แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิสามานยนามในอัลกุรอาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิสามานยนามในอัลกุรอาน แสดงบทความทั้งหมด

27 มกราคม 2554

ซะกะรียา ผู้วิงวอนขอบุตรจากอัลลอฮฺ

นบีซะกะรียาในอัลกุรอาน

{3:37} แล้วพระเจ้าของนางก็ทรงรับมัรยัมไว้อย่างดี และทรงให้นางเจริญวัยอย่างดี และได้ทรงให้ซะกะรียาอุปการะนาง คราใดที่ซะกะรียาเข้าไปหานางที่ห้องสักการะ เขาก็พบปัจจัยยังชีพอยู่กับนาง เขากล่าวว่า "โอ้ มัรยัมเอ๋ย! เธอได้สิ่งนี้มาอย่างใด?" นางกล่าวว่า "มันมาจากที่อัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺนั้นจะทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์โดยไม่จำกัด"

{3:38} ณ ที่นั่น ซะกะรียาได้วิงวอนต่อพระเจ้าของตนโดยกล่าวว่า "พระเจ้าของข้าฯ! โปรดประทานบุตรที่ดีสักคนแก่ข้าฯ มาจากพระองค์ แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยินคําวิงวอน"

{3:39} และมะลาอิกะฮฺได้เรียกเขาขณะที่เขากําลังยืนนมาซอยู่ในห้องสักการะว่า "แท้จริงอัลลอหฺทรงแจ้งข่าวดีแก่ท่าน ถึงยะหฺยา โดยที่จะเป็นผู้ยืนยันพจมานหนึ่งจากอัลลอฮฺ และจะเป็นผู้นำ และผู้รักษาไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ และเป็นนบีคนหนึ่งจากหมู่ชนที่เป็นคนดี"

{3:40} (ซะกะรียา)กล่าวว่า "พระเจ้าของข้าฯ! ข้าฯจะมีบุตรได้อย่างใด ขณะความชราภาพได้มาถึงข้าฯแล้ว และภรรยาของข้าฯก็เป็นหมันด้วย" พระองค์ตรัสว่า "กระนั้นก็ตามอัลลอฮฺจะทรงกระทำตามที่พระองค์ทรงประสงค์"

{3:41} เขากล่าวว่า "พระเจ้าของข้าฯ! โปรดบันดาลให้มีอภินิหารสัญญาณหนึ่งให้แก่ข้าฯด้วยเถิด พระองค์ตรัสว่า "อภินิหารสัญญาณของเธอนั้น คือเธอไม่อาจจะพูดกับผู้คนเป็นเวลาสามวัน นอกจากด้วยการแสดงท่าทางเท่านั้น และจงรำลึกถึงพระเจ้าของเธอให้มาก และจงกล่าวสดุดีพระพิสุทธิคุณทั้งในยามเย็นและยามเช้า"

ในขณะที่ซะกะรียามีอายุ 120 และภริยามีอายุ 98 ปี ซะกะรียาได้วิงวอนขอจากอัลลอฮฺให้พระองค์ได้ทรงประทานทายาท ในซูเราะหฺมัรยัม มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้

{19:2} (นี่คือ) การกล่าวถึงเมตตาธรรมแห่งพระเจ้าของเธอ ที่มีต่อซะกะรียาบ่าวของพระองค์

{19:3} เมื่อเขาวิงวอนต่อพระเจ้าของตนด้วยการวิงวอนอย่างแผ่วเบา

{19:4} เขากล่าวว่า "พระเจ้าของข้าฯ! แท้จริง กระดูกของข้าฯอ่อนลง และศีรษะนั้นมีหงอกออกประกาย และไม่เคยปรากฏเลยว่า การวิงวอนของข้าฯต่อพระองค์นั้นไร้ผล พระเจ้าของข้าฯ!"

