เพื่อแสดงความโปรดปรานของอัลลอหฺ ที่ได้ประทานแก่ข้าพเจ้า ให้ได้พบกับตัฟสีรที่ข้าพเจ้าเคยเขียนไว้เมื่อ 21 ปีที่แล้ว ข้าพเจ้าก็อดใจรอไม่ได้ที่จะนำบทความเหล่านั้นเอามาลงในบลอกนี้ เพื่อเป็นวิทยาทาน และเพื่อได้รับใช้พี่น้องมนุษย์ทั้งหลาย
***************************
24. ซูเราะฮฺอันนูร (บท รัศมี)ซูเราะฮฺอันนูร อันมีความหมายว่า "รัศมี" เป็นซูเราะฮฺมะดะนียะฮฺ มีทั้งหมด 64 โองการ สาเหตุที่ตั้งชื่อเช่นนี้ ก็เพราะว่ามีคำว่า "นูร" ในโองการที่ 35 และเพราะว่าซูเราะฮฺนี้ได้ประมวลบทบัญญัติ และจริยธรรมอันประเสริฐ อันเปรียบเสมือนรัศมีอันโชติช่วง นำทางมนุษยชาติสู่แนวทางที่ที่ยงธรรม
ซูเราะฮฺนี้ ได้ระบุถึงกฎบญญัติที่สำคัญหลายประการ อันเกี่ยวข้องกับสมาชิกในครอบครัวและในสังคม พร้อมกันนี้ยังได้ชี้แจงการแก้ปัญหาความเสื่อมเสียของสังคม อันเนื่องมาจากการผิดประเวณี และการใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์ ด้วยการลงโทษทัณฑ์ที่ยุติธรรมและมีผลดีที่สุด
กฎบัญญัติที่ระบุในซูเราะฮฺนี้มี เช่น
1. การลงโทษอาชญากรรมผิดประเวณี (ซินา)
2. การลงโทษผู้ปรักปรำหรือกล่าวหาผู้อื่นว่าผิดประเวณี
3. กฎบัญญัติเกี่ยวกับผู้ปรักปรำหรือกล่าวหาภรรยาของตนว่ามีชู้
4. การสาบาน
5. กฏของการสมรสกับผู้ที่เคยผิดประเวณี, คำสั่งให้ชายโสดหรือหญิงโสดมีคู่ครอง
6. การเข้าเคหะสถานของผู้อื่น
7. การบรรลุศาสนภาวะ
8. การแต่งกายของสตรี
9. มารยาทในครอบครัวและสังคม
นอกจากนี้ ซูเราะฮฺนี้ยังได้ระบุถึงสัญลักษณ์แห่งพระเดชานุภาพของพระองค์ ในการดลบันดาลกลางวันกลางคืน การบันดาลสิ่งชีวิตมาจากน้ำ พระองค์เพียงผู้เดียวเป็นพระผู้ทรงสิทธิ์ในมวลการสดุดีของสรรพสิ่งในฟากฟ้าและแผ่นดิน
อุมัร อิบนุลค่อฎฎอบ ได้กล่าวในสาส์นที่ส่งไปที่ชาวกูฟะหฺ ในอิรัคว่า "พวกท่านทั้งหลายจงสอนซูเราะฮฺอันนูรแก่ภรรยาของท่าน" แสดงถึงความสำคัญของซูเราะฮฺนี้
ช่วงเวลาแห่งการประทานซูเราะฮฺ
ซูเราะฮฺนี้ถูกประทานลงมาหลังจากการทำสงครามกับพวกยิวบะนูมุศเฏาะลิก ในเดือนชะอฺบาน ปี ฮ.ศ. 6 ซึ่งเป็นซูเราะฮฺที่ถูกประทานหลังซูเราะฮฺอัลอะฮฺซาบ
ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์หลังจากที่กองทัพอิสลามได้รับชัยชนะในสงครามบะดัร ในปี ฮ. ศ. 2 ศาสนาอิสลามก็เริ่มเข้มแข็งขึ้น จนกระทั่งกองกำลังพันธมิตรของข้าศึกในสงครามคอนดักซึ่งมีจำนวนถึง 10,000 นาย ไม่สามารถที่จะบดขยี้กองทัพอิสลามได้ แม้ว่าจะมีการปิดล้อมนครมะดีนะฮฺอยู่ถึงหนึ่งเดือนก็ตาม เป็นนิมิตรหมายว่า การรุกรานของบรรดาผู้ปฏิเสธได้มาถึงจุดยุติแล้ว และพวกเขาจะเป็นฝ่ายรับศึกและต้องพ่ายแพ้ตลอดไป ท่านนบีกล่าวว่า “พวกกุเรชจะไม่โจมตีพวกท่านอีก หลังจากปีนี้ของพวกท่าน แต่พวกท่านจะเป็นผู้รุกพวกเขา"
