06 พฤษภาคม 2554

"หวังว่า มันคงเป็นเรื่องดี"

บางครั้งคนเราอาจจะเสียใจ เนื่องจากไม่ได้ดั่งใจหวัง โอกาสอาจจะหลุดมือเราไป เพียงแค่ด้วยสาเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น รถบัสมาช้า หรือรถติด ทำให้เราพลาดการสอบสัมภาษณ์ที่รอคอยมานาน ป่วยจึงไม่มีโอกาสไปเที่ยวทัศนาจร คนมาเซ้าซี้ถามเราเรื่องไม่เป็นเรื่อง จึงทำให้เราไปถึงห้องประชุมช้าไปสองสามนาที เป็นต้น

สิ่งเหล่านั้นทำให้โอกาสหลุดมือเราไป ทำให้เราเสียใจมาก ๆ ๆ ๆ หรือเสียใจนิดหน่อย ...

แต่เราอาจจะดีใจภายหลังก็ได้ ที่ไปสอบสัมภาษณ์ช้าไป เขาเลยไม่รับเราเข้าทำงานที่ตึกเวิร์ดเทรดเซ็นเตอร์ ซึ่งถูกทำลายไม่เหลือแม้แต่เงา คนสำคัญคนหนึ่งของเลบานอน ถูกคนเซ้าซี้ถามกลางทาง จึงไปถึงที่หมายช้าไป จึงรอดพ้นจากระเบิดเวลา แต่คนอื่นตายไปสี่สิบกว่าคน

อะซา อัน ยะกูนะ ค็อยร็อน

"หวังว่า มันคงเป็นเรื่องดี"

นั่นคือสิ่งที่เราควรกล่าวปลอบใจเรา เมื่อเราประสบกับความปัญหา ที่มาเป็นอุปสรรคในการงานของเรา

เมื่อราวสามสิบปีที่แล้ว อาจารย์มุสลิมผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งของประเทศไทย กำลังจะเดินทางออกจากบ้าน คนขับรถก็มารอที่หน้าบ้าน เพื่อจะไปส่งท่านที่สนามบิน แต่แล้วภรรยาของท่าน ก็ออกมาบอกว่า ลูกตกบรรไดชั้นบนลงมาชั้นล่าง หัวแตก เลือดอาบทั่วหน้า ท่านอาจารย์คนนี้จึงยกเลิกการเดินทาง

ถ้าหากท่านเดินทานวันนั้น ท่านก็คงเป็นหนี่งในศพที่ไร้สุสาน เพราะเครื่องบินของท่าน ดิ่งลงทะเลที่ภูเก็ต ผู้โดยสารตายหมดทั้งลำ

เมื่อสองปีที่แล้ว ผู้หญิงคนหนึ่งกับลูกมาถึงที่สนามบินช้าไปไม่กี่นาที พนักงานก็ปิดเคาน์เตอร์ ถึงแม้แกจะพยายามพูดอย่างไร พวกพนักงานก็ไม่ยอม จึงกลับบ้านไปด้วยความเสียใจเป็นอย่างมาก วันต่อมา ผู้หญิงคนนี้ออกข่าวหน้งสือพิมพ์ว่า แกกับลูกเป็นผู้โชคดี เพราะเครื่องบินที่แกจะขึ้นนั้น ตกทะเล ผู้โดยสารตายหมดทั้งลำ

ในจำนวนนั้นมีเด็กหนุ่มจากนอร์เวย์ ที่พยายามดันทุรังเปลี่ยนเที่ยวบิน ไปขึ้นลำนี้ เพื่อให้ถึงเป้าหมายเร็วกว่า ทั้ง ๆ ที่ตัวเองมีตั๋วเรียบร้อยแล้ว

"หวังว่า มันคงเป็นเรื่องดี"

กล่าวอย่างนี้สิ แล้วทุกอย่างจะดีเอง

เล่ากันว่า มีอาลิมคนหนึ่งในตะวันออกกลางชอบพูดคำว่า อะซา อัน ยะกูนะ ค็อยร็อน "หวังว่า มันคงเป็นเรื่องดี" จนคนพากันล้อเลียน เสนาอำมาตย์ในราชวังคงเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ราชาฟัง ได้ขบขันเล่น วันหนึ่งเจ้าราชาเรียกอาลิมคนนี้เข้ามา แล้วกล่าวว่า นี่ ท่านชอบพูดว่า "หวังว่า มันคงเป็นเรื่องดี" ถ้าข้าฯเอาท่านไปขังในคุก ท่านจะว่าอย่างไร?

อาลิมตอบว่า "หวังว่า มันคงเป็นเรื่องดี"

แล้วอาลิมก็ถูกจำคุก เพื่อตอบสนองความสนุกของราชา

แล้วพวกมองโกเลียก็กรีฑาทัพเข้าไปในตะวันออกกลาง เข่นฆ่าผู้คนล้มตายเป็นแสนเป็นล้าน ราชธานีบัฆดาดถูกทำลายย่อยยับ พวกมองโกเลียบุกเข้าไปในเมือง และเข้าเข่นฆ่าผู้คนล้มตายมากมาย รวมทั้งราชาและเสนาอำมาตย์ด้วย

ผู้ที่รอดตายก็คือพวกที่ถูกฆังในคุก ซึ่งรวมถึงอาลิมคนนั้น ผู้ที่กล่าวว่า "หวังว่า มันคงเป็นเรื่องดี"

02 พฤษภาคม 2554

เมื่อทัพช้างหมายถล่มกะอฺบะฮฺ

ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ พระผู้ทรงเมตตายิ่ง พระผู้ทรงปรานียิ่ง
{105:1} เธอไม่เห็นดอกหรือ ว่าพระเจ้าของเธอได้ทรงทำเช่นใดกับบรรดาเจ้าของช้าง {105:2} พระองค์ไม่ได้ทรงทำให้แผนการณ์ของพวกเขาสูญสิ้นดอกหรือ {105:3} และได้ทรงส่งวิหคเป็นฝูง ๆ ลงมาบนพวกเขา {105:4} มันได้ขว้างพวกเขาด้วยก้อนหินที่มาจากดินแข็ง {105:5} แล้วพระองค์ทรงทำให้พวกเขาเป็นเช่นฟางที่ถูกกัดกิน บรรดาเจ้าของช้าง ในอายะฮฺแรกหมายถึงไพร่พลกองทัพช้างที่นำโดย อับร่อฮะฮฺ อัลอัชรอม อุปราชแห่งฮะบะชะฮฺ (อบิสสิเนีย คือเอธิโอเปียและส่วนหนึ่งของเยเมนปัจจุบัน) ซึ่งนับถือศาสนาคริสเตียน พวกเขาได้สร้างโบสถ์คริสเตียนที่ใหญ่โตในเมืองศ็อนอาอ์ ในยะมัน(เยเมน) เพื่อให้เป็นที่แสวงบุญของชาวคริสเตียนในอาระเบียและอัฟริกา และเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการค้าขายแห่งใหม่ในภูมิภาค เมื่อพวกเขาเห็นว่า กะอฺบะฮฺในมักกะฮฺเป็นอุปสรรคต่อการเผยแพร่ศาสนาคริสต์และการดึงดูดผู้คนไปศ็อนอาอ์ ก็คิดทำลายกะอฺบะฮฺ ด้วยเหตุนี้จึงกรีฑาทัพช้างมุ่งหน้าสู่พระมหานครมักกะฮฺ ในปี ค.. 570 ซึ่งเป็นปีเดียวกันที่มุหัมมัด()ประสูติ

