28 ธันวาคม 2553

ฮารูตและมารูต มะลักสองตนที่สอนไสยศาสตร์ในบาบิโลน

ฮารูต และ มารูต (ภาษาอาหรับ: هاروت و ماروت /ฮารูต วะ มารูต/) มะลักสองตนที่อัลลอหฺได้บัญชาให้ลงมาในกรุงบาบิโลน ซึ่งพระองค์ได้ทรงทำให้เขาทั้งสองเป็นเครื่องทดลองใจสำหรับมนุษย์ โดยลงมาสอนวิชาไสยศาสตร์ และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับไสยศาสตร์ แต่ก่อนที่จะสอน มะลักทั้งสองก็จะตักเตือนว่า อย่าเป็นผูัปฏิเสธ

"ฮารูตและมารูต"ในอัลกุรอาน

อัลกุรอานระบุเรื่องของฮารูตและมารูตเพียงสั้น ๆ ว่า

{2:102} และพวกเขาได้ปฏิบัติตามสิ่งที่เหล่าชัยฏอนได้อ่านในรัชสมัยสุลัยมาน สุลัยมานมิได้ปฏิเสธ แต่เหล่าชัยฏอนต่างหากที่ปฏิเสธ เพราะพวกเขาสอนไสยศาสตร์ให้แก่ผู้คน และพวกเขาปฏิบัติตามสิ่งที่ถูกส่งมายัง ฮารูตและมารูต มะลักสองตนที่บาบิล ทั้งสองจะไม่สอนไสยศาสตร์แก่ผู้ใด จนกว่าเขาทั้งสองจะกล่าวว่า "อันเรานี้เป็นเพียงการทดสอบอย่างหนึ่ง ดังนั้นท่านจงอย่าปฏิเสธ" ถึงกระนั้นพวกเขาก็ได้เรียนจากทั้งสอง ซึ่งวิชาที่ทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างบุรุษและภรรยาถึงแม้จะเห็นได้ชัดว่า พวกเขาไม่อาจใช้ไสยศาสตร์ทำอันตรายแก่ผู้ใดโดยปราศจากการอนุมัติของอัลลอหฺ แต่พวกเขาก็ยังคงเรียนสิ่งที่ให้โทษแก่พวกเขาและไม่ได้ให้คุณแก่พวกเขา ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขารู้ดีว่าผู้ใดที่ซื้อวิชานี้จะไม่ได้รับส่วนแบ่งใดในปรโลก ช่างชั่วช้าเสียนี่กระไร สำหรับสิ่งที่พวกเขาได้แลกเอามันมาด้วยตัวของพวกเขา ถ้าหากว่าพวกเขารู้

นบีอิลยาส

นบีอิลยาส หรือ อิลยาซ (ภาษาอาหรับ: إلياس /อิลยาส/; ภาษาฮีบรู: אליהו /เอลียะหฺ/; ภาษากรีก: Ἠλίας /เอลียาส/) เป็นนบีคนหนึ่งในปาเลสไตน์ มีชีวิตอยู่ในราว 870 ปี ก่อน ค.ศ. หลังนบีสุลัยมานราว 100 ปี

นบีอิลยาสไม่มีคัมภีร์เป็นของตน แต่ใช้คัมภีร์เตารอหฺของมูซา เหมือนศาสนทูตคนก่อน ๆ กษัตริย์ของเผ่าอิสรออีลในแคว้นยะหูดะหฺ (ยูดาห์) ในสมัยนั้นคือ อัคอาบ (ภาษาอังกฤษ: ِAhab /อาฮาบ/; ภาษาฮีบรู: אַחְאָב /อัคอาบ/) บุตรของกษัตริย์อมรี ซึ่งได้แต่งงานกับนางเอซาเบล (ภาษาอังกฤษ: Jezebel /เจเซเบล/; ภาษาฮีบรู: אִיזָבֶל /เอซาเบล/) เจ้าหญิงแห่งเฟนิเซีย เมื่อนางได้เป็นราชินี ก็มีอำนาจเหนือสามี บังคับให้สามีนับถือบูชาเทวรูปเหมือนตน และได้ก่อสร้างวิหารเพื่อประดิษฐานเทวรูป บะอัล ซึ่งเป็นที่บูชาของชาวเฟนิเซีย นอกจากนี้ยังสนับสนุนการผิดประเวณี และการทำอนาจารต่าง ๆ อย่างโจ่งแจ้ง บรรดานบีต่าง ๆ ในแผ่นดินที่ต่อต้านการกระทำอันชั่วร้ายนี้ ก็ถูกนางสั่งให้สังหารเป็นจำนวนมาก

ศาสนทูตอิลยาสจึงตักเตือนเผ่าอิสรออีลให้หยุดบูชารูปปั้น และหยุดทำความชั่ว เมื่อไม่สามารถที่จะยับยั้งได้ ศาสนทูตอิลยาสจึงรวบรวมพลเพื่อต่อสู้กับพวกผู้นำของศาสนาบะอัล เมื่ออัคอาบตาย นางเอซาเบลก็ยังคงยืมอำนาจของ อะคาซียะห บุตรชายที่ขึ้นมาเป็นกษัตริย์แทนบิดา เมื่อ อะคาซียะห ถูกฆ่าตายในสงครามกับชนชาติอื่น นางก็ยังยืมอำนาจของ เยโฮรัม บุตรชายอีกคนที่ขึ้นมาเป็นกษัตริย์แทนพี่ชาย

นบีอิลยะสะอฺ ผู้เป็นศิษย์และศาสนทูตสืบทอดอิลยาสก็ได้สั่งให้ เยฮู เป็นผู้นำศรัทธาชนต่อสู้กับกษัตริย์เยโฮรัม จนกระทั่งเยโฮรัมถูกฆ่า เยโฮรัมได้กลับมาจัดการกับนางเอซาเบล โดยสั่งให้เหล่าขันทีฆ่านางด้วยการโยนนางทิ้งทางหน้าต่าง หลังจากนั้นเยฮูก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์แห่งยะหูดะหฺตั้งแต่นั้นมา

"อิลยาส"ในอัลกุรอาน

{6:85} และซะกะรียา และยะฮฺยา และอีซา และอิลยาส ทุกคนนั้นอยู่ในหมู่คนดี

{37:123} และแท้จริง อิลยาสนั้นเป็นคนหนึ่งในบรรดาศาสนทูต
{37:124} เมื่อเขากล่าวแก่หมู่ชนของเขาว่า "พวกเธอไม่ยำเกรงอัลลอหฺหรือ?"
{37:125} "พวกเธอเคารพสักการะบะอัล และละทิ้งพระผู้ทรงสร้างที่ประเสริฐยิ่งนั้นหรือ?"
{37:126} "อัลลอหฺคือพระเจ้าของพวกเธอ และพระเจ้าของบรรพบุรุษของพวกเธอแต่เก่าก่อน"
{37:127} แต่แล้วพวกเขากล่าวหาว่าอิลยาสมุสา พวกเขาจะถูกนำมาลงโทษอย่างแน่นอน
{37:128} นอกจากปวงบ่าวของอัลลอหฺผู้บริสุทธิ์ใจ
{37:129} และเราได้จรรโลงเขาในกลุ่มชนรุ่นหลัง
{37:130} ศานติจงมีแด่อิลยาซีน

เทียนดวงหนึ่งสว่าง เทียนอื่นต่างมาจุดไป จนสว่างไสวทั้งโลกา

ไอเดียของคุณวันนี้อาจจะเพี้ยนมาก ๆ ผู้คนอาจจะหัวเราะเยาะคุณ และประณามคุณว่าเป็นคนวิกลจริต แต่เมื่อใดมีคนปฏิบัติตามสิ่งไอเดียของคุณเป็นหมื่นเป็นแสน คุณก็จะได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยบุคคล

ไอเดียดี ๆ เป็นของขวัญอันล้ำค่า ที่ปัญญาของคุณกลั่นกรองมาให้ เป็นเสมือนพรสวรรค์ เมื่อคุณได้รับการดลจิต ก็อย่าประมาท ด้วยการไม่บันทึกมันไว้ ไอเดียของคุณอาจจะแปลกประหลาดเหลือเชื่อ แต่อย่าลืมว่า ความเจริญและความเสื่อมโทรมของโลกในวันนี้ ล้วนมาจากไอเดียของมนุษย์ทั้งนั้น

เมื่อคุณมีไอเดียที่ดี หากเผยแพร่บทความมันมีประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ก็จงเริ่มเผยแผ่มัน เสมือนการจุดเทียน หากมีคนมาจุดจากเทียนของคุณ แล้วจุดต่อ ๆ กันไป ไม่นานก็จะมีเทียนถูกจุดเป็นหมื่นเป็นแสน สว่างไสวทั้งโลกา

ความยากจนมาจากความโลภและตระหนี่

โลกนี้มีทรัพยากรธรรมชาติที่เกินต่อความต้องการของมนุษยชาติ แต่ความละโมบโลภมากและความตระหนี่ถี่เหนียวของชนส่วนน้อยได้กีดกันไม่ให้ชนส่วนใหญ่ได้รับส่วนแบ่งที่พวกเขาควรจะได้รับ ทำให้เกิดความยากจนและความทุกข์ยากลำบาก อันที่จริงแล้ว หากมนุษย์สามารถขจัดละโมบโลภมากและความตระหนี่ถี่เหนียวออกจากจิตใจ เอาความเมตตากรุณาเข้าทดแทน ในโลกนี้จะไม่มีคนยากจนหิวแม้แต่คนเดียว

สิ่งที่จะเป็นของคุณ ก็จะเป็นของคุณ

ต้นเดือนนี้ หลังจากกลับจากบาห์เรน เราเข้าไปที่ตลาดขายของโบราณแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ท่ามกลางกรุงลอนดอน มีชาวจีนแก่ ๆ คนหนึ่ง เช่าที่ใต้บันได เพื่อตั้งตู้กระจก ขายของเก่าบ้าง โบราณบ้าง ปนเปกันไป เราเคยเดินผ่านหน้าตู้กระจกของแกมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่เคยสนใจต่อหนังสือเก่า ๆ คัดด้วยมือ สามเล่มที่ตั้งโชว์อยู่ แต่วันนี้เป็นวันพิเศษ เพราะเราได้สังเกตุเห็นบางอย่างที่ไม่ปกติ นั่นก็คือหนังสือเล่มหนึ่งมีอายุมากกว่า 600 ปี อย่างแน่นอน แม้จะไม่มีปก และสภาพโทรมมาก แต่มันไม่ใช่หนังสือธรรมดา

ที่นี้เป็นตลาดขายของเก่า มีพ่อค้าซี้อขายหนังสือโบราณผ่านไปผ่านมาไม่หยุด แต่ไม่มีใครสนใจหนังสือที่อยู่ในตู้ของชายแก่ชาวจีน พ่อค้าอาหรับคนหนึ่ง ที่เปิดร้านใกล้ เห็นเรานั่งรอเจ้าของ ก็มาพูดกวนว่า เนี่ย มันเป็นหนังสือของฉัน ที่ฉันขายในอีเบย์ แล้วอยู่ดี ๆ มันมาอยู่ในตู้นี้ คุณขอซื้อจากเขาในราคา 2-300 ปอนด์ แกคงให้ "ไอ้อาหรับนี่ โม้อีกแล้ว" เราคิดในใจ

เรารอนานเป็นชั่วโมง ไม่ขอไปไหนอีกต่อไป เมื่อแกมา ก็ตกลงกันในราคาที่เราตกใจอย่างมาก แค่ 100 ปอนด์ เท่านั้น เหลือเชื่อเหลือเกิน

รู้ไหม นี่คือหนังสือที่แต่งโดยอิมามและคอลีฟะหฺซัยดียะหฺแห่งยะมัน ที่ชื่อว่า อันนาศิร ลิดีนิลลาหฺ ศอลาฮุดดีน เมื่อ 633 ปีที่แล้ว เป็นหนังสือที่หายาก และเล่มนี้เป็นเล่มที่คัดในสมัยที่ท่านยังมีชีวิต ได้หนังสือเล่มนี้ดีใจมาก แต่ก็ต้องเหนื่อยสองวัน ค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต กว่าจะได้รู้ว่าหนังสือเล่มนี้ใครแต่ง

