15 พฤษภาคม 2553

อิสลามมีเพียงหนึ่งเดียว



อิสลามมีเพียงหนึ่งเดียว และเราคือมุสลิม
เราไม่ใช่มุสลิมซุนนีย์ เราไม่ใช่มุสลิมสะละฟีย์ เราไม่ใช่มุสลิมชีอะหฺ เราไม่ใช่มุสลิมศูฟีย์
เราเป็นเพียงแค่มุสลิม
มุสลิมเต็มร้อย ไม่มีสารอื่นเจือปน
เรานับถือมัซฮับของนบีมุฮัมมัด

มีสองสิ่งที่เราจะปฏิบัติตาม นั่นคือ อัลลอหฺ และนบีมุฮัมมัด
นอกเหนือจากนั้นล้วนแล้วแต่มีผิด มีถูก กันทั้งนั้น

มนุษย์มีผิด มีถูก
ฉันเองก็เป็นมนุษย์

ดังนั้นถ้าใครวินิจฉัยแล้วผิดพลาด ฉันจะไปตำหนิเขาทำไม?
ถ้าฉันวินิจฉัยแล้วผิดพลาด ก็อย่าตำหนิฉัน

ประวัติศาสตร์ของประชาชาติอิสลามเป็นบทเรียนที่ดี
แต่มันไม่ใช่รากฐานแห่งการศรัทธา

ใครถูกใครผิดในประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องของพวกเขา
ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะมาแสดงความเจ็บแค้น
ผู้อธรรมก็สลาย ผูู้ทรงธรรมก็มลาย
เหลือเพียงแค่อักษรบนกระดาษ
เรามาเสแสร้งแกล้งเสียใจ แล้วได้อะไร?

วัน ๆ มัวแต่ด่าทอชนผู้ล่วงลับ
เราเองทำถูกแล้วหรือยัง?






13 พฤษภาคม 2553

พระองค์ทรงสามารถเหนือทุกสรรพสิ่ง

- อัลลอหฺทรงสร้างมนุษย์ ออกมาไม่เหมือนกัน อัลลอหฺทรงทำให้เหมือนกันไม่เป็นหรอก?
- เปล่าหรอก พระองค์ทรงสามารถทำให้มนุษย์สองคนเหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ยังได้ ดูฝาแฝดสิ แม้กระทั่งดีเอ็นเอของฝาแฝดก็เหมือนกันเป๊ะ แยกกันไม่ออกว่าเป็นดีเอ็นเอของใคร

- อัลลอหฺทรงทำให้เกิดฝาแฝด มันก็เพียงเป็นการก็อปปี้ พอก็อปปี้มันก็เหมือนนะสิ ไม่เห็นจะพิศดารตรงไหนเลย!
- แต่อัลลอหฺก็ยังทรงสามารถทำให้ฝาแฝดออกมามีหน้าตา และเพศแตกต่างกัน เขาเรียกว่าแฝดเทียมไงล่ะ

-เด็กทารกในท้อง พอครบกำหนด มันก็ต้องคลอดออกมาอยู่ดี อัลลอหฺจะทรงห้ามไว้ ไม่ให้คลอดออกมาได้หรือ?
-มีหลายครั้งที่ผู้หญิงคลอดลูกออกมาคนหนึ่ง แต่ยังมีทารกอีกคนหนึ่งอยู่ในท้อง ที่คลอดตามหลังมาอีก หลังจาก 4-5 เดือน สรุปคือ ตั้งครรภ์สองครรภ์ในเวลาที่แตกต่างกัน

-คนเราต้องแก่ อัลลอหฺจะทรงทำไม่ให้แก่ไม่ได้เหรอ?

-อัลลอหฺทรงทำให้แก่เร็วหรือแก่ช้าได้ นางสาวบรูก กรีนเบิร์ก อายุ 17 ปีแต่ยังคงเหมือนเด็กอายุ 10 เดือน พููดไม่ได้ กินเองก็ไม่ได้


Brook Greenberg อายุ 12 ปี

Brook Greenberg อายุ 16 ปี

01 พฤษภาคม 2553

มัสญิด บ้านของพระเจ้า


มัสยิด หรือสะกดว่า มัสญิด เป็นศาสนสถานของชาวมุสลิม คำว่า มัสญิด เป็นคำภาษาอาหรับแปลว่า สถานที่กราบ นอกจากนี้ยังเรียกว่า สุเหร่า เป็นคำที่ยืมมาจากภาษามลายู surau บ้างก็เรียกเรือนไม้ที่ใช้เป็นสถานที่นมาซ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าว่า สุเหร่า ถ้ามีขนาดใหญ่ก็เรียกว่า มัสญิด

