แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปัญญา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปัญญา แสดงบทความทั้งหมด

02 กรกฎาคม 2557

จับปลาสองตัว

ถ้าจับปลาตัวด้วย ด้วยมือสองข้าง อาจจะมีโอกาสจับได้ แต่ถ้าจับปลาสองตัว ด้วยมือสองข้าง ในเวลาเดียวกัน จะไม่มีวันได้ปลาแม้แต่สักตัว ถึงแม้ว่าจะจับจนตาย นอกจากว่า เธอจะจับปลาตาย

ผู้ประสบความสำเร็จจะสอนให้เธอตั้งสมาธิ ตั้งใจ จดจ่อ ทำสิ่งเดียว เท่านั้น เธอถึงจะทำได้ดีที่สุด และสำเร็จลุล่วงเร็วกว่าการทำอะไร หลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน

06 พฤษภาคม 2554

"หวังว่า มันคงเป็นเรื่องดี"

บางครั้งคนเราอาจจะเสียใจ เนื่องจากไม่ได้ดั่งใจหวัง โอกาสอาจจะหลุดมือเราไป เพียงแค่ด้วยสาเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น รถบัสมาช้า หรือรถติด ทำให้เราพลาดการสอบสัมภาษณ์ที่รอคอยมานาน ป่วยจึงไม่มีโอกาสไปเที่ยวทัศนาจร คนมาเซ้าซี้ถามเราเรื่องไม่เป็นเรื่อง จึงทำให้เราไปถึงห้องประชุมช้าไปสองสามนาที เป็นต้น

สิ่งเหล่านั้นทำให้โอกาสหลุดมือเราไป ทำให้เราเสียใจมาก ๆ ๆ ๆ หรือเสียใจนิดหน่อย ...

แต่เราอาจจะดีใจภายหลังก็ได้ ที่ไปสอบสัมภาษณ์ช้าไป เขาเลยไม่รับเราเข้าทำงานที่ตึกเวิร์ดเทรดเซ็นเตอร์ ซึ่งถูกทำลายไม่เหลือแม้แต่เงา คนสำคัญคนหนึ่งของเลบานอน ถูกคนเซ้าซี้ถามกลางทาง จึงไปถึงที่หมายช้าไป จึงรอดพ้นจากระเบิดเวลา แต่คนอื่นตายไปสี่สิบกว่าคน

อะซา อัน ยะกูนะ ค็อยร็อน

"หวังว่า มันคงเป็นเรื่องดี"

นั่นคือสิ่งที่เราควรกล่าวปลอบใจเรา เมื่อเราประสบกับความปัญหา ที่มาเป็นอุปสรรคในการงานของเรา

เมื่อราวสามสิบปีที่แล้ว อาจารย์มุสลิมผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งของประเทศไทย กำลังจะเดินทางออกจากบ้าน คนขับรถก็มารอที่หน้าบ้าน เพื่อจะไปส่งท่านที่สนามบิน แต่แล้วภรรยาของท่าน ก็ออกมาบอกว่า ลูกตกบรรไดชั้นบนลงมาชั้นล่าง หัวแตก เลือดอาบทั่วหน้า ท่านอาจารย์คนนี้จึงยกเลิกการเดินทาง

ถ้าหากท่านเดินทานวันนั้น ท่านก็คงเป็นหนี่งในศพที่ไร้สุสาน เพราะเครื่องบินของท่าน ดิ่งลงทะเลที่ภูเก็ต ผู้โดยสารตายหมดทั้งลำ

เมื่อสองปีที่แล้ว ผู้หญิงคนหนึ่งกับลูกมาถึงที่สนามบินช้าไปไม่กี่นาที พนักงานก็ปิดเคาน์เตอร์ ถึงแม้แกจะพยายามพูดอย่างไร พวกพนักงานก็ไม่ยอม จึงกลับบ้านไปด้วยความเสียใจเป็นอย่างมาก วันต่อมา ผู้หญิงคนนี้ออกข่าวหน้งสือพิมพ์ว่า แกกับลูกเป็นผู้โชคดี เพราะเครื่องบินที่แกจะขึ้นนั้น ตกทะเล ผู้โดยสารตายหมดทั้งลำ

ในจำนวนนั้นมีเด็กหนุ่มจากนอร์เวย์ ที่พยายามดันทุรังเปลี่ยนเที่ยวบิน ไปขึ้นลำนี้ เพื่อให้ถึงเป้าหมายเร็วกว่า ทั้ง ๆ ที่ตัวเองมีตั๋วเรียบร้อยแล้ว

"หวังว่า มันคงเป็นเรื่องดี"

กล่าวอย่างนี้สิ แล้วทุกอย่างจะดีเอง

เล่ากันว่า มีอาลิมคนหนึ่งในตะวันออกกลางชอบพูดคำว่า อะซา อัน ยะกูนะ ค็อยร็อน "หวังว่า มันคงเป็นเรื่องดี" จนคนพากันล้อเลียน เสนาอำมาตย์ในราชวังคงเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ราชาฟัง ได้ขบขันเล่น วันหนึ่งเจ้าราชาเรียกอาลิมคนนี้เข้ามา แล้วกล่าวว่า นี่ ท่านชอบพูดว่า "หวังว่า มันคงเป็นเรื่องดี" ถ้าข้าฯเอาท่านไปขังในคุก ท่านจะว่าอย่างไร?

อาลิมตอบว่า "หวังว่า มันคงเป็นเรื่องดี"

แล้วอาลิมก็ถูกจำคุก เพื่อตอบสนองความสนุกของราชา

แล้วพวกมองโกเลียก็กรีฑาทัพเข้าไปในตะวันออกกลาง เข่นฆ่าผู้คนล้มตายเป็นแสนเป็นล้าน ราชธานีบัฆดาดถูกทำลายย่อยยับ พวกมองโกเลียบุกเข้าไปในเมือง และเข้าเข่นฆ่าผู้คนล้มตายมากมาย รวมทั้งราชาและเสนาอำมาตย์ด้วย

ผู้ที่รอดตายก็คือพวกที่ถูกฆังในคุก ซึ่งรวมถึงอาลิมคนนั้น ผู้ที่กล่าวว่า "หวังว่า มันคงเป็นเรื่องดี"

01 พฤษภาคม 2554

ปฏิทินฮิจญ์เราะฮฺ และ ฮิจญ์เราะฮฺศักราช

ยี่สิบกว่าปีที่แล้วอะบูอิสรอฟีลได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปฏิทินฮิจญ์เราะฮฺ เอาไปลงในเว็บไซต์ต่าง ๆ แต่ไม่ได้เอาลงในบล็อคของตัวเอง

ปฏิทินฮิจญ์เราะฮฺ และ ฮิจญ์เราะฮฺศักราช

คำว่า ฮิจญเราะฮฺ แปลว่า การอพยพ ผู้เริ่มกำหนดใช้ศักราชหิจญ์เราะฮฺเป็นคนแรกคือ อิมามอะลีย์ บิน อะบีฏอลิบในสมัยการปกครองของอุมัร อิบนุลคอฏฏอบ (คอลีฟะฮฺคนที่ 2) ซึ่งประกาศใช้ในปีที่ 17 หลักการอพยพ โดยยึดปีที่นบีมุหัมมัด ศาสนทูตแห่งอิสลาม อพยพออกจากเมืองมักกะฮฺ(เมกกะ)สู่มะดีนะฮฺ ในปี ค.ศ. 622 เป็นต้นศักราชฮิจญ์เราะฮฺ

อักษรย่อ ฮิจญ์เราะฮฺ คือ ฮ.ศ. ในภาษาอังกฤษนิยมใช้ H.E. (Hijrah Era) หรือ A.H. (Anno Hejira)
ระบบปฏิทินของหิจญเราะฮฺศักราช เป็นระบบปฏิทินจันทรคติ นั่นคือ จะใช้ดวงจันทร์เป็นเกณฑ์ในการคำนวณ ดังนั้นในหนึ่งปีจันทรคติจึงมี 354 วันหากเป็นปีธิกสุรทินและ 355 วันหากเป็นปีอธิกสุรทิน ในรอบ 30 ปีจะมีธิกสุรทิน 19 ครั้ง และอธิกสุรทิน 11 ครั้ง ชนมุสลิมใช้ปฏิทินฮิจญ์เราะฮฺจนถึงทุกวันนี้

ในหนึ่งปีฮิจญ์เราะฮฺมี 12 เดือน คือ มุหัรรอม ศอฟัร รอบีอุลเอาวัล รอบีอุษษานี ญุมาดัลอูลา ญุมาดัษษานียะฮฺ รอญับ ชะอฺบาน รอมะฎอน เชาวาล ซุลกิอฺดะฮฺ ซุลฮิจญะฮฺ
[แก้ไข]รายละเอียดเกี่ยวกับปฏิทินฮิจญ์เราะฮฺ

ในแต่ละเดือนจะมี 29 วัน และ 30 วันสลับกันไป บางทีมี 30 วันซ้อนกัน 2 ครั้ง แต่จะไม่มี 29 วัน ซ้อนกัน 2 เดือนเป็นอันขาด ส่วนซุลหิจญะห์ของปีอธิกสุรทินนั้นจะกำหนดให้มี 30 วันเสมอ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า ดวงจันทร์โคจรรอบจุดศูนย์กลางของมูลร่วม (Bary center) โดยใช้ดวงอาทิตย์เป็นหลักนั้น ใช้เวลา 29 วัน 12 ชม. 44 นาที 2.82 วินาที (29.) หรือ 354 วัน 8 ชม. 48 นาที 33.6 วินาทีในหนึ่งปี

