แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การแปลอัลกุรอาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การแปลอัลกุรอาน แสดงบทความทั้งหมด

02 พฤษภาคม 2554

เมื่อทัพช้างหมายถล่มกะอฺบะฮฺ

ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ พระผู้ทรงเมตตายิ่ง พระผู้ทรงปรานียิ่ง
{105:1} เธอไม่เห็นดอกหรือ ว่าพระเจ้าของเธอได้ทรงทำเช่นใดกับบรรดาเจ้าของช้าง {105:2} พระองค์ไม่ได้ทรงทำให้แผนการณ์ของพวกเขาสูญสิ้นดอกหรือ {105:3} และได้ทรงส่งวิหคเป็นฝูง ๆ ลงมาบนพวกเขา {105:4} มันได้ขว้างพวกเขาด้วยก้อนหินที่มาจากดินแข็ง {105:5} แล้วพระองค์ทรงทำให้พวกเขาเป็นเช่นฟางที่ถูกกัดกิน บรรดาเจ้าของช้าง ในอายะฮฺแรกหมายถึงไพร่พลกองทัพช้างที่นำโดย อับร่อฮะฮฺ อัลอัชรอม อุปราชแห่งฮะบะชะฮฺ (อบิสสิเนีย คือเอธิโอเปียและส่วนหนึ่งของเยเมนปัจจุบัน) ซึ่งนับถือศาสนาคริสเตียน พวกเขาได้สร้างโบสถ์คริสเตียนที่ใหญ่โตในเมืองศ็อนอาอ์ ในยะมัน(เยเมน) เพื่อให้เป็นที่แสวงบุญของชาวคริสเตียนในอาระเบียและอัฟริกา และเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการค้าขายแห่งใหม่ในภูมิภาค เมื่อพวกเขาเห็นว่า กะอฺบะฮฺในมักกะฮฺเป็นอุปสรรคต่อการเผยแพร่ศาสนาคริสต์และการดึงดูดผู้คนไปศ็อนอาอ์ ก็คิดทำลายกะอฺบะฮฺ ด้วยเหตุนี้จึงกรีฑาทัพช้างมุ่งหน้าสู่พระมหานครมักกะฮฺ ในปี ค.. 570 ซึ่งเป็นปีเดียวกันที่มุหัมมัด()ประสูติ

เมื่อมาถึงชานเมืองมักกะฮฺ กองทัพของอับร่อหะฮฺก็ปล้นฝูงอูฐของอับดุลมุฏฏ็อลิบ ปู่ของมุหัมมัด()ไป 700 ตัว แล้วส่งทูตเข้ามาพบกับอับดุลมุฏฏ็อลิบ ผู้เป็นหัวหน้าชาวเมืองมักกะฮฺ เพื่อบอกจุดประสงค์ของการยกทัพมาครั้งนี้ว่า มาเพื่อถล่มทำลายกะอฺบะฮฺ อับดุลมุฏฏ็อลิบจึงขอเจรจากับอับร่อหะฮฺเป็นการส่วนตัว เมื่ออับดุลมุฏฏ็อลิบเข้าพบอับร่อหะฮฺ เขาก็ขอร้องให้อับร่อหะฮฺคืนอูฐที่พวกทหารปล้นไป อับร่อหะฮฺจึงแปลกใจเหตุใดจึงไม่ได้มาขอร้องเรื่องกะอฺบะฮฺ อับดุลมุฏฏ็อลิบกล่าวว่า "อูฐเป็นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงมาทวง ทว่ากะอฺบะฮฺเป็นของอัลลอฮฺ จึงเป็นหน้าที่ของพระองค์ที่จะทรงพิทักษ์มัน หรือจะปล่อยให้ชะตาของมันอยู่ในมือของท่าน" อับร่อหะฮฺรู้สึกแปลกใจในคำตอบนั้น จึงคืนอูฐทั้งหมดให้อับดุลมุฏฏอลิบ

เมื่ออับดุลมุฏฏอลิบกลับไป ก็ป่าวประกาศให้ชาวมักกะฮฺหลบหนีออกจากพระมหานคร ไปซ่อนตัวตามภูเขาต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ไพร่พลของอับร่อหะฮฺทำร้าย เมื่อทัพอับร่อหะฮฺเข้ามาถึงมักกะฮฺ ก็ปรากฏมีฝูงนกบินว่อนเหนือพระมหานครจนมืดฟ้ามัวดิน แล้วนกแต่ละตัวก็ทิ้งก้อนหินลงมา จนทำให้ไพร่พลของอับร่อหะฮฺล้มตายเป็นอันมาก อับร่อหะฮฺเองจึงหนีกลับไปศอนอาอฺ แต่ก็มีนกตัวหนึ่งบินตามเขาไปตลอดทาง เมื่ออับร่อหะฮฺเข้าพบกษัตริย์แห่งอะบะชะฮฺก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง กษัตริย์ถามว่า นกอันใดหรือที่ทำปฏิหารย์เช่นนั้น อับร่อหะฮฺจึงเงยหน้าขึ้นชี้นกที่ติดตามเขามาตลอดทาง นกตัวนั้นก็ทิ้งก้อนกินตกลงมาบนศีรษะของเขา อับร่อหะฮฺก็สิ้นชีพในบัดดล

ไม่ใช่ปกติวิสัยที่ชาวอาหรับจะได้เห็นช้างหรือกองทัพช้าง จึงเรียกกองทัพของอับร่อหะฮฺว่า "อัสฮาบ อัลฟีล" (บรรดาเจ้าของช้าง) และจดจำเหตุการณ์ปีนั้นได้อย่างแม่นยำ และเรียกปีนั้นว่า "อาม อัลฟีล" (ปีช้าง) ตั้งแต่นั้นมามีการนับศักราชโดยเริ่มจากปีช้าง เช่นมุหัมมัดเกิดในปีช้าง เป็นต้น

เหตุการณ์กองทัพช้างยังอยู่ในความทรงจำของชาวมักกะฮฺตลอดมา เมื่อโองการนี้ประทานลงมา ชาวมักกะฮฺจึงรำลึกถึงปาฏิหารย์ ที่เคยปรากฏในอดีตเมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้ว และไม่สามารถปฏิเสธต่อการอารักขาของอัลลอฮฺต่อกะอฺบะฮฺอันศักดิ์สิทธิ์นั้น ให้พ้นจากเงื้อมมือของผู้รุกราน

หตุการณ์ดังกล่าวยังชี้ให้เห็นถึงความศรัทธามั่นของอับดุลมุฏฏ็อลิบที่มีต่ออัลลอฮฺ อันเป็นหลักฐานหนึ่งที่บ่งบอกว่า อับดุลมุฏฏ็อลิบ บิดาของอับดุลลอฮฺ ผู้ซึ่งเป็นบิดาของมุหัมมัด เป็นผู้ที่ยึดมั่นในศาสนาของนบีอิบรอฮีมและนบีอิสมาอีล เขาได้กล่าวในบทกวีว่า

โอ้ พระบริบาลของข้าฯ ข้ามิหวังสิ่งอื่นใดต่อพวกเขานอกจากพระองค์ โอ้ พระบริบาลของข้าฯ ดังนั้นโปรดทรงพิทักษ์ให้พ้นจากพวกเขา แท้จริงศัตรูของบ้านนั้น ก็คือผู้ที่ตั้งปฏิปักษ์ต่อพระองค์ แท้จริงพวกเขามิอาจพิชิตพระอำนาจแห่งพระองค์ได้

01 พฤษภาคม 2554

อะบูละฮับ บินอับดิลมุฏฏอลิบ


ซูเราะฮฺอัลมะสัด

ด้วยพระนามแห่งอัลลอหฺ พระผู้ทรงเมตตายิ่ง พระผู้ทรงปรานียิ่ง
{111:1} มือทั้งสองของอะบูละฮับจงพินาศ และเขาก็พินาศแล้ว
{111:2} ทรัพย์สมบัติของเขา และสิ่งที่เขาได้ขวนขวายเอาไว้นั้น ไม่ได้อํานวยประโยชน์แก่เขาเลย
{111:3} เขาจะเข้าไปเผาไหม้ในนรกที่มีเพลิงลุกโชน
{111:4} ทั้งภริยาของเขาด้วย นางเป็นผู้แบกฟืน
{111:5} ที่คอของนางมีเชือกถักด้วยใยอินทผาลัม


อ่านซูเราะฮฺ อัลมะสัด ที่กล่าวถึงอะบูละฮับ กันมาหลายร้อยเที่ยว วันนี้เรามารู้จักอะบูละฮับกันหน่อยว่าเขาเป็นใคร?