หลังจากซ่อมแซม หนังสือเล่มนี้ก็จะมีค่าประมาณ 20,000 ปอนด์

อะไรที่อัลลอหฺจะลิขิตให้เรา คนอื่นก็ไม่สามารถจะเห็นได้ แม้ว่าจะเดินผ่านไปมา เป็นสิบ ๆ ครั้ง ก็ตาม

อะไรที่ไม่ได้ถูกลิขิตให้แก่เรา แม้เข้าปากแล้ว ยังหล่นตกดิน

ดังนั้นโชคลาภ(ริสกี)ก็เหมือนความตาย แม้เธอจะไม่ไปหามัน มันก็จะมาหาเธอเอง

17 สิงหาคม 2553

เดือนรอมะฏอนในสแกนดิเนเวีย

ในสแกนดิเนเวีย เขาถือศีลอด วันพุธ วันที่ 11 สิงหาคม เหมือนประเทศซาอุดีอารเบีย กินสะฮูรวันแรกมีปัญหากับ"ตักวีม"ตารางเวลาแก้บวช แต่ละสูตรก็ไม่มีที่ถูกต้อง เพราะสูตรการคำนวณที่เขาใช้กันในประเทศใกล้กับเส้นศูนย์สูตร จะมาใช้กับแสกนดิเนเวียไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องของแสงฟะญัร ศอดิก ไม่มีปฏิทินไหน ที่บอกเวลาได้ถูกต้องเลยสักอัน

สามคืนแรก เราก็เลย(จำเป็น)ต้องกลายเป็นผู้สังเกตุการณ์ เอาห้องน้ำชั้นบนเป็นหอดูดาว เพื่อสังเกตุการณ์ว่า ฟะญัร ศอดิก (แสงเงิน) เริ่มเกิดขึ้นจริง ๆ เมื่อไหร่ ปรากฏว่า ที่ถูกต้องคือ ณ ตำแหน่งที่ดวงอาทิตย์อยู่ใต้ของฟ้า 11.5 - 12.0 องศา ที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Nautical Twilight ตรงนี้แหละ ที่แสงฟะญัรเริ่มปรากฏเรื่อ ๆ ทางทิศตะวันออก(เฉียงเหนือหน่อย ๆ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงฤดูร้อน) ดีที่สมัยใหม่ มีเว็บไซต์บางเว็บบอกรายละเอียดของอุตุนิยม และปรากฏการณ์บนท้องฟ้า เช่น wunderground.com ที่บอกรายละเอียดของ Twilight ทั้งสามแบบให้ด้วย นั่นคือ Astronomical twilight, Nautical twilight และ Civil twilight ก็เลยเอาข้อมูลในนั้นมาใช้

สมัยนี้เขาถกเถียงกันเรื่องที่พวกนักคำนวณเอา Astronomical twilight (ส่วนใหญ่จะกำหนด 18 องศา) มาเป็นหลักในการคำนวณเวลาฟะญัร ศอดิก ว่ามันไม่ถูกต้อง ในซาอุดีอารเบีย เขาได้มีการตั้งคณะกรรมการไปสังเกตการณ์ในทะเลทรายที่ห่างไกลจากแสงของเมือง ปรากฏว่า แสงฟะญัร ศอดิก เริ่มต้นที่ 14.5 - 15 องศา แต่ในยุโรป ฝรั่งนักเดินเรือของสังเกตมาเป็นร้อย ๆ ปีแล้ว ว่าแสงฟะญัร ศอดิก ที่ทำให้นักเดินเรือเห็นว่าทิศตะวันออกอยู่ทางไหน โดยไม่ต้องใช้ดวงดาวและเข็มทิศ เริ่มต้นที่ 12 องศา

ส่วนฮะดีษนบีนั้นมีระบุอย่างชัดเจนว่า จนกว่าแสงเงินแสงทองจะออกมา และเห็นด้วยตาเปล่า ถึงจะเรียกว่า ฟะญัร ศอดิกได้ ก็แสดงว่า เวลาอิมซาก และเวลานมาซศุบฮิ คือ Nautical Twilight อย่างแน่นอน ก่อนหน้านั้น ก็คือ ฟะญัร กาซิบ ที่นบีห้ามไม่ให้นมาซศุบฮิ

เรื่องนี้ศรัทธาชนแต่ละท้องถิ่น ควรจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อตรวจสอบปฏิทินที่ใช้อยู่ใหม่นั้นอีกครั้ง ด้วยการสังเกตการณ์ด้วยตาเปล่า ว่าตารางนมาซ ที่เขาทำมานั้นถูกต้องหรือไม่?

14 กรกฎาคม 2553

สงครามครูเสด

สงครามครูเสด (ภาษาอาหรับ: الحروب الصليبية /อัลฮุรูบ อัศศอลีบียะหฺ/ หรือ الحملات الصليبية /อัลฮัมลาต อัศศอลีบียะหฺ/ แปลว่า สงครามไม้กางเขน) คือการสงครามที่เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 11 ถึง 13 โดยชาวคริสเตียนในทวีปยุโรปพากันยกทัพไปตีชาวมุสลิมในอาณาจักรออตโตมัน เพื่อแย่งเอาเมืองเยรูซาเล็ม ในปาเลสไตน์ อันเคยเป็นแหล่งของคริสต์ศาสนา นอกจากนี้ยังมีจุดมุ่งหมายทำสงครามกับชนศาสนาอื่น ๆ เช่น ยิว และคริสต์ศาสนาลัทธิอื่น ๆ เช่น ออร์โธดอกซ์

สัญญลักษณ์ของชาวคริสต์เตียนในสงครามครูเสด คือ ไม้กางเขน (Cross)


สันตปาปาอูรบานที่ 2

กองทัพที่ชาวคริสเตียนส่งมาจากยุโรปเข้าปะทะกับชาวมุสลิมในระหว่าง ค.ศ. 1096 - 1273 มีสาเหตุพอสรุปได้ดังนี้

1. สงครามครูเสดเป็นผลของความขัดแย้งกันเป็นเวลาช้านาน ระหว่างคริสต์จักรทางภาคตะวันตกกับอาณาจักรอิสลามทางภาคตะวันออก ต่างฝ่ายต่างก็พยายามที่จะมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากการที่อิสลามแพร่ขยายไปอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดความหวาดกลัวขึ้นทั่วไปในหมู่ชาวคริสเตียนในยุโรป ว่าศาสนาอิสลามจะมาแทนที่ศาสนาของพวกตน ด้วยเหตุดังกล่าว ในศตวรรษที่ 11 ชาวคริสต์เตียนจึงได้ส่งกองกำลังมาปะทะกับพวกมุสลิม

2. ความกระตือรือร้นในการแสวงบุญของชาวคริสต์เตียนยังนครเยรูซาเลมมีมากกว่าที่เคยเป็นมา
ในช่วงนั้น เยรูซาเลมตกอยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิม ผู้แสวงบุญชาวคริสเตียนจึงมีความต้องการดินแดนเยรูซาเลมเป็นของตนเอง เพื่อความสะดวกในการแสวงบุญมากยิ่งขึ้น
นักบุญเซ็นต์เบอร์นาร์ด

3. ช่วงเวลาระหว่างนั้น เป็นระยะเวลาที่ระส่ำระสายอยู่ทั่วไปในยุโรป พวกเจ้าเมืองต่าง ๆ ต่างก็ต่อสู้ทำสงครามซึ่งกันและกัน พระสันตะปาปา (Pope) มีความเห็นว่า ถ้าปล่อยให้อยู่ในสภาพขาดความสามัคคีระหว่างคริสเตียนด้วยกันเช่นนี้ จะทำให้ชาวคริสเตียนในยุโรปต้องอ่อนแอลง เขาจึงยุยงและปลุกระดมให้ประชาชนหันมาต่อสู้กับชาวมุสลิมแทน โดยอ้างว่าจะได้รับกุศลผลบุญ และเพื่อเอาเยรูซาเลมนครอันศักดิ์สิทธิ์กลับคืนมา

4. มุสลิมได้กลายเป็นมหาอำนาจทางการค้าแถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 เป็นต้นมา การค้าพาณิชย์ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจึงตกอยู่ในความควบคุมของมุสลิมอย่างเต็มที่ ดังนั้นชาวคริสเตียนในยุโรปจึงต้องทำสงครามกับมุสลิมเพื่อหยุดยั้งความ เจริญก้าวหน้าของมุสลิม

5. จักรพรรดิอเล็กซิอุส ที่ 1 (Alexius I) ได้ขอร้องให้สันตะปาปา อูรบาน ที่ 2 (Urban II) ช่วยหาวิธีเพื่อปกป้องอาณาจักรแบซันไทน์

6. จากที่กล่าวมาทำให้สันตะปาปา อูรบาน ที่ 2 ได้เรียกประชุมชาวคริสต์เตียนที่เมืองเลอมองค์ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 1095 และรบเร้าให้ชาวคริสเตียนทำสงครามกับชาวมุสลิม

ความประสงค์ของเขาในเวลานั้นก็คือต้องการจะรวมคริสต์จักรของกรีกมาไว้ใต้อิทธิพลของเขาด้วย เขาได้สัญญาว่าผู้ที่เข้าร่วมในการต่อสู้จะได้รับการยกเว้นจากบาปที่เคยทำมา และผู้ที่ตายในสงครามก็จะได้ขึ้นสวรรค์ ภายในเวลาไม่นานก็รวบรวมคนได้ถึง 150,000 คน ส่วนมากเป็นชาวแฟรงค์ (Frank) และนอร์แมน (Norman) คนเหล่านี้ได้มาชุมนุมกันที่เมืองเยรูซาเลม

สงครามครูเสดครั้งที่ 1 (1095-1099)

ระหว่างวันที่ 1 และ 5 มีนาคม ค.ศ.1095 สันตะปาปาอูรบาน ที่ 2 ได้จัดให้มีการประชุมสมัชชาที่ เปียเชนซา (Piacenza) ในการประชุมสมัชชาครั้งนี่มีผู้เข้าประชุมเป็นบิชอป 200 คน พระและผู้ทำงานในศาสนจักร 4000 คน และอุบาสก 30,000 คน กษัตริย์อเล็กซิอุส ที่ 1 ได้ส่งราชทูตเพื่อปรึกษาหารือกับสันตะปาปาอูรบาน ที่ 2 เกี่ยวกับอาณาจักรของตนทึ่ถูกคุกคามโดยพวกสัลญูก ที่นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนหนึ่งของอาณาจักรไบแซนไทน์ได้ตกเป็นของพวกสัลญูกไปแล้ว หลังจากที่อาณาจักรไบแซนไทน์ได้ประสบกับความปราชัยในสมรภูมิมันซีเกิร์ต (Manzikert) ในปี ค.ศ. 1071 เพื่อดึงดูดความสนใจของสันตะปาปา กษัตริย์อเล็กซิอุส ได้เน้นเรื่องของการยึดปาเลสไตน์ที่อยู่ภายใต้การปกครองของพวกมุสลิม ให้กลับคืนมาเป็นของพวกคริสเตียน เพราะแผ่นดินปาเลสไตน์เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาวคริสเตียน สันตะปาปารับข้อเสนอของกษัตริย์อเล็กซิอุสทันที เพราะสันตะปาปาเองก็เคยมีความคิดที่จะรวบรวมคริสตจักรทางตะวันออก ที่อยู่ภายใต้พวกออร์โธดอกส์ มาอยู่ใต้อำนาจของตน

ระหว่างวันที่ 18 และ 28 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน สันตปาปาได้ระดมผู้คนเข้าประชุมสมัชชาอีกครั้งที่ เคลอร์มองต์ ฝรั่งเศส เพื่อปลุกระดมเรื่องการจัดทัพครูเสด เพื่อบุกโจมตีอาณาจักรอิสลามในตะวันออกกลาง โดยมีบาทหลวงจากเมืองต่าง ๆ ในฝรั่งเศสเข้าประชุม 30 คน