เดือนที่หนึ่ง 29 วัน 12 ชม. 44 นาที + เดือนที่สอง 29 วัน 12 ชม. 44 นาที = 59 วัน 1 ชม. 28 นาที หากกำหนดให้เดือนที่ 1 (มฺหัรรอม) มี 30 วัน และเดือนที่ 2 มี (ศอฟัร) มี 29 วัน ก็ยังเหลือเศษอีก 1 ชม. 28 นาทีเศษนี้ ก็จะรวมเข้ากับเดือนที่ 3 และ 4 เรื่อยไป จนกระทั่งเมื่อครบปี ก็จะมีเศษเหลือจาก 354 วัน = 8 วัน 48 นาที ซึ่งไม่ถึงครึ่งวัน ปีแรกจึงเป็นปีธิกสรุทิน และเมื่อเอาเศษที่เหลือจากปีแรก บวกกับเศษปีที่สอง (8 ชม. 48 นาที + 8 ชม. 48 นาที) ได้เท่ากับ 17 ชม. 36 นาที ซึ่งมากกว่าครึ่งวัน ปีที่ 2 จึงกลายเป็นปีอธิกสุรทินโดยการปัดเศษนั้นขึ้นเป็น 1 วัน โดยการกำหนดให้ซุลฮิจญะฮฺ มี 30 วันเศษของปีจะรวมต่อไป เมื่อถึงปีที่ 5 เศษ ของปีจะเป็น 18 ชม.ปีที่ 5 จึงเป็นปีอธิกสุรทิน อีกเป็นเช่นนี้เรื่อยไปจนครบรอบ 30 ปี จึงเรียกว่า 1 รอบน้อย

เดือนจะมีการสลับระหว่าง 30 และ 29 วัน โดยการยึดถือเศษของแต่ละเดือน ถ้าหากว่าเดือนใดมีเศษมากกว่าครึ่งวันก็จะปัดขึ้นเป็น 1 วัน ยกตัวอย่างเช่น พอสิ้น เดือนญุมาดัลอูลา ของปีที่ 2 มีเศษเหลือ 44 นาที เมื่อบวกกับเดือนต่อมา 29 วัน 12 ชม. 44 นาที จึงมีค่า = 29 วัน 13 ชม. 28 นาที จึงบัดนี้ขึ้นเป็น 30 วัน เดือนถัดจากนั้นก็เป็น 29 วันและ 30 วันสลับกันไปอีก จนกว่าจะมีเศษที่ที่ปัดขึ้นเป็น 1 วันเต็มอีก

เดือนที่ 17 ถัดจากเดือนเริ่มต้นปฏิทินจะมี 30 วัน แล้วนับต่อไปอีก 17 เดือน ถึงเดือนใด เดือนนั้นจะมี 30 วัน แล้วนับต่อไปอีก 15 เดือนถึงเดือนใด เดือนนั้นจะมี 30 วันอีกเช่นกัน ทำเช่นนี้เรื่อยไปจนครบ 30 ปี (นับ 17 สองครั้งสลับด้วยนับ 5 หนึ่งครั้ง) เมื่อเดือนใดมี 30 วัน ซ้อนกัน 2 เดือน ๆ ถัดมาต้องเป็น 29 วัน
1 ปี จันทรคติมี 354 วัน 8 ชม. 48 นาที ในรอบ 30 ปี จึงมี 10631 วัน ด้วยเหตุนี้จึงถึงว่าเป็น 1 รอบ (น้อย) เพราะเศษของวันลงตัวพอดี (มีเศษเป็นวินาที ซึ่งไม่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากนัก)

เนื่องจากทุก ๆ 1 รอบน้อย เริ่มต้นด้วยชื่อวันต่าง ๆ การที่จะให้เริ่มต้นครบด้วยชื่อวัน 7 วัน ย่อมต้องใช้เวลา 7 รอบน้อย (210 ปี) ซึ่งก็จะกลายเป็น 1 รอบใหญ่ ในการเขียนปฏิทินจะกำหนดวันดังนี้

รอบน้อยที่ 1 เริ่มด้วยวันพฤหัส
รอบน้อยที่ 2 เริ่มด้วยวันอังคาร
รอบน้อยที่ 3 เริ่มด้วยวันอาทิตย์
รอบน้อยที่ 4 เริ่มด้วยวันศุกร์
รอบน้อยที่ 5 เริ่มด้วยวันพุธ
รอบน้อยที่ 6 เริ่มด้วยวันจันทร์
รอบน้อยที่ 7 เริ่มด้วยวันเสาร์

เพื่อสะดวกในการจำ 1 - ทุก ๆ รอบจะเริ่มต้นด้วยวันที่ห้าหลังจากวันแรกของรอบที่แล้ว เช่น รอบน้อยที่ 3 เริ่มด้วยวันอาทิตย์ ร้อยน้อยที่ 4 ก็ต้องเป็นวันศุกร์ด้วยการนับเพิ่ม 5 วัน

ทุก ๆ ปีจะเริ่มต้นด้วยวันที่สี่ของปีที่แล้ว ถ้าหากว่าปีที่แล้วเป็นปีปกติและจะเริ่มต้นด้วยวันทีห้าของปีที่แล้ว หากปีที่แล้วเป็นปีอธิกสุรทินตัวอย่างเช่น ปีที่ 7 ก็ต้องเริ่มด้วยวันอังคารด้วยการนับเพิ่ม 4 วันและเมื่อทราบว่าปีที่ 7 เป็นอธิกสุรทิน ปีที่ 8 ก็ต้องเริ่มด้วยวันอาทิตย์ ด้วยการนับเพิ่ม 5 วันเป็นต้น

ฮ.ศ. และ ค.ศ.

หากต้องการทราบว่าวันเดือนปีใน ค.ศ. xxxx ตรงกับวันเดือนปีใดใน ฮ.ศ. ให้ทำดังนี้
วิธีที่ 1
1. เปลี่ยนค่า ปี เดือน และวัน ที่ต้องการนั้นให้มีจำนวนเป็นวัน โดยการนำเอาปีนั้นมาลบด้วย 1 แล้วคูณด้วย 365.25 แล้วเอาจำนวนเดือนและวันที่เหลือมาบวก
2. เอาผลลัพธ์นั้นลบด้วยค่าความแตกต่างระหว่าง ค.ศ. และ ฮ.ศ. คือ 227015 วัน
3. เอาผลลัพธ์หารด้วย 10631 (อันเป็นเวลา 1 รอบน้อย)
4. เอาผลลัพธ์คูณด้วย 30 และเอาเศษที่เป็นวันนั้น ทำเป็นปีและเดือน ตามกฎของปีปกติและอธิกสุรทิน และบวกเข้ากับผลลัพธ์
5. เอาหนึ่งบวกกับผลลัพธ์ที่เป็นปีและเอาเศษผลลัพธ์ที่เป็นนั้นนั้นทำเป็นเดือน
วันที่ 1 มค. 1992
1992 – 1 = 1991
1991 x 365.25 = 727212.75 + 11 = 727223
727226 – 227015 = 500208
10631 = 47 รอบ เศษ 551 x 30 = 1410 + 1 + 1 ปีเศษ 197 วัน = 2523 ปี 197 วัน
1411 + 1 ปี = 1412 ปี 197 วัน
197 30 + 29 + 30 + 29 + 30 + 30 + 19 = Rajab 1412
วิธีที่ 2 (สะดวกด้วยเครื่องคิดเลข)
โดยใช้ข้อมูลต่อไปนี้เป็นหลัก
1. วันที่ 1 มุหัรรอม 01 ตรงกับ 16 กค. 622
2. ปีจันทรคติ ฮ.ศ. มี 354.36666 วัน
3. ปีสุรยคติเกรกอเรียนมี 365.2425 วัน จูเลียน = 365.25
4. 1 ปี จันทรคติมีค่า = 0.070223 = 0.97
5. 1 ปี สุริยคติมีค่า = 1.0306909 = 1.0307121
การหา ฮ.ศ. จาก ค.ศ.
วันที่ 1 มค. 1992 1. ลบปีที่ต้องการซึ่งยังไม่บริบูรณ์นั้นด้วย 1992 – 1 = 1991
2. ความแตกต่างระหว่าง ค.ศ. และ ฮ.ศ. ด้วย 1991 – 622 = 1369 ด้วยการหาผลลัพธ์นั้นด้วย 622
3. ระหว่าง 16 กค. ถึง 11 มค. เป็นเวลา = 179 วัน
4. เอาผลลัพธ์จากข้อ 2 ซึ่งเป็นปีนั้นคูณด้วย 1.0306909 = 1411.0158
5. ทศนิยมจากเศษนั้นเปลี่ยนเป็นโดยการคูณกับ 354.3666 1.0307121 = 1411.0448 = 1411 ปี 5.59 วัน
6. เอาผลลัพธ์จากข้อ 3 และ 4 รวมกัน ปี 1412 ปี 15.87 วัน +
7. บวกค่าความแตกต่างระหว่าง ก.ค. ถึงเดือนที่ต้องการ 179 วัน ปี 1412 วัน
8. บวกค่าความแตกต่างระหว่าง J และ G = 13 วัน = 19 Rajab 1442
9. เปลี่ยนผลลัพธ์จากวันเป็นเดือนและวัน
การหา ค.ศ. จาก ฮ.ศ.
1. เอา ฮ.ศ. ปีที่ต้องการนั้นลบด้วย 1
2. เอาผลลัพธ์ที่ได้คูณด้วย ผลลัพธ์ที่ได้เป็นปีและทศนิยมของปี
3. เปลี่ยนทศนิยมของผลลัพธ์เป็นวันด้วยการคูณกับ 365.25
4. เอาระยะเวลาห่างจาก 1 ม.ค. ถึง 16 ต.ค. (200 วัน) บวกกับผลลัพธ์
5. เอาค่าความแตกต่างระหว่าง ค.ศ. และ ฮ.ศ. มาบวก
6. เอาระยะเวลาจาก 1 มุหัรรอม ถึงวันที่และเดือนที่ต้องการ
7. เปลี่ยนค่าของผลลัพธ์เป็นปี – เดือน – และวันที่