{19:5} และแท้จริงข้าฯกลัวลูกหลานของข้าฯภายหลังข้าฯ และภริยาของข้าฯก็เป็นหมัน ดังนั้น โปรดประทานทายาทที่ดีจากพระองค์ให้แก่ข้าฯด้วยเทอญ"

{19:6} ผู้ซึ่งจะเป็นทายาทสืบแทนข้าฯและสืบแทนจากตระกูลของยะอฺกูบ และโปรดให้เขาเป็นที่โปรดปรานด้วยเถิด พระเจ้าของข้าฯ!"

{19:7} "ดูกร ซะกะรียา! แท้จริงเราจะแจ้งข่าวดีแก่เธอซึ่งลูกคนหนึ่ง ชื่อของเขาคือยะฮฺยา เราไม่เคยตั้งชื่อนี่แก่ผู้ใดมาก่อนเลย"

{19:8} เขากล่าวว่า "พระเจ้าของข้าฯ! ข้าฯจะมีบุตรได้อย่างใด? ในเมื่อภริยาของข้าฯก็เป็นหมัน และข้าฯได้บรรลุสู่ความแก่ชราแล้ว!"

{19:9} เขากล่าวว่า กระนั้นก็ดี พระเจ้าของเธอได้ตรัสว่า "มันง่ายสำหรับฉัน เพราะฉันได้บังเกิดเธอมาก่อน ทั้ง ๆ ที่เธอยังไม่ได้เป็นสิ่งใด"

{19:10} เขากล่าวว่า "พระเจ้าของข้าฯ! โปรดบันดาลให้มีสัญญาณแก่ข้าฯด้วย" พระองค์ตรัสว่า "สัญญาณของเธอคือ เธอไม่อาจจะพูดกับผู้คนเป็นเวลาสามราตรีติดต่อกัน"

{19:11} แล้วเขาได้ออกจากมิหฺรอบมายังหมู่ชนของตน และเขาได้ชี้ใบ้แก่พวกของเขาว่า พวกเธอจงกล่าวสดุดีในยามเช้าและยามเย็น

นัมรูด กษัตริย์ผู้โอหัง

กษัตริย์นัมรูดแห่งอาณาจักรบาบิโลน (ภาษาฮิบรู: נִמְרוֹד /นิมโรด/, ภาษาอาหรับ: نمرود‎ /นัมรูด, นิมรูด/) มีชีวิตราว 2000 ปีก่อนคริสตศตวรรษ เป็นกษัตริย์ผู้อ้างว่าตนเป็นพระผู้เป็นเจ้า

นัมรูดได้ก่อตั้งนครบาบิโลนและเมืองอื่น ๆ อีกหลายเมือง และได้บัญชาให้ประชาราษฎรเคารพสักการะตน พร้อม ๆ กับการเคารพสักการะเจว็ดและรูปปั้นต่าง ๆ เมื่อนัมรูดเรียกนบีอิบรอฮีมมาสอบสวน เรื่องของการเคารพสักการะอัลลอหฺพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว เขาก็ได้โต้แย้งอิบรอฮีมว่า ตนก็เป็นพระเจ้าที่สามารถให้ผู้คนมีชีวิตหรือตายได้ ด้วยการสั่งให้นำนักโทษมาสองคน คนหนึ่งนัมรูดสั่งให้ประหารชีวิต อีกคนหนึ่งให้ปล่อยตัวไป นบีอิบรอฮีมจึงท้าให้นัมรูดด้วยการบอกว่า อัลลอฮฺทรงนำดวงอาทิตย์มาทางทิศตะวันออก ถ้านัมรูดมีความสามารถจริง ก็จงนำดวงอาทิตย์มาทางทิศตะวันตก นัมรูดจึงอึ้ง ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร

หลังจากที่อิบรอฮีมได้ทำลายเทวรูปต่าง ๆ ในวิหารของชาวบาบิโลน อิบรอฮีมถูกนำตัวมาต่อหน้านัมรูด เพื่อรับการลงโทษ ด้วยการถูกโยนเข้าไปในกองไฟ แต่อิบรอฮีมได้รับการคุ้มครองจากอัลลอฮฺ ทรงบันดาลไม่ให้อิบรอฮีมเผาไหม้หรือรู้สึกร้อนเลย