เมื่อมาถึงชานเมืองมักกะฮฺ กองทัพของอับร่อหะฮฺก็ปล้นฝูงอูฐของอับดุลมุฏฏ็อลิบ ปู่ของมุหัมมัด()ไป 700 ตัว แล้วส่งทูตเข้ามาพบกับอับดุลมุฏฏ็อลิบ ผู้เป็นหัวหน้าชาวเมืองมักกะฮฺ เพื่อบอกจุดประสงค์ของการยกทัพมาครั้งนี้ว่า มาเพื่อถล่มทำลายกะอฺบะฮฺ อับดุลมุฏฏ็อลิบจึงขอเจรจากับอับร่อหะฮฺเป็นการส่วนตัว เมื่ออับดุลมุฏฏ็อลิบเข้าพบอับร่อหะฮฺ เขาก็ขอร้องให้อับร่อหะฮฺคืนอูฐที่พวกทหารปล้นไป อับร่อหะฮฺจึงแปลกใจเหตุใดจึงไม่ได้มาขอร้องเรื่องกะอฺบะฮฺ อับดุลมุฏฏ็อลิบกล่าวว่า "อูฐเป็นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงมาทวง ทว่ากะอฺบะฮฺเป็นของอัลลอฮฺ จึงเป็นหน้าที่ของพระองค์ที่จะทรงพิทักษ์มัน หรือจะปล่อยให้ชะตาของมันอยู่ในมือของท่าน" อับร่อหะฮฺรู้สึกแปลกใจในคำตอบนั้น จึงคืนอูฐทั้งหมดให้อับดุลมุฏฏอลิบ

เมื่ออับดุลมุฏฏอลิบกลับไป ก็ป่าวประกาศให้ชาวมักกะฮฺหลบหนีออกจากพระมหานคร ไปซ่อนตัวตามภูเขาต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ไพร่พลของอับร่อหะฮฺทำร้าย เมื่อทัพอับร่อหะฮฺเข้ามาถึงมักกะฮฺ ก็ปรากฏมีฝูงนกบินว่อนเหนือพระมหานครจนมืดฟ้ามัวดิน แล้วนกแต่ละตัวก็ทิ้งก้อนหินลงมา จนทำให้ไพร่พลของอับร่อหะฮฺล้มตายเป็นอันมาก อับร่อหะฮฺเองจึงหนีกลับไปศอนอาอฺ แต่ก็มีนกตัวหนึ่งบินตามเขาไปตลอดทาง เมื่ออับร่อหะฮฺเข้าพบกษัตริย์แห่งอะบะชะฮฺก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง กษัตริย์ถามว่า นกอันใดหรือที่ทำปฏิหารย์เช่นนั้น อับร่อหะฮฺจึงเงยหน้าขึ้นชี้นกที่ติดตามเขามาตลอดทาง นกตัวนั้นก็ทิ้งก้อนกินตกลงมาบนศีรษะของเขา อับร่อหะฮฺก็สิ้นชีพในบัดดล

ไม่ใช่ปกติวิสัยที่ชาวอาหรับจะได้เห็นช้างหรือกองทัพช้าง จึงเรียกกองทัพของอับร่อหะฮฺว่า "อัสฮาบ อัลฟีล" (บรรดาเจ้าของช้าง) และจดจำเหตุการณ์ปีนั้นได้อย่างแม่นยำ และเรียกปีนั้นว่า "อาม อัลฟีล" (ปีช้าง) ตั้งแต่นั้นมามีการนับศักราชโดยเริ่มจากปีช้าง เช่นมุหัมมัดเกิดในปีช้าง เป็นต้น

เหตุการณ์กองทัพช้างยังอยู่ในความทรงจำของชาวมักกะฮฺตลอดมา เมื่อโองการนี้ประทานลงมา ชาวมักกะฮฺจึงรำลึกถึงปาฏิหารย์ ที่เคยปรากฏในอดีตเมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้ว และไม่สามารถปฏิเสธต่อการอารักขาของอัลลอฮฺต่อกะอฺบะฮฺอันศักดิ์สิทธิ์นั้น ให้พ้นจากเงื้อมมือของผู้รุกราน

หตุการณ์ดังกล่าวยังชี้ให้เห็นถึงความศรัทธามั่นของอับดุลมุฏฏ็อลิบที่มีต่ออัลลอฮฺ อันเป็นหลักฐานหนึ่งที่บ่งบอกว่า อับดุลมุฏฏ็อลิบ บิดาของอับดุลลอฮฺ ผู้ซึ่งเป็นบิดาของมุหัมมัด เป็นผู้ที่ยึดมั่นในศาสนาของนบีอิบรอฮีมและนบีอิสมาอีล เขาได้กล่าวในบทกวีว่า

โอ้ พระบริบาลของข้าฯ ข้ามิหวังสิ่งอื่นใดต่อพวกเขานอกจากพระองค์ โอ้ พระบริบาลของข้าฯ ดังนั้นโปรดทรงพิทักษ์ให้พ้นจากพวกเขา แท้จริงศัตรูของบ้านนั้น ก็คือผู้ที่ตั้งปฏิปักษ์ต่อพระองค์ แท้จริงพวกเขามิอาจพิชิตพระอำนาจแห่งพระองค์ได้

01 พฤษภาคม 2554

อะบูละฮับ บินอับดิลมุฏฏอลิบ


ซูเราะฮฺอัลมะสัด

ด้วยพระนามแห่งอัลลอหฺ พระผู้ทรงเมตตายิ่ง พระผู้ทรงปรานียิ่ง
{111:1} มือทั้งสองของอะบูละฮับจงพินาศ และเขาก็พินาศแล้ว
{111:2} ทรัพย์สมบัติของเขา และสิ่งที่เขาได้ขวนขวายเอาไว้นั้น ไม่ได้อํานวยประโยชน์แก่เขาเลย
{111:3} เขาจะเข้าไปเผาไหม้ในนรกที่มีเพลิงลุกโชน
{111:4} ทั้งภริยาของเขาด้วย นางเป็นผู้แบกฟืน
{111:5} ที่คอของนางมีเชือกถักด้วยใยอินทผาลัม


อ่านซูเราะฮฺ อัลมะสัด ที่กล่าวถึงอะบูละฮับ กันมาหลายร้อยเที่ยว วันนี้เรามารู้จักอะบูละฮับกันหน่อยว่าเขาเป็นใคร?