ดูเพิ่ม

ปฏิทินจันทรคติไทย – การนับวันเดือนปี โดยอาศัยดวงจันทร์เป็นเกณฑ์
การกำหนดเดือนใหม่ในอิสลามจากมุมมองของอัลกุรอานและซุนนะฮฺ
ดวงจันทร์วันนี้

22 เมษายน 2554

อาบิรีสสะบีลเอ๋ย

อาบิรีสสะบีลเอ๋ย ข้าก็เป็นผู้ผ่านทางเยี่ยงท่าน บางครั้งเราสัญจร บางครั้งเราจรจัด บางครั้งยินดีจนน้ำตาไหลอาบแก้ม บางครั้งเสียใจเอาน้ำตาเช็ดหัวเข่า สัมภาระของเรายิ่งนาน ยิ่งหนักหน่วง เราบรรทุก ทุกอย่าง ที่เก็บสะสม เราเก็บเกี่ยวทุกอย่าง ที่พานพบ

เนื้อตัวของเราเกรอะด้วยฝุ่นแห่งกาลเวลา จิตใจของเราดำมืดมนด้วยความบาปที่ซ้ำซาก ในอกมีความรักความผูกพันธ์และความเกลียดชังสุมอยู่ เราเป็นผู้สัญจร ผู้ปลูกต้นหยีที่สถานี ทั้ง ๆ ที่อีกไม่นาน จะมีเสียงประกาศบอกเวลาเดินทาง

อาบิรีสสะบีลเอ๋ย ความฝันของเราใหญ่กว่าฟ้า ความหวังของเรายาวเกินกว่าลมหายใจ อนิจจา ชีวิตทั้งชีวิต ประหนึ่งเพียงแค่การก้าวจากแดดเข้าสู่ร่มไม้ แล้วอิซรออีลก็รออยู่ที่นั่น

โอ้ ผู้สัญจร ทิ้งสัมภาระของท่านไปบ้าง เพื่อมันจะได้เบาบาง ท่านจะได้เดินทางได้รวดเร็ว ไม่ห่วงหน้าห่วงหลัง เพราะการเดินทางครั้งสุดท้ายของท่าน ท่านจะถูกห้ามไม่ให้พกพาสัมภาระ

โอ้ ผู้โดยสารแห่งโลกา เรากำลังหลับไหล และฝันหวานท่ามกลางการเดินทางอันนี้ เราจะตื่นขึ้นมาอีกที หลังจากที่เราพ้นด่านนั้นไป

ใช่ไหม?

20 เมษายน 2554

นานาสัญญาณสำหรับผู้สอบถาม

แท้จริงในยูสุฟและพี่น้องของเขานั้น มีนานาสัญญาณสำหรับผู้สอบถาม {อัลกุรอาน 12:7}

ในเรื่องราวของนบียูสุฟกับพี่น้องของเขาทั้ง 11 คน มีสัญญาณอันมากมายมากกว่าพันสัญญาณ สำหรับผู้สอบถามเพื่อที่จะรู้อย่างแท้จริง เป็นเรื่องราวเดียวในอัลกุรอาน ที่เล่าตั้งแต่ต้นจนจบ ผู้ที่คิดไตร่ตรอง จะได้ข้อคิด สุภาษิต ปัญญา อันมากมาย ผู้ที่จะไตร่ตรองได้ ก็คือผู้มีปัญญา ผู้ไร้ปัญญาก็ไม่อาจจะคิด แม้กระทั่งจะถามก็ถามไม่เป็น เมื่อถามไม่เป็น ก็ไม่มีโอกาสจะได้รู้ เพราะสัญญาณนั้น จะรู้ได้ ก็ด้วยการคิด และการถาม

เขาคิดในทุกสิ่ง คิดในทุกอย่าง คิดในการสร้างฟากฟ้า ในการสร้างธรณี คิดเสร็จแล้วเขาก็อุทานและวิงวอน

อุทานว่าอย่างไรหรือ และวิงวอนว่าอย่างไรหรือ?
กรุณาบอกข้าสิ ผู้มีปัญญาอุทานว่าอย่างไร และวิงวอนอย่างไร

เขาอุทานว่า "สุบฮานะกะ" เเละวิงวอนว่า "ฟะกินา อะซาบันนารฺ" อุทานเพราะเขามั่นใจในพระพิสุทธิคุณเเห่งพระองค์ เขาวิงวอนเพราะเขาประหวั่นต่อการลงโทษของพระองค์

18 กุมภาพันธ์ 2554

ข้อคิดสำหรับคำว่า "อัจฉริยะ"

* อัจฉริยบุคคลจะเห็นผลไม้ที่ร่วงหล่นจากต้น มีความหมายที่แตกต่างจากคนธรรมดา
* คนพวกหนึ่งใช้สติปัญญาเป็นหลัก พวกเขาคือคนธรรมดา คนพวกหนึ่งใช้จิตใต้สำนึกเป็นหลัก พวกเขาคือคนวิกลจริต คนอีกพวกหนึ่งใช้ทั้งสติปัญญาและจิตใต้สำนึกเป็นหลัก พวกเขาคืออัจฉริยบุคคล
* อัจริยบุคคลคือพวกที่เพี้ยน เพราะพวกเขามองลึกซึ้ง สูงส่ง และห่างไกล กว่าคนธรรมดา
* อัจฉริยบุคคลมองด้วยสายตาอมตะ และอนันตะ คนธรรมดาจะมองด้วยสายตาชั่วคราว ในขอบเขตที่จำกัด
* ความสุขจากการเห็นความงดงาม ที่คนธรรมดาไม่เห็น ทำให้อัจริยบุคคลหลงลืมความทุกข์ยากและความเจ็บปวด ที่เพิ่มพูนในตัวเขา เนื่องจากการที่เขา "รู้"
* อัจริยบุคคลเข้าใกล้หมู่มนุษย์มากเท่าใด เขาก็จะเหินห่างจากความเป็นอัจริยบุคคลมากเท่านั้น ดังนั้นผู้ที่มีความสำเร็จในการสังคมกับหมู่มนุษย์นั้น จะหมดสมรรถภาพในการเป็นอัจริยบุคคลอีกต่อไป
* มนุษย์มีคุณสมบัติบวกลบเป็นคู่ ๆ อยู่ในตัวเขา ดี-ชั่ว งาม-อัปลักษณ์ ขยัน-เกียจคร้าน โอบอ้อมอารี-ตระหนี่ถี่เหนียว ฉลาด-โง่ มีสติปัญญา-วิกลจริต ฯลฯ ดังนั้นมนุษย์แต่ละคนจึงมีความบ้าไม่มากก็น้อย ไม่มีใครที่เป็นผู้มีปัญญาเพียงอย่างเดียว ไม่มีใครที่ฉลาดเพียงอย่างเดียว อัจฉริยบุคคลจึงเป็นคนปกติและเพี้ยนในเวลาเดียวกัน
* อัจฉริยบุคคลจะยังรู้สึกว่าตนเองโง่อยู่ จนกว่าเขาจะหมดสภาพการเป็นอัจฉริยบุคคล
* มนุษย์ส่วนใหญ่สามารถซุกซ่อนความบ้าของตนไว้ในก้นบึ้งของจิตได้ ยกเว้นอัจฉริยบุคคล ที่แทบจะทำไม่ได้
* ชนส่วนใหญ่ในสังคมจะกำหนดมาตรฐานว่าใครบ้าหรือเพี้ยน ด้วยเหตุนี้สังคมที่เลวจะประณามศาสนทูตว่าบ้า สังคมที่เสื่อมโทรมจะประณามคนดีว่าเพี้ยน


28 ธันวาคม 2553

เทียนดวงหนึ่งสว่าง เทียนอื่นต่างมาจุดไป จนสว่างไสวทั้งโลกา

ไอเดียของคุณวันนี้อาจจะเพี้ยนมาก ๆ ผู้คนอาจจะหัวเราะเยาะคุณ และประณามคุณว่าเป็นคนวิกลจริต แต่เมื่อใดมีคนปฏิบัติตามสิ่งไอเดียของคุณเป็นหมื่นเป็นแสน คุณก็จะได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยบุคคล

ไอเดียดี ๆ เป็นของขวัญอันล้ำค่า ที่ปัญญาของคุณกลั่นกรองมาให้ เป็นเสมือนพรสวรรค์ เมื่อคุณได้รับการดลจิต ก็อย่าประมาท ด้วยการไม่บันทึกมันไว้ ไอเดียของคุณอาจจะแปลกประหลาดเหลือเชื่อ แต่อย่าลืมว่า ความเจริญและความเสื่อมโทรมของโลกในวันนี้ ล้วนมาจากไอเดียของมนุษย์ทั้งนั้น

เมื่อคุณมีไอเดียที่ดี หากเผยแพร่บทความมันมีประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ก็จงเริ่มเผยแผ่มัน เสมือนการจุดเทียน หากมีคนมาจุดจากเทียนของคุณ แล้วจุดต่อ ๆ กันไป ไม่นานก็จะมีเทียนถูกจุดเป็นหมื่นเป็นแสน สว่างไสวทั้งโลกา