นัมรูดหลงคิดว่าตนจะมีอายุยาวนาน จึงสร้างเมืองใหม่ มีเวียงวังที่ประดับด้วยเงินทองและอัญมณี อันเปรียบเหมือนสวรรค์บนโลก เมื่อสร้างเสร็จ นัมรูดก็พาบริวารและไพร่พลเดินทางเพื่ออพยพไปยังที่พำนักแห่งใหม่ แต่แล้วนัมรูดก็ตายลง สาเหตุเพราะมียุงเข้าไปกัดในโพรงจมูก

"นัมรูด"ในอัลกุรอาน

{2:258} เธอไม่เห็นดอกหรือ ผู้โต้เถียงกับอิบรอฮีมในเรื่องพระเจ้าของเขา? ซึ่งอัลลอฮฺได้มอบอํานาจการปกครองแก่เขา เมื่ออิบรอฮีมได้กล่าวว่า "พระเจ้าของฉันทรงประทานชีวิต และทรงประทานความตาย" เขากล่าวว่า "ข้าก็ให้ชีวิตและให้ความตายได้" อิบรอฮีมกล่าวว่า "อัลลอฮฺทรงนำดวงอาทิตย์มาจากบูรพทิศ ดังนั้นท่านจงนำมันมาจากประจิมทิศเถิด" พลันผู้ที่ปฏิเสธนั้นก็อึ้งงง และอัลลอฮฺจะไม่ทรงชี้นำแก่กลุ่มชนที่อธรรม

28 ธันวาคม 2553

ฮารูตและมารูต มะลักสองตนที่สอนไสยศาสตร์ในบาบิโลน

ฮารูต และ มารูต (ภาษาอาหรับ: هاروت و ماروت /ฮารูต วะ มารูต/) มะลักสองตนที่อัลลอหฺได้บัญชาให้ลงมาในกรุงบาบิโลน ซึ่งพระองค์ได้ทรงทำให้เขาทั้งสองเป็นเครื่องทดลองใจสำหรับมนุษย์ โดยลงมาสอนวิชาไสยศาสตร์ และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับไสยศาสตร์ แต่ก่อนที่จะสอน มะลักทั้งสองก็จะตักเตือนว่า อย่าเป็นผูัปฏิเสธ

"ฮารูตและมารูต"ในอัลกุรอาน

อัลกุรอานระบุเรื่องของฮารูตและมารูตเพียงสั้น ๆ ว่า

{2:102} และพวกเขาได้ปฏิบัติตามสิ่งที่เหล่าชัยฏอนได้อ่านในรัชสมัยสุลัยมาน สุลัยมานมิได้ปฏิเสธ แต่เหล่าชัยฏอนต่างหากที่ปฏิเสธ เพราะพวกเขาสอนไสยศาสตร์ให้แก่ผู้คน และพวกเขาปฏิบัติตามสิ่งที่ถูกส่งมายัง ฮารูตและมารูต มะลักสองตนที่บาบิล ทั้งสองจะไม่สอนไสยศาสตร์แก่ผู้ใด จนกว่าเขาทั้งสองจะกล่าวว่า "อันเรานี้เป็นเพียงการทดสอบอย่างหนึ่ง ดังนั้นท่านจงอย่าปฏิเสธ" ถึงกระนั้นพวกเขาก็ได้เรียนจากทั้งสอง ซึ่งวิชาที่ทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างบุรุษและภรรยาถึงแม้จะเห็นได้ชัดว่า พวกเขาไม่อาจใช้ไสยศาสตร์ทำอันตรายแก่ผู้ใดโดยปราศจากการอนุมัติของอัลลอหฺ แต่พวกเขาก็ยังคงเรียนสิ่งที่ให้โทษแก่พวกเขาและไม่ได้ให้คุณแก่พวกเขา ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขารู้ดีว่าผู้ใดที่ซื้อวิชานี้จะไม่ได้รับส่วนแบ่งใดในปรโลก ช่างชั่วช้าเสียนี่กระไร สำหรับสิ่งที่พวกเขาได้แลกเอามันมาด้วยตัวของพวกเขา ถ้าหากว่าพวกเขารู้