เมื่อพวกมุชริก(ผู้ตั้งภาคี)อาหรับและพวกยิวไม่สามารถบดขยี้อิสลามในสนามรบได้ พวกเขาก็เปลี่ยนกลยุทธ โดยการเปิดแนวโจมตีด้านจริยธรรม ด้วยการสร้างปัญหาและความแตกแยกในสังคมอิสลาม เพราะพวกเขาตระหนักดีว่า สาเหตุที่มุสลิมประสบชัยชนะในสงครามทุกครั้งที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่ด้วยความเหนือกว่าของกำลังพลหรือยุทโธปกรณ์ แต่เนื่องจากพวกเขามีจริยธรรมและระเบียบวินัยอันสูงส่ง มีท่านนบีและสาวกหลายคนเป็นกำลังใจ ที่คอยผนึกกำลังของพวกเขา
พวกเขาเริ่มเปิดฉากการทำลายล้างจริยธรรมและความสามัคคีนี้ โดยมีพวกมุนาฟีก(พวกสับปลับ)ในนครมะดีนะฮฺ ซึ่งอยู่ในคราบของมุสลิมคอยช่วยเหลือ โอกาสทองของพวกเขามาถึง เมื่อท่านนบีสมรสกับซัยนับ บุตรีญะฮัช ซึ่งพวกเขาใช้โอกาสนี้สบประมาทท่านนบี ด้วยการกุเรื่องร้ายขึ้นและกระจายข่าวออกไปว่า วันหนึ่งมุหัมมัดได้เห็นภรรยาของเซด บินษาบิต บุตรบุญธรรมของเขา โดยบังเอิญ เมื่อลมพัดจนถลกม่านขึ้น มุหัมมัดจึงเห็นเสน่ห์ของนาง จึงออกอุบายให้เซดหย่านาง แล้วเขาก็แต่งงานกับนาง
ความจริงแล้ว นบีมุหัมมัดรู้จักซัยนับ บุตรีของญะฮัชมาเป็นเวลานานตั้งแต่นางยังเป็นเด็ก เพราะซัยนับเป็นบุตรีของนางอุมัยมะหฺ ซึ่งเป็นพี่สาวของอับดุลลอฮฺ บิดาของท่าน และท่านนบีก็ได้สั่งให้ซัยนับแต่งงานกับเซด ซึ่งในอดีตเคยเป็นทาส ที่ท่านนบีซื้อมาแล้วปล่อยให้เป็นไท แล้วก็อยู่ในครอบครัวของท่าน ผู้คนก็เลยเรียกขานเซดว่า เซด บินมุหัมมัด คือเป็นบุตรของมุหัมมัด เมื่อบิดาและญาติพี่น้องจากเอธิโอเปียมาตามตัวกลับไป เซดก็ไม่ยอมกลับ ขออยู่กับนบีมุหัมมัดต่อไป ซัยนับซึ่งมีเชื้อสายกุเรช ซึ่งถือว่าเป็นเผ่าที่มีเกียรติมากที่สุดในอาระเบีย ก็ปฏิเสธที่จะแต่งงานกับอดีตทาส ซึ่งมีผิวสีดำ เหตุที่นบี(ศ)สั่งให้นางแต่งงานกับเซด ก็เพื่อแสดงให้เห็นในทางปฏิบัติว่า ไม่ว่าจะเป็นชาวกุเรช หรือเป็นอดีตทาส ต่างก็มีความเสมอภาคกันในอิสลาม เมื่อซัยนับได้สดับฟังพระโองการแห่งอัลลอฮฺ ที่ห้ามไม่ให้ศรัทธาชนขายหญิงขัดขืนการตัดสินของท่านนบี(ศ) นางก็จำใจยอมแต่งงานกับเซด แม้ว่าทั้งสองจะได้อยู่กินกันฉันสามีภารยาชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้ว ซัยนับก็ไม่อาจจะดีกับเซดได้ เนื่องด้วยนางไม่สามารถที่จะยอมรับจริยธรรมอิสลามเรื่องความเสมอภาคอันนี้ ท่านนบีก็ตักเตือนให้เซดอดทน แต่ในที่สุดทั้งสองก็ต้องหย่าจากกัน โดยที่ซัยนับยอมคืนสินสอดให้แก่เซด ซึ่งเป็นสวนผลไม้ แล้วหลังจากนั้นอัลลอหฺได้บัญชาให้นบีมุหัมมัด แต่งงานกับนาง ซึ่งท่านนบีรู้สึกไม่สบายใจ หรือรู้สึกอับอายเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นที่ครหาว่าท่านแย่งเอาลูกสะใภ้มาเป็นภารยา
