31 สิงหาคม 2552

พิมพ์ผิด ขาดตก บกพร่องจากคำแปลของสมาคมศิษย์เก่าอาหรับ

ต่อไปนี้คือที่ข้าพเจ้าพบว่า พิมพ์ผิด ขาดตก บกพร่อง (ลืมแปล) หรือแปลผิด จากคำแปลของสมาคมศิษย์เก่าอาหรับ ซึ่งข้าพเจ้าจะนำมาจดไว้ที่นี้ ทุกครั้งที่เจอ

ศิษย์เก่าฯ
{6:123} และทำนองนั้นแหละ เราได้ให้มีขึ้นในแต่ละเมือง ซึ่งบรรดาบุคลสำคัญ ๆ เป็นผู้กระทำความผิดแห่งเมืองนั้น ๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้วางอุบายหลอกลวง นอกจากตัวของพวกเขาเอง แต่พวกเขาหารู้สึกไม่

อะบูอิสรอฟีล --> {6:123} และในทำนองนั้นแหละ ในแต่ละเมือง เราได้ปล่อยให้มีบรรดาอาชญากรใหญ่ เพื่อที่พวกเขาจะได้วางอุบายหลอกลวงในเมืองนั้น และพวกเขาจะไม่วางอุบายหลอกลวง นอกจากตนเอง แต่พวกเขาไม่รู้ตัว



ศิษย์เก่าฯ {10:19} ... และหากมิใช่ลิขิตได้บันทึกที่พระเจ้าของพวกเจ้าแล้ว ... (บุรุษที่สอง พหูพจน์)
อะบูอิสรอฟีล --> {10:19} ... ... พระเจ้าของเธอ (บุรุษที่สอง เอกพจน์)

-----
ศิษย์เก่าฯ {13:25} และบรรดาผู้ทำลายพันธะของอัลลอฮฺ หลังจากที่ได้ให้คำมั่นสัญญาแก่พระองค์ และพวกเขาตัดขาดสิ่งที่อัลลอฮฺทรงใช้ให้เขาต่อ (ประโยคที่แปลเป็นกัตตุตวาจก)
อะบูอิสรอฟีล --> {13:25} และบรรดาผู้ทำลายสนธิสัญญาแห่งอัลลอหฺ หลังจากที่ได้ให้คํามั่นสัญญาแก่พระองค์และพวกเขาตัดขาดสิ่งที่อัลลอหฺบัญชาให้มีการสานต่อ (ประโยคเดิมเป็นกรรมวาจก หรือ มับนี ลิลมัจญ์หูล)
-----
ศิษย์เก่าฯ {13:38} และโดยแน่นอน เราได้ส่งบรรดาศาสนทูตมาก่อนหน้าเจ้า และเราได้ให้พวกเขามีภริยาและลูกหลาน และไม่บังควรแก่รอซูลที่จะนำมาซึ่งสัญญาณ (ปาฏิหาริย์) ใด ๆ เว้นแต่โดยอนุมัติของอัลลอหฺ สำหรับทุกสิ่งอย่างนั้น มีบันทึกไว้แล้ว
อะบูอิสรอฟีล --> {13:38} และโดยแน่นอน เราได้ส่งบรรดาศาสนทูตมาก่อนหน้าเธอ และเราได้ให้พวกเขามีภริยาและลูกหลาน และไม่บังควรแก่ศาสนทูตที่จะแสดงอภินิหารสัญญาณใด ๆ เว้นแต่โดยอนุมัติของอัลลอหฺ สำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนั้น มีบันทึกไว้แล้ว

-----

ศิษย์เก่าฯ {16:56} และพวกเขาตั้งสิ่งที่พวกเขาไม่รู้ (ให้เป็นเจว็ด) อันเป็นส่วนได้จากสิ่งทีเราได้ให้ปัจจัยยังชีพแก่พวกเขา

อะบูอิสรอฟีล -->{16:56} และแก่(เจว็ด)ที่พวกเขาไม่รู้จักคุณโทษนั้น พวกเขาพลีบางส่วนจากสิ่งที่เราได้ให้แก่พวกเขาเป็นปัจจัยยังชีพ

-----

ศิษย์เก่าฯ {16:67} และจากผลของต้นอินทผาลัมและองุ่น พวกเจ้าได้จากมันมาเป็นทั้งของมึนเมาและอาหารที่ดี

อะบูอิสรอฟีล --> {16:67} และจากผลของต้นอินทผาลัมและองุ่น พวกเธอได้เอามันมาเป็นทั้งของมึนเมาและอาหารที่ดี