นบีอิลยาส

นบีอิลยาส หรือ อิลยาซ (ภาษาอาหรับ: إلياس /อิลยาส/; ภาษาฮีบรู: אליהו /เอลียะหฺ/; ภาษากรีก: Ἠλίας /เอลียาส/) เป็นนบีคนหนึ่งในปาเลสไตน์ มีชีวิตอยู่ในราว 870 ปี ก่อน ค.ศ. หลังนบีสุลัยมานราว 100 ปี

นบีอิลยาสไม่มีคัมภีร์เป็นของตน แต่ใช้คัมภีร์เตารอหฺของมูซา เหมือนศาสนทูตคนก่อน ๆ กษัตริย์ของเผ่าอิสรออีลในแคว้นยะหูดะหฺ (ยูดาห์) ในสมัยนั้นคือ อัคอาบ (ภาษาอังกฤษ: ِAhab /อาฮาบ/; ภาษาฮีบรู: אַחְאָב /อัคอาบ/) บุตรของกษัตริย์อมรี ซึ่งได้แต่งงานกับนางเอซาเบล (ภาษาอังกฤษ: Jezebel /เจเซเบล/; ภาษาฮีบรู: אִיזָבֶל /เอซาเบล/) เจ้าหญิงแห่งเฟนิเซีย เมื่อนางได้เป็นราชินี ก็มีอำนาจเหนือสามี บังคับให้สามีนับถือบูชาเทวรูปเหมือนตน และได้ก่อสร้างวิหารเพื่อประดิษฐานเทวรูป บะอัล ซึ่งเป็นที่บูชาของชาวเฟนิเซีย นอกจากนี้ยังสนับสนุนการผิดประเวณี และการทำอนาจารต่าง ๆ อย่างโจ่งแจ้ง บรรดานบีต่าง ๆ ในแผ่นดินที่ต่อต้านการกระทำอันชั่วร้ายนี้ ก็ถูกนางสั่งให้สังหารเป็นจำนวนมาก

ศาสนทูตอิลยาสจึงตักเตือนเผ่าอิสรออีลให้หยุดบูชารูปปั้น และหยุดทำความชั่ว เมื่อไม่สามารถที่จะยับยั้งได้ ศาสนทูตอิลยาสจึงรวบรวมพลเพื่อต่อสู้กับพวกผู้นำของศาสนาบะอัล เมื่ออัคอาบตาย นางเอซาเบลก็ยังคงยืมอำนาจของ อะคาซียะห บุตรชายที่ขึ้นมาเป็นกษัตริย์แทนบิดา เมื่อ อะคาซียะห ถูกฆ่าตายในสงครามกับชนชาติอื่น นางก็ยังยืมอำนาจของ เยโฮรัม บุตรชายอีกคนที่ขึ้นมาเป็นกษัตริย์แทนพี่ชาย

นบีอิลยะสะอฺ ผู้เป็นศิษย์และศาสนทูตสืบทอดอิลยาสก็ได้สั่งให้ เยฮู เป็นผู้นำศรัทธาชนต่อสู้กับกษัตริย์เยโฮรัม จนกระทั่งเยโฮรัมถูกฆ่า เยโฮรัมได้กลับมาจัดการกับนางเอซาเบล โดยสั่งให้เหล่าขันทีฆ่านางด้วยการโยนนางทิ้งทางหน้าต่าง หลังจากนั้นเยฮูก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์แห่งยะหูดะหฺตั้งแต่นั้นมา