อะบูละฮับ บินอับดิลมุฏฏอลิบ คือลุงของศาสนทูตมุหัมมัดเอง ที่ตั้งตัวเป็นศัตรูต่อศาสนทูตตั้งแต่การประกาศศาสนาครั้งแรก เพราะต้องการรักษาผลประโยชน์ของตน และรักษามิตรภาพกับเหล่าผู้นำชาวมุชริกในมักกะฮฺ การต่อต้านของอะบูละฮับย่อมเกิดผลเสียอย่างรุนแรงต่อการเผยแผ่ศาสนาอิสลาม เพราะผู้คนต่างก็คิดว่า การที่คนในตระกูลของศาสนทูตมุหัมมัดเองออกมาต่อต้าน ทำให้การประกาศศาสนานั้นเป็นที่น่าสงสัยว่าเป็นสัจจะหรือไม่ เขาเป็นเศรษฐีคนหนึ่งในมักกะฮฺ มีภรรยาชื่อ อุมมุญะมีล ซึ่งเป็นน้องสาวของ อะบูสุฟยาน หัวหน้าชาวมุชริกในมักกะฮฺ ผู้ซึ่งทำศึกสงครามกับศาสนทูตมุหัมมัดตลอดชีวิต

อะบูละฮับ เสียชีวิตหลังสงครามบะดัร (ฮ.ศ 2/ค.ศ. 624) ด้วยโรคประหลาด ร่างกายของเขามีแผลพุพองมีน้ำหนองไหลออกมา เมื่อตายไปแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดกล้ามาอาบน้ำศพ มีบางคนที่สาดน้ำใส่ศพของเขา แล้วช่วยกันโยนก้อนหินบนศพเป็นกองพะเนิน จนกระทั่งปิดศพจนมิดชิด

25 มิถุนายน 2553

ฟ้าชั้นต่ำทึ่สุด และชุมชนชั้นสูงที่สุด

มีคนเขาสงสัยว่าทำไม ผมแปลแตกต่างกับของสมาคมศิษย์เก่าอาหรับ ในโองการต่อไปนี้

{37:6} แท้จริง เราได้ประดับท้องฟ้าชั้นต่ำอย่างสวยงามด้วยเหล่าดวงดาว
{37:7} และเพื่อเป็นการป้องกันจากชัยฏอนพยศทุกตัว
{37:8} พวกมันไม่อาจแอบฟังชุมชนชั้นสูงสุดได้ และพวกมันจะถูกขว้างปาจากทุก ๆ ด้าน

ศิษย์เก่าแปลว่า

37-6. แท้จริง เราได้ประดับท้องฟ้าแห่งโลกดุนยาอย่างสวยงามด้วยดวงดาวทั้งหลาย
37-7. และเพื่อป้องกันจากชัยฏอนมารร้ายทุกตัวที่ดื้อรั้นพยศ
37-8. พวกมันจะไม่สามารถรับฟัง (จากมะลาอิกะฮฺผู้อยู่) ในชั้นฟ้าชั้นสูงได้ และพวกมันจะถูกขว้างจากทุกๆ ด้าน

คำตอบ

1) อัดดุนยา {37:6} แปลว่า "ต่ำ" ไม่ได้แปลว่า "โลก" อย่างที่มุสลิมในประเทศไทยเข้าใจกัน เพราะ"ดุนยา"ที่คนไทยใช้ทับศัพท์นั้น อันที่จริงแปลว่า ชีวิตโลกนี้ เป็นคำว่าที่มาจาก "อัลฮะยาต อัดดุนยา" ในภาษาอาหรับ แปลว่า "ชีวิตอันต่ำ" ก็คือชีวิตปัจจุบันในโลกนี้ ซึ่งตรงกันข้ามกับ "อัลอาคิเราะหฺ" นั่นคือชีวิตโลกหน้า หรือปรโลก ดุนยา จึงไม่ได้แปลว่า โลก หรือลูกโลก

อัสสะมาอ์ อัดดุนยา ก็คือฟ้าที่ต่ำที่สุด นั่นคือฟ้าของโลก ที่ติดอยู่กับโลก ซึ่งประกอบดวงดาว กาแลกซี่ต่าง ๆ และเทหวัตถุอื่น ๆ

2) อัลมะละอ์ อัลอะอฺลา ใน {37:8} แปลว่า "ชุมชนชั้นสูง" เพราะคำว่า "อัลมะละอ์" แปลว่า หมู่ชน ชุมชน ชุมนุมชน บางครั้งก็แปลว่า ชนชั้นนำ ส่วนคำว่า "อัลอะอฺลา" แปลว่า "สูงที่สุด"

31 สิงหาคม 2552

พิมพ์ผิด ขาดตก บกพร่องจากคำแปลของสมาคมศิษย์เก่าอาหรับ

ต่อไปนี้คือที่ข้าพเจ้าพบว่า พิมพ์ผิด ขาดตก บกพร่อง (ลืมแปล) หรือแปลผิด จากคำแปลของสมาคมศิษย์เก่าอาหรับ ซึ่งข้าพเจ้าจะนำมาจดไว้ที่นี้ ทุกครั้งที่เจอ

ศิษย์เก่าฯ
{6:123} และทำนองนั้นแหละ เราได้ให้มีขึ้นในแต่ละเมือง ซึ่งบรรดาบุคลสำคัญ ๆ เป็นผู้กระทำความผิดแห่งเมืองนั้น ๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้วางอุบายหลอกลวง นอกจากตัวของพวกเขาเอง แต่พวกเขาหารู้สึกไม่

อะบูอิสรอฟีล --> {6:123} และในทำนองนั้นแหละ ในแต่ละเมือง เราได้ปล่อยให้มีบรรดาอาชญากรใหญ่ เพื่อที่พวกเขาจะได้วางอุบายหลอกลวงในเมืองนั้น และพวกเขาจะไม่วางอุบายหลอกลวง นอกจากตนเอง แต่พวกเขาไม่รู้ตัว



ศิษย์เก่าฯ {10:19} ... และหากมิใช่ลิขิตได้บันทึกที่พระเจ้าของพวกเจ้าแล้ว ... (บุรุษที่สอง พหูพจน์)
อะบูอิสรอฟีล --> {10:19} ... ... พระเจ้าของเธอ (บุรุษที่สอง เอกพจน์)