อะบูละฮับ บินอับดิลมุฏฏอลิบ คือลุงของศาสนทูตมุหัมมัดเอง ที่ตั้งตัวเป็นศัตรูต่อศาสนทูตตั้งแต่การประกาศศาสนาครั้งแรก เพราะต้องการรักษาผลประโยชน์ของตน และรักษามิตรภาพกับเหล่าผู้นำชาวมุชริกในมักกะฮฺ การต่อต้านของอะบูละฮับย่อมเกิดผลเสียอย่างรุนแรงต่อการเผยแผ่ศาสนาอิสลาม เพราะผู้คนต่างก็คิดว่า การที่คนในตระกูลของศาสนทูตมุหัมมัดเองออกมาต่อต้าน ทำให้การประกาศศาสนานั้นเป็นที่น่าสงสัยว่าเป็นสัจจะหรือไม่ เขาเป็นเศรษฐีคนหนึ่งในมักกะฮฺ มีภรรยาชื่อ อุมมุญะมีล ซึ่งเป็นน้องสาวของ อะบูสุฟยาน หัวหน้าชาวมุชริกในมักกะฮฺ ผู้ซึ่งทำศึกสงครามกับศาสนทูตมุหัมมัดตลอดชีวิต

อะบูละฮับ เสียชีวิตหลังสงครามบะดัร (ฮ.ศ 2/ค.ศ. 624) ด้วยโรคประหลาด ร่างกายของเขามีแผลพุพองมีน้ำหนองไหลออกมา เมื่อตายไปแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดกล้ามาอาบน้ำศพ มีบางคนที่สาดน้ำใส่ศพของเขา แล้วช่วยกันโยนก้อนหินบนศพเป็นกองพะเนิน จนกระทั่งปิดศพจนมิดชิด

ปฏิทินฮิจญ์เราะฮฺ และ ฮิจญ์เราะฮฺศักราช

ยี่สิบกว่าปีที่แล้วอะบูอิสรอฟีลได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปฏิทินฮิจญ์เราะฮฺ เอาไปลงในเว็บไซต์ต่าง ๆ แต่ไม่ได้เอาลงในบล็อคของตัวเอง

ปฏิทินฮิจญ์เราะฮฺ และ ฮิจญ์เราะฮฺศักราช

คำว่า ฮิจญเราะฮฺ แปลว่า การอพยพ ผู้เริ่มกำหนดใช้ศักราชหิจญ์เราะฮฺเป็นคนแรกคือ อิมามอะลีย์ บิน อะบีฏอลิบในสมัยการปกครองของอุมัร อิบนุลคอฏฏอบ (คอลีฟะฮฺคนที่ 2) ซึ่งประกาศใช้ในปีที่ 17 หลักการอพยพ โดยยึดปีที่นบีมุหัมมัด ศาสนทูตแห่งอิสลาม อพยพออกจากเมืองมักกะฮฺ(เมกกะ)สู่มะดีนะฮฺ ในปี ค.ศ. 622 เป็นต้นศักราชฮิจญ์เราะฮฺ

อักษรย่อ ฮิจญ์เราะฮฺ คือ ฮ.ศ. ในภาษาอังกฤษนิยมใช้ H.E. (Hijrah Era) หรือ A.H. (Anno Hejira)
ระบบปฏิทินของหิจญเราะฮฺศักราช เป็นระบบปฏิทินจันทรคติ นั่นคือ จะใช้ดวงจันทร์เป็นเกณฑ์ในการคำนวณ ดังนั้นในหนึ่งปีจันทรคติจึงมี 354 วันหากเป็นปีธิกสุรทินและ 355 วันหากเป็นปีอธิกสุรทิน ในรอบ 30 ปีจะมีธิกสุรทิน 19 ครั้ง และอธิกสุรทิน 11 ครั้ง ชนมุสลิมใช้ปฏิทินฮิจญ์เราะฮฺจนถึงทุกวันนี้

ในหนึ่งปีฮิจญ์เราะฮฺมี 12 เดือน คือ มุหัรรอม ศอฟัร รอบีอุลเอาวัล รอบีอุษษานี ญุมาดัลอูลา ญุมาดัษษานียะฮฺ รอญับ ชะอฺบาน รอมะฎอน เชาวาล ซุลกิอฺดะฮฺ ซุลฮิจญะฮฺ
[แก้ไข]รายละเอียดเกี่ยวกับปฏิทินฮิจญ์เราะฮฺ

ในแต่ละเดือนจะมี 29 วัน และ 30 วันสลับกันไป บางทีมี 30 วันซ้อนกัน 2 ครั้ง แต่จะไม่มี 29 วัน ซ้อนกัน 2 เดือนเป็นอันขาด ส่วนซุลหิจญะห์ของปีอธิกสุรทินนั้นจะกำหนดให้มี 30 วันเสมอ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า ดวงจันทร์โคจรรอบจุดศูนย์กลางของมูลร่วม (Bary center) โดยใช้ดวงอาทิตย์เป็นหลักนั้น ใช้เวลา 29 วัน 12 ชม. 44 นาที 2.82 วินาที (29.) หรือ 354 วัน 8 ชม. 48 นาที 33.6 วินาทีในหนึ่งปี

เดือนที่หนึ่ง 29 วัน 12 ชม. 44 นาที + เดือนที่สอง 29 วัน 12 ชม. 44 นาที = 59 วัน 1 ชม. 28 นาที หากกำหนดให้เดือนที่ 1 (มฺหัรรอม) มี 30 วัน และเดือนที่ 2 มี (ศอฟัร) มี 29 วัน ก็ยังเหลือเศษอีก 1 ชม. 28 นาทีเศษนี้ ก็จะรวมเข้ากับเดือนที่ 3 และ 4 เรื่อยไป จนกระทั่งเมื่อครบปี ก็จะมีเศษเหลือจาก 354 วัน = 8 วัน 48 นาที ซึ่งไม่ถึงครึ่งวัน ปีแรกจึงเป็นปีธิกสรุทิน และเมื่อเอาเศษที่เหลือจากปีแรก บวกกับเศษปีที่สอง (8 ชม. 48 นาที + 8 ชม. 48 นาที) ได้เท่ากับ 17 ชม. 36 นาที ซึ่งมากกว่าครึ่งวัน ปีที่ 2 จึงกลายเป็นปีอธิกสุรทินโดยการปัดเศษนั้นขึ้นเป็น 1 วัน โดยการกำหนดให้ซุลฮิจญะฮฺ มี 30 วันเศษของปีจะรวมต่อไป เมื่อถึงปีที่ 5 เศษ ของปีจะเป็น 18 ชม.ปีที่ 5 จึงเป็นปีอธิกสุรทิน อีกเป็นเช่นนี้เรื่อยไปจนครบรอบ 30 ปี จึงเรียกว่า 1 รอบน้อย

เดือนจะมีการสลับระหว่าง 30 และ 29 วัน โดยการยึดถือเศษของแต่ละเดือน ถ้าหากว่าเดือนใดมีเศษมากกว่าครึ่งวันก็จะปัดขึ้นเป็น 1 วัน ยกตัวอย่างเช่น พอสิ้น เดือนญุมาดัลอูลา ของปีที่ 2 มีเศษเหลือ 44 นาที เมื่อบวกกับเดือนต่อมา 29 วัน 12 ชม. 44 นาที จึงมีค่า = 29 วัน 13 ชม. 28 นาที จึงบัดนี้ขึ้นเป็น 30 วัน เดือนถัดจากนั้นก็เป็น 29 วันและ 30 วันสลับกันไปอีก จนกว่าจะมีเศษที่ที่ปัดขึ้นเป็น 1 วันเต็มอีก