"อิลยาส"ในอัลกุรอาน

{6:85} และซะกะรียา และยะฮฺยา และอีซา และอิลยาส ทุกคนนั้นอยู่ในหมู่คนดี

{37:123} และแท้จริง อิลยาสนั้นเป็นคนหนึ่งในบรรดาศาสนทูต
{37:124} เมื่อเขากล่าวแก่หมู่ชนของเขาว่า "พวกเธอไม่ยำเกรงอัลลอหฺหรือ?"
{37:125} "พวกเธอเคารพสักการะบะอัล และละทิ้งพระผู้ทรงสร้างที่ประเสริฐยิ่งนั้นหรือ?"
{37:126} "อัลลอหฺคือพระเจ้าของพวกเธอ และพระเจ้าของบรรพบุรุษของพวกเธอแต่เก่าก่อน"
{37:127} แต่แล้วพวกเขากล่าวหาว่าอิลยาสมุสา พวกเขาจะถูกนำมาลงโทษอย่างแน่นอน
{37:128} นอกจากปวงบ่าวของอัลลอหฺผู้บริสุทธิ์ใจ
{37:129} และเราได้จรรโลงเขาในกลุ่มชนรุ่นหลัง
{37:130} ศานติจงมีแด่อิลยาซีน

25 เมษายน 2553

นบีนูหฺ จอมศาสนทูต และบิดาที่สองของมนุษยชาติ

นบีนูหฺ (ภาษาอาหรับ: نوح /นูหฺ/, ภาษาฮีบรู: נוֹחַ /โนอาฮฺ/) เป็นศาสนทูตของอัลลอหฺคนหนึ่ง ที่พระองค์ได้ทรงส่งมาเพื่อตักเตือนผู้คนในอดีต
นามของศาสดานูหฺปรากฏในอัลกุรอาน 43 ครั้ง แต่ละครั้งมีความแตกต่างกัน บางครั้งกล่าวถึงสภาพชีวิตของท่านเช่น ซูเราะฮฺอัชชุอะรออ์ ซูเราะฮฺอัลมุอ์มินูน ซูเราะฮฺอะอฺรอฟ ซูเราะฮฺอัลก็อมัร และซูเราะฮฺฮูด นอกจากนี้พระองค์ยังให้เกียรติท่านโดยตั้งชื่อซูเราะฮฺหนึ่งว่า ซูเราะฮฺนูหฺอีกด้วย ในซูเราะหฺนูหฺและซูเราะหฺฮูดนี้ได้กล่าวถึงประวัติของนบีนูหฺไว้อย่างละเอียด
นบีนูหฺได้อยู่ร่วมกับหมู่ชนของท่านเพื่อประกาศเผยแผ่สาส์นแห่งอัลลอฮฺเป็นเวลานาน 950 ปี ({29:14}) ถึงกระนั้นก็ตาม ก็มีผู้ที่มีศรัทธาต่อท่านเพียงไม่ถึงหนึ่งร้อยคน แม้กระทั่งภรรยา ({66:10}) และบุตรชายของท่านเองคนหนึ่งก็ไม่ยอมศรัทธาต่อนบีนูหฺ ในที่สุด เมื่อเห็นว่าพวกเขาทุกรุ่น ล้วนแต่ดื้อรั้น ท่านจึงได้วิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้ทำลายล้างผู้คนเหล่านั้น อัลลอฮฺจึงได้ส่งอุทกภัย ท่านนำบรรดาผู้ที่มีศรัทธาลงเรือพร้อมกับสามคน แต่บุตรชายที่ไม่ศรัทธานั้น ไม่ยอมลงเรือกับท่าน ในที่สุดก็ต้องจมน้ำตาย ({11:42-43)}
คุณสมบัติของประชาชาตินูหฺ
1. ประชาติของนูฮฺตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺด้วยการสักการะบูชาเจว็ด อันได้แก่ วัดดฺ สุวาอฺ ยะฆูษ ยะอูก และนัสรฺ
{71:23} "และพวกเขาได้กล่าวว่า พวกเธออย่าได้ทอดทิ้งบรรดาสิ่งสักการะบูชาของพวกเธอเป็นอันขาด พวกเธออย่าได้ทอดทิ้งวัดดฺ และสุวาอฺ และยะฆูษ และยะอูก และนัสรฺ เป็นอันขาด"