-----

ศิษย์เก่าฯ {22:39} สำหรับบรรดาผู้ที่(ถูกโจมตีนั้น)ได้รับอนุญาตให้ต่อสู้ได้ เพราะพวกเขาถูกข่มเหง

อะบูอิสรอฟีล --> {22:39} สำหรับบรรดาผู้ที่ถูกโจมตีนั้นได้รับอนุญาต(ให้ต่อสู้ได้) เพราะพวกเขาถูกข่มเหง

-----

ศิษย์เก่าฯ {23:66} แน่นอนโองการทั้งหลายของเราถูกนำมาอ่านแก่พวกเจ้า แล้วพวกเจ้าก็หันสันเท้าของพวกเจ้ากลับ {23:67} พวกเขาหยิ่งจองหองต่ออัลกุรอาน พวกเขาจับกลุ่มสนทนากันในเวลากลางคืน

อะบูอิสรอฟีล --> {23:66} แน่นอนโองการทั้งหลายของเราถูกนำมาอ่านแก่พวกเธอ แล้วพวกเธอก็หันสันเท้าของพวกเธอกลับ {23:67} อย่างเย่อหยิ่งต่ออัลกุรอาน ในยามค่ำคืนพวกเธอจับกลุ่มสนทนากัน

-----
ศิษย์เก่าฯ {63:8} พวกเขากล่าวว่า "ถ้าเรากลับไปยังนครมะดีนะฮฺ พวกที่มีเกียรติกว่าจะขับไล่พวกที่ต่ำต้อยออกจากนครมะดีนะฮฺ

อะบูอิสรอฟีล --> {63:8} พวกเขากล่าวว่า "ถ้าเรากลับไปยังนครมะดีนะหฺ ผู้ที่มีเกียรติที่สุดจะขับไล่ผู้ที่ต่ำต้อยที่สุดออกจากนครมะดีนะหฺ" (เพราะพวกมุนาฟิกีนอ้างว่า ผู้ที่มีเกียรติที่สุดคืออับดุลลอหฺ จะขับไล่ผู้ที่ต่ำต้อยที่สุด นั่นคือนบีมุฮัมมัด ออกจากนครมะดีนะหฺ และคำว่า อะอัซซุ และ อะซัลลุ เป็นคำเอกพจน์)

23 สิงหาคม 2552

คำนำของตัฟสีรอัลกุรอาน ซูเราะหฺอันนูร (บท รัศมี)

เพื่อแสดงความโปรดปรานของอัลลอหฺ ที่ได้ประทานแก่ข้าพเจ้า ให้ได้พบกับตัฟสีรที่ข้าพเจ้าเคยเขียนไว้เมื่อ 21 ปีที่แล้ว ข้าพเจ้าก็อดใจรอไม่ได้ที่จะนำบทความเหล่านั้นเอามาลงในบลอกนี้ เพื่อเป็นวิทยาทาน และเพื่อได้รับใช้พี่น้องมนุษย์ทั้งหลาย

***************************
24. ซูเราะฮฺอันนูร (บท รัศมี)

ซูเราะฮฺอันนูร อันมีความหมายว่า "รัศมี" เป็นซูเราะฮฺมะดะนียะฮฺ มีทั้งหมด 64 โองการ สาเหตุที่ตั้งชื่อเช่นนี้ ก็เพราะว่ามีคำว่า "นูร" ในโองการที่ 35 และเพราะว่าซูเราะฮฺนี้ได้ประมวลบทบัญญัติ และจริยธรรมอันประเสริฐ อันเปรียบเสมือนรัศมีอันโชติช่วง นำทางมนุษยชาติสู่แนวทางที่ที่ยงธรรม

ซูเราะฮฺนี้ ได้ระบุถึงกฎบญญัติที่สำคัญหลายประการ อันเกี่ยวข้องกับสมาชิกในครอบครัวและในสังคม พร้อมกันนี้ยังได้ชี้แจงการแก้ปัญหาความเสื่อมเสียของสังคม อันเนื่องมาจากการผิดประเวณี และการใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์ ด้วยการลงโทษทัณฑ์ที่ยุติธรรมและมีผลดีที่สุด

กฎบัญญัติที่ระบุในซูเราะฮฺนี้มี เช่น

1. การลงโทษอาชญากรรมผิดประเวณี (ซินา)
2. การลงโทษผู้ปรักปรำหรือกล่าวหาผู้อื่นว่าผิดประเวณี
3. กฎบัญญัติเกี่ยวกับผู้ปรักปรำหรือกล่าวหาภรรยาของตนว่ามีชู้
4. การสาบาน
5. กฏของการสมรสกับผู้ที่เคยผิดประเวณี, คำสั่งให้ชายโสดหรือหญิงโสดมีคู่ครอง
6. การเข้าเคหะสถานของผู้อื่น
7. การบรรลุศาสนภาวะ
8. การแต่งกายของสตรี
9. มารยาทในครอบครัวและสังคม