ผู้ที่มีส่วนในการรุกข่าวเท็จนี้ คือ อับดุลลอฮฺ บินอุบัยย์ ซึ่งเป็นบุตรนางสะลูล ซึ่งเป็นคนในเผ่าค่อซร่อจญฺ์ ผู้ซึ่งเป็นคนสำคัญคนหนึ่งของนครมะดีนะหฺ ก่อนหน้าที่ท่านนบีจะอพยพสู่นครมาดีนะฮฺ ชาวนครมะดีนะฮฺเคยมีความตั้งใจที่จะสถาปนาเขาเป็นกษัตริย์ สถานการณ์ได้ผันเปลี่ยนไป เมื่อรัฐอิสลามถูกก่อตั้งขึ้นในนครมะดีนะฮฺ และนบีมุหัมมัดได้กลายเป็นประมุขที่ผู้คนเคารพรัก อับดุลลอฮฺ บินอุบัยก็เริ่มหมดความสำคัญลง ถึงแม้ว่าเขาจะเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม แต่ความอิจฉาริษยาที่เขามีต่อท่านนบีได้ผลักดันให้เขาเป็นคนสับปลับ ด้านนอกเป็นมุสลิม แต่ในใจเป็นกาฟิร เขาเริ่มเล่นบทบาททางการเมือง รวบรวมสมาชิกที่มีใจเหมือนกัน เป็นพันธมิตรกับพวกมุชริกในมักกะหฺและอาระเบีย เริ่มคิดการใหญ่หมายจะโค่นล้มศาสนาอิสลาม และสังหารท่านนบีมุหัมมัด ในที่สุดเขาก็ถูกขนานนามว่า "หัวหน้าพวกสับปลับ"
ในเดือนชะอฺบาน ปี ฮ.ศ. 6 ท่านนบี(ศ)ทราบว่า ชาวยิวเผ่ามุศเฏาะลิกได้เตรียมการจัดทัพเพื่อทำสงครามกับชาวมุสลิม และพยายามชักชวนชนเผ่าอื่น ๆ ทั้งอาหรับละยิวมาร่วมการสงคราม ท่านจึงกรีฑาทัพเข้าโจมตีเผ่ามุสเฏาะลิกโดยที่พวกเขาไม่ทันตั้งตัว จนกองทัพอิสลามสามารถจับกุมผู้คนในเผ่ามุสเฏาะลิกและริบทรัพย์สินต่าง ๆ ได้ ในระหว่างที่ท่านนำทัพกลับมายังนครมะดีนะฮฺ ท่านนบีก็สั่งให้หยุดทัพในสถานที่แห่งหนึ่งใกล้กับบ่อน้ำมุร่อยสีอฺของพวกยิว วันนั้นเกิดมีการถกเถียงระหว่างคนใช้ของอุมัรกับพันธมิตรคนหนึ่งของเผ่าค่อศร่อจญ์เกี่ยวกับวิธีการตักน้ำขึ้นมาจากบ่อ จนเรื่องลุกลามกลายเป็นการวิวาทระหว่างพวกมุฮาญิรีน (ชาวมักกะฮฺที่อพยพมาอยู่มะดีนะฮฺ) กับพวกอันศอร (มุสลิมชาวเมืองมะดีนะฮฺดั้งเดิม) อับดุลลอฮฺ บินอุบัยย์ ได้ทีจึงใช้โอกาสนี้ยุยงพวกอันศอรว่า "อุปมาพวกเรากับพวกมูฮาญิรีน อุปมัยดั่งคำโบราณที่ว่า จงเลี้ยงสุนัขของเจ้าให้อ้วน แล้วมันจะกินเจ้า" แล้วประกาศแก่พวกมุฮาญิรีนว่า "หากเรากลับสู่นครมดีนะหฺ ผู้ที่มีเกียรติกว่า คือ(คือเขาเอง)จะต้องขับไล่ผู้ต่ำต้อยกว่า(คือท่านนบี)ออกจากเมืองนี้" (ซูเราะฮฺอัลมุนาฟิกูน : 8)
เมื่อท่านนบี(ศ)ทราบเรื่องนี้เข้า ก็สั่งให้ยกทัพกลับนครมะดีนะฮฺทันที โดยห้ามหยุดพักระหว่างทาง เพราะท่านมีกุศโลบายจะให้เหล่าทหารอ่อนเพลียจนไม่มีโอกาสพูดคุยในเรื่องที่เกิดขึ้น จนถึงเวลาเที่ยงของวันต่อมา แต่ถึงกระนั้นก็ตาม อับดุลลอฮฺ บินอุบัยย์ ก็ยังได้ฉวยโอกาสถึงสองครั้ง เพื่อลบหลู่เกียรติของท่านนบี(ศ)และครอบครัวของท่าน ซึ่งรายละเอียดจะนำมาเสนอเมื่ออธิบายพระโองการที่เกี่ยวข้องในซูเราะฮฺนี้