สงครามครูเสดครั้งที่ 1 เริ่มต้นในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1096 โดยแบ่งออกเป็นหลายสาย

สายแรกนำโดย “วอลเตอร์ คนไร้อัฐ” (Walter the Penniless) แต่กลับถูกพวกคริสเตียนชาวบุลกาเรียด้วยกันฆ่าด้วยความเข้าใจผิด

สายที่สองนำโดย ปีเตอร์ นักพรต มีกำลังพลประมาณ 40,000 คน ประกอบด้วยชายหญิงและเด็กหลายชาติหลายภาษา ซึ่งอาสาออกสงครามด้วยความเชื่อมั่นว่า จะถูกล้างบาปและจะได้เข้าสวรรค์ สายนี้มาทางบุลกาเรียเหมือนกัน นักประวัติศาสตร์บันทึกว่า เมื่อยกทัพมาถึงเมืองมัลเลวิล(Malleville) พวกนี้ได้แก้แค้นแทนพวกแรกที่ถูกฆ่า ด้วยการโจมตีเมืองและฆ่าชาวเมืองประมาณ 7.000 คนด้วยความทารุณโหดร้าย ประเทศฮังการีและบุลกาเรียสมัยนั้นจึงคล้ายทะเลทรายที่ไร้ผู้คน เพราะกองทัพครูเสดของปีเตอร์นักพรตบุกถล่มจนราบเป็นหน้ากลอง

สายที่สามนำโดยพระชาวเยอรมันคนหนึ่งชื่อ Godeschal เป็นผู้นำทัพ ประกอบไปด้วยไพร่พลที่หยาบช้า หมกหมุ่นในสตรี โสเภณี สุรา และปฏิบัติการทารุณกรรมต่าง ๆ ต่อชาวเมืองที่พวกตนยกทัพผ่าน ชาวฮังการีและเบลเกรดได้จับอาวุธเข้าต่อต้านพวกแอบอ้างนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าเข้ามากระการการอันโสมมเช่นนี้

กอดเฟรย์แห่งบุยยอง (Godfrey of Bouillon)

สายที่สี่มาจากอังกฤษ ฝรั่งเศส ฟแลนเดอร์และลอร์เรน นักประวัติศาสตร์กล่าวว่า "พวกนี้คือคนป่าอีกพวกหนึ่ง" โดยพวกที่สัลญูกยังอยู่ไกล พวกนี้จึงทำทารุณกรรมพวกยิวก่อน พวกยิวนับจำนวนพัน ๆ ถูกฆ่าที่เมืองโคโลญและตามเมืองอื่น ๆ ของแม่น้ำไรน์ แต่เมื่อเดินทัพกลับมาถึงเม็มสเบอร์ก ก็ถูกทัพฮังการีปราบราบคาบ

ในปีต่อมา(ค.ศ. 1097) พวกครูเสดได้จัดทัพใหม่โดยมีพวกเจ้าครองนครต่าง ๆ ในทวีปยุโรปเข้าร่วมด้วย ได้พลหลายแสนคน และมีกอดเฟรย์แห่งบุยยอง (Godfrey of Bouillon) เป็นแม่ทัพ เดินทางมาทางคอนสตันติโนเปิล กษัตริย์อเล็กซิอุสได้จัดให้พวกทหารข้ามช่องแคบบอสโฟรัสมายังดินแดนเอเชีย minor โดยเกรงว่าถ้าปล่อยให้เข้าเมือง บ้านเมืองจะถูกทำลายแน่นอน ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1097 กองทัพครูเสดยกทัพประชิดเมืองอิซนิก (ปัจจุบัน: Iznik ภาษาละติน: Nicaea) สุลฎอนยอมเปิดประตูเมือง เมืองนี้เลยรอดจากการถูกทำลาย จากเมืองนี้พวกครูเสดยกทัพไปเมืองอันติออก (Antioch) ซึ่งเป็นหนทางไกลยิ่ง พวกไพร่พลล้มตายกลางทางเสียเกือบครึ่ง พวกนี้ล้อมเมืองอัลติออกไว้ 9 เดือน จนเสบียงร่อยหรอต้องกินเนื้อศพของพวกเดียวกัน

การทารุณกรรมต่าง ๆ ที่พวกครูเสดได้กระทำต่อชาวเมืองอันติออกนั้นเหลือที่จะพรรณนาได้ ในที่สุดแม่ทัพพวกสัลญูก ชื่อ กัรบุฆา ต้องยอมแพ้เพราะการทรยศของพวกเดียวกันเอง คือมุสลิม ชาวอามิเนียนคนหนึ่ง ชื่อ ฟิรูซ(อาหรับเรียกว่า บิหฺรูซ)ได้หย่อนเชือกลงรับพวกครูเสดขึ้นมายึดป้อมแล้วเปิดประตูเมือง พวกครูเสดกรูกันเข้าเมือง ตะโกนว่า "Dieu le veut" แล้วก็เริ่มเปิดฉากโจมตีดุจผีบ้ากับคนในเมืองนั้น ฆ่าสังหารผู้หญิงแก่, แม่หม้าย, เด็ก, หญิงสาว, ถล่มทำลายมัสญิด และอาคารบ้านเรือน (บันทึกจากนักประวัติศาสตร์-มิลส์-เล่มหนึ่ง หน้า 179)

หลังจากยึดเมืองอันติออก และประกอบทารุณกรรมอย่างสาสมแล้ว พวกครูเสดก็เดินทัพไปยังเมืองมะอัรเราะหฺ อันนุอฺมาน อันเป็นเมืองรุ่งเรืองเมืองหนึ่ง (ปัจจุบันอยู่ในซีเรีย) ในราวถดูหนาวปี ค.ศ. 1908 พวกครูเสดได้เข้าไปในเมือง และฆ่าผู้คนไม่ต่ำกว่า 100,000 คน โดยวิธีสับเป็นท่อน ๆ คนที่แข็งแรงหรือสวยงามจะจับถูกไปขายเป็นทาส ส่วนเด็กหรือคนชรา ก็ถูกฆ่าโดยไร้ความปรานี และนำไปแจกจ่ายให้กับคนในกองทัพอย่างโหดเหี้ยม เนื่องจากกองทัพครูเสดขาดเสบียงอาหาร พวกทหารจึงกินศพของชาวมุสลิมที่ล้มตายในสงคราม โดยเอาศพผู้ใหญ่ไปทำแกง และเอาศพเด็กไปย่าง

จากมะอัรเราะหฺ อันนุอฺมาน พวกไพร่พลครูเสดยกทัพเข้าตีนครเยรูซาเล็มเมื่อวันที่ 15 กรกฏาคม ค.ศ. 1099 (ชะอุบาน ฮ.ศ. 492) แม้พวกมุสลิมและยิวจะร่วมกันต่อสู้เพื่อรักษาเมือง ก็ไม่อาจจะรับมือพวกแฟรงก์ได้ พวกมุสลิมในเยรูซาเล็มถูกทารุณกรรมเช่นเดียวกัน มีแต่เสียงร้องระงมของคนที่กำลังจะตาย พวกครูเสดได้เว้นการฆ่าเพียงชั่วครู่ที่พวกเขาคุกเข่าสวดขอบคุณพระเจ้าในความสำเร็จที่สามารถยึดนครเยรูซาเล็มได้ แต่หลังจากนั้นก็ไล่ฆ่าฟันผู้คนต่อไป ประชาชนถูกฆ่าอย่างทารุณ บางคนถูกเผา บางคนถูกโยนจากหอคอยสูง ๆ

ยิ่งไปกว่านี้ พวกยิวในปาเลสไตน์ก็ไม่ได้รับความปรานี เช่นกัน โบสถ์และวิหารถูกเผา บันทึกตอนหนึ่งจากจดหมายของพวกครูเสดมีว่า "ถ้าท่านปรารถนาจะรู้ว่าพวกเราได้ทำอย่างไรกับศัตรูที่เมืองนั้นบ้าง ก็จงรู้เถิดว่าภายในโบสถ์ของกษัตริย์โซโลมอนนั้น พวกเราได้ลุยเลือดของพวกซะระเซน(ศัพท์ที่ชาวยุโรปเรียกชาวมุสลิม) ซึ่งท่วมขึ้นมาถึงหัวเข่าของม้าเรา"

กอดเฟรย์แห่งบุยยอง-ผู้พิฆาต-ได้สถาปนาตนเองเป็นผู้ปกครองแห่ง "ราชอาณาจักรเยรูซาเลม" แต่ต่อมาอีกหนึ่งปีก็ตาย น้องชายชื่อบอลด์วินได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน ชึ่งได้ยกทัพไปตีเมืองก็อยศอรียะหฺ (ภาษาละติน: Caesarea), ตริโปลี, ซีคอน, บัยรูต และเมืองท่าต่าง ๆ ในภูมิภาค นอกจากนี้ยังตั้งนครครูเสดขึ้นอีกสามแห่งคือ อันติออก, เอดิสสา และตริโปลี

อาณาจักรนี้ได้อยู่ใต้ปกครองชองพวกครูเสดจนถึง 1147 รวมเวลา 50 ปี การทั้งหมดนี้เรียกว่าสงครามครูเสดครั้งที่ 1

สงครามครูเสดครั้งที่ 2 (1147–1149)

ลัทธิศักดินา(Feudalism)ที่พวกครูเสดนำมาใช้ในเอเชียน้อย(Asia Minor)นี้ได้ระบาดในหมู่พวกมุสลิมเช่นกัน พวกมุสลิมชนชาติต่าง ๆ ในตะวันออกกลางต่างก็แก่งแย่งถืออำนาจกัน แตกออกเป็นหลายนคร

อิมาดุดดีน ซังกี (Imaduddin Zangi) ผู้เป็นบุตรคนหนึ่งของ อัก สุนกูร อัลฮาญิบ ซึ่งเป็นเจ้าเมืองฮะลับ หรืองอเลปโป(ภาษาละติน: Aleppo) ภายใต้อาณาจักรของ มะลิกชาห์ ใน ค.ศ. 1127 ได้เป็นอะตาเบก (เจ้านคร) แห่งโมสุล และต่อมา ค.ศ. 1128 ก็ได้รวบรวมอเลปโปเข้าอยู่ใต้อำนาจของตน โดยเข้าข้างกษัตริย์แห่งสัลญูก ซึ่งกำลังแย่งชิงเขตแดนต่าง ๆ ของอาณาจักรอับบาสียะหฺ ในปี ค.ศ. 1135 เขาพยายามตีนครดามัสคัส เมื่อรวบรวมให้อยู่ใต้อำนาจ แต่ก็ไม่สำเร็จ ระหว่างทางที่ถอยทัพกลับไปอเลปโป ก็ได้เข้าตีนครฮิมสฺ เพื่อยึดมาเป็นของตน แต่ตีไม่สำเร็จ สองปีต่อมา ซังกีย้อนกลับมาตีนครฮิมสฺอีกครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จอีกเช่นกัน ทางนครดามัสคัสเมื่อกลัวว่าซังกีจะยกทัพมาประชิตเมืองอีกครั้ง ก็ได้ผูกสัมพันธไมตรีกับอาณาจักรเยรูซาเล็มของพวกครูเสด

ซังกียกทัพไปตีพวกครูเสด จนเกิดปะทะกันที่บารีน ฟูล์ก เจ้าราชอาณาจักรเยรูซาเล็มพ่ายแพ้ พากองทัพที่รอดตายหนีออกจากนครเยรูซาเลม ซังกีได้ผูกสัมพันธไมตรีกับนครดามัสคัส เมื่อเห็นว่าตนไม่มีความสามารถที่จะเอาชนะได้ ประกอบกับได้ข่าวว่า จักรพรรดิยอห์น คอมเนนุส (John Comnenus) ได้ยึดเอานครอันติออก ที่พวกครูเสดปกครองอยู่นั้น เข้ามาอยู่ในอาณาจักรไบแซนไทน์ และได้ส่งกองทัพมาประชิตเมืองอเลปโปของตน