เดือนที่ 17 ถัดจากเดือนเริ่มต้นปฏิทินจะมี 30 วัน แล้วนับต่อไปอีก 17 เดือน ถึงเดือนใด เดือนนั้นจะมี 30 วัน แล้วนับต่อไปอีก 15 เดือนถึงเดือนใด เดือนนั้นจะมี 30 วันอีกเช่นกัน ทำเช่นนี้เรื่อยไปจนครบ 30 ปี (นับ 17 สองครั้งสลับด้วยนับ 5 หนึ่งครั้ง) เมื่อเดือนใดมี 30 วัน ซ้อนกัน 2 เดือน ๆ ถัดมาต้องเป็น 29 วัน
1 ปี จันทรคติมี 354 วัน 8 ชม. 48 นาที ในรอบ 30 ปี จึงมี 10631 วัน ด้วยเหตุนี้จึงถึงว่าเป็น 1 รอบ (น้อย) เพราะเศษของวันลงตัวพอดี (มีเศษเป็นวินาที ซึ่งไม่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากนัก)

เนื่องจากทุก ๆ 1 รอบน้อย เริ่มต้นด้วยชื่อวันต่าง ๆ การที่จะให้เริ่มต้นครบด้วยชื่อวัน 7 วัน ย่อมต้องใช้เวลา 7 รอบน้อย (210 ปี) ซึ่งก็จะกลายเป็น 1 รอบใหญ่ ในการเขียนปฏิทินจะกำหนดวันดังนี้

รอบน้อยที่ 1 เริ่มด้วยวันพฤหัส
รอบน้อยที่ 2 เริ่มด้วยวันอังคาร
รอบน้อยที่ 3 เริ่มด้วยวันอาทิตย์
รอบน้อยที่ 4 เริ่มด้วยวันศุกร์
รอบน้อยที่ 5 เริ่มด้วยวันพุธ
รอบน้อยที่ 6 เริ่มด้วยวันจันทร์
รอบน้อยที่ 7 เริ่มด้วยวันเสาร์

เพื่อสะดวกในการจำ 1 - ทุก ๆ รอบจะเริ่มต้นด้วยวันที่ห้าหลังจากวันแรกของรอบที่แล้ว เช่น รอบน้อยที่ 3 เริ่มด้วยวันอาทิตย์ ร้อยน้อยที่ 4 ก็ต้องเป็นวันศุกร์ด้วยการนับเพิ่ม 5 วัน

ทุก ๆ ปีจะเริ่มต้นด้วยวันที่สี่ของปีที่แล้ว ถ้าหากว่าปีที่แล้วเป็นปีปกติและจะเริ่มต้นด้วยวันทีห้าของปีที่แล้ว หากปีที่แล้วเป็นปีอธิกสุรทินตัวอย่างเช่น ปีที่ 7 ก็ต้องเริ่มด้วยวันอังคารด้วยการนับเพิ่ม 4 วันและเมื่อทราบว่าปีที่ 7 เป็นอธิกสุรทิน ปีที่ 8 ก็ต้องเริ่มด้วยวันอาทิตย์ ด้วยการนับเพิ่ม 5 วันเป็นต้น

ฮ.ศ. และ ค.ศ.

หากต้องการทราบว่าวันเดือนปีใน ค.ศ. xxxx ตรงกับวันเดือนปีใดใน ฮ.ศ. ให้ทำดังนี้
วิธีที่ 1
1. เปลี่ยนค่า ปี เดือน และวัน ที่ต้องการนั้นให้มีจำนวนเป็นวัน โดยการนำเอาปีนั้นมาลบด้วย 1 แล้วคูณด้วย 365.25 แล้วเอาจำนวนเดือนและวันที่เหลือมาบวก
2. เอาผลลัพธ์นั้นลบด้วยค่าความแตกต่างระหว่าง ค.ศ. และ ฮ.ศ. คือ 227015 วัน
3. เอาผลลัพธ์หารด้วย 10631 (อันเป็นเวลา 1 รอบน้อย)
4. เอาผลลัพธ์คูณด้วย 30 และเอาเศษที่เป็นวันนั้น ทำเป็นปีและเดือน ตามกฎของปีปกติและอธิกสุรทิน และบวกเข้ากับผลลัพธ์
5. เอาหนึ่งบวกกับผลลัพธ์ที่เป็นปีและเอาเศษผลลัพธ์ที่เป็นนั้นนั้นทำเป็นเดือน
วันที่ 1 มค. 1992
1992 – 1 = 1991
1991 x 365.25 = 727212.75 + 11 = 727223
727226 – 227015 = 500208
10631 = 47 รอบ เศษ 551 x 30 = 1410 + 1 + 1 ปีเศษ 197 วัน = 2523 ปี 197 วัน
1411 + 1 ปี = 1412 ปี 197 วัน
197 30 + 29 + 30 + 29 + 30 + 30 + 19 = Rajab 1412
วิธีที่ 2 (สะดวกด้วยเครื่องคิดเลข)
โดยใช้ข้อมูลต่อไปนี้เป็นหลัก
1. วันที่ 1 มุหัรรอม 01 ตรงกับ 16 กค. 622
2. ปีจันทรคติ ฮ.ศ. มี 354.36666 วัน
3. ปีสุรยคติเกรกอเรียนมี 365.2425 วัน จูเลียน = 365.25
4. 1 ปี จันทรคติมีค่า = 0.070223 = 0.97
5. 1 ปี สุริยคติมีค่า = 1.0306909 = 1.0307121
การหา ฮ.ศ. จาก ค.ศ.
วันที่ 1 มค. 1992 1. ลบปีที่ต้องการซึ่งยังไม่บริบูรณ์นั้นด้วย 1992 – 1 = 1991
2. ความแตกต่างระหว่าง ค.ศ. และ ฮ.ศ. ด้วย 1991 – 622 = 1369 ด้วยการหาผลลัพธ์นั้นด้วย 622
3. ระหว่าง 16 กค. ถึง 11 มค. เป็นเวลา = 179 วัน
4. เอาผลลัพธ์จากข้อ 2 ซึ่งเป็นปีนั้นคูณด้วย 1.0306909 = 1411.0158
5. ทศนิยมจากเศษนั้นเปลี่ยนเป็นโดยการคูณกับ 354.3666 1.0307121 = 1411.0448 = 1411 ปี 5.59 วัน
6. เอาผลลัพธ์จากข้อ 3 และ 4 รวมกัน ปี 1412 ปี 15.87 วัน +
7. บวกค่าความแตกต่างระหว่าง ก.ค. ถึงเดือนที่ต้องการ 179 วัน ปี 1412 วัน
8. บวกค่าความแตกต่างระหว่าง J และ G = 13 วัน = 19 Rajab 1442
9. เปลี่ยนผลลัพธ์จากวันเป็นเดือนและวัน
การหา ค.ศ. จาก ฮ.ศ.
1. เอา ฮ.ศ. ปีที่ต้องการนั้นลบด้วย 1
2. เอาผลลัพธ์ที่ได้คูณด้วย ผลลัพธ์ที่ได้เป็นปีและทศนิยมของปี
3. เปลี่ยนทศนิยมของผลลัพธ์เป็นวันด้วยการคูณกับ 365.25
4. เอาระยะเวลาห่างจาก 1 ม.ค. ถึง 16 ต.ค. (200 วัน) บวกกับผลลัพธ์
5. เอาค่าความแตกต่างระหว่าง ค.ศ. และ ฮ.ศ. มาบวก
6. เอาระยะเวลาจาก 1 มุหัรรอม ถึงวันที่และเดือนที่ต้องการ
7. เปลี่ยนค่าของผลลัพธ์เป็นปี – เดือน – และวันที่