-----
ศิษย์เก่าฯ {13:25} และบรรดาผู้ทำลายพันธะของอัลลอฮฺ หลังจากที่ได้ให้คำมั่นสัญญาแก่พระองค์ และพวกเขาตัดขาดสิ่งที่อัลลอฮฺทรงใช้ให้เขาต่อ (ประโยคที่แปลเป็นกัตตุตวาจก)
อะบูอิสรอฟีล --> {13:25} และบรรดาผู้ทำลายสนธิสัญญาแห่งอัลลอหฺ หลังจากที่ได้ให้คํามั่นสัญญาแก่พระองค์และพวกเขาตัดขาดสิ่งที่อัลลอหฺบัญชาให้มีการสานต่อ (ประโยคเดิมเป็นกรรมวาจก หรือ มับนี ลิลมัจญ์หูล)
-----
ศิษย์เก่าฯ {13:38} และโดยแน่นอน เราได้ส่งบรรดาศาสนทูตมาก่อนหน้าเจ้า และเราได้ให้พวกเขามีภริยาและลูกหลาน และไม่บังควรแก่รอซูลที่จะนำมาซึ่งสัญญาณ (ปาฏิหาริย์) ใด ๆ เว้นแต่โดยอนุมัติของอัลลอหฺ สำหรับทุกสิ่งอย่างนั้น มีบันทึกไว้แล้ว
อะบูอิสรอฟีล --> {13:38} และโดยแน่นอน เราได้ส่งบรรดาศาสนทูตมาก่อนหน้าเธอ และเราได้ให้พวกเขามีภริยาและลูกหลาน และไม่บังควรแก่ศาสนทูตที่จะแสดงอภินิหารสัญญาณใด ๆ เว้นแต่โดยอนุมัติของอัลลอหฺ สำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนั้น มีบันทึกไว้แล้ว

-----

ศิษย์เก่าฯ {16:56} และพวกเขาตั้งสิ่งที่พวกเขาไม่รู้ (ให้เป็นเจว็ด) อันเป็นส่วนได้จากสิ่งทีเราได้ให้ปัจจัยยังชีพแก่พวกเขา

อะบูอิสรอฟีล -->{16:56} และแก่(เจว็ด)ที่พวกเขาไม่รู้จักคุณโทษนั้น พวกเขาพลีบางส่วนจากสิ่งที่เราได้ให้แก่พวกเขาเป็นปัจจัยยังชีพ

-----

ศิษย์เก่าฯ {16:67} และจากผลของต้นอินทผาลัมและองุ่น พวกเจ้าได้จากมันมาเป็นทั้งของมึนเมาและอาหารที่ดี

อะบูอิสรอฟีล --> {16:67} และจากผลของต้นอินทผาลัมและองุ่น พวกเธอได้เอามันมาเป็นทั้งของมึนเมาและอาหารที่ดี

-----

ศิษย์เก่าฯ {22:39} สำหรับบรรดาผู้ที่(ถูกโจมตีนั้น)ได้รับอนุญาตให้ต่อสู้ได้ เพราะพวกเขาถูกข่มเหง

อะบูอิสรอฟีล --> {22:39} สำหรับบรรดาผู้ที่ถูกโจมตีนั้นได้รับอนุญาต(ให้ต่อสู้ได้) เพราะพวกเขาถูกข่มเหง

-----

ศิษย์เก่าฯ {23:66} แน่นอนโองการทั้งหลายของเราถูกนำมาอ่านแก่พวกเจ้า แล้วพวกเจ้าก็หันสันเท้าของพวกเจ้ากลับ {23:67} พวกเขาหยิ่งจองหองต่ออัลกุรอาน พวกเขาจับกลุ่มสนทนากันในเวลากลางคืน

อะบูอิสรอฟีล --> {23:66} แน่นอนโองการทั้งหลายของเราถูกนำมาอ่านแก่พวกเธอ แล้วพวกเธอก็หันสันเท้าของพวกเธอกลับ {23:67} อย่างเย่อหยิ่งต่ออัลกุรอาน ในยามค่ำคืนพวกเธอจับกลุ่มสนทนากัน

-----
ศิษย์เก่าฯ {63:8} พวกเขากล่าวว่า "ถ้าเรากลับไปยังนครมะดีนะฮฺ พวกที่มีเกียรติกว่าจะขับไล่พวกที่ต่ำต้อยออกจากนครมะดีนะฮฺ

อะบูอิสรอฟีล --> {63:8} พวกเขากล่าวว่า "ถ้าเรากลับไปยังนครมะดีนะหฺ ผู้ที่มีเกียรติที่สุดจะขับไล่ผู้ที่ต่ำต้อยที่สุดออกจากนครมะดีนะหฺ" (เพราะพวกมุนาฟิกีนอ้างว่า ผู้ที่มีเกียรติที่สุดคืออับดุลลอหฺ จะขับไล่ผู้ที่ต่ำต้อยที่สุด นั่นคือนบีมุฮัมมัด ออกจากนครมะดีนะหฺ และคำว่า อะอัซซุ และ อะซัลลุ เป็นคำเอกพจน์)

23 สิงหาคม 2552

คำนำของตัฟสีรอัลกุรอาน ซูเราะหฺอันนูร (บท รัศมี)

เพื่อแสดงความโปรดปรานของอัลลอหฺ ที่ได้ประทานแก่ข้าพเจ้า ให้ได้พบกับตัฟสีรที่ข้าพเจ้าเคยเขียนไว้เมื่อ 21 ปีที่แล้ว ข้าพเจ้าก็อดใจรอไม่ได้ที่จะนำบทความเหล่านั้นเอามาลงในบลอกนี้ เพื่อเป็นวิทยาทาน และเพื่อได้รับใช้พี่น้องมนุษย์ทั้งหลาย

***************************
24. ซูเราะฮฺอันนูร (บท รัศมี)

ซูเราะฮฺอันนูร อันมีความหมายว่า "รัศมี" เป็นซูเราะฮฺมะดะนียะฮฺ มีทั้งหมด 64 โองการ สาเหตุที่ตั้งชื่อเช่นนี้ ก็เพราะว่ามีคำว่า "นูร" ในโองการที่ 35 และเพราะว่าซูเราะฮฺนี้ได้ประมวลบทบัญญัติ และจริยธรรมอันประเสริฐ อันเปรียบเสมือนรัศมีอันโชติช่วง นำทางมนุษยชาติสู่แนวทางที่ที่ยงธรรม

ซูเราะฮฺนี้ ได้ระบุถึงกฎบญญัติที่สำคัญหลายประการ อันเกี่ยวข้องกับสมาชิกในครอบครัวและในสังคม พร้อมกันนี้ยังได้ชี้แจงการแก้ปัญหาความเสื่อมเสียของสังคม อันเนื่องมาจากการผิดประเวณี และการใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์ ด้วยการลงโทษทัณฑ์ที่ยุติธรรมและมีผลดีที่สุด

กฎบัญญัติที่ระบุในซูเราะฮฺนี้มี เช่น

1. การลงโทษอาชญากรรมผิดประเวณี (ซินา)
2. การลงโทษผู้ปรักปรำหรือกล่าวหาผู้อื่นว่าผิดประเวณี
3. กฎบัญญัติเกี่ยวกับผู้ปรักปรำหรือกล่าวหาภรรยาของตนว่ามีชู้
4. การสาบาน
5. กฏของการสมรสกับผู้ที่เคยผิดประเวณี, คำสั่งให้ชายโสดหรือหญิงโสดมีคู่ครอง
6. การเข้าเคหะสถานของผู้อื่น
7. การบรรลุศาสนภาวะ
8. การแต่งกายของสตรี
9. มารยาทในครอบครัวและสังคม

นอกจากนี้ ซูเราะฮฺนี้ยังได้ระบุถึงสัญลักษณ์แห่งพระเดชานุภาพของพระองค์ ในการดลบันดาลกลางวันกลางคืน การบันดาลสิ่งชีวิตมาจากน้ำ พระองค์เพียงผู้เดียวเป็นพระผู้ทรงสิทธิ์ในมวลการสดุดีของสรรพสิ่งในฟากฟ้าและแผ่นดิน