พวกครูเสดที่ส่งมาโดยจักรพรรดิยอห์น คอมเนนุส (John Comdenus) พวกนี้ยึดเมืองบุซาอะ (Buzaa) ได้ฆ่าพวกผู้ชายทั้งหมดแล้วกวาดต้อนผู้หญิงและเด็กไปเป็นทาส

แม้ซังกีจะวางแผนการเพื่อยึดนครดามัสคัสอีกในเวลาต่อมา ถึงขั้นกับสมรสกับนางซุมุรรุด มารดาเจ้านคร ด้วยการยกเมืองฮิมสฺเป็นสินสอด และต่อมาเจ้านครก็ถูกลอบสังหาร ซังกีก็ไม่อาจจะยึดเอานครดามัสคัสเป็นของตนได้ เวลาต่อมา นครดามัสคัสก็กลับไปรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับพวกครูเสดอีกครั้ง และได้ร่วมกันโจมตีกองทัพของซังกีที่บานิยาส

ซังกีได้ยกทัพเข้าตีนครเอเดสสาที่อยู่ภายใต้พวกครูเสดแตกเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 1114 จุดนี้เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามครูเสดครั้งที่ 2

ซังงีถูกทาสรับใช้ของตน ซึ่งเป็นชาวแฟรงก์ ลอบสังหารเมื่อวันที่ 5 เราะบีอุษษานีย์ 541 ตรงกับวันที่ 14 กันยายน 1146 ซังงีมีบุตร 4 คน ล้วนเป็นคนมีความสามารถทั้งสิ้น ในระหว่างความยุ่งยากนี้พวกคริสต์ในเมืองเอเดสสา คิดกบฏฆ่าทหารมุสลิมที่รักษาเมืองและได้รับความช่วยเหลือจากพวกแฟรงก์ ภายใต้การนำของโยสเซลิน (Joscellin) ยึดเมืองเอเดสสาได้ แต่บุตรสองคนของซังงี ชื่อ นูรุดดีน มะฮฺมูด (ฝรั่งเรียก Noradius) ตีเมืองเอเดสสากลับคืนมาได้ พวกที่ก่อกบฏและทหารแฟรงก์ถูกฆ่า พวกอาร์มิเนียนที่เป็นต้นคิดกบฏถูกเนรเทศ และนูรุดดีนสั่งให้รื้อกำแพงเมือง ผู้คนต่างหนีออกจากเมืองจนเมืองเอเดสสากลายเป็นเมืองร้าง

การสูญเสียเมืองเอเดสสาเป็นครั้งที่ 2 นี้ ได้ก่อให้เกิดการโฆษณาขนานใหญ่ในยุโรป นักบุญเซ็นต์เบอร์นาร์ด (Bernard Clairvaux)ซึ่งฉลาดในการพูดและได้ฉายาว่า ปีเตอร์นักพรตคนที่สอง ได้เที่ยวเทศนาปลุกใจนักรบ ให้ร่วมกันป้องกันสถานกำเนิดแห่งศาสนาคริสต์ เหตุนี้ทำให้พวกคริสเตียนตกใจกลัวยิ่งนักว่า พวกสัลญูกตุรกีจะยกทัพมาตียุโรป และตนจะไม่ได้เป็นเจ้าของศาสนสถานในปาเลสไตน์อีก การปลุกใจครั้งนี้ไม่เร้าใจแต่เพียงขุนนาง อัศวินและสามัญชน ซึ่งเป็นส่วนในสงครามครูเสดครั้งแรกเท่านั้น พวกกษัตริย์ต่าง ๆ ก็พลอยนิยมไปด้วย พระเจ้าหลุยส์ที่ 7 แห่งฝรั่งเศสได้ถือเอาสงครามครูเสดเป็นเครื่องเบี่ยงบ่ายการกระทำอันโหดร้าย ต่อพลเมืองบางพวกที่เป็นกบฏต่อพระองค์ กษัตริย์คอนราดที่ 3 แห่งเยอรมันเข้าร่วมทัพด้วย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใน ค.ศ. 1147 ข้างพระเจ้าหลุยส์ที่ 7 มีพระมเหสีร่วมไปในกองทัพด้วย ชื่ออิเลนอร์(Eleanor of Guienne มเหสีคนนี้ต่อมาไปสมรสกับพระเจ้าเฮนรี่ที่ 2 ของอังกฤษ) การที่ราชินีเข้าร่วมกองทัพด้วยทำให้ผู้หญิงฝรั่งเศสอีกจำนวนมากอาสาเข้ากองทัพครูเสด ซึ่งคราวนั้นมีพลประมาณ 900,000 คน พวกฝรั่งเศสได้กระทำชู้กับหญิงในกองทัพอย่างเปิดเผย กองทัพของสองกษัตริย์ได้รับการต่อต้านและเสียหายอย่างหนัก

ส่วนหนึ่งกองทัพของกษัตริย์คอนราดถูกทำลายที่เมืองลาซิกียะหฺ (ภาษาละติน: Laodicea หรือ Latakia) ส่วนกองทัพของพระเจ้าหลุยส์ที่ 7 ที่ยกมาทางทะเลก็ถูกโจมตียับเยินโดยเฉพาะที่เมืองก็อดมูส (Babadagh ปัจจุบันในตุรกี ภาษาละติน: Cadmus) อย่างไรก็ตามเนื่องจากพวกครูเสดมีกำลังพลมาก จึงเหลือรอดมาถึงเมืองอันติออก ซึ่งเวลานั้นพวกขุนนางและอัศวินจำนวนมากพักอยู่ในเมืองอันติออก ซึ่งเวลานั้นเรย์มอง -ผู้เป็นลุงของราชินีอีเลนอร์ เป็นผู้ปกครองเวลานั้นพวกขุนนางและอัศวินจำนวนมากพักอยู่ในเมืองอันติออกเช่น เคาน์เตสแห่งดูลูส (Countess of blois) เคาน์เตสแห่งรูสสี (Countess of Roussi)ดัชเชสแห่งบุยยอง (Duchess of Bouillon), Sybille แห่งฟแลนเดอร์ส และสตรีของผู้สูงศักดิ์อื่น ๆ อีก แต่จอมราชินีของพวกเขา คือมเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 7 เมื่อพักผ่อนและสนุกสนานกับพวกผู้หญิงเพียงพอแล้ว พวกครูเสดก็ยกทัพเข้าล้อมเมืองดามัสคัส แต่ไม่สำเร็จ เพราะนูรุดดีน และสัยฟุดดีน อัลฆอซี บุตรทั้งสองของซังกี ได้ยกทัพมาช่วย ทั้งกษัตริย์คอนราดแห่งเยอรมันนีและพระเจ้าหลุยส์ที่ 7 แห่งฝรั่งเศสได้เลิกทัพกลับยุโรป พวกครูเสดต้องล่าทัพกลับบ้านเมืองด้วยความผิดหวังและสูญเสียอย่างหนัก

ส่วนพวกครูเสดที่มาจากพวกยุโรปเหนือ ก็ได้เคลื่อนทัพจนถึงโปรตุเกส แล้วได้ร่วมมือกับกษัตริย์อัลฟอนโซ เพื่อโจมตีนครลิสบอน และขับไล่พวกมุสลิมออกจากนครนี้ในปี ค.ศ. 1147
กองทัพครูเสดจากเยอรมันได้เข้าไปโจมตีพวกสลาฝที่อยู่รอบอาณาเขตอาณาจักรเยอรมัน
สงครามครูเสดครั้งที่ 3 (ค.ศ. 1187–1192)

ศอลาฮุดดีน อัลอัยยูบีย์ ได้ตีเอานครเยรูซาเล็มกลับคืนมาเป็นของพวกมุสลิมอีกครั้งในปี ค.ศ. 1187
เมื่อศอลาฮุดดีนได้ข่าวพวกแฟรงก์ยกทัพมา จึงประชุมนายทัพโดยให้ความเห็นว่าจะโจมตีพวกนี้ขณะเดินทัพอยู่ แต่พวกนายพลว่าให้ตีเมื่อมาถึงชานเมืองอักกะ (Acre) พวกครูเสดได้ตั้งทัพล้อมเมืองนี้ไว้ และปีกข้างหนึ่งจดทะเล ทำให้สามารถรับเสบียงจากยุโรปได้สะดวก ถ้าศอลาฮุดดีนได้เริ่มโจมตีพวกนี้ขณะเดินทาง ก็คงไม่ประสบสถาณะคับขันเช่นนี้ พวกตุรกีจากเมืองใกล้ ๆ ก็ยกทัพมาช่วย และในวันที่ 1 ชะอฺบาน ฮ.ศ. 585 (14 กันยายน ค.ศ. 1189 ) ศอลาฮุดดีนได้เริ่มโจมตีพวกครูเสด หลานชายของท่านคนหนึ่งชื่อ ตะกียุดดีน ได้แสดงความกล้าหาญมากในการรบ ตอนนี้ทหารศอลาฮุดดีนมีกำลังน้อยกว่าพวกครุเสดมาก เพราะต้องกระจายกำลังป้องกันเมืองหน้าด่านต่าง ๆ เช่นที่ยืนยันเขตแดนติดเมืองตริโปลี, เอเดสสา, อันติออก อเล็กซานเดรีย ฯลฯ ในรอบนอกเมืองอักกานั้น พวกครูเสดถูกฆ่าราว 10,000 คน ได้เกิดโรคระบาดขึ้นเพราะด้วยศพทหารเหล่านี้ เนื่องจากติดพันอยู่การสงคราม ไม่สามารถรักษาที่รบให้สะอาดได้ ศอลาฮุดดีนเองได้รับโรคระบาดนี้ด้วย แพทย์แนะนำให้ถอนทหารและได้ยกทัพไปตั้งมั่นอยู่ที่ อัลคอรรูบะหฺ พวกครูเสดจึงยกทัพเข้าเมืองอักกาและเริ่มขุดคูรอบตัวเมือง

ศอลาฮุดดีนได้มีหนังสือไปยังสุลฎอนแห่งมอร็อคโคให้ยกทัพมาสมทบช่วย แต่สุลฏอนแห่งมอร็อคโคได้ปฏิเสธ ในฤดูใบไม้ผลิศอลาฮุดดีนได้ยกทัพมาโจมตีเมืองอักกาอีก พวกครูเสดได้เสริมกำลังมั่นและสร้างหอคอยหลายแห่ง แต่ทั้งหมดถูกกองทัพศอลาฮุดดีนยิงด้วยด้วยลูกไฟ เกิดไฟไหม้ทำลายหมด ตอนนี้กำลังสมทบจากอียิปต์มาถึงทางเรือและกำลังการรบจากที่อื่นมาด้วย พวกแฟรงก์เสียกำลังการรบทางแก่อียิปต์อย่างยับเยิน พวกครูเสดถูกฆ่าและเสียกำลังทัพมาก แต่ในปลายเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1190 เคานต์เฮนรี่แห่งแชมเปญ ผู้มีสายสัมพันธ์กับพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศสได้ยกทัพหนุนมาถึง ศอลาฮุดดีนได้ถอยทัพไปตั้งมั่นที่อัลคอรรูบะหฺอีก ได้ทิ้งกองทหารย่อย ๆ ไว้ ซึ่งได้ต่อสู้พวกครูเสดอย่างกล้าหาญ ตอนนี้พวกครูเสดไม่สามารถคืบหน้าได้ จึงจดหมายไปยังโปีปขอให้จัดทัพหนุนมาช่วย พวกคริสเตียนได้หลั่งไหลกลับมาสมทบพวกครูเสดอีกครั้ง เพราะถือว่าการรบ"พวกนอกศาสนา"ครั้งนี้ทำให้ตนถูกเว้นบาปกรรมทั้งหมดและได้ขึ้นสวรรค์ ศอลาฮุดดีนจัดทัพรับมือพวกนี้อย่างเต็มที่ ให้ลูกชายของตนชื่อ อะลีย์ อุษมาน และฆอซี อยู่กลางทัพ ส่วนปีกทางขวาให้น้องชายชื่อสัยฟุดดีนเป็นแม่ทัพ ทางซ้ายให้เจ้านครต่าง ๆ คุมรักษา แต่ในวันประจัญบานกันนั้นตัวศอลาฮุดดีนเองป่วย จึงได้เฝ้าดูการสุ้รบจากยอดเขาแห่งหนึ่ง พวกครูเสดถูกตีฟ่ายตกทะเลได้รับความเสียหายอย่างหนัก พวกนี้เริ่มขาดแคลนอาหารและโดยที่ฤดูหนาวย่างเข้ามา จึงพักการรบ