ความยากจนมาจากความโลภและตระหนี่

โลกนี้มีทรัพยากรธรรมชาติที่เกินต่อความต้องการของมนุษยชาติ แต่ความละโมบโลภมากและความตระหนี่ถี่เหนียวของชนส่วนน้อยได้กีดกันไม่ให้ชนส่วนใหญ่ได้รับส่วนแบ่งที่พวกเขาควรจะได้รับ ทำให้เกิดความยากจนและความทุกข์ยากลำบาก อันที่จริงแล้ว หากมนุษย์สามารถขจัดละโมบโลภมากและความตระหนี่ถี่เหนียวออกจากจิตใจ เอาความเมตตากรุณาเข้าทดแทน ในโลกนี้จะไม่มีคนยากจนหิวแม้แต่คนเดียว

สิ่งที่จะเป็นของคุณ ก็จะเป็นของคุณ

ต้นเดือนนี้ หลังจากกลับจากบาห์เรน เราเข้าไปที่ตลาดขายของโบราณแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ท่ามกลางกรุงลอนดอน มีชาวจีนแก่ ๆ คนหนึ่ง เช่าที่ใต้บันได เพื่อตั้งตู้กระจก ขายของเก่าบ้าง โบราณบ้าง ปนเปกันไป เราเคยเดินผ่านหน้าตู้กระจกของแกมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่เคยสนใจต่อหนังสือเก่า ๆ คัดด้วยมือ สามเล่มที่ตั้งโชว์อยู่ แต่วันนี้เป็นวันพิเศษ เพราะเราได้สังเกตุเห็นบางอย่างที่ไม่ปกติ นั่นก็คือหนังสือเล่มหนึ่งมีอายุมากกว่า 600 ปี อย่างแน่นอน แม้จะไม่มีปก และสภาพโทรมมาก แต่มันไม่ใช่หนังสือธรรมดา

ที่นี้เป็นตลาดขายของเก่า มีพ่อค้าซี้อขายหนังสือโบราณผ่านไปผ่านมาไม่หยุด แต่ไม่มีใครสนใจหนังสือที่อยู่ในตู้ของชายแก่ชาวจีน พ่อค้าอาหรับคนหนึ่ง ที่เปิดร้านใกล้ เห็นเรานั่งรอเจ้าของ ก็มาพูดกวนว่า เนี่ย มันเป็นหนังสือของฉัน ที่ฉันขายในอีเบย์ แล้วอยู่ดี ๆ มันมาอยู่ในตู้นี้ คุณขอซื้อจากเขาในราคา 2-300 ปอนด์ แกคงให้ "ไอ้อาหรับนี่ โม้อีกแล้ว" เราคิดในใจ

เรารอนานเป็นชั่วโมง ไม่ขอไปไหนอีกต่อไป เมื่อแกมา ก็ตกลงกันในราคาที่เราตกใจอย่างมาก แค่ 100 ปอนด์ เท่านั้น เหลือเชื่อเหลือเกิน

รู้ไหม นี่คือหนังสือที่แต่งโดยอิมามและคอลีฟะหฺซัยดียะหฺแห่งยะมัน ที่ชื่อว่า อันนาศิร ลิดีนิลลาหฺ ศอลาฮุดดีน เมื่อ 633 ปีที่แล้ว เป็นหนังสือที่หายาก และเล่มนี้เป็นเล่มที่คัดในสมัยที่ท่านยังมีชีวิต ได้หนังสือเล่มนี้ดีใจมาก แต่ก็ต้องเหนื่อยสองวัน ค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต กว่าจะได้รู้ว่าหนังสือเล่มนี้ใครแต่ง

หลังจากซ่อมแซม หนังสือเล่มนี้ก็จะมีค่าประมาณ 20,000 ปอนด์

อะไรที่อัลลอหฺจะลิขิตให้เรา คนอื่นก็ไม่สามารถจะเห็นได้ แม้ว่าจะเดินผ่านไปมา เป็นสิบ ๆ ครั้ง ก็ตาม

อะไรที่ไม่ได้ถูกลิขิตให้แก่เรา แม้เข้าปากแล้ว ยังหล่นตกดิน

ดังนั้นโชคลาภ(ริสกี)ก็เหมือนความตาย แม้เธอจะไม่ไปหามัน มันก็จะมาหาเธอเอง

17 สิงหาคม 2553

เดือนรอมะฏอนในสแกนดิเนเวีย

ในสแกนดิเนเวีย เขาถือศีลอด วันพุธ วันที่ 11 สิงหาคม เหมือนประเทศซาอุดีอารเบีย กินสะฮูรวันแรกมีปัญหากับ"ตักวีม"ตารางเวลาแก้บวช แต่ละสูตรก็ไม่มีที่ถูกต้อง เพราะสูตรการคำนวณที่เขาใช้กันในประเทศใกล้กับเส้นศูนย์สูตร จะมาใช้กับแสกนดิเนเวียไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องของแสงฟะญัร ศอดิก ไม่มีปฏิทินไหน ที่บอกเวลาได้ถูกต้องเลยสักอัน

สามคืนแรก เราก็เลย(จำเป็น)ต้องกลายเป็นผู้สังเกตุการณ์ เอาห้องน้ำชั้นบนเป็นหอดูดาว เพื่อสังเกตุการณ์ว่า ฟะญัร ศอดิก (แสงเงิน) เริ่มเกิดขึ้นจริง ๆ เมื่อไหร่ ปรากฏว่า ที่ถูกต้องคือ ณ ตำแหน่งที่ดวงอาทิตย์อยู่ใต้ของฟ้า 11.5 - 12.0 องศา ที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Nautical Twilight ตรงนี้แหละ ที่แสงฟะญัรเริ่มปรากฏเรื่อ ๆ ทางทิศตะวันออก(เฉียงเหนือหน่อย ๆ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงฤดูร้อน) ดีที่สมัยใหม่ มีเว็บไซต์บางเว็บบอกรายละเอียดของอุตุนิยม และปรากฏการณ์บนท้องฟ้า เช่น wunderground.com ที่บอกรายละเอียดของ Twilight ทั้งสามแบบให้ด้วย นั่นคือ Astronomical twilight, Nautical twilight และ Civil twilight ก็เลยเอาข้อมูลในนั้นมาใช้

สมัยนี้เขาถกเถียงกันเรื่องที่พวกนักคำนวณเอา Astronomical twilight (ส่วนใหญ่จะกำหนด 18 องศา) มาเป็นหลักในการคำนวณเวลาฟะญัร ศอดิก ว่ามันไม่ถูกต้อง ในซาอุดีอารเบีย เขาได้มีการตั้งคณะกรรมการไปสังเกตการณ์ในทะเลทรายที่ห่างไกลจากแสงของเมือง ปรากฏว่า แสงฟะญัร ศอดิก เริ่มต้นที่ 14.5 - 15 องศา แต่ในยุโรป ฝรั่งนักเดินเรือของสังเกตมาเป็นร้อย ๆ ปีแล้ว ว่าแสงฟะญัร ศอดิก ที่ทำให้นักเดินเรือเห็นว่าทิศตะวันออกอยู่ทางไหน โดยไม่ต้องใช้ดวงดาวและเข็มทิศ เริ่มต้นที่ 12 องศา

ส่วนฮะดีษนบีนั้นมีระบุอย่างชัดเจนว่า จนกว่าแสงเงินแสงทองจะออกมา และเห็นด้วยตาเปล่า ถึงจะเรียกว่า ฟะญัร ศอดิกได้ ก็แสดงว่า เวลาอิมซาก และเวลานมาซศุบฮิ คือ Nautical Twilight อย่างแน่นอน ก่อนหน้านั้น ก็คือ ฟะญัร กาซิบ ที่นบีห้ามไม่ให้นมาซศุบฮิ

เรื่องนี้ศรัทธาชนแต่ละท้องถิ่น ควรจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อตรวจสอบปฏิทินที่ใช้อยู่ใหม่นั้นอีกครั้ง ด้วยการสังเกตการณ์ด้วยตาเปล่า ว่าตารางนมาซ ที่เขาทำมานั้นถูกต้องหรือไม่?

15 พฤษภาคม 2553

อิสลามมีเพียงหนึ่งเดียว



อิสลามมีเพียงหนึ่งเดียว และเราคือมุสลิม
เราไม่ใช่มุสลิมซุนนีย์ เราไม่ใช่มุสลิมสะละฟีย์ เราไม่ใช่มุสลิมชีอะหฺ เราไม่ใช่มุสลิมศูฟีย์
เราเป็นเพียงแค่มุสลิม
มุสลิมเต็มร้อย ไม่มีสารอื่นเจือปน
เรานับถือมัซฮับของนบีมุฮัมมัด

มีสองสิ่งที่เราจะปฏิบัติตาม นั่นคือ อัลลอหฺ และนบีมุฮัมมัด
นอกเหนือจากนั้นล้วนแล้วแต่มีผิด มีถูก กันทั้งนั้น

มนุษย์มีผิด มีถูก
ฉันเองก็เป็นมนุษย์

ดังนั้นถ้าใครวินิจฉัยแล้วผิดพลาด ฉันจะไปตำหนิเขาทำไม?
ถ้าฉันวินิจฉัยแล้วผิดพลาด ก็อย่าตำหนิฉัน

ประวัติศาสตร์ของประชาชาติอิสลามเป็นบทเรียนที่ดี
แต่มันไม่ใช่รากฐานแห่งการศรัทธา

ใครถูกใครผิดในประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องของพวกเขา
ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะมาแสดงความเจ็บแค้น
ผู้อธรรมก็สลาย ผูู้ทรงธรรมก็มลาย
เหลือเพียงแค่อักษรบนกระดาษ
เรามาเสแสร้งแกล้งเสียใจ แล้วได้อะไร?

วัน ๆ มัวแต่ด่าทอชนผู้ล่วงลับ
เราเองทำถูกแล้วหรือยัง?