อุมัร อิบนุลค่อฎฎอบ ได้กล่าวในสาส์นที่ส่งไปที่ชาวกูฟะหฺ ในอิรัคว่า "พวกท่านทั้งหลายจงสอนซูเราะฮฺอันนูรแก่ภรรยาของท่าน" แสดงถึงความสำคัญของซูเราะฮฺนี้

ช่วงเวลาแห่งการประทานซูเราะฮฺ

ซูเราะฮฺนี้ถูกประทานลงมาหลังจากการทำสงครามกับพวกยิวบะนูมุศเฏาะลิก ในเดือนชะอฺบาน ปี ฮ.ศ. 6 ซึ่งเป็นซูเราะฮฺที่ถูกประทานหลังซูเราะฮฺอัลอะฮฺซาบ

ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์

หลังจากที่กองทัพอิสลามได้รับชัยชนะในสงครามบะดัร ในปี ฮ. ศ. 2 ศาสนาอิสลามก็เริ่มเข้มแข็งขึ้น จนกระทั่งกองกำลังพันธมิตรของข้าศึกในสงครามคอนดักซึ่งมีจำนวนถึง 10,000 นาย ไม่สามารถที่จะบดขยี้กองทัพอิสลามได้ แม้ว่าจะมีการปิดล้อมนครมะดีนะฮฺอยู่ถึงหนึ่งเดือนก็ตาม เป็นนิมิตรหมายว่า การรุกรานของบรรดาผู้ปฏิเสธได้มาถึงจุดยุติแล้ว และพวกเขาจะเป็นฝ่ายรับศึกและต้องพ่ายแพ้ตลอดไป ท่านนบีกล่าวว่า “พวกกุเรชจะไม่โจมตีพวกท่านอีก หลังจากปีนี้ของพวกท่าน แต่พวกท่านจะเป็นผู้รุกพวกเขา"

เมื่อพวกมุชริก(ผู้ตั้งภาคี)อาหรับและพวกยิวไม่สามารถบดขยี้อิสลามในสนามรบได้ พวกเขาก็เปลี่ยนกลยุทธ โดยการเปิดแนวโจมตีด้านจริยธรรม ด้วยการสร้างปัญหาและความแตกแยกในสังคมอิสลาม เพราะพวกเขาตระหนักดีว่า สาเหตุที่มุสลิมประสบชัยชนะในสงครามทุกครั้งที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่ด้วยความเหนือกว่าของกำลังพลหรือยุทโธปกรณ์ แต่เนื่องจากพวกเขามีจริยธรรมและระเบียบวินัยอันสูงส่ง มีท่านนบีและสาวกหลายคนเป็นกำลังใจ ที่คอยผนึกกำลังของพวกเขา

พวกเขาเริ่มเปิดฉากการทำลายล้างจริยธรรมและความสามัคคีนี้ โดยมีพวกมุนาฟีก(พวกสับปลับ)ในนครมะดีนะฮฺ ซึ่งอยู่ในคราบของมุสลิมคอยช่วยเหลือ โอกาสทองของพวกเขามาถึง เมื่อท่านนบีสมรสกับซัยนับ บุตรีญะฮัช ซึ่งพวกเขาใช้โอกาสนี้สบประมาทท่านนบี ด้วยการกุเรื่องร้ายขึ้นและกระจายข่าวออกไปว่า วันหนึ่งมุหัมมัดได้เห็นภรรยาของเซด บินษาบิต บุตรบุญธรรมของเขา โดยบังเอิญ เมื่อลมพัดจนถลกม่านขึ้น มุหัมมัดจึงเห็นเสน่ห์ของนาง จึงออกอุบายให้เซดหย่านาง แล้วเขาก็แต่งงานกับนาง

ความจริงแล้ว นบีมุหัมมัดรู้จักซัยนับ บุตรีของญะฮัชมาเป็นเวลานานตั้งแต่นางยังเป็นเด็ก เพราะซัยนับเป็นบุตรีของนางอุมัยมะหฺ ซึ่งเป็นพี่สาวของอับดุลลอฮฺ บิดาของท่าน และท่านนบีก็ได้สั่งให้ซัยนับแต่งงานกับเซด ซึ่งในอดีตเคยเป็นทาส ที่ท่านนบีซื้อมาแล้วปล่อยให้เป็นไท แล้วก็อยู่ในครอบครัวของท่าน ผู้คนก็เลยเรียกขานเซดว่า เซด บินมุหัมมัด คือเป็นบุตรของมุหัมมัด เมื่อบิดาและญาติพี่น้องจากเอธิโอเปียมาตามตัวกลับไป เซดก็ไม่ยอมกลับ ขออยู่กับนบีมุหัมมัดต่อไป ซัยนับซึ่งมีเชื้อสายกุเรช ซึ่งถือว่าเป็นเผ่าที่มีเกียรติมากที่สุดในอาระเบีย ก็ปฏิเสธที่จะแต่งงานกับอดีตทาส ซึ่งมีผิวสีดำ เหตุที่นบี(ศ)สั่งให้นางแต่งงานกับเซด ก็เพื่อแสดงให้เห็นในทางปฏิบัติว่า ไม่ว่าจะเป็นชาวกุเรช หรือเป็นอดีตทาส ต่างก็มีความเสมอภาคกันในอิสลาม เมื่อซัยนับได้สดับฟังพระโองการแห่งอัลลอฮฺ ที่ห้ามไม่ให้ศรัทธาชนขายหญิงขัดขืนการตัดสินของท่านนบี(ศ) นางก็จำใจยอมแต่งงานกับเซด แม้ว่าทั้งสองจะได้อยู่กินกันฉันสามีภารยาชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้ว ซัยนับก็ไม่อาจจะดีกับเซดได้ เนื่องด้วยนางไม่สามารถที่จะยอมรับจริยธรรมอิสลามเรื่องความเสมอภาคอันนี้ ท่านนบีก็ตักเตือนให้เซดอดทน แต่ในที่สุดทั้งสองก็ต้องหย่าจากกัน โดยที่ซัยนับยอมคืนสินสอดให้แก่เซด ซึ่งเป็นสวนผลไม้ แล้วหลังจากนั้นอัลลอหฺได้บัญชาให้นบีมุหัมมัด แต่งงานกับนาง ซึ่งท่านนบีรู้สึกไม่สบายใจ หรือรู้สึกอับอายเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นที่ครหาว่าท่านแย่งเอาลูกสะใภ้มาเป็นภารยา

ผู้ที่มีส่วนในการรุกข่าวเท็จนี้ คือ อับดุลลอฮฺ บินอุบัยย์ ซึ่งเป็นบุตรนางสะลูล ซึ่งเป็นคนในเผ่าค่อซร่อจญฺ์ ผู้ซึ่งเป็นคนสำคัญคนหนึ่งของนครมะดีนะหฺ ก่อนหน้าที่ท่านนบีจะอพยพสู่นครมาดีนะฮฺ ชาวนครมะดีนะฮฺเคยมีความตั้งใจที่จะสถาปนาเขาเป็นกษัตริย์ สถานการณ์ได้ผันเปลี่ยนไป เมื่อรัฐอิสลามถูกก่อตั้งขึ้นในนครมะดีนะฮฺ และนบีมุหัมมัดได้กลายเป็นประมุขที่ผู้คนเคารพรัก อับดุลลอฮฺ บินอุบัยก็เริ่มหมดความสำคัญลง ถึงแม้ว่าเขาจะเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม แต่ความอิจฉาริษยาที่เขามีต่อท่านนบีได้ผลักดันให้เขาเป็นคนสับปลับ ด้านนอกเป็นมุสลิม แต่ในใจเป็นกาฟิร เขาเริ่มเล่นบทบาททางการเมือง รวบรวมสมาชิกที่มีใจเหมือนกัน เป็นพันธมิตรกับพวกมุชริกในมักกะหฺและอาระเบีย เริ่มคิดการใหญ่หมายจะโค่นล้มศาสนาอิสลาม และสังหารท่านนบีมุหัมมัด ในที่สุดเขาก็ถูกขนานนามว่า "หัวหน้าพวกสับปลับ"