ชาวมุสลิมในแต่ละชุมชนจะสร้างมัสยิดขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา อันได้แก่การนมาซ และการวิงวอน การปลีกตนเพื่อบำเพ็ญตบะ หาความสันโดษ (อิอฺติกาฟ และ คอลวะหฺ) นอกจากนี้มัสยิดยังเป็นโรงเรียนสอนอัลกุรอาน และศาสนา สถานที่ชุมนุมพบปะ ประชุม เฉลิมฉลอง ทำบุญเลี้ยง สถานที่ทำพิธีสมรส และสถานที่พักพิงของผู้สัญจรผู้ไร้ที่พำนัก โดยที่จะต้องรักษามารยาทของมัสยิด เช่นการไม่คละเคล้าระหว่างเพศชายและหญิง การกระทำที่ขัดกับบทบัญญัติห้ามของอิสลาม(ฮะรอม)ทั้งมวล

มัสญิดที่สำคัญที่สุด

1. อัลมัสญิด อัลฮะรอม (มัสญิดต้องห้าม) ในนครมักกะหฺ อันเป็นที่ตั้งของกะอฺบะหฺ, มะกอมอิบรออีม (รอยเท้าของศาสดาอิบรอฮีม) ข้าง ๆ นั้นเป็น เนินเขา อัศศอฟา และ อัลมัรวะหฺ อ้ลมัสญิด อัลฮะรอม เป็นสถานที่นมาซประจำวัน และสถานที่บำเพ็ญฮัจญ์ เพราะยามที่มุสลิมประกอบพิธีฮัจญ์ต้องฏอวาฟรอบกะอฺบะหฺ นมาซหลังมะกอมอิบรอฮีม และเดิน(สะอฺยุ)ระหว่างอัศศอฟา และ อัลมัรวะหฺ

2. อัลมัสญิด อัลนะบะวีย์ คือมัสญิดของศาสนทูตมุฮัมมัด ซึ่งส่วนหนึ่งของมัสญิด เป็นสถานที่ฝังร่างนบีมุฮัมมัด

3. อัลมัสญิด อัลอักศอ เป็นมัสญิดที่มีความสำคัญทางประวัติศาตร์อิสลาม เพราะศาสนทูตมุฮัมมัดได้ขึ้นสู่ฟากฟ้า(มิอฺรอจญ์)จากที่นั่น


อัลมัสญิด อัลอักศอ ในบัยตุลมักดิส กำลังถูกพวกยิวคุกคาม


"มัสญิด"ในอัลกุรอาน

อัลมัสญิด อัลฮะรอมเป็นกิบลัตของอิสลาม เมื่อจะนมาซหรือขอดุอาอ์จะต้องหันหน้าไปทางกิบลัต

{2:144} แท้จริงเราเห็นใบหน้าของเธอแหงนขึ้นฟ้าบ่อยครั้ง แน่นอนเราจะให้เธอผินไปยังทิศที่เธอพึงใจ ดังนั้นเธอจงผินใบหน้าของเธอไปทาง อัลมัสญิด อัลฮะรอม เถิด และที่ใดก็ตามที่พวกเธอปรากฏอยู่ ก็จงผินใบหน้าของพวกเธอไปทางทิศนั้น ...
{2:149} ไม่ว่าจากที่ใดก็ตามที่ได้จะออกไป จงผินหน้าของเธอไปยัง อัลมัสญิด อัลฮะรอม และที่ใดก็ตามที่พวกเธออยู่ พวกเธอก็จงหันหน้าไปทางนั้น ...
{2:150} และจากที่ใดก็ตามที่เธอออกไปก็จงผินหน้าของเธอไปทาง อัลมัสญิด อัลฮะรอม และที่ใดก็ตามที่พวกเธอปรากฏอยู่ ก็จงผินหน้าของพวกเธอไปทางนั้น ...
{7:29} จงกล่าวเถิดว่า "พระเจ้าของฉันได้บัญชาให้ดำรงความยุติธรรม และพวกเธอจงผินหน้าของพวกเธอให้ตรง ณ ทุก ๆ มัสญิด และจงวินวอนต่อพระองค์อย่างผู้บริสุทธิ์ใจ"