ดูเพิ่ม

ปฏิทินจันทรคติไทย – การนับวันเดือนปี โดยอาศัยดวงจันทร์เป็นเกณฑ์
การกำหนดเดือนใหม่ในอิสลามจากมุมมองของอัลกุรอานและซุนนะฮฺ
ดวงจันทร์วันนี้

22 เมษายน 2554

อาบิรีสสะบีลเอ๋ย

อาบิรีสสะบีลเอ๋ย ข้าก็เป็นผู้ผ่านทางเยี่ยงท่าน บางครั้งเราสัญจร บางครั้งเราจรจัด บางครั้งยินดีจนน้ำตาไหลอาบแก้ม บางครั้งเสียใจเอาน้ำตาเช็ดหัวเข่า สัมภาระของเรายิ่งนาน ยิ่งหนักหน่วง เราบรรทุก ทุกอย่าง ที่เก็บสะสม เราเก็บเกี่ยวทุกอย่าง ที่พานพบ

เนื้อตัวของเราเกรอะด้วยฝุ่นแห่งกาลเวลา จิตใจของเราดำมืดมนด้วยความบาปที่ซ้ำซาก ในอกมีความรักความผูกพันธ์และความเกลียดชังสุมอยู่ เราเป็นผู้สัญจร ผู้ปลูกต้นหยีที่สถานี ทั้ง ๆ ที่อีกไม่นาน จะมีเสียงประกาศบอกเวลาเดินทาง

อาบิรีสสะบีลเอ๋ย ความฝันของเราใหญ่กว่าฟ้า ความหวังของเรายาวเกินกว่าลมหายใจ อนิจจา ชีวิตทั้งชีวิต ประหนึ่งเพียงแค่การก้าวจากแดดเข้าสู่ร่มไม้ แล้วอิซรออีลก็รออยู่ที่นั่น

โอ้ ผู้สัญจร ทิ้งสัมภาระของท่านไปบ้าง เพื่อมันจะได้เบาบาง ท่านจะได้เดินทางได้รวดเร็ว ไม่ห่วงหน้าห่วงหลัง เพราะการเดินทางครั้งสุดท้ายของท่าน ท่านจะถูกห้ามไม่ให้พกพาสัมภาระ

โอ้ ผู้โดยสารแห่งโลกา เรากำลังหลับไหล และฝันหวานท่ามกลางการเดินทางอันนี้ เราจะตื่นขึ้นมาอีกที หลังจากที่เราพ้นด่านนั้นไป

ใช่ไหม?

20 เมษายน 2554

นานาสัญญาณสำหรับผู้สอบถาม

แท้จริงในยูสุฟและพี่น้องของเขานั้น มีนานาสัญญาณสำหรับผู้สอบถาม {อัลกุรอาน 12:7}

ในเรื่องราวของนบียูสุฟกับพี่น้องของเขาทั้ง 11 คน มีสัญญาณอันมากมายมากกว่าพันสัญญาณ สำหรับผู้สอบถามเพื่อที่จะรู้อย่างแท้จริง เป็นเรื่องราวเดียวในอัลกุรอาน ที่เล่าตั้งแต่ต้นจนจบ ผู้ที่คิดไตร่ตรอง จะได้ข้อคิด สุภาษิต ปัญญา อันมากมาย ผู้ที่จะไตร่ตรองได้ ก็คือผู้มีปัญญา ผู้ไร้ปัญญาก็ไม่อาจจะคิด แม้กระทั่งจะถามก็ถามไม่เป็น เมื่อถามไม่เป็น ก็ไม่มีโอกาสจะได้รู้ เพราะสัญญาณนั้น จะรู้ได้ ก็ด้วยการคิด และการถาม

เขาคิดในทุกสิ่ง คิดในทุกอย่าง คิดในการสร้างฟากฟ้า ในการสร้างธรณี คิดเสร็จแล้วเขาก็อุทานและวิงวอน

อุทานว่าอย่างไรหรือ และวิงวอนว่าอย่างไรหรือ?
กรุณาบอกข้าสิ ผู้มีปัญญาอุทานว่าอย่างไร และวิงวอนอย่างไร

เขาอุทานว่า "สุบฮานะกะ" เเละวิงวอนว่า "ฟะกินา อะซาบันนารฺ" อุทานเพราะเขามั่นใจในพระพิสุทธิคุณเเห่งพระองค์ เขาวิงวอนเพราะเขาประหวั่นต่อการลงโทษของพระองค์

18 เมษายน 2554

อินทผาลัม

อินทผาลัม ชื่อสามัญ Dates ชื่อวิทยาศาสตร์ Phoenix dactylifera, L. เป็นไม้ผลที่เจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้งแบบทะเลทราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณประเทศแถบตะวันออกกลาง ผลมีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ออกเป็นช่อรสหวานฉ่ำ ทานได้ทั้งผลดิบและสุก เมื่อสุกแล้วเอาไปตากแห้งสามารถเก็บไว้เป็นเวลาหลายปี มีรสชาติหวานจัด จนมีคนเข้าใจผิดคิดว่าถูกเชื่อมด้วยน้ำตาล

สรรพคุณทางยาอินทผาลัมมีมากมายเช่น แก้กระหายน้ำ และลดเสมหะในลำคอ
อินทผาลัมในภาษาอาหรับมีหลายชื่อ ถ้าสุกและตากแห้งแล้วเรียกว่า ตะมัร ถ้าเพิ่งสุกเรียกว่า รุฏ็อบ

"อินทผาลัม"ในอัลกุรอาน

ในคัมภีร์อัลกุรอาน ได้กล่าวถึงเรื่องของอินทผาลัมเอาไว้หลายแห่งและหลายรูปคำ ใช้คำว่า "อันนัคลฺ" (اَلنَّخْلُ) สิบแห่ง "นัคลัน" (نَخْلاً) หนึงแห่ง "อันนัคละฮฺ" (اَلنَّخْلَةُ) สองแห่งคือในบทมัรยัม อายะฮฺที่ 23 และ 25, และใช้คำว่า “นะคีล” (نَخِيْل) อีกเจ็ดแห่ง รวมเป็น 20 แห่ง