ในเดือนชะอฺบาน ปี ฮ.ศ. 6 ท่านนบี(ศ)ทราบว่า ชาวยิวเผ่ามุศเฏาะลิกได้เตรียมการจัดทัพเพื่อทำสงครามกับชาวมุสลิม และพยายามชักชวนชนเผ่าอื่น ๆ ทั้งอาหรับละยิวมาร่วมการสงคราม ท่านจึงกรีฑาทัพเข้าโจมตีเผ่ามุสเฏาะลิกโดยที่พวกเขาไม่ทันตั้งตัว จนกองทัพอิสลามสามารถจับกุมผู้คนในเผ่ามุสเฏาะลิกและริบทรัพย์สินต่าง ๆ ได้ ในระหว่างที่ท่านนำทัพกลับมายังนครมะดีนะฮฺ ท่านนบีก็สั่งให้หยุดทัพในสถานที่แห่งหนึ่งใกล้กับบ่อน้ำมุร่อยสีอฺของพวกยิว วันนั้นเกิดมีการถกเถียงระหว่างคนใช้ของอุมัรกับพันธมิตรคนหนึ่งของเผ่าค่อศร่อจญ์เกี่ยวกับวิธีการตักน้ำขึ้นมาจากบ่อ จนเรื่องลุกลามกลายเป็นการวิวาทระหว่างพวกมุฮาญิรีน (ชาวมักกะฮฺที่อพยพมาอยู่มะดีนะฮฺ) กับพวกอันศอร (มุสลิมชาวเมืองมะดีนะฮฺดั้งเดิม) อับดุลลอฮฺ บินอุบัยย์ ได้ทีจึงใช้โอกาสนี้ยุยงพวกอันศอรว่า "อุปมาพวกเรากับพวกมูฮาญิรีน อุปมัยดั่งคำโบราณที่ว่า จงเลี้ยงสุนัขของเจ้าให้อ้วน แล้วมันจะกินเจ้า" แล้วประกาศแก่พวกมุฮาญิรีนว่า "หากเรากลับสู่นครมดีนะหฺ ผู้ที่มีเกียรติกว่า คือ(คือเขาเอง)จะต้องขับไล่ผู้ต่ำต้อยกว่า(คือท่านนบี)ออกจากเมืองนี้" (ซูเราะฮฺอัลมุนาฟิกูน : 8)

เมื่อท่านนบี(ศ)ทราบเรื่องนี้เข้า ก็สั่งให้ยกทัพกลับนครมะดีนะฮฺทันที โดยห้ามหยุดพักระหว่างทาง เพราะท่านมีกุศโลบายจะให้เหล่าทหารอ่อนเพลียจนไม่มีโอกาสพูดคุยในเรื่องที่เกิดขึ้น จนถึงเวลาเที่ยงของวันต่อมา แต่ถึงกระนั้นก็ตาม อับดุลลอฮฺ บินอุบัยย์ ก็ยังได้ฉวยโอกาสถึงสองครั้ง เพื่อลบหลู่เกียรติของท่านนบี(ศ)และครอบครัวของท่าน ซึ่งรายละเอียดจะนำมาเสนอเมื่ออธิบายพระโองการที่เกี่ยวข้องในซูเราะฮฺนี้

01 สิงหาคม 2552

จะแปลพระโองการ {37:130} อย่างไร?

มีปัญหาจะแปลพระโองการ {37:130} อย่างไร? บ้างก็ตีความหมาย "อิลยาซีน" คือ آلِ ياسِينَ "อาลุ ยาซีน"แปลว่า วงศ์วานของยาซีน และคิดว่า ยาซีน เป็นชื่อของนบีมุฮัมมัดชื่อหนึ่ง ถ้าแปลออกมาเป็นไทย ก็จะเป็น:

{37:130} ศานติจงมีแด่วงศ์วานของยาซีน

แต่ข้าพเจ้าเข้าใจ อย่างที่ อัฏฏอบะรีย์และนักตัฟซีรท่านอื่นเข้าใจ ว่าพระโองการนี้จะต้องแปลว่า

{37:130} ศานติจงมีแด่อิลยาซีน

อิลยาซีน นี้เข้าใจได้สองแง่ หนึ่งก็คือเป็นชื่อของ อิลยาส ในภาษาอาหรับ สองก็คือเป็นคำพหูพจน์ หมายถึงพวกของอิลยาส

อิลยาส หรือ อิลยาซ ภาษาฮิบรู เอลียะหฺ ภาษากรีก เอลียาส เป็นนบีคนหนึ่งในปาเลสไตน์ มีชีวิตอยู้ในราว 870 ปี ก่อน ค.ศ. หลังนบีสุลัยมานราว 100 ปี

อิลยาสไม่มีคัมภีร์เป็นของตน แต่ใช้คัมภีร์เตารอหฺของมูซา เหมือนศาสนทูตคนก่อน ๆ กษัตริย์ของเผ่าอิสรออีลในแคว้นยะหูดะหฺ (ยูดาห์)ในสมัยนั้นคือ อัคอาบ (ภาษาอังกฤษ อาฮาบ ภาษาฮิบรู อัคอาบ) บุตรของกษัตริย์อมรี ซึ่งได้แต่งงานกับนางเอซาเบล (อังกฤษ Jezebel ภาษาฮิบรู เอซาเบล) เจ้าหญิงแห่งเฟนิเซีย เมื่อนางได้เป็นราชินี ก็มีอำนาจเหนือสามี บังคับให้สามีนับถือบูชาเทวรูปเหมือนตน และได้ก่อสร้างวิหารเพื่อประดิษฐานเทวรูป บะอัล ซึ่งเป็นที่บูชาของชาวเฟนิเซีย นอกจากนี้ยังสนับสนุนการผิดประเวณี และการทำอนาจารต่าง ๆ อย่างโจ่งแจ้ง บรรดานบีต่าง ๆ ในแผ่นดินที่ต่อต้านการกระทำอันชั่วร้ายนี้ก็ถูกนางสั่งให้สังหารเป็นจำนวนมาก

ศาสนทูตอิลยาสจึงตักเตือนเผ่าอิสรออีลให้หยุดบูชารูปปั้น และหยุดทำความเชื่อ เมื่อไม่สามารถที่จะยับยั้งได้ ศาสนทูตอิลยาสจึงรวบรวมพลเพื่อต่อสู้กับพวกผู้นำของศาสนาบะอัล เมื่ออัคอาบตาย นางเอซาเบลก็ยังคงยืมอำนาจของ อะคาซียะห บุตรชายที่ขึ้นมาเป็นกษัตริย์แทนบิดา เมื่อ อะคาซียะห ถูกฆ่าตายในสงครามกับชนชาติอื่น นางก็ยังยืมอำนาจของ เยโฮรัม บุตรชายอีกคนที่ขึ้นมาเป็นกษัตริย์แทนพี่ชาย