อัลมัสญิด อัลฮะรอม เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ จงละเว้นการทำสงครามในนั้น

{2:191} ... และจงอย่าสู้รบกับพวกเขา ณ อัลมัสญิด อัลฮะรอม จนกว่าพวกเขาจะทำร้ายพวกเธอในที่นั้น หากพวกเขาทำร้ายพวกเธอ ก็จงประหัตประหารพวกเขา ...
{5:2} ... และจงอย่าให้การเกลียดชังต่อพวกหนึ่งพวกใด ที่ขัดขวางพวกเธอไม่ให้เข้า อัลมัสญิด อัลฮะรอม นั้น ทำให้พวกเธอต้องละเมิด ...

การกีดกันผู้คนไม่ให้เข้าอัลมัสญิด อัลฮะรอม เป็นความผิดที่ใหญ่หลวง

{2:217} พวกเขาจะถามเธอเกี่ยวกับเดือนต้องห้าม ซึ่งการสู้รบในเดือนนั้น จงกล่าวเถิดว่า "การสู้รบ ในเดือนนั้นเป็นสิ่งใหญ่หลวง และการขัดขวางให้ออกจากทางของอัลลอหฺ และการปฏิเสธการศรัทธา ต่อพระองค์และการกีดกัน อัลมัสญิด อัลฮะรอม ตลอดจนการขับไล่ชาว อัลมัสญิด อัลฮะรอม ออกไปนั้น เป็นสิ่งใหญ่โตยิ่งกว่า ณ ที่อัลลอหฺ และการก่อกวนนั้นใหญ่โตยิ่งกว่าการฆ่าสังหาร ...
{22:25} แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและขัดขวางหนทางแห่งอัลลอหฺ และ อัลมัสญิด อัลฮะรอม ซึ่งเราได้ทำมันให้เท่าเทียมกันสำหรับปวงมนุษย์ ทั้งผู้ที่พำนักอยู่ในนั้นและผู้สัญจร และถ้าผู้ใดปรารถนาที่จะออกนอกทางด้วยความอธรรม เราก็จะให้เขาลิ้มรสการลงโทษอันเจ็บปวด
{48:25} พวกเขาคือบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและขัดขวางพวกเธอจาก อัลมัสญิด อัลฮะรอม และสัตว์พลีถูกกักกันไม่ให้บรรลุสู่ที่เชือดของมัน ...

ผู้ประกอบฮัจญ์และอุมเราะหฺพร้อมกัน โดยที่เขาไม่ได้อาศัยในเขตแผ่นดินฮะรอม หากหาสัตว์พลีมาไม่ได้ ก็จะต้องถือศีลอดกัฟฟาเราะหฺ 3 วันที่มัสญิด อัลฮะรอม และอีก 7 วันที่บ้านของตน

{2:196} ... ผู้ใดที่ถือโอกาสด้วยการทำอุมเราะหฺควบเข้ากับฮัจญ์แล้ว ก็ให้เชือดสัตว์พลีที่หาได้ง่าย ผู้ใดที่หามาไม่ได้ ก็ให้ถือศีลอดสามวันในระหว่างการทำฮัจญ์ และอีกเจ็ดวันเมื่อพวกเธอกลับแล้ว มันก็ครบสิบวัน ดังกล่าวนั้นสำหรับผู้ที่ครอบครัวของเขาไม่ได้พำนักอยู่ที่ อัลมัสญิด อัลฮะรอม ...

มัสญิดทุกแห่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

{2:187} ... และพวกเธอจงอย่าสมสู่กับพวกนาง ขณะที่พวกเธอพักสงบอยู่ในมัสญิด นั่นคือบรรดาขอบเขตของอัลลอหฺ ...