2. เป็นกลุ่มชนที่หลงใหลในอำนาจและทรัพย์สิน จะเชื่อฟังเฉพาะผู้ที่มีอำนาจและคนที่ร่ำรวย
{71:21} นูฮฺได้กล่าวว่า "โอ้ พระเจ้าของข้าฯ! แท้จริงพวกเขาได้ฝ่าฝืนข้าฯและเชื่อฟังผู้ที่ทรัพย์สินของเขา และลูกหลานของเขาไม่ได้เพิ่มอันใดแก่พวกเขา นอกจากความสูญเสีย"
2. เป็นกลุ่มชนที่โง่เขลาและดื้อด้านไม่ยอมรับฟังสัจธรรม แม้นบีนูฮฺจะพยายามทุกวิถีทางในการตักเตือน ไม่ว่าจะเป็นแบบลับ ๆ หรือเปิดเผย ด้วยเสียงค่อย หรือเสียงดัง ทั้งกลางวัน หรือกลางคืน พวกเขาก็ไม่ยอมมีศรัทธา
{71:5} เขากล่าวว่า "โอ้ พระเจ้าของข้าฯ! แท้จริงข้าฯได้เรียกร้องเชิญชวนหมู่ชนของข้าฯทั้งยามราตรีและทิวา"
{71:6} "แต่การเรียกร้องเชิญชวนของข้าฯไม่ได้เพิ่มสิ่งใดแก่พวกเขา นอกจากการหลบหนี"
{71:7} "และแท้จริงทุกครั้งที่ข้าฯเรียกร้องเชิญชวนพวกเขา เพื่อที่พระองค์จะได้อภัยโทษให้แก่พวกเขา พวกเขาก็เอานิ้วอุดรูหูของพวกเขา และเอาเสื้อผ้าของพวกเขาคลุมโปง และพวกเขายังดื้อรั้น และหยิ่งยโสด้วยความจองหอง"
3. สังคมเต็มไปด้วยการกดขี่และความเสื่อมเสีย จนไม่อาจจะแก้ไขได้อีกต่อไป มีวิธีเดียวเท่านั้นก็คือการทำลายให้สิ้นซาก
{71:26} และนูหฺได้กล่าวว่า "โอ้ พระเจ้าของข้าฯ! โปรดอย่าได้ทรงปล่อยให้พวกปฏิเสธศรัทธาหลงเหลืออยู่ในแผ่นดินนี้เลย"
{71:27} "เพราะหากพระองค์ทรงปล่อยให้พวกเขาหลงเหลืออยู่ พวกเขาก็จะหลอกลวงให้ปวงบ่าวของพระองค์หลงผิด และพวกเขาจะให้กําเนิดแต่พวกเลวทราม พวกปฏิเสธศรัทธาเท่านั้น"
นบีนูฮฺมีคุณลักษณะดีเด่นกว่าบรรดาศาสนทูตอื่น ๆ เนื่องจากว่า
1. เป็นศาสนทูตคนแรกในเหล่า "อูลุลอัซมิ" ที่มีจำนวนทั้งหมด 5 คน คนต่อไปคืออิบรอฮีม มูซา อีซา และมุหัมมัด
{42:13} พระองค์ได้ทรงกำหนดศาสนาแก่พวกเธอ เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงบัญชาแก่นูหฺ และที่เราได้วิวรณ์แก่เธอก็เช่นเดียวกับที่เราได้บัญชาแก่อิบรอฮีม และมูซา และอีซาว่า "พวกเธอจงดํารงศาสนาไว้ให้คงมั่น และอย่าแตกแยกกันในเรื่องศาสนา สิ่งที่เธอเรียกร้องเชิญชวนบรรดาผู้ตั้งภาคีให้ตามนั้น เป็นเรื่องใหญ่สำหรับพวกเขา อัลลอฮฺทรงเลือกสำหรับพระองค์ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และทรงนำทางผู้ที่ผินหน้าสู่พระองค์นั้นให้เข้าสู่พระองค์"