นอกจากนี้ ซูเราะฮฺนี้ยังได้ระบุถึงสัญลักษณ์แห่งพระเดชานุภาพของพระองค์ ในการดลบันดาลกลางวันกลางคืน การบันดาลสิ่งชีวิตมาจากน้ำ พระองค์เพียงผู้เดียวเป็นพระผู้ทรงสิทธิ์ในมวลการสดุดีของสรรพสิ่งในฟากฟ้าและแผ่นดิน

อุมัร อิบนุลค่อฎฎอบ ได้กล่าวในสาส์นที่ส่งไปที่ชาวกูฟะหฺ ในอิรัคว่า "พวกท่านทั้งหลายจงสอนซูเราะฮฺอันนูรแก่ภรรยาของท่าน" แสดงถึงความสำคัญของซูเราะฮฺนี้

ช่วงเวลาแห่งการประทานซูเราะฮฺ

ซูเราะฮฺนี้ถูกประทานลงมาหลังจากการทำสงครามกับพวกยิวบะนูมุศเฏาะลิก ในเดือนชะอฺบาน ปี ฮ.ศ. 6 ซึ่งเป็นซูเราะฮฺที่ถูกประทานหลังซูเราะฮฺอัลอะฮฺซาบ

ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์

หลังจากที่กองทัพอิสลามได้รับชัยชนะในสงครามบะดัร ในปี ฮ. ศ. 2 ศาสนาอิสลามก็เริ่มเข้มแข็งขึ้น จนกระทั่งกองกำลังพันธมิตรของข้าศึกในสงครามคอนดักซึ่งมีจำนวนถึง 10,000 นาย ไม่สามารถที่จะบดขยี้กองทัพอิสลามได้ แม้ว่าจะมีการปิดล้อมนครมะดีนะฮฺอยู่ถึงหนึ่งเดือนก็ตาม เป็นนิมิตรหมายว่า การรุกรานของบรรดาผู้ปฏิเสธได้มาถึงจุดยุติแล้ว และพวกเขาจะเป็นฝ่ายรับศึกและต้องพ่ายแพ้ตลอดไป ท่านนบีกล่าวว่า “พวกกุเรชจะไม่โจมตีพวกท่านอีก หลังจากปีนี้ของพวกท่าน แต่พวกท่านจะเป็นผู้รุกพวกเขา"

เมื่อพวกมุชริก(ผู้ตั้งภาคี)อาหรับและพวกยิวไม่สามารถบดขยี้อิสลามในสนามรบได้ พวกเขาก็เปลี่ยนกลยุทธ โดยการเปิดแนวโจมตีด้านจริยธรรม ด้วยการสร้างปัญหาและความแตกแยกในสังคมอิสลาม เพราะพวกเขาตระหนักดีว่า สาเหตุที่มุสลิมประสบชัยชนะในสงครามทุกครั้งที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่ด้วยความเหนือกว่าของกำลังพลหรือยุทโธปกรณ์ แต่เนื่องจากพวกเขามีจริยธรรมและระเบียบวินัยอันสูงส่ง มีท่านนบีและสาวกหลายคนเป็นกำลังใจ ที่คอยผนึกกำลังของพวกเขา

พวกเขาเริ่มเปิดฉากการทำลายล้างจริยธรรมและความสามัคคีนี้ โดยมีพวกมุนาฟีก(พวกสับปลับ)ในนครมะดีนะฮฺ ซึ่งอยู่ในคราบของมุสลิมคอยช่วยเหลือ โอกาสทองของพวกเขามาถึง เมื่อท่านนบีสมรสกับซัยนับ บุตรีญะฮัช ซึ่งพวกเขาใช้โอกาสนี้สบประมาทท่านนบี ด้วยการกุเรื่องร้ายขึ้นและกระจายข่าวออกไปว่า วันหนึ่งมุหัมมัดได้เห็นภรรยาของเซด บินษาบิต บุตรบุญธรรมของเขา โดยบังเอิญ เมื่อลมพัดจนถลกม่านขึ้น มุหัมมัดจึงเห็นเสน่ห์ของนาง จึงออกอุบายให้เซดหย่านาง แล้วเขาก็แต่งงานกับนาง