ต้องสวมเสื้อผ้าอาภรณ์ยามเข้าไปในมัสญิด

{7:31} ดูกร ลูกหลานอาดัม! จงสวมใส่อาภรณ์ของพวกเธอ ณ ทุกมัสญิด

พวกสับปลับสร้างมัสญิดเพื่อทำลายล้างอิสลาม ห้ามไม่ให้มุสลิมเข้าไปนมาซในนั้น

{9:107} และบรรดาผู้ที่ยึดเอามัสญิดหลังหนึ่งเพื่อก่อให้เกิดความเดือดร้อนและปฏิเสธศรัทธาและก่อให้เกิดการแตกแยกระหว่างบรรดาศรัทธาชนด้วยกัน และเป็นแหล่งซ่องสุมสำหรับผู้ที่ทำสงครามต่อต้านอัลลอหฺและศาสนทูตของพระองค์มาก่อน และแน่นอนพวกเขาจะสาบานว่า "เราไม่มีเจตนาอื่นใดนอกจากที่ดี" และอัลลอหฺนั้นทรงเป็นพยานยืนยันว่า พวกเขานั้นเป็นผู้โกหกแน่นอน
{9:108} เธออย่าไปร่วมยืนนมาซในมัสญิดนั้นเป็นอันขาด แน่นอน มัสญิดที่ถูกวางรากฐานบนความยำเกรงตั้งแต่วันแรกนั้น สมควรอย่างยิ่งที่เธอจะเข้าไปยืนนมาซในนั้น เพราะในมัสญิดนั้น มีคณะบุคคลที่ชอบจะชําระตนให้บริสุทธิ์ และอัลลอหฺนั้นทรงรักบรรดาผู้ที่ชําระตนให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ

การบูรณะมัสญิดเป็นสัญลักษณ์แห่งการมีศรัทธาต่ออิสลาม

{9:18} แท้จริงที่จะบูรณะบรรดามัสญิดของอัลลอหฺนั้นคือผู้ที่มีศรัทธาต่ออัลลอหฺ และวันปรโลก และได้ดํารงไว้ ซึ่งการนมาซ และชําระซะกาต และเขาไม่ได้ยำเกรงนอกจากอัลลอหฺเท่านั้น ดังนั้นจึงหวังได้ว่า ชนเหล่านั้น จะเป็นผู้อยู่ในหมู่ผู้รับการชี้นำ

ผู้มีสิทธิ์จะดูแลอัลมัสญิด อัลฮะรอม คือบรรดาผู้ยำเกรงที่ศรัทธาต่ออัลลอหฺ

{8:34} และพวกเขามีอันใดหรือ ที่อัลลอหฺจะไม่ทรงลงโทษพวกเขา? ทั้ง ๆ ที่พวกเขาขัดขวางไม่ให้เข้า อัลมัสญิด อัลฮะรอม และพวกเขาก็ไม่ใช่ผู้ปกครองมัสญิดนั้น บรรดาผู้ปกครองมัสญิดนั้นไม่ใช่ผู้ใดอื่น นอกจากบรรดาผู้ยำเกรงเท่านั้น ทว่าของพวกเขาส่วนมากไม่รู้

ห้ามไม่ให้บรรดาผู้ตั้งภาคีมาบูรณะมัสญิด

{9:17} ไม่บังควรแก่บรรดาผู้ตั้งภาคีที่จะบูรณะบรรดามัสญิดของอัลลอหฺ
ห้ามไม่ให้บรรดาผู้ตั้งภาคีเข้าในมัสญิด อัลฮะรอม
{9:28} ดูกร บรรดาผู้มีศรัทธา! แท้จริงบรรดาผู้ตั้งภาคีนั้นโสมม ดังนั้นพวกเขาอย่าได้เข้าใกล้อัลมัสญิด อัละรอม หลังจากปีของพวกเขานี้ ...

คนที่ขวางกั้นไม่ให้ผู้คนเข้าไปทำอิบาดะหฺในมัสญิด คือคนที่อธรรมอย่างรุนแรง

{2:114} และผู้ใดเล่าที่อธรรมยิ่งไปกว่าผู้ที่ปิดกั้นเหล่ามัสญิดของอัลลอหฺ เพื่อกล่าวรำลึกถึงพระนามของพระองค์ภายในนั้น และพยายามที่จะทำลายมัน? คนพวกนี้ไม่สมควรที่จะเข้าไปในนั้น เว้นแต่พวกเขาจะเข้าไปด้วยความยำเกรง สำหรับพวกเขาในโลกนี้คือความอัปยศอดสู และการลงโทษอันมหันต์ในปรโลก