พระนามอันงดงามของอัลลอฮฺ


อัลอัสมาอ์ อัลหุสนา (ภาษาอาหรับ: الاسماء الحسنى) พระนามอันงดงามของอัลลอฮฺ ที่ระบุในอัลกุรอานมี 99 พระนามคือ
  1. อัรเราะหฺมาน - ผู้ทรงกรุณาปราณี
  2. อัรเราะหีม - ผู้ทรงเมตตาเสมอ
  3. อัลมาลิก - ผู้ทรงอภิสิทธิ์
  4. อัลกุดดูส - ผู้ทรงบริสุทธิ์ยิ่ง
  5. อัสสะลาม - ผู้ทรงสันติ (ศานติ)
  6. อัลมุอ์มิน - ผู้ทรงประสาทความปลอดภัย
  7. อัลมุฮัยมิน - ผู้ทรงคุ้มครอง
  8. อัลอะซีซ - ผู้ทรงเดชานุภาพ
  9. อัลญับบารฺ - ผู้ทรงอานุภาพ
  10. อัลมุตะกับบิรฺ - ผู้ทรงเกรียงไกร
  11. อัลคอลิก - ผู้ทรงสร้าง
  12. อัลบาริอ์ - ผู้ทรงให้บังเกิดอย่างครบครัน
  13. อัลมุเศาวิรฺ - ผู้ทรงรังสรรค์รูปพรรณสันฐาน
  14. อัลฆ็อฟฟารฺ - ผู้ทรงอภัยโทษ
  15. อัลเกาะฮฺฮารฺ - ผู้ทรงพิชิตโดยเด็ดขาด
  16. อัลวะฮฺฮาบ - ผู้ทรงประทานอย่างล้นเหลือ
  17. อัลร็อซซาก - ผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพ
  18. อัลฟัตตาหฺ - ผู้ทรงพิพากษา
  19. อัลอะลีม - ผู้ทรงรอบรู้, สัพพัญญู
  20. อัลกอบิฎ - ผู้ทรงยับยั้งทุกสิ่งไว้ตามปริมาณของมัน
  21. อัลบาซิฏ - ผู้ทรงประทานความมั่งคั่ง
  22. อัลคอฟิฎ - ผู้ทรงทำให้ตกต่ำ
  23. อัลรอฟิอฺ - ผู้ทรงยกย่อง, สรรเสริญ
  24. อัลมุอิซซุ - ผู้ทรงให้เกียรติแก่ปวงบ่าวที่ศรัทธา
  25. อัลมุซิลลุ - ผู้ทรงลดเกียรติของผู้ฝ่าฝืน
  26. อัลสะมีอฺ - ผู้ทรงได้ยิน
  27. อัลบะศีรฺ - ผู้ทรงเห็น
  28. อัลฮะกัม - ผู้ทรงยุติธรรมยิ่ง
  29. อัลอัดลฺ - ผู้ทรงเที่ยงธรรม
  30. อัลละฏีฟ - ผู้ทรงอ่อนโยน
  31. อัลเคาะบีรฺ - ผู้ทรงตระหนักในทุกสิ่ง
  32. อัลหะลีม - ผู้ทรงขันติ
  33. อัลอะซีม - ผู้ทรงยิ่งใหญ่
  34. อัลเฆาะฟูรฺ - ผู้ทรงอภัยโทษ
  35. อัลชะกูรฺ - ผู้ทรงประทานรางวัลตอบแทน
  36. อัลอะลีย์ - ผู้ทรงสูงสุด
  37. อัลกะบีรฺ - ผู้ทรงยิ่งใหญ่
  38. อัลหะฟีซ - ผู้ทรงปกป้องดูแล, พิทักษ์, บริรักษ์
  39. อัลมุกีต - ผู้ทรงทำนุบำรุง
  40. อัลหะสีบ - ผู้ทรงคำนวณในการชำระบัญชี
  41. อัลญะลีล - ผู้ทรงมหิธานุภาพ
  42. อัลกะรีม - ผู้ทรงเกียรติ
  43. อัรร่อกีบ - ผู้ทรงเฝ้าดูแล
  44. อัลมุญีบ - ผู้ทรงตอบสนองการขอพร
  45. อัลวาซิอฺ - ผู้ทรงไพศาล
  46. อัลหะกีม - ผู้ทรงปรีชาญาณ
  47. อัลวะดูด - ผู้ทรงรักใคร่
  48. อัลมะญีด - ผู้ทรงไพโรจน์
  49. อัลบาอิษ - ผู้ทรงให้คนตายฟื้นคืนชีพ
  50. อัชชะฮีด - ผู้ทรงเป็นพยาน
  51. อัลฮักกฺ - ผู้ทรงสัจจะ
  52. อัลวะกีล - ผู้ทรงอภิรักษ
  53. อัลเกาะวีย์ - ผู้ทรงพลานุภาพ
  54. อัลมะตีน - ผู้ทรงมั่นคง
  55. อัลวะลีย์ - ผู้ทรงคุ้มครอง, ทรงเป็นมิตร
  56. อัลฮะมีด - ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ
  57. อัลมุหฺศี - ผู้ทรงรอบรู้ยิ่งโดยไม่มีสิ่งใดรอดพ้นการรอบรู้ของพระองค์
  58. อัลมุบดิอฺ- ผู้ทรงเริ่มแรก (ปฐม)
  59. อัลมุอีด - ผู้ทรงให้สิ่งที่พินาศกลับปรากฏขึ้นอีก
  60. อัลมุหฺยี - ผู้ทรงประทานชีวิต
  61. อัลมุมีต - ผู้ทรงประทานความตาย
  62. อัลหัยยุ - ผู้ทรงนิรันดร์
  63. อัลก็อยยูม - ผู้ทรงอนันตกาล
  64. อัลวาญิด - ผู้ทรงค้นพบ
  65. อัลมาญิด - ผู้ทรงประเสริฐยิ่ง
  66. อัลวาหิด - ทรงเป็นองค์เดียวของพระเจ้าที่แท้จริง
  67. อัลอะหัด - ผู้ทรงเอกะ
  68. อัศเศาะมัดฺ - ผู้ทรงเป็นสรณ
  69. อัลกอดิรฺ - ผู้ทรงอำนาจ, ฤทธานุภาพ
  70. อัลมุกตะดิรฺ - ผู้ทรงอานุภาพและอำนาจ(ศักดานุภาพ)
  71. อัลมุก็อดดิม - ผู้ทรงนำมาต่อหน้าหรือข้างหน้า
  72. อัลมุอัคคิรฺ - ผู้ประทานให้มีวาระสิ้นสุด (กำหนด)
  73. อัลเอาวัล - ผู้ทรงเป็นองค์แรก
  74. อัลอาคิรฺ - ผู้ทรงเป็นองค์สุดท้าย
  75. อัซซอหิรฺ - ผู้ทรงประจักษ์
  76. อัลบาฏิน - ผู้ทรงเร้นลับ พ้นญาณวิสัย
  77. อัลวาลี - ผู้ทรงดูแล-คุ้มครอง (บริบาล)
  78. อัลมุตะอาลี - ผู้ทรงสูงสุดยิ่งในทุกกรณี ไม่มีความเท็จย่างกรายพระองคได้
  79. อัลบัรฺรุ - ผู้ทรงอ่อนโยน, อ่อนน้อม
  80. อัตเตาวาบ - ผู้ทรงนิรโทษโดยปรานี
  81. อัลมุนตะกิม - ผู้ทรงลงโทษที่เหมาะสมแก่ความประพฤติ
  82. อัลอัฟวุ - ผู้ทรงอภัย ทรงลบล้างความผิด
  83. อัรฺเราะอูฟ - ผู้ทรงปรานีเอ็นดู
  84. มาลิกุลมุลกิ - ผู้ทรงเป็นราชันย์
  85. ซุลญะลาลิ วัล-อิกรอม - ผู้ทรงเกียรติยศ
  86. อัลมุกซิฏ - ผู้ทรงดำรงความยุติธรรม
  87. อัลญามิอฺ - ผู้ทรงรวบรวม
  88. อัลเฆาะนีย์ - ผู้ทรงร่ำรวยอย่างล้นเหลือ, มหัทธนะ
  89. อัลมุฆนี- ผู้ทรงประทานความพอเพียง, ทรงบริบูรณ์
  90. อัลมานิอฺ - ผู้ทรงยับยั้ง
  91. อัฎฎอรฺรุ - ผู้ทรงให้ลำบากเพื่อลงโทษและทดสอบ
  92. อันนาฟิอฺ - ผู้อำนวยคุณประโยชน์ (คุณูปการ)
  93. อันนูร - ผู้ทรงจำรัส
  94. อัลฮาดี - ผู้ทรงนำทาง
  95. อัลบะดีอฺ - ผู้ทรงประดิษฐ์-บันดาล, เสกสรร
  96. อัลบากี - ผู้ทรงคงอยู่แม้ทุกสิ่งพินาศ
  97. อัลวาริษ - ผู้ทรงการุณ
  98. อัรฺเราะชีด - ผู้ทรงเที่ยงธรรม
  99. อัศเศาะบูรฺ - ผู้ทรงอดทน
อัลลอหฺได้บัญชาให้มนุษย์เรียกพระองค์ด้วยพระนามอันงดงามเหล่านั้น