ความจริงแล้ว นบีมุหัมมัดรู้จักซัยนับ บุตรีของญะฮัชมาเป็นเวลานานตั้งแต่นางยังเป็นเด็ก เพราะซัยนับเป็นบุตรีของนางอุมัยมะหฺ ซึ่งเป็นพี่สาวของอับดุลลอฮฺ บิดาของท่าน และท่านนบีก็ได้สั่งให้ซัยนับแต่งงานกับเซด ซึ่งในอดีตเคยเป็นทาส ที่ท่านนบีซื้อมาแล้วปล่อยให้เป็นไท แล้วก็อยู่ในครอบครัวของท่าน ผู้คนก็เลยเรียกขานเซดว่า เซด บินมุหัมมัด คือเป็นบุตรของมุหัมมัด เมื่อบิดาและญาติพี่น้องจากเอธิโอเปียมาตามตัวกลับไป เซดก็ไม่ยอมกลับ ขออยู่กับนบีมุหัมมัดต่อไป ซัยนับซึ่งมีเชื้อสายกุเรช ซึ่งถือว่าเป็นเผ่าที่มีเกียรติมากที่สุดในอาระเบีย ก็ปฏิเสธที่จะแต่งงานกับอดีตทาส ซึ่งมีผิวสีดำ เหตุที่นบี(ศ)สั่งให้นางแต่งงานกับเซด ก็เพื่อแสดงให้เห็นในทางปฏิบัติว่า ไม่ว่าจะเป็นชาวกุเรช หรือเป็นอดีตทาส ต่างก็มีความเสมอภาคกันในอิสลาม เมื่อซัยนับได้สดับฟังพระโองการแห่งอัลลอฮฺ ที่ห้ามไม่ให้ศรัทธาชนขายหญิงขัดขืนการตัดสินของท่านนบี(ศ) นางก็จำใจยอมแต่งงานกับเซด แม้ว่าทั้งสองจะได้อยู่กินกันฉันสามีภารยาชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้ว ซัยนับก็ไม่อาจจะดีกับเซดได้ เนื่องด้วยนางไม่สามารถที่จะยอมรับจริยธรรมอิสลามเรื่องความเสมอภาคอันนี้ ท่านนบีก็ตักเตือนให้เซดอดทน แต่ในที่สุดทั้งสองก็ต้องหย่าจากกัน โดยที่ซัยนับยอมคืนสินสอดให้แก่เซด ซึ่งเป็นสวนผลไม้ แล้วหลังจากนั้นอัลลอหฺได้บัญชาให้นบีมุหัมมัด แต่งงานกับนาง ซึ่งท่านนบีรู้สึกไม่สบายใจ หรือรู้สึกอับอายเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นที่ครหาว่าท่านแย่งเอาลูกสะใภ้มาเป็นภารยา

ผู้ที่มีส่วนในการรุกข่าวเท็จนี้ คือ อับดุลลอฮฺ บินอุบัยย์ ซึ่งเป็นบุตรนางสะลูล ซึ่งเป็นคนในเผ่าค่อซร่อจญฺ์ ผู้ซึ่งเป็นคนสำคัญคนหนึ่งของนครมะดีนะหฺ ก่อนหน้าที่ท่านนบีจะอพยพสู่นครมาดีนะฮฺ ชาวนครมะดีนะฮฺเคยมีความตั้งใจที่จะสถาปนาเขาเป็นกษัตริย์ สถานการณ์ได้ผันเปลี่ยนไป เมื่อรัฐอิสลามถูกก่อตั้งขึ้นในนครมะดีนะฮฺ และนบีมุหัมมัดได้กลายเป็นประมุขที่ผู้คนเคารพรัก อับดุลลอฮฺ บินอุบัยก็เริ่มหมดความสำคัญลง ถึงแม้ว่าเขาจะเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม แต่ความอิจฉาริษยาที่เขามีต่อท่านนบีได้ผลักดันให้เขาเป็นคนสับปลับ ด้านนอกเป็นมุสลิม แต่ในใจเป็นกาฟิร เขาเริ่มเล่นบทบาททางการเมือง รวบรวมสมาชิกที่มีใจเหมือนกัน เป็นพันธมิตรกับพวกมุชริกในมักกะหฺและอาระเบีย เริ่มคิดการใหญ่หมายจะโค่นล้มศาสนาอิสลาม และสังหารท่านนบีมุหัมมัด ในที่สุดเขาก็ถูกขนานนามว่า "หัวหน้าพวกสับปลับ"