เมื่อถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ คือเดือนเมษายน ค.ศ. 1191 พวกครูเสดได้รับทัพหนุนเพิ่มขึ้นอีก โดยพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศสได้ยกทัพมา พร้อมกันนั้นพระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์แห่งอังกฤษก็ยกทัพมาอีกด้วย มีเรือรบมา 20 ลำ เต็มไปด้วยทหารและกระสุน กำลังหนุนของศอลาฮุดดีนมาไม่พร้อม ทหารมุสลิมในเมืองอักกามีกำลังน้อยกว่าจึงขอยอมแพ้พวกครุเสด โดยแม่ทัพมุสลิมมีนคนหนึ่งชื่อ มัชตูบ ผู้คุมกำลังป้องกันอักกาได้อุทรต่อพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศสแต่ถูกปฎิเสธเว้นแต่ พวกมุสลิมจะยอมยกเมืองเยรูซาเล็มให้ พวกมุสลิมจึงกลับสู้รบอีกจนสุดชีวิต ขณะการล้อมเมืองและการสู้รบอยู่เป็นเช่นนี้ได้เกิดโรคระบาดเกิดขึ้น ในที่สุดมีเงื่อนไขว่า พวกมุสลิมจะต้องคืนไม้กางเขน(ดั้งเดิมสมัยพระเยซู) และต้องเสียค่าปรับเป็นทอง 200,000 แท่ง แต่เนื่องจากต้องเสียเวลาหาทองจำนวนเท่านี้ กษัตริย์ริชาร์ดใจสิงห์แห่งอังกฤษ ผู้ที่นักประวัติศาสตร์เคยยกย่องและชื่นชมกันนั้นได้จับทหารมุสลิมจำนวน 27,000 คน ออกจากเมืองและสับต่อหน้าต่อตาคนทั้งหลาย เมืองอักกาตกอยู่ในมือพวกครูเสดที่บ้าศาสนาเหล่านี้ ส่วนทัพศอลาฮุดดีนต้องถอยทัพไปตั้งที่อื่นเพราะกำลังน้อยกว่าและกำลังหนุนไม่มีพอ ตอนหนึ่งมีเรือจากอียิปต์ลำเลียงเสบียงมาช่วย แต่เกือบถูกครูเสดยึดได้ นายเรือจึงสั่งให้จมเรือพร้อมทั้งคนในเรือทั้งหมด
ริชาร์ดใจสิงห์ (Richard The Lion Heart)
กองทัพครูเสดภายใต้การนำของพระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์ได้บุกไปยังอัสก็อลาน (ภาษาละติน: Ascolon) ศอลาฮุดดีนได้ยกกองทัพไปยันไว้ได้มีการรบกันอย่างกล้าหาญถึง 11 ครั้ง ในการรบที่อัรสูฟ ศอลาฮุดดีนเสียทหารราว 8,000 คน ซึ่งเป็นทหารชั้นดีและพวกกล้าตาย เมื่อเห็นว่าอ่อนกำลังป้องกันปาเลสไตน์ไม่ได้ จึงยกทัพไปยังอัสก็ออลาน อพยพผู้คนออกหมดแล้วรื้ออาคารทิ้ง เมื่อพระเจ้าริชาร์ดมาถึง ก็เห็นแต่เมืองร้าง จึงทำสัญญาสงบศึกด้วย โดยได้ส่งทหารไปพบน้องชายศอลาฮุดดีนชื่อ สัยฟุดดีน (ภาษาละติน: Saphadin) ทั้งสองได้พบกัน ลูกของเจ้านครครูเสดคนหนึ่งเป็นล่าม พระเจ้าริชาร์ดจึงให้บอกความประสงค์ที่อยากให้ทำสัญญาสงบศึก พร้อมทั้งบอกเงื่อนไขด้วย ซึ่งเป็นเงือนไขที่ฝ่ายมุสลิมยอมรับไม่ได้ การพบกันครั้งนั้นไม่ได้ผล

ฝ่ายมาร์ควิสแห่งมองเฟอร์รัดผู้ร่วมมาในกองทัพด้วยเห็นว่าการทำสัญญาโอ้เอ้ จึงส่งสารถึงศอลาฮุดดีน โดยระบุเงื่อนไขบางอย่าง แต่สัญญานี้ไม่เป็นผลเช่นกัน ต่อมาพระเจ้าริชาร์ดขอพบศอลาฮุดดีนและเจรจาเรื่องสัญญาสงบศึกอีก โดยเสนอเงื่อนไขว่า พวกครูเสดต้องมีสิทธิครอบครองเมืองต่าง ๆ ที่ได้ตีไว้ และฝ่ายมุสลิมต้องคืนเยรูซาเล็มให้พวกครูเสด พร้อมกับไม้กางเขนที่ทำด้วยไม้ ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าเป็นไม้ที่พระเยซูถูกพวกยิวตรึงทรมานด้วย ศอลาฮุดดีนปฏิเสธที่จะยกเมืองเยรูซาเลมให้พวกครูเสด แต่ยอมในเรื่องให้เอาไม้กางเขนที่กล่าวในเงื่อนไขที่ว่า พวกครูเสดต้องปฏิบัติตามสัญญาของตนอย่างเคร่งครัด การเจรจานี้ก็ไม่เป็นผลอีกเช่นกัน พระเจ้าริชาร์ดจึงหันไปเจรจากับสัยฟุดดีนใหม่โดยให้ความเห็นว่าการเจรจานี้ จะเป็นผลบังคับเมื่อศอลาฮุดดีนยินยอมด้วยในปั้นปลาย เงื่อนไขมีว่า

1. กษัตริย์ริชาร์ดยินดียกน้องสาวของเขาผู้เป็นแม่หม้าย(แต่เดิมเป็นมเหสีของกษัตริย์ครองเกาะสิซิลี)ให้แก่สัยฟุดดีน(น้องชายศอลาฮุดดีน)

2. ของหมั้นในการสมรสนี้คือ กษัตริย์ริชาร์ดจะยกเมืองทั้งหมดที่พระองค์ตีได้ ตามชายทะเลให้น้องสาวของตน และศอลาฮุดดีนก็ต้องยกเมืองต่าง ๆ ที่ยึดได้ให้ น้องชายเป็นการทำขวัญเช่นกัน

3. ให้ถือเมืองเยรูซาเลมเป็นเมืองกลาง ยกให้แก่คู่บ่าวสาวนี้ และศาสนิกของทั้งสองฝ่ายมีสิทธิ์ที่จะใปมาพำนัก อยู่ในเมืองนี้อย่างเสรี บ้านเมืองและอาคารทางศาสนาที่ปรักหังพัง ต่างช่วยกันซ่อมแซม

ศอลาฮุดดีนยอมตามเงื่อนไขนี้ แต่สัญญาก็ไม่เป็นผลอีก เพราะพวกพระในศาสนาคริสต์ไม่ยอมให้พวกคริสเตียนยกลูกสาว, น้องสาว หรือผู้หญิงฝ่ายตนไปแต่งงานกับมุสลิมผู้ที่พวกเขาถือว่าเป็น“พวกนอกศาสนา” พวกบาทหลวงได้ชุมนุมกันที่จะขับพระเจ้าริชาร์ดออกจากศาสนาคริสต์ให้ตกเป็นคนนอกศาสนาไปด้วย และได้ขู่เข็ญน้องสาวของพระองค์ต่าง ๆ นานา

กษัตริย์ริชาร์ดจึงได้เข้าพบสัยฟุดดีนอีก ขอให้เปลี่ยนจากการนับถืออิสลามมาเป็นคริสเตียน แต่สัยฟุดดีนปฏิเสธ ในขณะเดียวกันกษัตริย์ริชาร์ดเกิดการรำคาญการแทรกแซงของมาร์ควิสแห่งมอง เฟอรัด จึงจ้างให้ชาวพื้นเมืองลอบฆ่า เมื่อเรื่องมาถึงเช่นนี้ กษัตริย์ริชาร์ดก็ท้อใจอยากยกทัพกลับบ้าน เพราะตีเอาเยรูซาเล็มไม่ได้ ได้เสนอเงื่อนไขที่จะทำสัญญาสงบศึกกับศอลาฮุดดีนไม่ยอมต่อเงื่อนไขบางข้อ เพราะบางเมืองที่กล่าวนั้นมีความสำคัญต่อการป้องกันอาณาจักรอย่างยิ่ง ไม่สามารถปล่อยให้หลุดมือไปได้ แต่ความพยายามของนักรบทั้งสองนี้ยังคงมีต่อไป จนในที่สุดเมื่อวันที่ 22 ชะอฺบาน ฮ.ศ. 588 (2 กันยายน ค.ศ. 1192) ทั้งสองฝ่ายได้ทำสัญญาสงบศึกเป็นการถาวรและกษัตริย์ริชาร์ดได้ยกทัพกลับบ้านเมือง เขายกทัพผ่านทางตะวันออกของยุโรปโดยปลอมตัว แต่กลับถูกพวกเป็นคริสเตียนจับไว้ได้คุมขังไว้ ทางอังกฤษต้องส่งเงินจำนวนมากเพื่อไถ่ตัวเขา

สงครามครูเสดครั้งที่ 3 ก็ยุติลงเพียงนี้ ด้วการสูญเสียชีวิตมนุษย์นับแสน ผู้คนนับล้านไร้ที่อยู่ บ้านเมืองถูกทำลาย หลังจากนั้นศอลาฮุดดีนได้ยกทหารกองเล็ก ๆ ไปตรวจตามเมืองชายฝั่ง และซ่อมแซมสถานที่ต่าง ๆ และได้กลับมาพักที่ดามัสคัสพร้อมครอบครัว จนกระทั่งถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 27 ศอฟัร ฮ.ศ. 589 (4 มีนาคม ค.ศ. 1193) มีอายุเพียง 55 ปี

แค่ตั้งใจจะไม่แบ่งให้แก่คนยากจน ก็ยังผิด

วันนี้เรามาอ่านเรื่องราวหนึ่ง ที่อัลกุรอานได้บอกเล่าให้เราฟัง เกี่ยวกับพี่น้องในตระกูลหนึ่งซึ่งบิดาได้เสียชีวิตไป ก่อนหน้านั้น บิดาเคยแจกผลไม้ในสวน ให้แก่คนยากคนจน โดยแจกในวันเก็บเกี่ยววันแรก หลังจากบิดาเสียชีวิต ลูก ๆ ต่างก็คิดกันว่า มันเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุที่จะเจริญรอยตามบิดา ก็เลยวางแผนกันว่า ถ้าถึงวันเก็บเกี่ยวเมื่อไหร่ ก็จะออกกันแต่เช้าตรู่ เพื่อเก็บเกี่ยวผลไม้ให้หมดทั้งสวน ถ้าคนยากคนจนเข้ามาในสวน ก็จะไม่ได้อะไรหลงเหลืออีกเลย

ทว่าในคืนนั้นอัลลอฮฺได้ทรงส่งพายุไฟมาเผาไหม้สวนของพวกเขาจนไม่มีอะไรหลงเหลือแม้แต่นิด เมื่อพวกเขาไปถึงสวนก็ไม่พบเห็นอะไรอีกเลย ทุกอย่างถูกไฟเผามอดไหม้จนหมดสิ้น