{33:7} และจงรำลึกเมื่อเราได้เอาคํามั่นสัญญาของพวกเขาจากบรรดานบี และจากเธอ และจากนูหฺ และอิบรอฮีม และมูซา และอีซา บุตรมัรยัม และเราได้เอาคํามั่นสัญญาอย่างหนักแน่นจากพวกเขา
2. เป็นบิดาคนที่สองแห่งมนุษยชาติ เพราะเผ่าพันธุ์มนุษย์สืบเชื้อสายมาจากท่าน เพราะหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมโลก ไม่มีใครรอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้เลยนอกจากนูหฺ บรรดาลูกของท่านและสาวกผู้ซื่อสัตย์บางคนเท่านั้น
{37:75} อันที่จริงนูหฺได้วิงวอนขอต่อเรา ดังนั้นผู้ตอบสนองช่างประเสริฐเสียนี่กระไร!
{37:76}
และเราได้ช่วยเขาและชุมชนของเขาให้พ้นจากทุกข์ภัยอันมหันต์
{37:77}
และเราได้ให้วงศ์วานของเขายังคงมีชีวิตอยู่
{37:78}
และเราได้จรรโลงในกลุ่มชนรุ่นหลัง
{37:79}
ความศานติจงมีแด่นูหฺในสากลโลก
{37:80}
แท้จริง เช่นนั้นแหละเราจะตอบแทนผู้กระทำความดีทั้งหลาย
{37:81}
แท้จริง เขาอยู่ในปวงบ่าวของเราผู้มีศรัทธา
{37:82}
แล้วเราได้ให้พวกอื่นจมน้ำตาย
{11:40} จนกระทั่งเมื่อคําบัญชาของเราได้มา และน้ำได้พวยพุ่งออกจากเตา เรากล่าวว่า "จงบรรทุกไว้ในเรือจากทุกชนิดเป็นคู่ ๆ และครอบครัวของเธอด้วย -เว้นแต่ผู้ที่พระดํารัสได้กําหนดแก่เขาไว้ก่อน- และผู้มีศรัทธา" แต่ไม่มีผู้มีศรัทธาร่วมกับเขานอกจากจํานวนเล็กน้อย
3. นูฮฺมีอายุยืนและใช้เวลาในการเผยแพร่ศาสนายาวนานที่สุด
{29:14} และโดยแน่นอนเราได้ส่งนูฮฺไปยังหมู่ชนของเขา และเขาได้อยู่ร่วมกับพวกเขาหนึ่งพันปีเว้นห้าสิบปี
นักวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในประเด็นเกี่ยวกับอายุของท่านศาสดานูหฺว่าท่านมีอายุ 950 ปีหรือว่าท่านทำหน้าที่เป็นศาสดา 950 ปีกันแน่ รายงานจากเกาะตาดะฮฺว่า กล่าวกันว่าอายุของนูหฺรวมแล้ว 950 ปี อยู่กับพวกเขาก่อนจะสั่งสอนพวกเขา 300 ปี สั่งสอนพวกเขา 300 ปี และมีชีวิตหลังจากน้ำท่วมโลก 350 ปี (ดู อิบนุกะษีร) คำว่า {เขาได้อยู่ร่วมกับพวกเขาหนึ่งพันปีเว้นห้าสิบปี} คือการใช้ชีวิตร่วมกับพวกเขา ซึ่งย่อมหมายถึงการใช้ชีวิตก่อนการเป็นศาสดา และหลังจากอุทกภัยอีกด้วย เพราะนูฮฺยังอยู่กับลูก ๆ และสาวกของท่านหลังจากอุทกภัยอีกชั่วระยะเวลาหนึ่ง นอกจากนี้คัมภีร์เตารอฮฺ (คัมภีร์พระธรรมเดิม) ระบุว่าหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมโลก ศาสดานูหฺยังมีชีวิตอยู่อีกถึง 350 ปีและเสียชีวิตตอนอายุ 950 ปี (พระธรรมปฐมกาล 9:28-29)