ในเดือนชะอฺบาน ปี ฮ.ศ. 6 ท่านนบี(ศ)ทราบว่า ชาวยิวเผ่ามุศเฏาะลิกได้เตรียมการจัดทัพเพื่อทำสงครามกับชาวมุสลิม และพยายามชักชวนชนเผ่าอื่น ๆ ทั้งอาหรับละยิวมาร่วมการสงคราม ท่านจึงกรีฑาทัพเข้าโจมตีเผ่ามุสเฏาะลิกโดยที่พวกเขาไม่ทันตั้งตัว จนกองทัพอิสลามสามารถจับกุมผู้คนในเผ่ามุสเฏาะลิกและริบทรัพย์สินต่าง ๆ ได้ ในระหว่างที่ท่านนำทัพกลับมายังนครมะดีนะฮฺ ท่านนบีก็สั่งให้หยุดทัพในสถานที่แห่งหนึ่งใกล้กับบ่อน้ำมุร่อยสีอฺของพวกยิว วันนั้นเกิดมีการถกเถียงระหว่างคนใช้ของอุมัรกับพันธมิตรคนหนึ่งของเผ่าค่อศร่อจญ์เกี่ยวกับวิธีการตักน้ำขึ้นมาจากบ่อ จนเรื่องลุกลามกลายเป็นการวิวาทระหว่างพวกมุฮาญิรีน (ชาวมักกะฮฺที่อพยพมาอยู่มะดีนะฮฺ) กับพวกอันศอร (มุสลิมชาวเมืองมะดีนะฮฺดั้งเดิม) อับดุลลอฮฺ บินอุบัยย์ ได้ทีจึงใช้โอกาสนี้ยุยงพวกอันศอรว่า "อุปมาพวกเรากับพวกมูฮาญิรีน อุปมัยดั่งคำโบราณที่ว่า จงเลี้ยงสุนัขของเจ้าให้อ้วน แล้วมันจะกินเจ้า" แล้วประกาศแก่พวกมุฮาญิรีนว่า "หากเรากลับสู่นครมดีนะหฺ ผู้ที่มีเกียรติกว่า คือ(คือเขาเอง)จะต้องขับไล่ผู้ต่ำต้อยกว่า(คือท่านนบี)ออกจากเมืองนี้" (ซูเราะฮฺอัลมุนาฟิกูน : 8)

เมื่อท่านนบี(ศ)ทราบเรื่องนี้เข้า ก็สั่งให้ยกทัพกลับนครมะดีนะฮฺทันที โดยห้ามหยุดพักระหว่างทาง เพราะท่านมีกุศโลบายจะให้เหล่าทหารอ่อนเพลียจนไม่มีโอกาสพูดคุยในเรื่องที่เกิดขึ้น จนถึงเวลาเที่ยงของวันต่อมา แต่ถึงกระนั้นก็ตาม อับดุลลอฮฺ บินอุบัยย์ ก็ยังได้ฉวยโอกาสถึงสองครั้ง เพื่อลบหลู่เกียรติของท่านนบี(ศ)และครอบครัวของท่าน ซึ่งรายละเอียดจะนำมาเสนอเมื่ออธิบายพระโองการที่เกี่ยวข้องในซูเราะฮฺนี้

อัลลอฮฺทรงช่วยเก็บให้แก่ข้าฯ

เมื่อวานตื่น 03.20 รับประทานสะฮูร (อาหารเช้าที่ต้องรับประทานหัวรุ่ง ก่อนไก่โห่ และก่อนเวลานมาซศุบฮิ สำหรับผู้ที่จะถือศีลอด) หลังจากนมาซเสร็จก็อดใจเข้าห้องคอมพิวเตอร์ไม่ได้ เอ้า เอาใจตัวเองสักหน่อย เปิดคอมพิวเตอร์ แล้วก็เปิดกูเกิ้ลหาข้อมูลเพื่อหาข้อมูล เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ในการแปลอัลกุรอาน ที่เพิ่งจะวางมือเมื่อเที่ยงคืนก่อนหน้านั้นแค่สามชั่วโมง เสิร์จไป หามา ก็ไปเจออะไรบางอย่าง ที่ข้าพเจ้าต้องกล่าวคำว่า อัลฮัมดุลิลลาฮฺ หลาย ๆ ครั้ง เพราะข้าพเจ้าเจออะไรบางอย่างบนเน็ต เป็นที่ข้าพเจ้าตามหามาเป็นเวลาหลายสิบปี