อิลยะสะอฺ ผู้เป็นศิษย์และศาสนทูตสืบทอดอิลยาสก็ได้สั่งให้ เยฮู เป็นผู้นำศรัทธาชนต่อสู้กับกษัตริย์เยโฮรัมจนกระทั่งเยโฮรัมถูกฆ่า เยโฮรัมได้กลับมาจัดการกับนางเอซาเบล โดยสั่งให้เหล่าขันทีฆ่านางด้วยการโยนนางทิ้งทางหน้าต่าง หลังจากนั้นเยฮูก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์แห่งยะหูดะหฺตั้งแต่นั้นมา

30 กรกฎาคม 2552

รู้วิธีการทำสงคราม หรือว่ารู้ว่าจะมีสงคราม

เมื่อวานทั้งวันมัวแต่แปลซูเราะหฺอาลุอิมรอน ก็ยังไม่จบสักที มาถึงโองการ



นักตัฟซีรเข้าใจประโยคนี้ได้สองแง่ หนึ่งหมายความว่า "หากเรารู้การสู้รบ (สู้รบเป็น) เราก็คงตามพวกท่านไปด้วยแล้ว" สอง "หากเรารู้ว่าจะเกิดการสงครามจริง เราก็คงตามพวกท่านไปด้วยแล้ว (นึกว่าไม่มีสงคราม จึงไม่ได้ไปด้วย)" ตำราตัฟซีรต่าง ๆ รายงานว่า อับดุลลอหฺ บินอุบัยย์ บินสะลูล หัวหน้าพวกสัปหลับในนครมะดีนะหฺ พูดคำว่า "เลา นะอฺละมุ กิตาลัน ลัตตะบะอฺนากุม" เพื่อแก้ตัว หลังจากที่ได้สั่งการให้พรรคพวกประมาณ 300 นาย ถอยทัพกลับจากสงครามอุฮุด

คำแปลของข้าพเจ้าจึงออกมาในรูปนี้

{3:167} และเพื่อพระองค์จะทรงได้รู้จักผู้ที่กลับกลอก และได้ถูกกล่าวแก่พวกเขาว่า
"จงมาต่อสู้ในทางของอัลลอหฺกันเถิด หรือไม่ก็จงป้องกัน"
พวกเขากล่าวว่า "หากเรารู้การสู้รบ เราก็คงตามพวกท่านไปแล้ว"
ในวันนั้นพวกเขาอยู่ใกล้กับการปฏิเสธศรัทธายิ่งกว่าการศรัทธา
พวกเขาพูดสิ่งที่ไม่มีอยู่ในหัวใจของตนนั้นกับปาก
และอัลลอหฺนั้นทรงรู้ยิ่งในสิ่งที่พวกเขาปกปิดกัน

ครุ่นคิดเป็นชั่วโมง เพื่อคำ ๆ เดียว

ไม่ใช่ว่า พอมีคนแปลมาแล้วหลายคน จะช่วยให้คุณแปลอัลกุรอานได้ง่ายขึ้นเสมอไป บางครั้งคุณต้องนั่งคิดเป็นชั่วโมง กว่าจะหาคำที่คุณต้องการมาได้ เมื่อวานซืนปิดคอมพิวเตอร์แล้วก็เพิ่งนึกได้ว่าจะแปลว่าอย่างไร จึงรีบเขียนคำนั้นลงบนแผ่นกระดาษ Post It (ของปลอม) แล้วแปะติดที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ไปละหมาดศุบฮฺ แล้วนอน ตื่นเช้ามาจึงไปค้นหาความหมายในตำราตัฟซีร ก็พบว่าความหมายเป็นอย่างที่เราจะคิดจริง โองการที่กำลังแปลนั้นคือ {3:122}

ซึ่งสมาคมศิษย์เก่าแปลว่า
122. จงรำลึกถึงขณะที่สองกลุ่มในหมู่พวกเจ้ารู้สึกอ่อนแอและขลาด และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงคุ้มครองทั้งสองกลุ่มนั้นไว้ แด่อัลลอฮฺมุมินทั้งหลายจงมอบหมายเถิด
มานั่งคิดว่า คำแปลดังกล่าวมันห่างจากแม่บทไปหน่อย ในที่สุดเราก็เลยตัดสินใจแปลอย่างนี้:

{3:122} จงรำลึกขณะที่สองกลุ่มในหมู่พวกเธอมัวแต่กังวลว่าจะล้มเหลว
และอัลลอหฺทรงเป็นพระผู้ทรงคุ้มครองทั้งสองกลุ่มนั้นไว้
และต่ออัลลอหฺนั้น ศรัทธาชนจงไว้วางใจ

27 กรกฎาคม 2552

เหรียญดีนาร์ในอัลกุรอานจะแปลว่าอย่างไร

{3:75} และในหมู่ชาวคัมภีร์นั้น มีผู้ที่หากเธอฝากทองคำมากมายก่ายกองไว้กับเขา เขาก็จะคืนมันแก่เธอ และในหมู่พวกเขานั้น มีผู้ที่หากเธอฝากเหรียญดีนาร์เพียงเหรียญเดียว เขาก็จะไม่คืนมันแก่เธอ นอกจากเธอจะยืนเฝ้าคอยทวงจากเขา ..."

เหรียญดีนาร์ในสมัยนบีมุหัมมัดทำด้วยแร่เงินบริสุทธิ์มีน้ำหนักประมาณ 3 กรัม ซึ่งเป็นเหรียญที่ผลิตในอาณาจักรเปอร์เซีย แต่ชื่อดีนาร์นั้นมาจากภาษาละติน denarius เหรียญดีนาร์เพิ่งจะมาทำด้วยทองคำมีน้ำหนัก 4.25 กรัม ในปี ฮ.ศ. 77 ในสมัยของอับดุลมะลิก บินมัรวาน คอลีฟะหฺอาณาจักรอุมัยยะหฺ ส่วนเหรียญที่ทำด้วยเงินนั้นก็เปลี่ยนชื่อไปเรียกว่า ดิรฮัม ตามภาษากรีก แต่ยังคงรักษาน้ำหนักเดิม


เหรียญเงินจากอาณาจักรซาซานียะหฺ (เปอร์เซีย) ผลิตในสมัยการปกครองของคุสเราที่สอง (กิสรอ)
เป็นเหรียญที่ใช้ในสมัยนบีมุฮัมมัด

ค่าของเงินดีนาร์ ในสมัยนบีมุหัมมัดจึงเป็นเงินเพียงเล็กน้อย ซื้อไก่ได้หนึ่งตัว ค่าของดีนาร์ในสมัยนบี (เงิน 3 กรัม) มีค่าในปัจจุบัน (ปี 2009) เป็นเงิน 1.35 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 45 บาท ในขณะที่ดีนาร์ทองคำในสมัยอุมะวียะหฺและอับบาสียะหฺ มีค่าในปัจจุบันประมาณ 124 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4250 บาท อัลกุรอานมีจุดประสงค์จะบอกว่า พวกยิวที่คดโกงนั้น แม้ฝากเงินเหรียญแค่เหรียญเดียว ก็ไม่ยอมคืนให้แก่เจ้าของ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงไม่เป็นการถูกต้องที่จะแปลโองการนี้ว่า "เหรียญทองคำ" อย่างที่เขาแปลกัน ข้าพเจ้าจึงแปลว่า "เหรียญดีนาร์"

20 มิถุนายน 2552

นครอันติออค




{36:13} และจงเล่าเรื่องชาวเมืองนั้นแก่พวกเขา เมื่อมีทูตหลายคนมายังเมืองนั้น
จงเล่าเรื่องของนครอันติออคแก่ชาวอาหรับผู้ตั้งภาคี เมื่อนบีอีซาส่งทูตสามคนให้เดินทางจากปาเลสไตน์ไปเผยแผ่สาส์นของอัลลอหฺในเมืองนั้น