13 พฤษภาคม 2553

พระองค์ทรงสามารถเหนือทุกสรรพสิ่ง

- อัลลอหฺทรงสร้างมนุษย์ ออกมาไม่เหมือนกัน อัลลอหฺทรงทำให้เหมือนกันไม่เป็นหรอก?
- เปล่าหรอก พระองค์ทรงสามารถทำให้มนุษย์สองคนเหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ยังได้ ดูฝาแฝดสิ แม้กระทั่งดีเอ็นเอของฝาแฝดก็เหมือนกันเป๊ะ แยกกันไม่ออกว่าเป็นดีเอ็นเอของใคร

- อัลลอหฺทรงทำให้เกิดฝาแฝด มันก็เพียงเป็นการก็อปปี้ พอก็อปปี้มันก็เหมือนนะสิ ไม่เห็นจะพิศดารตรงไหนเลย!
- แต่อัลลอหฺก็ยังทรงสามารถทำให้ฝาแฝดออกมามีหน้าตา และเพศแตกต่างกัน เขาเรียกว่าแฝดเทียมไงล่ะ

-เด็กทารกในท้อง พอครบกำหนด มันก็ต้องคลอดออกมาอยู่ดี อัลลอหฺจะทรงห้ามไว้ ไม่ให้คลอดออกมาได้หรือ?
-มีหลายครั้งที่ผู้หญิงคลอดลูกออกมาคนหนึ่ง แต่ยังมีทารกอีกคนหนึ่งอยู่ในท้อง ที่คลอดตามหลังมาอีก หลังจาก 4-5 เดือน สรุปคือ ตั้งครรภ์สองครรภ์ในเวลาที่แตกต่างกัน

-คนเราต้องแก่ อัลลอหฺจะทรงทำไม่ให้แก่ไม่ได้เหรอ?

-อัลลอหฺทรงทำให้แก่เร็วหรือแก่ช้าได้ นางสาวบรูก กรีนเบิร์ก อายุ 17 ปีแต่ยังคงเหมือนเด็กอายุ 10 เดือน พููดไม่ได้ กินเองก็ไม่ได้


Brook Greenberg อายุ 12 ปี

Brook Greenberg อายุ 16 ปี

27 เมษายน 2553

การสะกดจิตกับลัทธิและศาสนาต่าง ๆ

ตั้งแต่ที่ผมยังเป็นเด็กรุ่น ผมมีความสนใจในวิชาสะกดจิต ตอนแรกก็ซื้อหนังสือมาอ่านเอง แต่ดูเหมือนว่าหนังสือเหล่านั้นจะสอนวิธีการสะกดจิตที่ไม่ใช่แนววิชาการ

กว่าจะสะกดจิตเป็นก็เมื่ออายุ 27 เข้าไปแล้ว ไปเจอหนังสือภาษายุโรปมาเล่มหนึ่งเกี่ยวกับการสะกดจิต อ่านไปอ่านมา สะกดจิตได้ทันที ตั้งแต่นั้นมาคนก็เชื่อว่าผมเป็นนักไสยศาสตร์ สามารถสะกดจิตคนเป็นสิบ ๆ คนในเวลาเดียวกัน ทุกครั้งที่สะกดจิตก็จะมีคนพยายามอ่านดุอาอ์เพื่อขับไล่ผีสางหรือญิน หรือทำลายอำนาจไสยศาสตร์ ที่ทำให้ผู้คนที่ผมจับแตะล้มระเนระนาดบนพื้น

พยายามบอกว่าเป็นวิทยาศาสตร์สาขาหนึ่ง ก็ไม่มีใครยอมเชื่อ อาจารย์สอนศาสนากลายเป็นอาจารย์ผีในเวลาเดียวกันได้อย่างไร?

การถูกสะกดจิต คือภาวะของจิตที่ถูกสะกดให้เคลิบเคลิ้มหรือลืมตัวคล้ายเข้าไปอยู่ในภวังค์ ผู้ถูกสะกดจะอยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น ง่วงซึม ผ่อน คลายความตึงเครียด สมาธิรับคำสั่งและตอบสนองออกไป

เชื่อกันว่า การสะกดจิต เริ่มต้นขึ้นที่อียิปต์และแพร่เข้าไปในกรีก จนกระทั่งยุโรป ระยะต่อมาบุคคลที่สนใจได้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อประมาณร้อยกว่าปีที่ผ่านมา เมสเมอร์ แพทย์ชาว เวียนนาได้กล่าวถึงการสะกดจิตว่า “เกิดขึ้นจากอำนาจแม่เหล็กของผู้สะกดผ่านเข้าไปในร่างกายของผู้รับการสะกด” ภาษาอาหรับก็เลยเรียกว่า ตันวีม มัฆนาฏีสีย์ (การทำให้หลับโดยใช้อำนาจแม่เหล็ก) เมื่ออำนาจแม่เหล็กของผู้สะกดผ่านเข้าไปในร่างกายของผู้รับการสะกด ก็ก่อให้เกิดปฏิกิริยาคือ เกิดความเคลื่อนไหว และรักษาโรคภัยไข้เจ็บภายในร่างกายของผู้รับการสะกดได้ ซึ่ง เมสเมอร์ มีชื่อเสียงโด่งดังมาก จนกระทั่งผู้คนในสมัยนั้นเรียกการสะกดจิตว่า “เมสเมอริสม์” ซึ่งหมายถึงลัทธิของเมสเมอร์ และต่อมา เจมส์เบรด ได้ขนานนามวิธีการสะกดจิตว่า “ฮิปโนติสม์” ซึ่งเป็นคำมาจากภาษากรีก โดย ฮิปโนส แปลว่าการทำให้หลับ

ยุคนี้ การสะกดจิตไม่ใช่เป็นวิธีการที่เร้นลับ ไม่ใช่เรื่องของการแสดง ของนักเล่นกล ไม่ใช่เป็นไสยศาสตร์ แต่เป็น “วิทยาศาสตร์” ที่มีกฎเกณฑ์ มีความจริง สามารถพิสูจน์และทดลองได้

ในประเทศไทยมี “ชมรมนักสะกดจิต” ส่วนใหญ่ที่ไปเรียนจะเป็นบุคคลในวิชาชีพแพทย์ จิตแพทย์ ทันตแพทย์ จักษุแพทย์ สูติแพทย์ และพยาบาล รวมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เล็งเห็นถึงประโยชน์

เรื่องการสะกดจิตเป็นเรื่องใหม่สำหรับเมืองไทย แต่เป็นเรื่องไม่แปลกสำหรับต่างประเทศที่เจริญแล้ว ซึ่งแนวคิดคือโน้มน้าวจิตหรือกล่อมเกลาจิตใต้สำนึก ไม่ใช่เรื่องลี้ลับที่เชื่อกันในยุคก่อน

การสะกดจิตมีประโยชน์ต่อคนกลุ่มต่าง ๆ เช่นกลุ่มคนที่มีปัญหาทางสภาพจิตใจรูปแบบต่าง ๆ อาทิ เครียดง่าย โมโหร้าย ใจร้อน กดดันตัวเอง คาดหวัง ตื่นเต้น วิตก ท้อแท้ หดหู่ ฯลฯ รวมถึงมีประโยชน์ในแง่การสร้างความ มั่นใจให้คน เช่น พนักงานขาย

ทุก ๆ ศาสตร์นั้น เมื่อมีประโยชน์ก็อาจมีโทษได้ด้วย เช่นเดียวกับศาสตร์ “สะกดจิต” ที่อาจถูกคนไม่ดีนำไปใช้ในทางไม่ดีได้เหมือนกัน เช่น รูดทรัพย์ แต่อย่างไรก็ตาม หากสะกดจิตคน 10 คนในสถานที่ทั่วไป อาจมีเพียง 1 คนเท่านั้นที่โดนสะกดจิต ด้วยปัจจัยต่าง ๆ

ปัจจัยที่ว่าก็อาทิ สภาพแวดล้อม ความพร้อม และความไม่พร้อมของผู้ถูกสะกดจิต เช่นบางคนอาจเครียดเรื่องอื่นอยู่ ก็จะไม่ได้ผล ซึ่งประสิทธิภาพของการสะกดจิตนั้นต้องมีปัจจัยเอื้อต่าง ๆ หลายข้อ อาทิ ทำซ้ำ ๆ มีการชี้นำ การสร้างความหวัง การชดเชยสิ่งที่ขาดไป แต่กระนั้นการ “สะกดจิตหมู่” ก็จะให้ผลดีกว่าสะกดจิตเดี่ยว ๆ เพียงแต่ต้องใช้เวลานานมาก และต้องมีองค์ประกอบ มีบรรยากาศที่เอื้อต่อการสะกดจิตหมู่

ผู้ได้รับการสะกดจิตจะเข้าไปสู่ภวังค์ ภวังค์นี้มีหลายระดับดังนี้

1. ภวังค์ที่อ่อนมาก ผู้ถูกสะกดจะคลายความตึงเครียดเท่านั้น ผู้ถูกสะกดจะบอกผู้สะกดว่ารู้ทุกอย่าง แต่แกล้งอยู่นิ่ง ๆ

2. ภวังค์อย่างอ่อน เริ่มเข้าสู่ภวังค์มากขึ้น ผู้ถูกสะกดจะลืมตาไม่ขึ้น การหายใจจะช้าและลึก

3. ภวังค์ปานกลาง ผู้รับการสะกดจิตจะปิดตาสนิท อาจถูกทำให้เกิดอาการชาเฉพาะที่ และยกแขนยกขาขึ้นได้ตามที่สั่ง ระยะนี้ผู้รับการสะกดยังจำอะไรต่ออะไรที่ผู้สะกดสั่งได้บ้างแต่เลือนลาง