เรี่องของเรื่องก็คือ ข้าพเจ้าในสมัย 21 ปีที่แล้ว เพิ่งจบการศึกษามาใหม่ ๆ อยากจะรับใช้เพื่อนมนุษย์เท่าที่ทำได้ ด้วยการเผยแผ่ความรู้น้อยนิดที่เรียนมา จึงเรียบเรียงตัฟซีรอัลกุรอานเป็นภาษาไทย ซูเราะหฺอันนูร (บท รัศมี) แล้วก็จ้างเขาพิมพ์ดีด แล้วก็เอาไปถ่ายเอกสารออกมาประมาณสัก 20 ฉบับ มีคนเขาเอาไปอ่านหลายคน เมื่อข้าพเจ้าย้ายถิ่นฐานหลายครั้ง ขนข้าวของหลายหน ก็มีของตกหล่นหายไปบ้าง ในจำนวนของที่หายไปก็คือ ต้นฉบับตัฟซีร เหลือแต่ปกนอกแค่แผ่นเดียว ดูปกเมื่อไหร่ ก็เศร้าเสียใจ ไม่รู้จะไปตามหาที่ไหนได้อีก

แต่แล้ววันนี้ เจอในกูเกิ้ล มีน้องคนหนึ่ง เดาว่าคงเป็นนักเรียนมัธยม เขาเอางานเขียนของข้าพเจ้าพิมพ์ลงในเว็บของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ข้าพเจ้าเคยสอนหนังสือมา ข้าพเจ้าเห็นแล้วดีใจมาก ไม่นึกว่าจะมีบ่าวของอัลลอฮฺคนหนึ่งเก็บเอางานเขียนของข้าพเจ้า ออกเว็บให้คนได้อ่าน ข้าพเจ้าก็เลยรีบก็อปปี้เอามาทั้งหมด แล้วเมื่อวานทั้งวัน ก็ง่วนอยู่กับการเขียนตัฟซีรซูเราะฮฺอันนูรนี่แหละ เลยไม่ต้องออกจากห้องทำงาน ที่กะว่าจะนอนสักหน่อย เป็นว่าไม่ต้องนอนกันจึงถึงบ่าย แป้นแลปทอปวันนี้ รัวดังกว่าทุกวันที่ผ่านมา

นั่งดีใจทั้งวัน ซาบซึ้งในพระเมตตากรุณา ที่ทรงดลบันดาลให้ข้าพเจ้าได้เจอกับสิ่่งที่ข้าพเจ้าเสาะหามานมนานหลายปี ในที่สุดก็พบจนได้ พระองค์ได้ทรงเก็บไว้แก่ข้าพเจ้า และทรงดลใจให้น้องคนหนึ่งหยิบมันขึ้นมาพิมพ์แล้วนำไปลงในเน็ต เพื่อส่งมาให้แก่ข้าพเจ้าโดยทางอ้อม

ข้อคิดที่ได้วันนี้ สิ่งใดที่เธอปรารถนาจะพบ ถ้าเธอวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺ ถ้าอัลลอฮฺจะทรงให้เธอได้พบ เธอก็จะพบแม้ว่าเวลาจะผ่านพ้นไปหลายสิบปีก็ตาม

20 สิงหาคม 2552

ความจำเริญในอายุ ความมงคลในชีวิต

ตีสี่หัวรุ่งนั่งแปลอัลกุรอาน ซูเราะหฺสะบะอ์ เห็นหลานรักออนไลน์ ก็เลยทักทาย หลานคงแปลกใจว่าทำไมคนแก่เล่นเน็ตตั้งแต่เช้า เปิดคอมตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย ก็ตอบไปว่า เสียดายจะนอน เพราะอายุเหลือน้อย เลยแอบฉวยโอกาสด้วยการตื่นมากกว่าคนอื่น

ก็เลยบอกหลานไปว่าถ้าเราแอบตื่น แล้วทำงานมากกว่าคนอื่นวันละ 2 ชม. ก็หมายความว่า ภายใน 4 วัน เราก็ได้ทำงาน 8 ชม. ซึ่งโดยปกติคนเราจะทำงาน จะเรียน วันนึงก็ 8 ชม. แสดงว่า มันเหมือนกับเรามีชีวิตการทำงานมากกว่าคนอื่น 1 วันแล้ว

ถ้าคน ๆ นึงยังมีโอกาสที่จะมีชีวิตอีก 40 ปี ถ้าแอบตื่นก่อนคนอื่น 2 ชม. ภายใน 40 ปี ก็จะมีโอกาสได้ทำงาน ได้เรียน ได้ทำอะไรที่อยากจะทำเป็นเวลา 2x365x40=29,200 ชม เมื่อหารกับ 8 ก็เท่ากับ 3650 วันทำงาน หรือ 10 ปีทำงาน!!! ชีวิตของเธอก็เพิ่มอีก 10 ปี