นครอันติออค

อันติออค เป็นชื่อเมืองโบราณแห่งหนึ่ง ปัจจุบันอยู่ในประเทศตุรกีมีชื่อ อันตาเกีย ซึ่งเป็นชื่อที่ยืมมาจากภาษาอาหรับ อันฏอกียะหฺ ซึ่งมาจากคำว่า Ἀντιόχεια อันติออเคีย ในภาษากรีก หรือ Antiochia ในภาษาละติน ก่อตั้งโดย Seleucus I ซึ่งเป็นอดีตทหารของอเล็กซานเดอร์มหาราช ในปี 300 ก่อนคริสตกาล ต่้อมาในช่วงปี 261-281 ก่อนคริสตกาล อันติออคุส ลูกครึ่งกรีกเปอร์เซียขึ้นปกครองเป็นจักรพรรดิ์ครองเมืองนี้ ตั้งแต่นั้นมาก็มีจักรพรรดิใช้ชื่อนี้หลายคน เมืองนี้จึงเป็นที่รู้จักกันในนามอันติออคสืบมา ประชาชนที่อาศัยในเมืองนี้เป็นชาวกรีก ในปี 40-39 ก่อนคริสตกาล อันติออคถูกชาวพารเธีย (เปอร์เซียโบราณ) เข้ายึดครอง และต่อมาก็ตกภายใต้อาณาจักรโรมัน

ประวัติศาสตร์ระบุว่า สาส์นของนบีอีซา (เยซู) เริ่มมาถึงอันติออคในปี 34 หรือ 36 แล้วในปี 37 ก็เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง จนจักรพรรดิ์คาลิกุลา (Caligula) แห่งโรม ซึ่งขึ้นปกครองในวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 37 ต้องส่งคนไปตรวจสอบเพื่อรายงานความเสียหาย

{36:14} เมื่อเราส่งทูตสองคนไปยังพวกเขา พวกเขาได้ปฏิเสธเขาทั้งสอง
ดังนั้น เราจึงหนุนเพิ่มด้วยทูตคนที่สาม แล้วพวกเขาได้กล่าวว่า "แท้จริงพวกเราถูกส่งมายังพวกท่าน"


เมื่ออัลลอหฺได้บัญชาให้อีซาส่งสาวกเป็นทูตนำสาส์นของอัลลอหฺคืออินญีลไปยังชาวเมืองอันติออค พวกชาวเมืองซึ่งบูชาเทวรูปของเทพเจ้าต่าง ๆ อันเป็นดาวเคราะห์บนท้องฟ้า และลุ่มหลงในโหราศาสตร์ ตามความเชื่อถือของชาวกรีกสมัยนั้น (Hellenistic religion) แต่ชาวเมืองก็ปฏิเสธคำสั่งสอนของทูตทั้งสอง อัลลอหฺจึงบัญชาอีซาให้ส่งทูตไปหนุนอีกคนหนึ่ง รวมเป็นสามคน

{36:15} พวกเขากล่าวว่า "พวกท่านมิใช่ผู้ใดอื่น นอกจากเป็นสามัญชนเช่นเดียวกับพวกเรา และพระผู้ทรงทรงเมตตามิได้ประทานสิ่งใดลงมา พวกท่านมิได้เป็นอื่นใดนอกจากกล่าวเท็จ"

พวกชาวอันติออคโต้ตอบทูตของอีซาว่า พวกทูตทั้งสามคนนั้นเป็นเพียงสามัญชนเหมือนกับชาวอันติออค ไม่ได้มีอะไรสำคัญเป็นพิเศษ และพระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ส่งสาส์นอะไรลงมาเลย พวกทูตแค่มาแอบอ้างหลอกลวงชาวบ้าน

{36:16} พวกเขากล่าวว่า "พระอภิบาลของเราทรงรู้ดียิ่งว่า แท้จริงเรา
ถูกส่งมายังพวกท่านอย่างแน่นอน
{36:17} และพวกเราไม่มีหน้าที่อื่นใด นอกจากการประกาศเชิญชวนอันชัดแจ้งเท่านั้น"


พวกทูตกล่าวตอบว่า อัลลอฮฺพระอภิบาลของพวกเขารู้ดีว่าพวกเขาไม่ได้โกหกหลอกลวง และยืนยันว่าพวกเขาได้รับคำบัญชาให้มาสั่งสอนสาส์นแห่งอัลลอหฺ

{36:18} พวกเขากล่าวว่า "แท้จริงพวกเราเห็นพวกท่านเป็นลางร้าย หากพวกท่านไม่ยอมหยุดยั้ง เราจะเอาหินขว้างพวกท่านจนตาย และแน่นอนการลงโทษอันเจ็บปวดจากพวกเราจะประสบแก่พวกท่าน"

ชาวเมืองอันติออคบอกแก่เหล่าทูตทั้งสามว่า พวกเขาเห็นพวกทูตเหล่านั้นเป็นสิ่งอัปมงคล เป็นลางร้าย จึงหักห้ามไม่ให้ทำการสอนอีกต่อไป มิฉะนั้นแล้วพวกเขาจะสังหารพวกทูตทั้งสามด้วยการทุบตีด้วยก้อนหินจนตาย หรือขู่ว่าพวกเขาประทุษร้ายพวกทูตให้เจ็บปวดอย่างสาหัส

{36:19} พวกเขากล่าวว่า "ลางร้ายของพวกท่านอยู่กับพวกท่านเอง พวกท่านได้ถูกตักเตือนมาก่อนแล้วมิใช่หรือ? ทว่าพวกท่านเป็นหมู่ชนผู้ฝ่าฝีนต่างหาก"

ทูตทั้งสามตอบว่า ลางร้ายที่พวกเขาคิด เป็นของพวกเขาเอง พวกเขาได้ถูกสอนตักเตือนมาแล้ว แต่เพราะความดื้อรั้น พวกเขาจึงยังคงปฏิเสธคำสั่งสอนของอัลลอหฺ

{36:20} และชายคนหนึ่งจากชานเมืองได้มาอย่างรีบเร่ง เขากล่าวว่า "พวกท่านจงปฏิบัติตามบรรดาทูต"
{36:21} "พวกท่านจงปฏิบัติตามผู้ที่มิได้เรียกร้องรางวัลใด ๆ จากพวกท่าน"

เมื่อได้ข่าวว่า ชาวเมืองกำลังจะประทุษร้ายทูตทั้งสาม ชายคนหนึ่งจากชานเมืองก็รีบวิ่งเข้ามาสกัดกั้นชาวเมืองไม่ให้ทำร้ายเหล่าทูต

ชายผู้นี้ บรรดาหนังสือตัฟสีรระบุว่า เขาชื่อ ฮะบีบ อันนัจญารฺ คำแรกแปลว่า คนที่รัก คำที่สองแปลว่า ช่างไม้ ซึ่งเป็นชื่อที่แปลมาจากภาษากรีกแล้ว ชื่อของเขาในภาษากรีกน่าจะเป็น ธิโอฟีลุส (Theophilus ผู้รักพระเจ้า) หรือ ฟีโล (Philo ผู้รัก) ก่อนที่บรรดาทูตจะเข้าเมืองได้พบกับฮะบีบ จึงแสดงปาฏิหาริย์ให้ฮะบีบด้วยการรักษาโรคร้ายให้แก่ฮะบีบหรือบุตรของฮะบีบ จนกระทั้งฮะบีบเลื่อมใสในศาสนาของอัลลอฮฺ เมื่อได้ข่าวว่าพวกทูตกำลังถูกทำร้าย จึงรีบเข้ามาห้ามปราม