18 กุมภาพันธ์ 2554

ข้อคิดสำหรับคำว่า "อัจฉริยะ"

* อัจฉริยบุคคลจะเห็นผลไม้ที่ร่วงหล่นจากต้น มีความหมายที่แตกต่างจากคนธรรมดา
* คนพวกหนึ่งใช้สติปัญญาเป็นหลัก พวกเขาคือคนธรรมดา คนพวกหนึ่งใช้จิตใต้สำนึกเป็นหลัก พวกเขาคือคนวิกลจริต คนอีกพวกหนึ่งใช้ทั้งสติปัญญาและจิตใต้สำนึกเป็นหลัก พวกเขาคืออัจฉริยบุคคล
* อัจริยบุคคลคือพวกที่เพี้ยน เพราะพวกเขามองลึกซึ้ง สูงส่ง และห่างไกล กว่าคนธรรมดา
* อัจฉริยบุคคลมองด้วยสายตาอมตะ และอนันตะ คนธรรมดาจะมองด้วยสายตาชั่วคราว ในขอบเขตที่จำกัด
* ความสุขจากการเห็นความงดงาม ที่คนธรรมดาไม่เห็น ทำให้อัจริยบุคคลหลงลืมความทุกข์ยากและความเจ็บปวด ที่เพิ่มพูนในตัวเขา เนื่องจากการที่เขา "รู้"
* อัจริยบุคคลเข้าใกล้หมู่มนุษย์มากเท่าใด เขาก็จะเหินห่างจากความเป็นอัจริยบุคคลมากเท่านั้น ดังนั้นผู้ที่มีความสำเร็จในการสังคมกับหมู่มนุษย์นั้น จะหมดสมรรถภาพในการเป็นอัจริยบุคคลอีกต่อไป
* มนุษย์มีคุณสมบัติบวกลบเป็นคู่ ๆ อยู่ในตัวเขา ดี-ชั่ว งาม-อัปลักษณ์ ขยัน-เกียจคร้าน โอบอ้อมอารี-ตระหนี่ถี่เหนียว ฉลาด-โง่ มีสติปัญญา-วิกลจริต ฯลฯ ดังนั้นมนุษย์แต่ละคนจึงมีความบ้าไม่มากก็น้อย ไม่มีใครที่เป็นผู้มีปัญญาเพียงอย่างเดียว ไม่มีใครที่ฉลาดเพียงอย่างเดียว อัจฉริยบุคคลจึงเป็นคนปกติและเพี้ยนในเวลาเดียวกัน
* อัจฉริยบุคคลจะยังรู้สึกว่าตนเองโง่อยู่ จนกว่าเขาจะหมดสภาพการเป็นอัจฉริยบุคคล
* มนุษย์ส่วนใหญ่สามารถซุกซ่อนความบ้าของตนไว้ในก้นบึ้งของจิตได้ ยกเว้นอัจฉริยบุคคล ที่แทบจะทำไม่ได้
* ชนส่วนใหญ่ในสังคมจะกำหนดมาตรฐานว่าใครบ้าหรือเพี้ยน ด้วยเหตุนี้สังคมที่เลวจะประณามศาสนทูตว่าบ้า สังคมที่เสื่อมโทรมจะประณามคนดีว่าเพี้ยน


27 มกราคม 2554

ซะกะรียา ผู้วิงวอนขอบุตรจากอัลลอฮฺ

นบีซะกะรียาในอัลกุรอาน

{3:37} แล้วพระเจ้าของนางก็ทรงรับมัรยัมไว้อย่างดี และทรงให้นางเจริญวัยอย่างดี และได้ทรงให้ซะกะรียาอุปการะนาง คราใดที่ซะกะรียาเข้าไปหานางที่ห้องสักการะ เขาก็พบปัจจัยยังชีพอยู่กับนาง เขากล่าวว่า "โอ้ มัรยัมเอ๋ย! เธอได้สิ่งนี้มาอย่างใด?" นางกล่าวว่า "มันมาจากที่อัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺนั้นจะทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์โดยไม่จำกัด"

{3:38} ณ ที่นั่น ซะกะรียาได้วิงวอนต่อพระเจ้าของตนโดยกล่าวว่า "พระเจ้าของข้าฯ! โปรดประทานบุตรที่ดีสักคนแก่ข้าฯ มาจากพระองค์ แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยินคําวิงวอน"

{3:39} และมะลาอิกะฮฺได้เรียกเขาขณะที่เขากําลังยืนนมาซอยู่ในห้องสักการะว่า "แท้จริงอัลลอหฺทรงแจ้งข่าวดีแก่ท่าน ถึงยะหฺยา โดยที่จะเป็นผู้ยืนยันพจมานหนึ่งจากอัลลอฮฺ และจะเป็นผู้นำ และผู้รักษาไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ และเป็นนบีคนหนึ่งจากหมู่ชนที่เป็นคนดี"

{3:40} (ซะกะรียา)กล่าวว่า "พระเจ้าของข้าฯ! ข้าฯจะมีบุตรได้อย่างใด ขณะความชราภาพได้มาถึงข้าฯแล้ว และภรรยาของข้าฯก็เป็นหมันด้วย" พระองค์ตรัสว่า "กระนั้นก็ตามอัลลอฮฺจะทรงกระทำตามที่พระองค์ทรงประสงค์"