{68:17} แท้จริงเราได้ทดสอบพวกเขา ดั่งเช่นที่เราได้ทดสอบบรรดาเจ้าของสวน เมื่อพวกเขาสาบานว่าจะเก็บเกี่ยวผลของมันในยามรุ่ง
{68:18} และพวกเขาจะไม่ปล่อยให้หลงเหลือ
{68:19} ดังนั้น การลงโทษจากพระเจ้าของเธอก็ได้มาทำลายสวนนั้น ขณะที่พวกเขากําลังนอนหลับอยู่
{68:20} ครั้นในตอนเช้า มันก็กลายเป็นเสมือนว่าถูกตัดอย่างราบเรียบ
{68:21} ดังนั้นพวกเขาจึงกู่เรียกกันแต่เช้าตรู่
{68:22} "จงเข้ารีบเข้าสวนของพวกเธอเถิด หากพวกเธอต้องการจะเก็บผลไม้"
{68:23} แล้วพวกเขาพากันออกไป โดยที่พวกเขาพูดกระซิบต่อกันอย่างแผ่วเบา
{68:24} ว่า "วันนี้อย่าได้ให้คนยากจนขัดสนสักคนเลย เข้าไปหาพวกเธอในสวนนั้น"
{68:25} และพวกเขาก็ได้ออกไปแต่เช้า ด้วยความตั้งใจว่าจะสามารถทำตามแผน
{68:26} ครั้นเมื่อพวกเขาเห็นสวน (ถูกทำลาย) พวกเขาก็กล่าวขึ้นว่า "พวกเราหลงทางเสียแล้ว"
{68:27} "เปล่าดอก! พวกเราถูกหวงห้ามสิทธิ์ต่างหาก"
{68:28} คนที่มีสติปัญญาคนหนึ่งในหมู่พวกเขากล่าวว่า "ฉันไม่ได้บอกพวกเธอดอกหรือ? เหตุใดพวกเธอจึงไม่กล่าวสดุดีพระพิสุทธิคุณเล่า!"
{68:29} พวกเขาจึงกล่าวว่า "พระพิสุทธิคุณแห่งพระเจ้าของพวกข้าฯ แท้จริงพวกข้าฯนี้เป็นผู้อธรรม"
{68:30} แล้วบางคนในหมู่พวกเขาก็หันไปต่อว่าซึ่งกันและกัน
{68:31} พวกเขากล่าวว่า "ความหายนะประสบแก่เราแล้ว เพราะเราเป็นผู้ละเมิดฝ่าฝืน"
{68:32} "บางทีพระเจ้าของเรา จะทรงเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ดีกว่าให้แก่เรา แท้จริงเรามีความประสงค์ใน(การอภัยของ)พระเจ้าของเรา"
{68:33} เช่นนั้นแหละการลงโทษ และแน่นอนการลงโทษในปรโลกนั้นยิ่งใหญ่นัก หากพวกเขาล่วงรู้

บทเรียนจากเรื่องนี้ อัลลอฮฺทรงสอนเราว่า แค่ตั้งใจจะไม่แบ่งให้แก่คนยากจน ก็ต้องได้รับโทษจากอัลลอฮฺ

พี่น้องที่รัก อย่าตระหนี่ต่อคนยากคนจน ถ้ามีอะไรให้ได้ ก็ให้ไปเถิด ที่เราให้เขาไป เราเองหรอกที่จะได้มันกลับมา ในวันอาคิเราะฮฺ

ซินา เป็นบาปมหันต์

ซินา เป็นบาปมหันต์ ผู้ที่ทำผิดซินาจะต้องถูกลงโทษด้วยการตกนรกถาวรนิรันดร ถ้าหากไม่สำนึกผิดก่อนตาย

{25:68} และบรรดาผู้ที่ไม่วิงวอนขอพระเจ้าอื่นใดคู่เคียงกับอัลลอหฺ และพวกเขาไม่ฆ่าชีวิต ซึ่งอัลลอหฺทรงห้ามไว้เว้นแต่เพื่อความยุติธรรม และพวกเขาไม่ผิดประเวณี และผู้ใดกระทำเช่นนั้นเขาจะพบกับความบาป

{25:69} การลงโทษในวันฟื้นคืนชีพจะถูกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าสำหรับเขา และเขาจะถาวรอยู่ในนั้นอย่างอัปยศ

{25:70} เว้นแต่ผู้ที่กลับเนื้อกลับตัวและศรัทธาและประกอบการงานที่ดีเขาเหล่านั้นแหละอัลลอหฺจะทรงเปลี่ยนความชั่วของพวกเขาเป็นความดี และอัลลอหฺทรงเป็นพระผู้ทรงอภัย พระผู้ทรงปรานีเสมอ

ดังนั้นอย่าพลั้งตนเข้าสู่ซินา

ด้วยเหตุที่ซินาสามารถก่อปัญหามากมายต่อสังคม อิสลามจึงได้กำหนดมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซินาขึ้น เช่น

1. ห้ามไม่ให้มองเพศตรงกันห้าม เพราะการมองเป็นจุดเริ่มต้นของซินา {24:30} จงบอกแก่บรรดาบุรุษผู้มีศรัทธา ให้พวกเขาลดสายตาของพวกเขาลงต่ำ และให้พวกเขารักษาอวัยวะเพศของพวกเขา นั่นเป็นการบริสุทธิ์ยิ่งแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอหฺทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเขากระทำ {24:31} และจงบอกแก่บรรดาสตรีผู้มีศรัทธา ให้พวกนางลดสายตาของพวกนางลงต่ำ และให้พวกนางรักษาอวัยวะเพศของพวกนาง

หากการมองยังเป็นที่ต้องห้าม การดูหนังเซ็กซ์ ภาพโป๊ และทุกอย่างที่กระตุ้นอารมณ์ทางเพศ ถือว่าฮะรอมทั้งสิ้น

2. ห้ามผู้หญิงเผยเอาเราะหฺหรือเครื่องประดับให้ผู้ชายที่ไม่ใช่ญาติสนิทเห็น {24:31}... และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกนาง เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ และพวกนางต้องปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของนางลงมาถึงหน้าอกของนาง และอย่าให้นางเปิดเผยเครื่องประดับของพวกนาง เว้นแต่แก่สามีของพวกนาง หรือบิดาของพวกนาง หรือบิดาของสามีของพวกนาง หรือบุตรชายของพวกนาง หรือบุตรชายของสามีของพวกนาง หรือพี่ชายน้องชายของพวกนาง หรือบุตรชายของพี่ชายน้องชายของพวกนาง หรือบุตรชายของพี่สาวน้องสาวของพวกนาง หรือพวกผู้หญิงของพวกนาง หรือ(ทาสและทาสี)ที่มือขวาของพวกนางครอบครอง หรือคนรับใช้ผู้ชายที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศ หรือเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องอวัยะพึงสงวนของผู้หญิง และนางอย่าเคาะเท้าของตน เพื่อให้เป็นที่รู้ว่าเครื่องประดับที่พวกนางปกปิดอยู่ ... ในทางตรงกันข้ามกัน ก็ห้ามไม่ให้ผู้ชายเปิดเผยเอาเราะหฺของตนเช่นเดียวกัน

3. ห้ามไม่ให้มีการคลุกคลีและคบอย่างอิสระระหว่างชายหญิง

4. การกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ทำซินา คือการเฆี่ยนหนึ่งร้อยหวายสำหรับผู้ที่ยังโสด โดยให้ลงโทษต่อหน้าสาธารณะชนเพื่อผู้คนจะได้ไม่เอาเยี่ยงอย่าง {24:2} หญิงผู้ผิดประเวณีและชายผู้ผิดประเวณี พวกเธอจงโบยเขาทั้งสอง คนละหนึ่งร้อยที และอย่าให้ความสงสารต่อคนทั้งสองนั้นยับยั้งพวกเธอไม่ให้ปฏิบัติตามพระบัญญัติของอัลลอหฺเป็นอันขาด หากพวกเธอศรัทธาต่ออัลลอหฺและวันปรโลกจริง และจงให้ผู้มีศรัทธาชนกลุ่มหนึ่งเป็นสักขีพยานในการลงทัณฑ์คนทั้งสอง

5. การกำหนดบทลงโทษด้วยการประหารชีวิต นั่นคือด้วยการขว้างด้วยหิน ถ้าผู้กระทำผิดเคยแต่งงานมาแล้ว แสดงว่าซินาเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรง เหมือนกับการฆ่าคน

7. ส่งเสริมให้หนุ่มสาวแต่งงาน เพื่อลดปัญหาการซินา ท่านนบี(ศ)ได้กล่าวว่า "โอ้ บรรดาผู้เป็นหนุ่มทั้งหลาย! ผู้ใดที่มีความสามารถในหมู่พวกเธอก็จงแต่งงานเถิด เพราะมันจะช่วยสงวนอวัยวะเพศของพวกเธอจากการประพฤติผิดได้ดีกว่า มันจะช่วยลดสายตาของพวกเธอให้ต่ำลงมากขึ้น" (เป็นผู้ที่สำรวมตนไม่มองสิ่งที่ผิด)(รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม)

8. ห้ามไม่ให้คนที่ทำซินาแต่งงานกับคนที่บริสุทธิ์ เพราะจะนำมลทินและโรคร้ายมาแก่คู่ชีวิต {24:3} ชายผู้ผิดประเวณีจะไม่สมรส นอกจากกับหญิงผู้ผิดประเวณีหรือหญิงผู้ตั้งภาคี และหญิงผู้ผิดประเวณีจะไม่มีผู้ใดสมรสกับนาง นอกจากชายผู้ผิดประเวณีหรือชายผู้ตั้งภาคี และสิ่งนั้นเป็นที่ต้องห้ามแก่บรรดาผู้มีศรัทธา

9. ผู้ที่ไม่มีความสามารถที่จะแต่งงาน ให้อดกลั้นข่มตนรักษาความบริสุทธิ์ ด้วยการถือศีลอดและการทำอิบาดะหฺ {24:33} และบรรดาผู้ที่ยังไม่มีโอกาสสมรส ก็จงให้เขาข่มความใคร่จนกว่าอัลลอหฺจะทรงให้พวกเขาร่ำรวยขึ้นจากความโปรดปรานของพระองค์

10. ห้ามไม่ให้ผู้ใดบีบบังคับหญิงสาวทำซินา หรือปล่อยให้หญิงสาวตกยากลำบากจนถึงขั้นต้องออกขายตัวเพื่อพาตัวรอด

{24:33} ... และพวกเธออย่าบังคับบรรดาเด็กสาวของพวกเธอให้ผิดประเวณี ...

11. ห้ามไม่ให้เข้าใกล้สถานที่ ที่มีการทำซินา ซ่อง บาร์ ไนท์คลับ สถานที่บริการอาบอบนวด{17:32} และพวกเธออย่าเข้าใกล้การผิดประเวณี แท้จริงมันเป็นการลามกและทางอันชั่วช้า

12. ห้ามไม่ให้เด็กรู้เห็นเรื่องทางเพศ ด้วยเหตุนี้อิสลามจึงบัญญัติให้ผู้ใหญ่ไม่อนุมัติให้เด็ก ๆ ไม่ว่าก่อนจะบรรลุศาสนนิติภาวะหรือเด็กรุ่นหลังบรรลุศาสนิติภาวะ เข้าในห้องนอนของนอนของผู้ใหญ่ในเวลาที่ไม่เหมาะสม เช่นเวลาพักเที่ยง หรือหลังจากนมาซอิชาอ์จนถึงศุบฮิ {24:58} ดูกร บรรดาผู้มีศรัทธา! บรรดาผู้ที่มือขวาของพวกเธอครอบครอง และบรรดาผู้ที่ยังไม่บรรลุศาสนนิติภาวะในหมู่พวกเธอ จะต้องขออนุญาตพวกเธอสามเวลาคือ ก่อนเวลานมาซฟัจญ์ริ และเวลาพวกเธอเปลื้องเสื้อผ้าในยามกลางวัน และหลังจากเวลานมาซอิชาอ์ ทั้งสามนี้เป็นเวลาส่วนตัวของพวกเธอ

13. ห้ามการคบชู้ การเป็นกิ๊ก {5:4} ... เมื่อพวกเธอได้มอบสินสอดของพวกนางให้แก่พวกนางในฐานะเป็นผู้สมรส ไม่ใช่เป็นผู้ผิดประเวณี และไม่ใช่ยึดเอานางเป็นชู้ และจงให้สินตอบแทนของพวกนางแก่พวกนางโดยชอบธรรม ในฐานะที่พวกนางเป็นหญิงที่บริสุทธิ์ {4:25} และจงให้สินตอบแทนของพวกนางแก่พวกนางโดยชอบธรรม ในฐานะที่พวกนางเป็นหญิงที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่เป็นหญิงที่ค้าประเวณี และไม่ใช่หญิงที่คบชู้

14. กฎบัญญัติอัลกุรอานพิทักษ์ชาวมุสลิมไม่ให้ถูกหมิ่นประมาท ด้วยการถูกใส่ร้ายว่า ทำซินา หรือเป็นลูกซินา อิสลามมีกฏบัญญัติลงโทษผู้ที่ใส่ร้ายคนอื่นว่าทำซินา ด้วยการโบย 80 ที หากไม่มีสักขีพยาน

15. สามีที่กล่าวหาว่าภารยาของตนว่าทำซินา จะต้องนำสักขีพยานมา 4 คน หากไม่สามารถที่จะหามาได้ ก็ต้องทำพิธีสาบาน เรียกว่า พิธีลิอาน หลังจากพิธีสาบานแล้ว สามีภารยาคู่นี้จะกลับมาคืนดีไม่ได้อีกเด็ดขาด และสามีห้ามกล่าวหานางอีกเด็ดขาด มิฉะนั้นจะถูกลงโทษด้วยการโบยหลัง 80 ที กฎบัญญัตินี้มีขึ้นก็เพื่อปกป้องสิทธิสามีภารยาทั้งสองฝ่าย ดู อัลกุรอาน {24:6-9}

07 กรกฎาคม 2553

บ่าวแห่งพระผู้ทรงเมตตาคือใคร?