4. ภวังค์ชั้นลึก ผู้รับการสะกดจะลืมเหตุการณ์ทุกอย่างหมด กล้ามเนื้อจะแข็งเกร็งตามสั่ง อาจถูกทำให้ชาและนำไปผ่าตัดได้โดยไม่ต้องวางยาสลบ ภวังค์ชั้นนี้มีประโยชน์ในการรักษาโรคบางชนิดได้

วิธีการสะกดจิต

วิธีการสะกดจิตมีอยู่หลายวิธี แล้วแต่ความถนัดและความพอใจของผู้สะกดว่าจะเลือกใช้วิธีใด ซึ่งพอจะสรุปได้โดยย่อ ดังนี้

1. การใช้เสียงพูดจูงใจโดยตรง เสียงที่พูดจะต้องเป็นเสียงอ่อน ๆ มีเสียงประสาน และน้ำเสียงควรอยู่ในระดับเดียวกันตลอด เราจะเห็นว่าเสียงที่แม่กล่อมลูกมีความไพเราะประสานกัน ซ้ำไปซ้ำมา ช่วยให้เด็กเกิดความเคลิบเคลิ้มและหลับไป เสียงของนักสะกดจิตก็คล้ายคลึงกัน วิธีนี้เป็นวิธีที่ผมใช้ในการสะกดจิต เสียงและน้ำเสียงเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการสะกดจิต น้ำเสียงที่อยู่ในระดับเดียวกันหรือที่เรียกว่า "เสียงโมโนโทน" จะเป็นสิ่งจูงใจได้อย่างดียิ่ง คำพูดที่ใช้ในการสะกดมีความสำคัญไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่ากัน การใช้คำพูดที่มีความหมาย การใช้ภาษาพูดที่สุภาพแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจในการสั่งซ้ำกันบ่อย ๆ และกลมกลืนกันในบรรยากาศที่เงียบสงบ ก็จะทำให้การสะกดจิตดำเนินไปอย่างได้ผล

2. การใช้ยาบางชนิดฉีดเข้าไปในผู้รับการสะกด ก็มีผลทำให้สะกดจิตได้ แต่ไม่นิยมกัน เพราะควบคุมไม่ได้ และทำให้ตื่นในเวลาที่ต้องการไม่ได้

3. การให้ฟังเสียงบางอย่างที่ก่อให้เกิดความเคลิบเคลิ้ม เช่น ฟังเสียงของนาฬิกา เสียงดนตรี เป็นต้น

4. การใช้วัตถุเคลื่อนไหวในระดับเดียวกับนัยน์ตาของผู้รับการสะกด อาจจะให้วัตถุเคลื่อนไปมาหรือเคลื่อนใกล้เข้ามาที่หน้าของผู้รับการสะกดทีละน้อยๆ พร้อมกับพูดจูงใจไปเรื่อยๆ ก็จะมีผลทำให้ผู้ป่วยตาลาย คลายความตึงเครียดและเข้าสู่ภวังค์ได้

ลัทธิและศาสนาใช้การสะกดจิตเพื่อผลประโยชน์

เมื่อผมสามารถสะกดจิตได้อย่างเก่งกาจ สิ่งหนึ่งที่ผมเข้าใจก็คือ มีลัทธิและศาสนาบางอย่างที่เอาการสะกดจิตมาเป็นเครื่องมือในการหลอกลวง หรือควบคุมสมาชิก ขอยกตัวอย่างดังนี้

1. พวกศูฟีย์หลายพวกใช้การสะกดจิตเพื่อควบคุมสมาชิกให้อยู่ใต้อำนาจ สานุศิษย์ที่ถูกสะกดจิตจะเคารพภักดีต่ออาจารย์จนไม่อาจโงหัวขึ้นมาได้เลย ในขณะเดียวกันอาจารย์ก็สามารถป้อนข้อมูลให้ลูกศิษย์ที่ถูกสะกดจิตเห็นภาพหลอน เช่น สวรรค์ นรก หรือเห็นความวิเศษของอาจารย์ เช่น เห็นอาจารย์บินมาจากฟ้า

2. การนั่งกรรมฐาน ทำสมาธิในศาสนาพุทธ ก็คือการสะกดจิตตัวเอง การสะกดจิตขั้นหนักจะทำให้ผู้ถูกสะกดจิตเห็นภาพหลอน เช่น เห็นสวรรค์หรือนรก





16 เมษายน 2553

เหยือกน้ำแห่งอาณาจักรอุมัยยะฮฺ


เราลงทุนกับเพื่อนซื้อเหยือกน้ำที่มาจากสมัยอาณาจักรอุมัยยะฮฺ เป็นเหยือกสีน้ำเงินงดงาม ราคา US$7,000 หาลูกค้าเท่าไหร่ก็ไม่มีใครสนใจ เพราะเขากลัวกันหนักกันหนา ว่าจะเป็นของปลอม เพราะทำปลอมกันเยอะ ในที่สุดก็เอาไปแลกกับหนังสือ manuscript ที่คัดมาจากต้นฉบับของ Ibn Sina เขาจะเอาราคา £17,000 โดยเพิ่มเงินให้เจ้าของหนังสืออีก £2,000

ตรวจไปตรวจมา ก็รู้ว่าหนังสือนี้มีอายุราว 200 ปี แต่มีการตกแต่งให้สวยงามภายหลัง เอาหนังสือเล่มนี้ไปจะขายให้ลูกค้า ก็ไม่เข้าตาลูกค้า สุดท้ายต้องเอาไปแลกกับสินค้าอื่น กับมิสเตอร์เอไอ จำไม่ได้ว่าแลกกับอะไร เพราะแลกหลายครั้ง

เอาเป็นว่ามิสเตอร์อี ที่ได้เหยือกสีน้ำเงินไป ก็เอาไปตั้งขายใน Christies ที่ King Street ลอนดอน เมื่อวันอังคารที่ 13 เมษายน 2010 ผ่านมา

ราคาขายคือ £27,500

ริซกีของเรามีแค่ไหน ก็เอาได้แค่นั้น เหยือกน้ำนี้ก็ท่องไปเรื่อย ๆ จนกว่ามันเองจะแตก


15 เมษายน 2553

การระลึกชาติ (Reincarnation) มีจริงหรือ?

การระลึกชาติเป็นปรากฏการพาราจิตวิทยา ที่เกิดขึ้นในกลุ่มชนผู้เชื่อว่า มนุษย์เวียนว่ายตายเกิด เช่น ในกลุ่มชนผู้นับถือศาสนาพราหมณ์ และพุทธเป็นต้น แต่ก็เคยมีปรากฏบางครั้งบางคราวในยุโรปเช่นกัน แม้ว่าผู้ที่คิดว่าตนระลึกชาติได้นั้นไม่ใช่พุทธหรือพราหมณ์ ทว่าไม่เคยปรากฏว่ามีมุสลิมคนใดระลึกชาติได้ เพราะไม่มีความเชื่อเรื่องนี้ในอิสลาม

ศาสนาจึงมีบทบาทในปรากฏการณ์รำลึกชาติอย่างไม่ต้องสงสัย นักพาราจิตวิทยาอธิบายว่า ตามความเป็นจริงแล้วการระลึกชาตินี้เกิดขึ้นได้ด้วยเหตุผล 2 ประการคือ

1. การที่บุคคล ๆ นั้นได้นำข้อมูลออกมาจากจิตใต้สำนึก เป็นข้อมูลที่เคยได้ยินมาในอดีต แล้วลืมไป ต่อมาเมื่อตกอยู่ในภาวะภวังค์ (เช่นการสะกดจิตตนเอง หรือถูกสะกดจิต ที่เป็นไปในรูปแบบการนั่งวิปัสสนา เข้าทรง หรือ อื่น ๆ) ก็สามารถรำลึกถึงข้อมูลนี้ได้ ทว่าข้อมูลที่ได้มานั้นได้ถูกบิดเบือนด้วยความตั้งใจหรืไม่ตั้งใจ ให้เป็นข้อมูลที่เกี่ยวตนเอง เช่นเรื่องของสตรีอเมริกันคนหนึ่งที่ระลึกชาติได้ว่า นางเคยเป็นสตรีชาวไอร์แลนด์ในอดีตเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว เมื่อถูกสะกดจิต นางก็สามารถร้องเพลงและเต้นรำแบบไอริชได้ อีกทั้งยังสามารถพูดภาษาไอริชได้อีกด้วย นักวิทยาศาสตร์สาขาพาราจิตวิทยาจึงศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นกับสตรีคนนี้ด้วยความสนใจ แต่เมื่อได้สืบประวัติของนาง ก็ทราบผลมาว่าในอดีต นางเคยมีเพื่อนบ้านที่มาจากไอร์แลนด์ จึงไม่ต้องสงสัยว่านางเคยรู้เรื่องของไอร์แลนด์มาไม่มากก็น้อย การระลึกชาติของนางจึงเป็นเพียงการระลึกถึงเรื่องที่นางเคยได้ยินมา แต่นางคิดว่าเกิดขึ้นกับตนจริง ๆ นางอาจจะไม่ได้ตั้งใจโกหก