{3:41} เขากล่าวว่า "พระเจ้าของข้าฯ! โปรดบันดาลให้มีอภินิหารสัญญาณหนึ่งให้แก่ข้าฯด้วยเถิด พระองค์ตรัสว่า "อภินิหารสัญญาณของเธอนั้น คือเธอไม่อาจจะพูดกับผู้คนเป็นเวลาสามวัน นอกจากด้วยการแสดงท่าทางเท่านั้น และจงรำลึกถึงพระเจ้าของเธอให้มาก และจงกล่าวสดุดีพระพิสุทธิคุณทั้งในยามเย็นและยามเช้า"

ในขณะที่ซะกะรียามีอายุ 120 และภริยามีอายุ 98 ปี ซะกะรียาได้วิงวอนขอจากอัลลอฮฺให้พระองค์ได้ทรงประทานทายาท ในซูเราะหฺมัรยัม มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้

{19:2} (นี่คือ) การกล่าวถึงเมตตาธรรมแห่งพระเจ้าของเธอ ที่มีต่อซะกะรียาบ่าวของพระองค์

{19:3} เมื่อเขาวิงวอนต่อพระเจ้าของตนด้วยการวิงวอนอย่างแผ่วเบา

{19:4} เขากล่าวว่า "พระเจ้าของข้าฯ! แท้จริง กระดูกของข้าฯอ่อนลง และศีรษะนั้นมีหงอกออกประกาย และไม่เคยปรากฏเลยว่า การวิงวอนของข้าฯต่อพระองค์นั้นไร้ผล พระเจ้าของข้าฯ!"

{19:5} และแท้จริงข้าฯกลัวลูกหลานของข้าฯภายหลังข้าฯ และภริยาของข้าฯก็เป็นหมัน ดังนั้น โปรดประทานทายาทที่ดีจากพระองค์ให้แก่ข้าฯด้วยเทอญ"

{19:6} ผู้ซึ่งจะเป็นทายาทสืบแทนข้าฯและสืบแทนจากตระกูลของยะอฺกูบ และโปรดให้เขาเป็นที่โปรดปรานด้วยเถิด พระเจ้าของข้าฯ!"

{19:7} "ดูกร ซะกะรียา! แท้จริงเราจะแจ้งข่าวดีแก่เธอซึ่งลูกคนหนึ่ง ชื่อของเขาคือยะฮฺยา เราไม่เคยตั้งชื่อนี่แก่ผู้ใดมาก่อนเลย"

{19:8} เขากล่าวว่า "พระเจ้าของข้าฯ! ข้าฯจะมีบุตรได้อย่างใด? ในเมื่อภริยาของข้าฯก็เป็นหมัน และข้าฯได้บรรลุสู่ความแก่ชราแล้ว!"

{19:9} เขากล่าวว่า กระนั้นก็ดี พระเจ้าของเธอได้ตรัสว่า "มันง่ายสำหรับฉัน เพราะฉันได้บังเกิดเธอมาก่อน ทั้ง ๆ ที่เธอยังไม่ได้เป็นสิ่งใด"

{19:10} เขากล่าวว่า "พระเจ้าของข้าฯ! โปรดบันดาลให้มีสัญญาณแก่ข้าฯด้วย" พระองค์ตรัสว่า "สัญญาณของเธอคือ เธอไม่อาจจะพูดกับผู้คนเป็นเวลาสามราตรีติดต่อกัน"

{19:11} แล้วเขาได้ออกจากมิหฺรอบมายังหมู่ชนของตน และเขาได้ชี้ใบ้แก่พวกของเขาว่า พวกเธอจงกล่าวสดุดีในยามเช้าและยามเย็น

นัมรูด กษัตริย์ผู้โอหัง

กษัตริย์นัมรูดแห่งอาณาจักรบาบิโลน (ภาษาฮิบรู: נִמְרוֹד /นิมโรด/, ภาษาอาหรับ: نمرود‎ /นัมรูด, นิมรูด/) มีชีวิตราว 2000 ปีก่อนคริสตศตวรรษ เป็นกษัตริย์ผู้อ้างว่าตนเป็นพระผู้เป็นเจ้า

นัมรูดได้ก่อตั้งนครบาบิโลนและเมืองอื่น ๆ อีกหลายเมือง และได้บัญชาให้ประชาราษฎรเคารพสักการะตน พร้อม ๆ กับการเคารพสักการะเจว็ดและรูปปั้นต่าง ๆ เมื่อนัมรูดเรียกนบีอิบรอฮีมมาสอบสวน เรื่องของการเคารพสักการะอัลลอหฺพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว เขาก็ได้โต้แย้งอิบรอฮีมว่า ตนก็เป็นพระเจ้าที่สามารถให้ผู้คนมีชีวิตหรือตายได้ ด้วยการสั่งให้นำนักโทษมาสองคน คนหนึ่งนัมรูดสั่งให้ประหารชีวิต อีกคนหนึ่งให้ปล่อยตัวไป นบีอิบรอฮีมจึงท้าให้นัมรูดด้วยการบอกว่า อัลลอฮฺทรงนำดวงอาทิตย์มาทางทิศตะวันออก ถ้านัมรูดมีความสามารถจริง ก็จงนำดวงอาทิตย์มาทางทิศตะวันตก นัมรูดจึงอึ้ง ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร

หลังจากที่อิบรอฮีมได้ทำลายเทวรูปต่าง ๆ ในวิหารของชาวบาบิโลน อิบรอฮีมถูกนำตัวมาต่อหน้านัมรูด เพื่อรับการลงโทษ ด้วยการถูกโยนเข้าไปในกองไฟ แต่อิบรอฮีมได้รับการคุ้มครองจากอัลลอฮฺ ทรงบันดาลไม่ให้อิบรอฮีมเผาไหม้หรือรู้สึกร้อนเลย

นัมรูดหลงคิดว่าตนจะมีอายุยาวนาน จึงสร้างเมืองใหม่ มีเวียงวังที่ประดับด้วยเงินทองและอัญมณี อันเปรียบเหมือนสวรรค์บนโลก เมื่อสร้างเสร็จ นัมรูดก็พาบริวารและไพร่พลเดินทางเพื่ออพยพไปยังที่พำนักแห่งใหม่ แต่แล้วนัมรูดก็ตายลง สาเหตุเพราะมียุงเข้าไปกัดในโพรงจมูก

"นัมรูด"ในอัลกุรอาน

{2:258} เธอไม่เห็นดอกหรือ ผู้โต้เถียงกับอิบรอฮีมในเรื่องพระเจ้าของเขา? ซึ่งอัลลอฮฺได้มอบอํานาจการปกครองแก่เขา เมื่ออิบรอฮีมได้กล่าวว่า "พระเจ้าของฉันทรงประทานชีวิต และทรงประทานความตาย" เขากล่าวว่า "ข้าก็ให้ชีวิตและให้ความตายได้" อิบรอฮีมกล่าวว่า "อัลลอฮฺทรงนำดวงอาทิตย์มาจากบูรพทิศ ดังนั้นท่านจงนำมันมาจากประจิมทิศเถิด" พลันผู้ที่ปฏิเสธนั้นก็อึ้งงง และอัลลอฮฺจะไม่ทรงชี้นำแก่กลุ่มชนที่อธรรม