เวลา 10 ปีทำงานนั้นถ้าเอาไปเรียนหนังสือก็จะจบปริญญาตรี โท และเอก ถ้าเอาไปอ่านหนังสือก็คงได้หลายร้อยเล่ม เอาไปเขียนหนังสือก็คงได้ 20 เล่ม นี่แหละที่เขาเรียกว่า "บะรอกะหฺ ฟี อัลอุมริ" ความจำเริญในอายุ เกิดมาแล้ว ก็ใช้ชีวิตที่ได้รับมาอย่างถูกต้องและไม่สูญเปล่า

04 สิงหาคม 2552

หะดีษที่สรุปทุก ๆ อย่าง




เช้าวันจันทร์ ที่ 3 เวลาเช้า 7.00 น. สอนหนังสือน้องตามปกติ วันนี้อ่านหน้าที่ 121 จากหนังสืออาดาบ อันนัฟสฺ (จริยธรรมแห่งจิต) อ่านฮะดีษวันนี้แล้ว ตั้งใจจะแปลลงเว็บ เพราะมันสรุปอะไรได้หลาย ๆ อย่าง

ท่านนบีกล่าวว่า "วาทะที่ประเสริฐยิ่งคือพระดำรัสของอัลลอฮฺ สายเชือกที่แข่งแกร่งที่สุดคือการยำเกรงต่ออัลลอฮฺ หนทางที่แข็งแกร่งที่สุดคือการตัดขาดจากโลก ศาสนาที่ประเสริฐที่สุดคือศาสนาแห่งอิบรอฮีม และแนวทางที่ประเสริฐที่สุดคือแนวทางของมุหัมมัด

การพูดที่ประเสริฐที่สุดคือการรำลึกถีงอัลลอฮฺ กิจการที่ประเสริฐที่สุดคือจุดจบของมัน ความเลวร้ายที่สุดของกิจการศาสนาคือการอุตริของมัน ทางนำที่ประเสริฐที่สุดคือทางนำของเหล่านบี แล้วการถูกสังหารที่ประเสริฐที่สุดคือการถูกสังหารของเหล่ามรณสักขี ความหลงผิดที่เลวร้ายยิ่งคือความหลงผิดหลังจากทางนำ และทางนำที่ประเสริฐที่สุดคือทางนำของที่ถูกปฏิบัติ และความมืดบอดที่เลวร้ายที่สุดคือความมืดบอดของจิตใจ

มือ(ผู้ให้)ที่อยู่บน ประเสริฐกว่ามือ(ผู้รับ)ที่อยู่เบื้องล่าง การเสียใจที่เลวร้ายที่สุดคือการเสียใจในวันฟื้นคืนชีพ เพราะจะไม่มีการให้อภัย และไม่มีการยกโทษ ผู้คนที่เลวร้ายที่สุดคือพวกที่เข้าหาพรรคพวกด้านหลัง (หักหลังหรือพูดลับหลัง)

ความร่ำรวยที่ประเสริฐที่สุดคือความร่ำรวยของใจ หัวของปัญญาคือความยำเกรงต่ออัลลอหฺ การร้องไห้โวยวายเป็นการกระทำของอานารยสมัย การหลอกลวงเป็นถ่านแห่งไฟนรก บทกวีเป็นบทสรรเสริญของชัยฏอน สุราเป็นสิ่งรวบรวมความชั่วทั้งมวล สตรีเป็นบ่วงบาศก์ของชัยฏอน ความเยาว์วัยเป็นความบ้าสาขาหนึ่ง การทำมาหากินที่เลวร้ายคือการทำมาหากินกับการผิดประเวณี การกินที่เลวร้ายที่สุดคือการกินทรัพย์สินของลูกลูกกำพร้า

คนโชคดีคือผู้ที่รับบทเรียนจากคนอื่น คนโชคร้ายคือผู้โชคร้ายตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ สิ่งใดที่จะมามันก็ใกล้ทั้งนั้น ความดีมีมากมาย แต่คนที่จะทำความดีมีน้อย การรู้สึกเพียงพอคือทรัพย์ที่ไม่มีวันสิ้น

พวกเธอที่ประเสริฐที่สุดคือผู้ที่มีอายุยืนและมีผลงานที่ดี การมีคุณสมบัติดีงามเป็นความจำเริญ การเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างญาติจะเพิ่มพูนทรัพย์สิน และผ่อนผันอายุให้ยืนยาว การด่าทอศรัทธาชนเป็นการละเมิด การสังหารศรัทธาชนเป็นการปฏิเสธศรัทธา และทรัพย์สินของเขาเป็นที่ต้องห้ามเช่นเดียวกับโลหิตของเขา"

01 สิงหาคม 2552

จะแปลพระโองการ {37:130} อย่างไร?