ชาวมุสลิมได้ทำสนธิสัญญากับพวกผู้ตั้งภาคีในอัลมัสญิด อัลฮะรอม

{9:7} บรรดาผู้ตั้งภาคีจะมีสัญญา ณ อัลลอหฺและศาสนทูตของพระองค์ได้อย่างใด นอกจากบรรดาผู้ที่พวกเธอได้ทำสัญญาไว้ที่อัลมัสญิด อัลฮะรอมเท่านั้น ดังนั้นตราบใดที่พวกเขาเที่ยงธรรมต่อพวกเธอ ก็จงเที่ยงธรรมต่อพวกเขา

พวกผู้ตั้งภาคีเคยเป็นผู้ดูแลมัสญิดฮะรอมก่อนอิสลามกาล

{9:19} พวกเธอได้ถือเอาการให้น้ำดื่มแก่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ และการบูรณะอัลมัสญิด อัลฮะรอม ว่าเสมอเหมือนกับผู้ที่มีศรัทธาต่ออัลลอหฺ และวันปรโลก และต่อสู้ในทางของอัลลอหฺกระนั้นหรือ? เขาเหล่านั้นย่อมไม่เท่าเทียมกัน ณ ที่อัลลอหฺ และอัลลอหฺนั้นจะไม่ทรงชี้นำกลุ่มชนที่เป็นผู้อธรรม

ในคืนอิสรออ์มิอฺรอจญ์ นบีมุฮัมมัดได้เดินทางจาก อัลมัสญิด อัลฮะรอม ไปยัง อัลมัสญิด อัลอักศอ

{17:1} พระพิสุทธิคุณแห่งพระผู้ทรงนำบ่าวของพระองค์เดินทางในเวลาราตรี จาก อัลมัสญิด อัลฮะรอม ไปยัง อัลมัสญิด อัลอักศอ

อัลกุรอานพยากรณ์ว่า ศรัทธาชนจะเข้ายึด อัลมัสญิด อัลอักศอ จากพวกอิสราเอลได้อีกครั้ง

{17:7} ... แล้วเมื่อสัญญาอีกข้อหนึ่งได้มาถึง พวกเขาก็จะก่อความอับอายขายหน้าแก่พวกเธอ และจะเข้าไปในมัสญิดนั้น เช่นที่พวกเขาได้เข้าไปแล้วในครั้งแรก และพวกเขาก็จะทำลายสิ่งที่พวกเขาได้พิชิตอย่างหมดสิ้น

อัลลอหฺทรงแสดงให้นบีเห็นว่า ชาวมุสลิมจะได้เข้า อัลมัสญิด อัลฮะรอม ก่อนที่นบีจะเสียชีวิต

{48:27} โดยแน่นอนอัลลอหฺได้ทรงทำให้ความฝันนั้นสมจริงแก่ศาสนทูตของพระองค์ ด้วยความสัตย์จริงว่า พวกเธอจะได้เข้าสู่ อัลมัสญิด อัลฮะรอม อย่างปลอดภัย

ประชาชนชาวเอฟิสุสสร้างมัสญิดเหนือหลุมฝังศพของชาวถ้ำ

{18:21} ... แล้วพวกเขากล่าวว่า "จงสร้างอาคารที่ปากถ้ำให้แก่พวกเขา พระผู้เป็นเธอของพวกเขาทรงรู้ดียิ่งขึ้นในเรื่องของพวกเขา ฝ่ายบรรดาผู้มีเสียงข้างมากในเรื่องของพวกเขากล่าวว่า เราจะสร้างมัสญิดเหนือพวกเขาแน่นอน

อัลลอหฺทรงพิทักษ์สันติภาพ

{22:40} ... และหากไม่ใช่เพราะอัลลอหฺทรงขัดขวางไม่ให้ปวงมนุษย์ต่อสู้ซึ่งกันและกันแล้ว บรรดาหอสวด และโบสถ์คริสต์ และวัดยิว และมัสญิดทั้งหลายที่พระนามของอัลลอหฺถูกกล่าวรำลึกอย่างมากมาย ก็ต้องถูกทำลายอย่างแน่นอน

มัสญิดเป็นสถานที่เคารพสักการะอัลลอหฺ ห้ามเคารพสักการะหรือวิงวอนขอสิ่งใดในนั้น นอกเหนือจากพระองค์

{72:18} 'และว่าแท้จริงบรรดามัสญิดนั้นเป็นของอัลลอหฺ ดังนั้น พวกเธออย่าวิงวอนขอผู้ใดเคียงคู่กับอัลลอหฺ'