2. การการอ้างระลึกเพื่อเรียกร้องความสนใจ หากศึกษาการระลึกชาติของเด็กในอินเดีย จะพบว่า เด็กที่ระลึกชาติได้นั้น ส่วนมากจะเป็นเด็กฉลาด ที่มีปัญหาทางครอบครัว และพฤติกรรมอันนี้จะเพียงแค่ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะหายไป เด็กบางคนสามารถนำหลักฐานต่าง ๆ มาแสดงว่าตนเคยมีชีวิตอยู่ในอดีตจริง ทว่าหากศึกษาดูให้ดี ๆ แล้ว จะพบว่าเด็กเหล่านั้นเคยฟังผู้ใหญ่พูดเรื่องใดเรื่องหนึ่งในอดีตขณะที่ยังเป็นเด็กเล็ก ต่อมาอีกหลายปี เด็กคนนั้นก็จะเอาเรื่องดังกล่าวมาเล่าใหม่เป็นของตน ผู้ใหญ่รอบข้างก็จะยอมรับว่าถูกต้อง โดยลืมไปแล้วว่า อันที่จริงตนนั่นแหละที่เคยเล่าเรื่องดังกล่าวให้คนอื่นฟัง และคนที่นั่งฟังอย่างสนใจในตอนนั้นก็คือหนูน้อยตัวเล็ก ๆ ที่พวกเขาคิดว่าเป็นผู้วิเศษ ระลึกชาติได้ในวันนี้ การระลึกชาติประเภทนี้ก็คือ ความทรงจำและความฉลาดของคน ในการที่จะหลอกคนอื่นเพื่อเรียกร้องความสนใจ (หากเป็นเด็ก) หรือ
เพื่อหารายได้เข้าตัว (หากเป็นผู้ใหญ่)

อิสลามเห็นพ้องกับนักนักวิยาศาสตร์สาขาพาราจิตในเรื่องนี้ และไม่เชื่อว่ามนุษย์ระลึกชาติได้ นั่นก็เพราะว่ามนุษย์เกิดมาบนโลกนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

20 มีนาคม 2553

โนรุส มรดกแห่งศาสนาบูชาไฟ

โนรุส หรือวันขึ้นปีใหม่ของอิหร่าน จะตรงกับวันที่ 20 มีนาคมนี้ โดยยึดถือวสันตวิษุวัติเป็นหลักในการนับวันปีใหม่ ประเพณีการฉลองวันขึ้นปีใหม่ มีมาตั้งแต่สมัยที่ชาวเปอร์เซียเริ่มนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ (บูชาไฟ) เมื่อราวสามพันปีก่อน ถึงแม้ว่าศาสนาอิสลามจะได้แผ่ขยายเข้าไปในเปอร์เซีย ชาวอิหร่านก็ยังไม่ได้ละทิ้งประเพณีการเฉลิมฉลองวันปีใหม่ แม้ว่าพวกเขาจะเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามมาเป็นเวลานานเกือบ 14 ศตวรรษก็ตาม

การเฉลิมฉลองวันปีใหม่ของชาวเปอร์เซีย เริ่มต้นด้วยการกระโดดข้ามไฟ เรียกว่าพิธีซูรี ในตอนเย็นของวันอังคาร ก่อนที่วันปีใหม่จะมาถึง โดยมีความเชื่องมงายว่า จะทำให้จิตวิญญาณบริสุทธิ์สะอาด นอกจากนี้ยังจัดโต๊ะ ซึ่งเหมือนโต๊ะบูชา โดยมีข้าวของ 7 อย่างที่มีชื่อเริ่มต้นด้วยตัวอักษร ซีน (ซ) โดยมีความเชื่อว่าเป็นสิ่งมงคล และตั้งคัมภีร์หนึ่งเล่ม อาจจะเป็นอัลกุรอาน หรือคัมภีร์อื่น ๆ ตามที่ตนนับถือ
นอกจากนี้ยังมีการตั้งกระจก และเอาเทียนตั้งหน้ากระจกให้แสงสะท้อน ซึ่งก็มีเค้ามาจากการบูชาไฟของพวกโซโรอัสเตอร์

หลังจากนั้นอีก 13 วัน ก็จะมีการเฉลิมฉลองวันที่ 13 อีกครั้ง โดยจะพากันออกไปปิกนิกในสวนสาธารณะ หรือในป่าเขาลำเนาไพร และจะเน้นความรื่นเริง และเล่าเรื่องตลก ซึ่งยังรวมถึงการโกหกหลอกเพื่อนฝูง เหมือนกับประเพณีของฝรั่งในวันที่ 1 เมษายน

ประเพณีการเฉลิมฉลองวันปีใหม่ขัดกับหลักชะรีอะหฺของอิสลามอย่างรุนแรง ถึงกระนั้นก็ตามบรรดาอุละมาอ์ของชีอะหฺกลับไม่มีใครต่อต้าน และรณรงค์เพื่อยกเลิก นอกจากนี้ยังมีการกำหนดบทบัญญัติให้ถือศีลอด ให้อาบน้ำ และอ่านดุอาอ์โดยเฉพาะ โดยอ้างว่ามีหลักฐานว่าอิมามชีอะหฺบางคนเคยทำ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการพยายามให้ประเพณีของเปอร์เซียสอดคล้องกับอิสลาม ซึ่งหากไตร่ตรองให้ชัดก็จะเห็นว่า เป็นการอุตริขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

หมายเหตุ

วิษุวัต (equinox) เป็นคำศัพท์ทางดาราศาสตร์ หมายถึงช่วงในขณะที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งตรงได้ฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลกพอดี ซึ่งจะเกิดขึ้นปีละ 2 ครั้ง หรือในหนึ่งรอบที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ แกนของโลกจะเอนกลับไปมาได้ฉากกับตำแหน่งดวงอาทิตย์ เหตุการณ์นี้เรียกอีกอย่างว่า "วันราตรีเสมอภาค" หมายถึงเวลาตอนกลางคืนเท่ากับเวลากลางวันพอดี

ใน 1 ปีมี 2 วิษุวัต คือ ศารทวิษุวัต (Autumnal equinox) เกิดในวันที่ 22 หรือ 23 กันยายนของทุกปี ซึ่งตรงกับฤดูใบไม้ร่วง (ภาษาอังกฤษ: autumn) ในเขตซีกโลกเหนือ และ วสันตวิษุวัต เกิดในวันที่ 20 หรือ 21 มีนาคมซึ่งตรงกับฤดูใบไม้ผลิของซีกโลกเหนือ (ภาษาอังกฤษ: spring) จึงเรียกว่า (Vernal equinox) ซึ่งถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิฐินอิหร่าน

13 มีนาคม 2553

ถุงเท้าที่ใส่ครั้งเดียว

นั่งคิดว่า เออใช่ ถุงเท้าคู่่นี้ที่ซื้อมาจากดูไบ แม้ว่ามันจะทำมาจากใยไม้ไผ่ เป็นถุงเท้าราคาแพง แต่ซื้อจากร้านขายของถูกในดูไบ ใช้มันครั้งเดียวเมื่อวาน วันนี้มันก็หายไป และก็ไม่มีอารมณ์จะไปตามหามัน

นั่งคิดว่า เออใช่ ใช้มันครั้งเดียวเมื่อออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ พากระเป๋าใบเดียว ขึ้นรถมาโรงพยาบาล เพื่อบอกหมอว่าเรามีปัญหากับไส้ติ่ง ให้หมอช่วยพิจารณาตามความเหมาะสม

หมอตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะแล้ว ก็ตัดสินว่าเป็นโรคไส้ติ่งจริง เพราะนี่ก็เจ็บมาเป็นวันที่สามแล้ว วันที่สี่ไส้ติ่งก็คงจะแตก หมอส่งไปห้องคนไข้ เพื่อตรวจโรคต่อไป

ในห้องมีคนไข้คนหนึ่ง ที่มีอายุราว 95 ที่เราไม่อยากมองดูหน้าแกอีกต่อไป เพราะเห็นแกแล้ว นึกว่าศพจากหลุมฝังศพที่กำลังผงก ๆ เคลื่อนไหวได้ อัลลอฮฺ การมีชีวิตที่ยืนยาวมันเป็นอย่างนี้เหรอ

หมอให้อดอาหาร 6 ชม. เพื่อเตรียมตัวผ่าตัด พอเวลามาถึงจะสั่งเสียอะไรก็ไม่ทัน ไม่รู้ไปครั้งนี้่จะกลับมาอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ หรือว่าอิซรออีล ทตแห่งความตายกำลังรออยู่อีกฝั่งก็ไม่รู้

เขาให้เราอาบน้ำให้สะอาด หมอไม่รู้กี่คน มาถามคำถามเดียวกัน แม้กระทั่งหมอที่จะผ่าตัดทั้งสองคน ก็มาถามคำถาม และแม้แต่หมอที่จะวางยาสลบ

อาบน้ำเสร็จแล้ว ไม่ทันจะถึงบ่ายโมง เราก็ถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัด เขาเอาอะไรมาจ่อที่จมูกให้เราสูดลมให้ใจเข้า แล้วไม่ถึงนาทีก็ชักมึน ๆ

ลาอิลาหะอิลลัลลอหฺ มุฮัมมะดุรรอซูลุลลอฮฺได้สามครั้ง

กระพริบตา แล้วก็ปิดตาไปเลย ราว 3 วินาที

มีคนมาตบมือเรียกชื่อให้ตื่น เปิดตาดู อ้าว ทำไมมาอยู่อีกห้อง มีนางพยาบาลเดินไปมา มีคนไข้ในห้องหลายคน พยายามเงยหัวหานาฬิกา นั่นไง 16.25 อ้าว?