ปรารถนาที่จะเป็นบ่าวที่ดีของอัลลอฮฺ พระผู้ทรงเมตตาใช่ไหม? เป็นบ่าวผู้จะได้เข้าสวรรค์ตามที่พระองค์สัญญาไว้ และได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติใช่ไหม?
นั่นก็คือมนุษย์ผู้ที่มีคุณสมบัติดั่งโองการ {25:63-76}ได้ระบุไว้
{25:63} และบรรดาบ่าวของพระผู้ทรงเมตตาคือ บรรดาผู้ที่เดินบนแผ่นดินด้วยความสงบเสงี่ยมและเมื่อพวกโง่เขลากล่าวทักทายพวกเขา พวกเขาจะกล่าว "ศานติ"
{25:64} และบรรดาผู้ใช้เวลาราตรี เพื่อกราบและยืน(นมาซ)ต่อพระเจ้าของพวกเขา
{25:65} และบรรดาผู้ที่กล่าวว่า "พระผู้เป็นเจ้าของพวกข้าฯ! โปรดขจัดการลงโทษของนรกให้พ้นไปจากพวกข้าฯ แท้จริงการลงโทษของมันนั้นอมตะนิรันดร์"
{25:66} แท้จริงมันเป็นที่อยู่และที่พำนักอันเลวร้ายยิ่ง
{25:67} และบรรดาผู้ที่เมื่อพวกเขาใช้จ่าย พวกเขาก็ไม่สุรุ่ยสุร่าย และไม่ตระหนี่ ทว่าอยู่สายกลางระหว่างนั้น
{25:68} และบรรดาผู้ที่ไม่วิงวอนขอพระเจ้าอื่นใดคู่เคียงกับอัลลอฮฺ และพวกเขาไม่ฆ่าชีวิต ซึ่งอัลลอหฺทรงห้ามไว้เว้นแต่เพื่อความยุติธรรม และพวกเขาไม่ผิดประเวณี และผู้ใดกระทำเช่นนั้นเขาจะพบกับความบาป
{25:69} การลงโทษในวันฟื้นคืนชีพจะถูกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าสำหรับเขา และเขาจะถาวรอยู่ในนั้นอย่างอัปยศ
{25:70} เว้นแต่ผู้ที่กลับเนื้อกลับตัวและศรัทธาและประกอบการงานที่ดีเขาเหล่านั้นแหละอัลลอหฺจะทรงเปลี่ยนความชั่วของพวกเขาเป็นความดี และอัลลอหฺทรงเป็นพระผู้ทรงอภัย พระผู้ทรงปรานีเสมอ
{25:71} และผู้ใดกลับเนื้อกลับตัวและกระทำความดี แท้จริง เขากลับเนื้อกลับตัวเข้าหาอัลลอหฺอย่างจริงจัง
{25:72} และบรรดาผู้ไม่เป็นพยานในการเท็จ และเมื่อพวกเขาผ่านเรื่องไร้สาระ พวกเขาผ่านไปอย่างมีเกียรติ
{25:73} และบรรดาผู้ที่เมื่อถูกกล่าวเตือนให้รำลึกถึงโองการทั้งหลายของพระเจ้าของพวกเขา พวกเขาจะไม่ผินหลังให้เป็นสภาพเช่นคนหูหนวกตาบอด
{25:74} และบรรดาผู้ที่กล่าวว่า "พระผู้เป็นเจ้าของพวกข้าฯ! โปรดประทานความชื่นตา ให้แก่พวกข้าฯ จากคู่ครองของพวกข้าฯและลูกหลานของพวกข้าฯ และทรงทำให้พวกข้าฯเป็นผู้นำแก่บรรดาผู้ยำเกรง"
{25:75} เขาเหล่านั้นจะได้รับการตอบแทน ในการที่พวกเขาอดทน และพวกเขาจะได้พบการกล่าวคําต้อนรับและศานติ
{25:76} โดยพำนักอยู่ในนั้นอย่างถาวร เป็นที่พำนักและที่อาศัยอันอภิรมย์

ข้อคิดที่ได้จากโองการ {25:63-76} ดังกล่าวมีดังต่อไปนี้
) คุณสมบัติของบรรดามนุษย์ผู้ที่จะได้รับการยอมรับ ว่าเป็นบ่าวพระผู้ทรงเมตตามี 7 ประการ
1. อ่อนน้อมถ่อมตน หากมีคนเขลาเบาปัญญามาถากถาง เยาะเย้ย ก็จะตอบไปว่า "สันติ" ดู {25:63}
2. มนุษย์ผู้ลุกขึ้นนมาซตะฮัจญุดในยามค่ำคืน ในขณะที่ผู้คนอื่นหลับไหล ดู {25:64}
3. มนุษย์ผู้เชื่อว่า วันแห่งการตัดสินมีจริง และผู้ประพฤติผิดต้องถูกลงโทษด้วยไฟนรก ดังนั้นพวกเขาจึงหวาดกลัวต่อไฟนรก จึงวิงวอนขอจากอัลลอฮฺให้พวกตนรอดพ้นจากการลงโทษ ดู {25:65-66}
4. มนุษย์ผู้มัธยัสถ์ ไม่สุรุ่ยสุร่ายและไม่ตระหนี่ถี่เหนียว {25:67}
5. มนุษย์ที่ไม่ประกอบบาปมหันต์ต่าง เช่น การตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ การฆ่าคนโดยผิดกฎบัญญัติ การผิดประเวณี การให้การเท็จ ดู {25:68-72}
6. บรรดาผู้ที่ไม่สนใจต่อคำพูดที่ไร้สาระ ตัวอย่างคำพูดที่ไร้สาระเช่น การพูดถกกันในเรื่องราวที่ไม่มีประโยชน์ การดูหนังไร้สาระ การฟังเพลงที่มีเนื้อหาทางโลกีย์ เป็นต้น ดู {25:72}
7. บรรดาผู้ที่วิงวอนขอคุณงามความดีจากอัลลอฮฺ ให้แก่ครอบครัวของตนเอง และมีความตั้งใจอย่างสูงส่ง ที่จะปรังปรุงแก้ไขตนเองให้เป็นผู้ยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีความหวังที่จะได้เป็นแบบอย่างอันดีงาม และเป็นผู้นำแก่บรรดาศรัทธาชนผู้ยำเกรงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยเตาฟีกจากอัลลอฮฺ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงวิงวอนขอให้พระองค์ได้ทรงบันดาลให้พวกเขาได้เป็นดั่งที่พวกเขาหวัง
) ผู้ทำบาปมหันต์บางอย่างจะต้องตกนรกนิรันดร โองการ {25:68-69} บอกให้เรารู้ว่า การตั้งภาคีต่ออัลลอหฺ การฆ่ามนุษย์ผู้มีศรัทธา และการทำผิดประเวณี มีโทษหนักเหมือนกันหมด นั่นก็คือจะต้องตกนรกถาวร นอกจากว่าจะสำนึกผิด และลบล้างความผิดด้วยการกระทำคุณงามความดี
1. การตั้งภาคีเป็นบาปอันมหันต์ หากตายไป โดยไม่ได้สำนึกผิด จะต้องตกนรกนิรันดร แม้จะมีคุณงามความดีมากมายก็ตาม 
{4:48} แท้จริงอัลลอฮฺ จะไม่ทรงอภัยต่อการตั้งภาคีขึ้นแก่พระองค์ และพระองค์ทรงอภัยให้แก่สิ่งอื่นจากนั้นสำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดตั้งภาคีขึ้นแก่อัลลอหฺแล้ว แน่นอนเขาก็ได้อุปโลกน์บาปกรรมอันใหญ่หลวงขึ้น 
{4:116} แท้จริงอัลลอหฺจะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่การตั้งภาคีแก่พระองค์ แต่พระองค์จะทรงอภัยโทษให้แก่สิ่งอื่นจากนั้นสำหรับผู้ที่พระองค์ประสงค์ และผู้ใดตั้งภาคีขี้นแก่อัลลอหฺแล้ว แน่นอน เขาก็ได้หลงทางไปแล้วอย่างไกลห่าง 
{5:72} ... แท้จริงผู้ใดตั้งภาคีแก่อัลลอฮฺ แน่นอนอัลลอหฺจะทรงให้สวรรค์เป็นที่ต้องห้ามแก่เขา และที่พำนักของเขานั้นคือนรก และสำหรับบรรดาผู้อธรรมนั้นย่อมไม่มีผู้ช่วยเหลือใด ๆ"

2. ฆาตกรผู้สังหารศรัทธาชนจะถูกลงโทษในนรกตลอดกาล อีกทั้งยังถูกอัลลอฮฺทรงโกรธกริ้วและสาปแช่ง {4:93} และผู้ใดสังหารผู้มีศรัทธาโดยจงใจ การตอบแทนแก่เขาก็คือนรกญะหันนัม โดยที่เขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล และอัลลอหฺก็ทรงกริ้วโกรธเขา และทรงสาปแช่งเขา และได้ทรงเตรียมไว้สำหรับเขาซึ่งการลงโทษอันใหญ่หลวง
3. ผู้ผิดประเวณีจะต้องถูกลงโทษในนรกตลอดกาล มีฐานะไม่ต่างกับพวกผู้ตั้งภาคี ด้วยเหตุนี้จึงห้ามศรัทธาชนแต่งงานกับพวกที่ทำผิดประเวณี {24:3} ชายผู้ผิดประเวณีจะไม่สมรส นอกจากกับหญิงผู้ผิดประเวณีหรือหญิงผู้ตั้งภาคี และหญิงผู้ผิดประเวณีจะไม่มีผู้ใดสมรสกับนาง นอกจากชายผู้ผิดประเวณีหรือชายผู้ตั้งภาคี และสิ่งนั้นเป็นที่ต้องห้ามแก่บรรดาผู้มีศรัทธา
) อัลลอฮฺพระผู้ทรงเมตตาทรงอภัยโทษแก่มนุษย์เสมอ หากมนุษย์นั้นสำนึกผิดอย่างจริงจัง แม้ว่าบาปที่เขาทำไปจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม มันก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่กว่าพระเมตตาของพระองค์ ดู {25:70-71}