ฮะบีบกล่าวว่า

{36:22} "และเหตุใดเล่าฉันจะไม่เคารพภักดีผู้ทรงบังเกิดฉัน และยังพระองค์เท่านั้นที่พวกท่านจะถูกนำกลับไป"
{36:23} "จะให้ฉันยึดถือพระเจ้าอื่นใด นอกจากพระองค์กระนั้นหรือ? หากพระผู้ทรงเมตตาทรงประสงค์จะก่อความทุกข์ยากแก่ฉัน การสงเคราะห์ของพวกเขาจะไม่ก่อประโยชน์อันใด
แก่ฉันเลย และพวกเขาก็มิอาจช่วยฉันให้รอดพ้น"
{36:24} "แท้จริง เมื่อนั้นฉันจะอยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้ง"
{36:25} "แท้จริงฉันศรัทธาต่อพระอภิบาลของพวกท่าน ดังนั้น พวกท่านจงฟังฉันเถิด"


เมื่อฮาบีบประกาศว่าเขาศรัทธาต่ออัลลอหฺ ชาวเมืองอันติออคก็พากันทำร้ายร่างกายจนกระทั่งฮาบีบสิ้นชีวิต วิญญาณของฮะบีบจึงได้รับการนำเข้าสวรรค์ทันที

{36:26} มีเสียงกล่าวว่า "จงเข้าในสวรรค์เถิด" เขากล่าวว่า "โอ้ มาตรว่าหมู่ชนของฉันได้รู้!"
{36:27} "ถึงการที่พระอภิบาลของฉันทรงอภัยให้แก่ฉัน และทรงทำให้ฉันอยู่ในหมู่ผู้มีเกียรติ"

มะลาอิกะฮฺกล่าวต้อนรับฮะบีบว่า "จงเข้าไปในสวรรค์เถิด" เมื่อฮะบีบเข้าสวรรค์แล้วเห็นความสุขสันต์ในนั้น ก็อุทานออกมาว่า ถ้าหมู่ชนชาวอันติออคได้เห็นว่าการตอบแทนในโลกหน้าเป็นเช่นไร ก็คงจะดี เพราะผู้ที่ได้รับการให้อภัยจากพระผู้เป็นเจ้า จะมีที่พำนักอันมีเกียรติ และได้อยู่ร่วมกับบรรดาผู้มีเกียรติ

{36:28} และเรามิได้ส่งไพร่พลลงมาจากฟากฟ้าแก่หมู่ชนของเขาหลังจากเขา และเราก็มิจำเป็นต้องส่งพวกเขาลงมา
{36:29} มันมิใช่อื่นใด นอกจากเสียงกัมปนาทเพียงหนหนึ่ง แล้วเมื่อนั้นพวกเขาก็ดับเงียบ
{36:30} น่าเวทนาต่อปวงบ่าวนัก ไม่มีศาสนทูตคนใดมายังพวกเขา เว้นแต่พวกเขาได้เย้ยหยันเขา

การที่ชาวอันติออคร่วมกันฆ่าฮะบีบ และข่มขู่ทูตทั้งสาม ทำให้พระองค์ได้ลงโทษพวกเขาด้วยการบันดาลให้เกิดเสียงกัมปนาท แล้วชาวเมืองนั้นก็ล้มตายจนหมดสิ้น พระองค์ไม่ทรงจำเป็นที่จะต้องส่งกองทัพมะลาอิกะฮฺมาจากฟ้าเพื่อทำลายพวกเขาเลย

26 พฤษภาคม 2552

บทแปลอัลกุรอานภาษาไทย

เนื่องจากคัมภีร์อัลกุรอานเป็นคัมภีร์ที่มีวาทศิลป์เลอเลิศ จึงไม่มีใครแม้แต่ผู้เดียวยอมรับว่าสามารถแปลอัลกุรอานได้ดีพอ แน่นอนทีเดียว นั่นก็เป็นการท้าทายของอัลกุรอานอีกประการหนึ่ง เพราะถ้าหากสามารถแปลเป็นภาษาอื่นให้มีอรรถรสเหมือนแม่บทได้ ความมหัศจรรย์ก็จะหมดไป อย่างไรก็ตามงานแปลเป็นที่จำเป็นต้องทำ นักวิชาการมุสลิมในแต่ละประเทศในโลกจะพยายามแปลความหมายของอัลกุรอาน ในปัจจุบันอัลกุรอานได้รับการแปลเป็นภาษาใหญ่ ๆ ของโลกทุกภาษาแล้ว

คัมภีร์อัลกุรอานได้รับการแปลเป็นภาษาไทยครั้งแรกโดยท่านอดีตจุฬาราชมนตรีต่วน สุวรรณศาสตร์ ซึ่งเป็นการแปลและอธิบายความหมายพร้อมๆกัน จึงทำให้ผู้อ่านไม่ทราบว่าแม่บทในภาษาอาหรับเป็นอย่างไร ในกลางคริสตทศวรรษที่ ๗๐ คุณดิเรก กุลสิริสวัสดิ์ ได้เป็นบรรณาธิการจัดพิมพ์ความหมายอัลกุรอานที่แปลมาจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ ซึ่งคุณครูอิสมาอีล อะหมัด ปากพยูน เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการแปลครั้งนี้

ต่อมาคุณมัรวาน สะมะอูน ได้ทุ่มเทความสามารถและกำลังกายแปลความหมายของอัลกุรอานให้กระทัดรัดขึ้นอีก พยายามรักษาสำนวนให้ใกล้เคียงกับแม่บทให้มากที่สุด ซึ่งก็ได้กลายเป็นหนังสืออ้างอิงสำหรับชาวไทยมาหลายปี แต่ก็ยังมีข้อบกพร่อง เช่นประโยคแปลถึงแม้จะตรงกับแม่บทแต่ก็ผิดกับสำนวนไทย การแปลความหมายผิด การแปลขาดตอน เป็นต้น

ต่อมาสมาคมนักเรียนเก่าอาหรับได้แปลความหมายอัลกุรอานตีพิมพ์ออกมาอีก โดยมีฟุตโนตอธิบายความหมาย ทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ดีขึ้น จึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป และถือว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดในเวลานี้ แต่การแปลนี้ ก็ยังไม่อาจแก้ปัญหาความสมดุลย์ระหว่างการพยายามรักษาคำในแม่บทเดิมและการใช้สำนวนไทยได้ อีกทั้งยังมีข้อบกพร่องเรื่องมาตรฐานในการแปล บางครั้งก็ใช้ศัพท์สูง แต่โดยปกติก็ใช้คำศัพท์ที่ง่ายเกินควร อีกทั้งการแปลขาดตอนก็มีปรากฏให้เห็นหลายที่

อีกสำนวนหนึ่งคือของคุณไซนุลอาบิดีน ฟินดี้ แต่ไม่มีอะไรพิเศษจากผลงานที่ผ่านมา

อัลกุรอานจึงท้าทายนักแปลตลอดเวลา ให้ยอมรับว่า อัลกุรอานแปลไม่ได้

ข้าพเจ้าอ่านบทแปลสำนวนต่าง ๆ แล้วก็เกิดปนิธานที่จะแปลอัลกุรอานด้วยสำนวนที่แตกต่างออกไป โดยจะเน้นความไพเราะ และความรัดกุม เป็นหลัก เป็นเวลาหลายปีที่ข้าพเจ้าเริ่มแปล และแต่ละบทก็ถูกขัดเกลาครั้งแล้วครั้งเล่า ดูเหมือนกว่าจะได้สำนวนที่ตนเองต้องการ ก็ใช้เวลาหลายปีทีเดียว