มีปัญหาจะแปลพระโองการ {37:130} อย่างไร? บ้างก็ตีความหมาย "อิลยาซีน" คือ آلِ ياسِينَ "อาลุ ยาซีน"แปลว่า วงศ์วานของยาซีน และคิดว่า ยาซีน เป็นชื่อของนบีมุฮัมมัดชื่อหนึ่ง ถ้าแปลออกมาเป็นไทย ก็จะเป็น:

{37:130} ศานติจงมีแด่วงศ์วานของยาซีน

แต่ข้าพเจ้าเข้าใจ อย่างที่ อัฏฏอบะรีย์และนักตัฟซีรท่านอื่นเข้าใจ ว่าพระโองการนี้จะต้องแปลว่า

{37:130} ศานติจงมีแด่อิลยาซีน

อิลยาซีน นี้เข้าใจได้สองแง่ หนึ่งก็คือเป็นชื่อของ อิลยาส ในภาษาอาหรับ สองก็คือเป็นคำพหูพจน์ หมายถึงพวกของอิลยาส

อิลยาส หรือ อิลยาซ ภาษาฮิบรู เอลียะหฺ ภาษากรีก เอลียาส เป็นนบีคนหนึ่งในปาเลสไตน์ มีชีวิตอยู้ในราว 870 ปี ก่อน ค.ศ. หลังนบีสุลัยมานราว 100 ปี

อิลยาสไม่มีคัมภีร์เป็นของตน แต่ใช้คัมภีร์เตารอหฺของมูซา เหมือนศาสนทูตคนก่อน ๆ กษัตริย์ของเผ่าอิสรออีลในแคว้นยะหูดะหฺ (ยูดาห์)ในสมัยนั้นคือ อัคอาบ (ภาษาอังกฤษ อาฮาบ ภาษาฮิบรู อัคอาบ) บุตรของกษัตริย์อมรี ซึ่งได้แต่งงานกับนางเอซาเบล (อังกฤษ Jezebel ภาษาฮิบรู เอซาเบล) เจ้าหญิงแห่งเฟนิเซีย เมื่อนางได้เป็นราชินี ก็มีอำนาจเหนือสามี บังคับให้สามีนับถือบูชาเทวรูปเหมือนตน และได้ก่อสร้างวิหารเพื่อประดิษฐานเทวรูป บะอัล ซึ่งเป็นที่บูชาของชาวเฟนิเซีย นอกจากนี้ยังสนับสนุนการผิดประเวณี และการทำอนาจารต่าง ๆ อย่างโจ่งแจ้ง บรรดานบีต่าง ๆ ในแผ่นดินที่ต่อต้านการกระทำอันชั่วร้ายนี้ก็ถูกนางสั่งให้สังหารเป็นจำนวนมาก

ศาสนทูตอิลยาสจึงตักเตือนเผ่าอิสรออีลให้หยุดบูชารูปปั้น และหยุดทำความเชื่อ เมื่อไม่สามารถที่จะยับยั้งได้ ศาสนทูตอิลยาสจึงรวบรวมพลเพื่อต่อสู้กับพวกผู้นำของศาสนาบะอัล เมื่ออัคอาบตาย นางเอซาเบลก็ยังคงยืมอำนาจของ อะคาซียะห บุตรชายที่ขึ้นมาเป็นกษัตริย์แทนบิดา เมื่อ อะคาซียะห ถูกฆ่าตายในสงครามกับชนชาติอื่น นางก็ยังยืมอำนาจของ เยโฮรัม บุตรชายอีกคนที่ขึ้นมาเป็นกษัตริย์แทนพี่ชาย

อิลยะสะอฺ ผู้เป็นศิษย์และศาสนทูตสืบทอดอิลยาสก็ได้สั่งให้ เยฮู เป็นผู้นำศรัทธาชนต่อสู้กับกษัตริย์เยโฮรัมจนกระทั่งเยโฮรัมถูกฆ่า เยโฮรัมได้กลับมาจัดการกับนางเอซาเบล โดยสั่งให้เหล่าขันทีฆ่านางด้วยการโยนนางทิ้งทางหน้าต่าง หลังจากนั้นเยฮูก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์แห่งยะหูดะหฺตั้งแต่นั้นมา