมัย อีกทั้งคำสั่งสอนของอัลกุรอานก็เอาหลักตรรกวิทยาและปัญญาเป็นพื้นฐาน ชนมุสลิมเชื่อว่า คัมภีร์ที่เก่าแก่นานถึง 1400 ปีนี้จึงไม่ได้เก่าแก่ตามอายุ ทว่ายังใช้การได้ประดุจดังคัมภีร์นี้เพิ่งลงมาเมื่อวันนี้นี่เอง

ตามความเชื่อของชนมุสลิม ด้วยความมหัศจรรย์ของกรุอานดังที่กล่าวมาคือปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่ ที่อัลลอหฺได้ทรงประทานให้แก่ท่านนบีมูฮัมมัด เพื่อยืนยันว่า อัลกรุอานเป็นโองการของพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริงไม่ใช่กวีนิพนธ์ของมนุษย์

{2:23} และถ้าพวกเธอยังแคลงใจใน(อัลกรุอาน)ที่เราประทานแก่บ่าวของเรา พวกเธอก็จงนำมาสักบทหนึ่งเยี่ยงนั้น และจงเรียกผู้ช่วยเหลือของพวกเธอมา -นอกจากอัลลอหฺ- ถ้าพวกเธอแน่จริง"

{10:38} หรือพวกเขากล่าวว่า "เขาเป็นผู้ปั้นแต่งขึ้น" จงกล่าวเถิด "พวกเธอจงนำมาสักบทหนึ่งเยี่ยงนั้น และจงเรียกร้องผู้ที่พวกเธอสามารถนำมาได้ นอกจากอัลลอหฺ หากพวกเธอเป็นผู้สัจจริง"

หลังจากศาสดามุฮัมมัดประกอบพิธีฮัจญ์ในมักกะหฺ อัลลอหฺก็ได้ทรงประทานโองการอันสุดท้าย นั่นคือ
{5:3} วันนี้ฉันได้ทำให้ศาสนาของพวกเธอสมบูรณ์ และฉันได้ทำให้ความโปรดปรานของฉันที่มีต่อพวกเธอนั้นบริบูรณ์ และฉันได้เลือกให้อิสลามเป็นศาสนาของพวกเธอ

การเรียบเรียงโองการนั้นไม่ได้ถือหลักระดับก่อนหลังเป็นหลัก ทว่าอัลลอหฺเป็นผู้ทรงกำหนดวิธีการเรียง โองการที่ลงมาตอนท่านศาสดาอพยพ ซึ่งที่เรียกว่า มักกียะหฺ ก็อาจจะเข้าไปอยู่ในบทที่มีโองการที่ลงมาหลังอพยพไปมะดีนะหฺ คือทีเรียกว่า มะดะนียะหฺ ก่อนญิบรีลจะมาฟังท่านศาสดาอ่านทบทวนโองการที่ได้รับปีละครั้งทุก ๆ ปี แต่ในปีสุดท้ายก่อนท่านศาสดาจะเสียชีวิตนั้น ญิบรีลได้มาฟังท่านศาสดาอ่านทบทวนอัลกุรอานสองครั้งเพื่อความมั่นใจว่าท่านศาสดาได้จดจำโองการทั้งหมด โดยไม่มีที่ตกบกพร่อง ท่านศาสดาเสียชีวิตหลังจากโองการอัลกุรอานได้รวบรวมขึ้นเป็นเล่มบริบูรณ์

เนื่องด้วยอัลกุรอานเป็นธรรมนูญของอิสลาม จึงเกิดมีวิทยาการใหญ่ ๆ แตกแขนงมาจากอัลกุรอานหลายสาขา เช่น วิชาตัจญ์วีด ซึ่งเป็นวิชาเกี่ยวกับการอ่านอัลกุรอานให้ถูกต้อง วิชาอุลูมอัลกุรอาน หรือที่เรียกว่า อุศูลอัลกุรอาน เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาของอัลกุรอาน ศึกษาว่าโองการแต่ละโองการลงมาที่ไหนเมื่อไหร่และเหตุใด อันเป็นส่วนช่วยในการตีความหมายอัลกุรอาน หรือที่เรียกว่า ตัฟซีรอัลกุรอาน

ตั้งอดีตจนกระทั่งปัจจุบันได้มีนักปราชญ์อิสลามหลายสิบคนที่ได้แต่งหนังสืออรรถาธิบาย และตีความหมายอัลกุรอาน เรียกหนังสืออรรถาธิบายนี้ว่า หนังสือตัฟซีร และเรียกผู้แต่งว่า มุฟัซซิร การตีความหมายอัลกุรอานจะใช้หลักของอุลูมอัลกุรอานดังกล่าวบวกเข้ากับพระวจนะของศาสดา ภาษาศาสตร์ และวิทยาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในปัจจุบันนี้ชาวมุสลิมจะอ้างอิงหนังสือตัฟซีรเก่า ๆ เป็นหลักในการเขียนตัฟซีรใหม่ หรือในการแปลความหมายอัลกุรอานเป็นภาษาอื่น ๆ