สามชั่วโมงกว่า เหมือนสามวินาที มันรู้สึกสบายเหมือนเกิดใหม่ ปากก็พึมพำ อัลหัมดุลิลลาฮิ ละซี อะหฺยานา บะอฺดะมา อะมาตะนา วะอิลัยฮิน นุชูร

ท้องตัวเองถูกผ่าออกแล้ว

ทีนี้ล่ะ ทุกชีวิตที่ผ่านไป มันยิ่งเจ็บปวด

เช้ามา เดินเหมือนคนพิการ แต่ทุกชั่วโมงที่ผ่านไป ร่างกายก็แข็งแรงขึ้น พยาบาลมาบอกว่าวันนี้จะได้กลับตอนบ่าย ก็เลยเปลี่ยนเสื้อผ้า พอจะใส่รองเท้า ก็หาถุงเท้าไม่เจอ

เพราะพวกพยาบาลตอนเก็บของ ไม่ได้เก็บถุงเท้าให้ มันก็อยู่ห้องอื่น ชั้นอื่น ก็ต้องกลับไปแบบไม่ต้องใส่ถุงเท้า แต่มานั่งคิดว่าเออหนอ มีอะไรบ้าง ที่เขาใช้แค่ครั้งเดียว

มงกุฏของกษัตริย์ที่ใช้ในวันเสวยราชย์หรือ? เอ คงจะใช้ได้หลายครั้ง และถ้าพ่อตาย ลูกก็เอามาใส่ต่อไปอีก

ถ้าอย่างนั้นก็คือผ้ากะฝั่นที่ใช้หุ้มศพ ซึ่งใช้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น

08 ตุลาคม 2552

เมื่อใบไม้ร่วง เมื่อกิ่งไม้หล่น เมื่อต้นไม้ล้ม

เมื่อวานจ้างคนมาตัดต้นสนหน้าบ้าน ซึ่งมีอายุเกือบเท่ากับบ้าน มันใหญ่โตเกินไป จนทำให้ต้นไม้ที่เป็นรั้วบ้านมีอาการจะตายไม่ตายแหล่ วันนี้เขาเอารถบรรทุกมาขนกิ่งก้าน เพื่อเอาไปทิ้ง แล้วคนที่รับจ้างทั้งสองคน ซึ่งเป็นพ่อตาและลูกเขย ก็มากดกริ่งขอค่าจ้างที่ยังจ่ายไม่หมด

เข้ามาในบ้าน นั่งคิดว่า ดูสิ ริซกีของอัลอหฺได้ทรงกำหนดไว้เมื่อราว 33 ปีที่แล้ว ว่ามันต้นไม้ต้นนี้จะล้มลงด้วยเงื้อมมือของใคร และคนนั้นจะเป็นผู้ได้รับค่าจ้าง เป็นริซกี (โชคผล) ที่อัลลอหฺได้กำหนดไว้ให้แก่เขามาแต่กาลก่อน

ริสกีของเขาถูกกำหนดให้แก่เขา ว่าเขาจะได้มันก็ต่อเมื่อต้นไม้ต้นนี้ล้ม มานั่งคิด ใช่ บางทีทรัพย์สมบัติโบราณบางชิ้นถูกเก็บไว้อย่างดี เมื่อเราไปหยิบเอามันเก็บไว้สักพัก และเอามันออกขายต่อ มันก็กลายเป็นริซกีสำหรับเราอีกเช่นกัน

ริซกีมีอยู่ทุกหนแห่ง แต่มันรอเวลาและจังหวะของมัน ริซกีเปรียบเสมือนความตาย แม้เธอจะวิ่งหนีจากมัน มันก็จะมาดักเธอข้างหน้า ไม่มีทางที่จะหนีจากมันได้

23 สิงหาคม 2552

อัลลอฮฺทรงช่วยเก็บให้แก่ข้าฯ

เมื่อวานตื่น 03.20 รับประทานสะฮูร (อาหารเช้าที่ต้องรับประทานหัวรุ่ง ก่อนไก่โห่ และก่อนเวลานมาซศุบฮิ สำหรับผู้ที่จะถือศีลอด) หลังจากนมาซเสร็จก็อดใจเข้าห้องคอมพิวเตอร์ไม่ได้ เอ้า เอาใจตัวเองสักหน่อย เปิดคอมพิวเตอร์ แล้วก็เปิดกูเกิ้ลหาข้อมูลเพื่อหาข้อมูล เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ในการแปลอัลกุรอาน ที่เพิ่งจะวางมือเมื่อเที่ยงคืนก่อนหน้านั้นแค่สามชั่วโมง เสิร์จไป หามา ก็ไปเจออะไรบางอย่าง ที่ข้าพเจ้าต้องกล่าวคำว่า อัลฮัมดุลิลลาฮฺ หลาย ๆ ครั้ง เพราะข้าพเจ้าเจออะไรบางอย่างบนเน็ต เป็นที่ข้าพเจ้าตามหามาเป็นเวลาหลายสิบปี

เรี่องของเรื่องก็คือ ข้าพเจ้าในสมัย 21 ปีที่แล้ว เพิ่งจบการศึกษามาใหม่ ๆ อยากจะรับใช้เพื่อนมนุษย์เท่าที่ทำได้ ด้วยการเผยแผ่ความรู้น้อยนิดที่เรียนมา จึงเรียบเรียงตัฟซีรอัลกุรอานเป็นภาษาไทย ซูเราะหฺอันนูร (บท รัศมี) แล้วก็จ้างเขาพิมพ์ดีด แล้วก็เอาไปถ่ายเอกสารออกมาประมาณสัก 20 ฉบับ มีคนเขาเอาไปอ่านหลายคน เมื่อข้าพเจ้าย้ายถิ่นฐานหลายครั้ง ขนข้าวของหลายหน ก็มีของตกหล่นหายไปบ้าง ในจำนวนของที่หายไปก็คือ ต้นฉบับตัฟซีร เหลือแต่ปกนอกแค่แผ่นเดียว ดูปกเมื่อไหร่ ก็เศร้าเสียใจ ไม่รู้จะไปตามหาที่ไหนได้อีก

แต่แล้ววันนี้ เจอในกูเกิ้ล มีน้องคนหนึ่ง เดาว่าคงเป็นนักเรียนมัธยม เขาเอางานเขียนของข้าพเจ้าพิมพ์ลงในเว็บของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ข้าพเจ้าเคยสอนหนังสือมา ข้าพเจ้าเห็นแล้วดีใจมาก ไม่นึกว่าจะมีบ่าวของอัลลอฮฺคนหนึ่งเก็บเอางานเขียนของข้าพเจ้า ออกเว็บให้คนได้อ่าน ข้าพเจ้าก็เลยรีบก็อปปี้เอามาทั้งหมด แล้วเมื่อวานทั้งวัน ก็ง่วนอยู่กับการเขียนตัฟซีรซูเราะฮฺอันนูรนี่แหละ เลยไม่ต้องออกจากห้องทำงาน ที่กะว่าจะนอนสักหน่อย เป็นว่าไม่ต้องนอนกันจึงถึงบ่าย แป้นแลปทอปวันนี้ รัวดังกว่าทุกวันที่ผ่านมา

นั่งดีใจทั้งวัน ซาบซึ้งในพระเมตตากรุณา ที่ทรงดลบันดาลให้ข้าพเจ้าได้เจอกับสิ่่งที่ข้าพเจ้าเสาะหามานมนานหลายปี ในที่สุดก็พบจนได้ พระองค์ได้ทรงเก็บไว้แก่ข้าพเจ้า และทรงดลใจให้น้องคนหนึ่งหยิบมันขึ้นมาพิมพ์แล้วนำไปลงในเน็ต เพื่อส่งมาให้แก่ข้าพเจ้าโดยทางอ้อม

ข้อคิดที่ได้วันนี้ สิ่งใดที่เธอปรารถนาจะพบ ถ้าเธอวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺ ถ้าอัลลอฮฺจะทรงให้เธอได้พบ เธอก็จะพบแม้ว่าเวลาจะผ่านพ้นไปหลายสิบปีก็ตาม

20 สิงหาคม 2552

ความจำเริญในอายุ ความมงคลในชีวิต

ตีสี่หัวรุ่งนั่งแปลอัลกุรอาน ซูเราะหฺสะบะอ์ เห็นหลานรักออนไลน์ ก็เลยทักทาย หลานคงแปลกใจว่าทำไมคนแก่เล่นเน็ตตั้งแต่เช้า เปิดคอมตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย ก็ตอบไปว่า เสียดายจะนอน เพราะอายุเหลือน้อย เลยแอบฉวยโอกาสด้วยการตื่นมากกว่าคนอื่น

ก็เลยบอกหลานไปว่าถ้าเราแอบตื่น แล้วทำงานมากกว่าคนอื่นวันละ 2 ชม. ก็หมายความว่า ภายใน 4 วัน เราก็ได้ทำงาน 8 ชม. ซึ่งโดยปกติคนเราจะทำงาน จะเรียน วันนึงก็ 8 ชม. แสดงว่า มันเหมือนกับเรามีชีวิตการทำงานมากกว่าคนอื่น 1 วันแล้ว

ถ้าคน ๆ นึงยังมีโอกาสที่จะมีชีวิตอีก 40 ปี ถ้าแอบตื่นก่อนคนอื่น 2 ชม. ภายใน 40 ปี ก็จะมีโอกาสได้ทำงาน ได้เรียน ได้ทำอะไรที่อยากจะทำเป็นเวลา 2x365x40=29,200 ชม เมื่อหารกับ 8 ก็เท่ากับ 3650 วันทำงาน หรือ 10 ปีทำงาน!!! ชีวิตของเธอก็เพิ่มอีก 10 ปี

เวลา 10 ปีทำงานนั้นถ้าเอาไปเรียนหนังสือก็จะจบปริญญาตรี โท และเอก ถ้าเอาไปอ่านหนังสือก็คงได้หลายร้อยเล่ม เอาไปเขียนหนังสือก็คงได้ 20 เล่ม นี่แหละที่เขาเรียกว่า "บะรอกะหฺ ฟี อัลอุมริ" ความจำเริญในอายุ เกิดมาแล้ว ก็ใช้ชีวิตที่ได้รับมาอย่างถูกต้องและไม่สูญเปล่า