25 มิถุนายน 2553

ฟ้าชั้นต่ำทึ่สุด และชุมชนชั้นสูงที่สุด

มีคนเขาสงสัยว่าทำไม ผมแปลแตกต่างกับของสมาคมศิษย์เก่าอาหรับ ในโองการต่อไปนี้

{37:6} แท้จริง เราได้ประดับท้องฟ้าชั้นต่ำอย่างสวยงามด้วยเหล่าดวงดาว
{37:7} และเพื่อเป็นการป้องกันจากชัยฏอนพยศทุกตัว
{37:8} พวกมันไม่อาจแอบฟังชุมชนชั้นสูงสุดได้ และพวกมันจะถูกขว้างปาจากทุก ๆ ด้าน

ศิษย์เก่าแปลว่า

37-6. แท้จริง เราได้ประดับท้องฟ้าแห่งโลกดุนยาอย่างสวยงามด้วยดวงดาวทั้งหลาย
37-7. และเพื่อป้องกันจากชัยฏอนมารร้ายทุกตัวที่ดื้อรั้นพยศ
37-8. พวกมันจะไม่สามารถรับฟัง (จากมะลาอิกะฮฺผู้อยู่) ในชั้นฟ้าชั้นสูงได้ และพวกมันจะถูกขว้างจากทุกๆ ด้าน

คำตอบ

1) อัดดุนยา {37:6} แปลว่า "ต่ำ" ไม่ได้แปลว่า "โลก" อย่างที่มุสลิมในประเทศไทยเข้าใจกัน เพราะ"ดุนยา"ที่คนไทยใช้ทับศัพท์นั้น อันที่จริงแปลว่า ชีวิตโลกนี้ เป็นคำว่าที่มาจาก "อัลฮะยาต อัดดุนยา" ในภาษาอาหรับ แปลว่า "ชีวิตอันต่ำ" ก็คือชีวิตปัจจุบันในโลกนี้ ซึ่งตรงกันข้ามกับ "อัลอาคิเราะหฺ" นั่นคือชีวิตโลกหน้า หรือปรโลก ดุนยา จึงไม่ได้แปลว่า โลก หรือลูกโลก

อัสสะมาอ์ อัดดุนยา ก็คือฟ้าที่ต่ำที่สุด นั่นคือฟ้าของโลก ที่ติดอยู่กับโลก ซึ่งประกอบดวงดาว กาแลกซี่ต่าง ๆ และเทหวัตถุอื่น ๆ

2) อัลมะละอ์ อัลอะอฺลา ใน {37:8} แปลว่า "ชุมชนชั้นสูง" เพราะคำว่า "อัลมะละอ์" แปลว่า หมู่ชน ชุมชน ชุมนุมชน บางครั้งก็แปลว่า ชนชั้นนำ ส่วนคำว่า "อัลอะอฺลา" แปลว่า "สูงที่สุด"

15 พฤษภาคม 2553

อิสลามมีเพียงหนึ่งเดียว



อิสลามมีเพียงหนึ่งเดียว และเราคือมุสลิม
เราไม่ใช่มุสลิมซุนนีย์ เราไม่ใช่มุสลิมสะละฟีย์ เราไม่ใช่มุสลิมชีอะหฺ เราไม่ใช่มุสลิมศูฟีย์
เราเป็นเพียงแค่มุสลิม
มุสลิมเต็มร้อย ไม่มีสารอื่นเจือปน
เรานับถือมัซฮับของนบีมุฮัมมัด

มีสองสิ่งที่เราจะปฏิบัติตาม นั่นคือ อัลลอหฺ และนบีมุฮัมมัด
นอกเหนือจากนั้นล้วนแล้วแต่มีผิด มีถูก กันทั้งนั้น

มนุษย์มีผิด มีถูก
ฉันเองก็เป็นมนุษย์

ดังนั้นถ้าใครวินิจฉัยแล้วผิดพลาด ฉันจะไปตำหนิเขาทำไม?
ถ้าฉันวินิจฉัยแล้วผิดพลาด ก็อย่าตำหนิฉัน

ประวัติศาสตร์ของประชาชาติอิสลามเป็นบทเรียนที่ดี
แต่มันไม่ใช่รากฐานแห่งการศรัทธา

ใครถูกใครผิดในประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องของพวกเขา
ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะมาแสดงความเจ็บแค้น
ผู้อธรรมก็สลาย ผูู้ทรงธรรมก็มลาย
เหลือเพียงแค่อักษรบนกระดาษ
เรามาเสแสร้งแกล้งเสียใจ แล้วได้อะไร?

วัน ๆ มัวแต่ด่าทอชนผู้ล่วงลับ
เราเองทำถูกแล้วหรือยัง?






13 พฤษภาคม 2553

พระองค์ทรงสามารถเหนือทุกสรรพสิ่ง

- อัลลอหฺทรงสร้างมนุษย์ ออกมาไม่เหมือนกัน อัลลอหฺทรงทำให้เหมือนกันไม่เป็นหรอก?
- เปล่าหรอก พระองค์ทรงสามารถทำให้มนุษย์สองคนเหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ยังได้ ดูฝาแฝดสิ แม้กระทั่งดีเอ็นเอของฝาแฝดก็เหมือนกันเป๊ะ แยกกันไม่ออกว่าเป็นดีเอ็นเอของใคร

- อัลลอหฺทรงทำให้เกิดฝาแฝด มันก็เพียงเป็นการก็อปปี้ พอก็อปปี้มันก็เหมือนนะสิ ไม่เห็นจะพิศดารตรงไหนเลย!
- แต่อัลลอหฺก็ยังทรงสามารถทำให้ฝาแฝดออกมามีหน้าตา และเพศแตกต่างกัน เขาเรียกว่าแฝดเทียมไงล่ะ

-เด็กทารกในท้อง พอครบกำหนด มันก็ต้องคลอดออกมาอยู่ดี อัลลอหฺจะทรงห้ามไว้ ไม่ให้คลอดออกมาได้หรือ?
-มีหลายครั้งที่ผู้หญิงคลอดลูกออกมาคนหนึ่ง แต่ยังมีทารกอีกคนหนึ่งอยู่ในท้อง ที่คลอดตามหลังมาอีก หลังจาก 4-5 เดือน สรุปคือ ตั้งครรภ์สองครรภ์ในเวลาที่แตกต่างกัน

-คนเราต้องแก่ อัลลอหฺจะทรงทำไม่ให้แก่ไม่ได้เหรอ?

-อัลลอหฺทรงทำให้แก่เร็วหรือแก่ช้าได้ นางสาวบรูก กรีนเบิร์ก อายุ 17 ปีแต่ยังคงเหมือนเด็กอายุ 10 เดือน พููดไม่ได้ กินเองก็ไม่ได้


Brook Greenberg อายุ 12 ปี

Brook Greenberg อายุ 16 ปี

01 พฤษภาคม 2553

มัสญิด บ้านของพระเจ้า


มัสยิด หรือสะกดว่า มัสญิด เป็นศาสนสถานของชาวมุสลิม คำว่า มัสญิด เป็นคำภาษาอาหรับแปลว่า สถานที่กราบ นอกจากนี้ยังเรียกว่า สุเหร่า เป็นคำที่ยืมมาจากภาษามลายู surau บ้างก็เรียกเรือนไม้ที่ใช้เป็นสถานที่นมาซ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าว่า สุเหร่า ถ้ามีขนาดใหญ่ก็เรียกว่า มัสญิด

ชาวมุสลิมในแต่ละชุมชนจะสร้างมัสยิดขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา อันได้แก่การนมาซ และการวิงวอน การปลีกตนเพื่อบำเพ็ญตบะ หาความสันโดษ (อิอฺติกาฟ และ คอลวะหฺ) นอกจากนี้มัสยิดยังเป็นโรงเรียนสอนอัลกุรอาน และศาสนา สถานที่ชุมนุมพบปะ ประชุม เฉลิมฉลอง ทำบุญเลี้ยง สถานที่ทำพิธีสมรส และสถานที่พักพิงของผู้สัญจรผู้ไร้ที่พำนัก โดยที่จะต้องรักษามารยาทของมัสยิด เช่นการไม่คละเคล้าระหว่างเพศชายและหญิง การกระทำที่ขัดกับบทบัญญัติห้ามของอิสลาม(ฮะรอม)ทั้งมวล

มัสญิดที่สำคัญที่สุด

1. อัลมัสญิด อัลฮะรอม (มัสญิดต้องห้าม) ในนครมักกะหฺ อันเป็นที่ตั้งของกะอฺบะหฺ, มะกอมอิบรออีม (รอยเท้าของศาสดาอิบรอฮีม) ข้าง ๆ นั้นเป็น เนินเขา อัศศอฟา และ อัลมัรวะหฺ อ้ลมัสญิด อัลฮะรอม เป็นสถานที่นมาซประจำวัน และสถานที่บำเพ็ญฮัจญ์ เพราะยามที่มุสลิมประกอบพิธีฮัจญ์ต้องฏอวาฟรอบกะอฺบะหฺ นมาซหลังมะกอมอิบรอฮีม และเดิน(สะอฺยุ)ระหว่างอัศศอฟา และ อัลมัรวะหฺ

2. อัลมัสญิด อัลนะบะวีย์ คือมัสญิดของศาสนทูตมุฮัมมัด ซึ่งส่วนหนึ่งของมัสญิด เป็นสถานที่ฝังร่างนบีมุฮัมมัด

3. อัลมัสญิด อัลอักศอ เป็นมัสญิดที่มีความสำคัญทางประวัติศาตร์อิสลาม เพราะศาสนทูตมุฮัมมัดได้ขึ้นสู่ฟากฟ้า(มิอฺรอจญ์)จากที่นั่น


อัลมัสญิด อัลอักศอ ในบัยตุลมักดิส กำลังถูกพวกยิวคุกคาม


"มัสญิด"ในอัลกุรอาน

อัลมัสญิด อัลฮะรอมเป็นกิบลัตของอิสลาม เมื่อจะนมาซหรือขอดุอาอ์จะต้องหันหน้าไปทางกิบลัต

{2:144} แท้จริงเราเห็นใบหน้าของเธอแหงนขึ้นฟ้าบ่อยครั้ง แน่นอนเราจะให้เธอผินไปยังทิศที่เธอพึงใจ ดังนั้นเธอจงผินใบหน้าของเธอไปทาง อัลมัสญิด อัลฮะรอม เถิด และที่ใดก็ตามที่พวกเธอปรากฏอยู่ ก็จงผินใบหน้าของพวกเธอไปทางทิศนั้น ...
{2:149} ไม่ว่าจากที่ใดก็ตามที่ได้จะออกไป จงผินหน้าของเธอไปยัง อัลมัสญิด อัลฮะรอม และที่ใดก็ตามที่พวกเธออยู่ พวกเธอก็จงหันหน้าไปทางนั้น ...
{2:150} และจากที่ใดก็ตามที่เธอออกไปก็จงผินหน้าของเธอไปทาง อัลมัสญิด อัลฮะรอม และที่ใดก็ตามที่พวกเธอปรากฏอยู่ ก็จงผินหน้าของพวกเธอไปทางนั้น ...
{7:29} จงกล่าวเถิดว่า "พระเจ้าของฉันได้บัญชาให้ดำรงความยุติธรรม และพวกเธอจงผินหน้าของพวกเธอให้ตรง ณ ทุก ๆ มัสญิด และจงวินวอนต่อพระองค์อย่างผู้บริสุทธิ์ใจ"

อัลมัสญิด อัลฮะรอม เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ จงละเว้นการทำสงครามในนั้น

{2:191} ... และจงอย่าสู้รบกับพวกเขา ณ อัลมัสญิด อัลฮะรอม จนกว่าพวกเขาจะทำร้ายพวกเธอในที่นั้น หากพวกเขาทำร้ายพวกเธอ ก็จงประหัตประหารพวกเขา ...
{5:2} ... และจงอย่าให้การเกลียดชังต่อพวกหนึ่งพวกใด ที่ขัดขวางพวกเธอไม่ให้เข้า อัลมัสญิด อัลฮะรอม นั้น ทำให้พวกเธอต้องละเมิด ...

การกีดกันผู้คนไม่ให้เข้าอัลมัสญิด อัลฮะรอม เป็นความผิดที่ใหญ่หลวง

{2:217} พวกเขาจะถามเธอเกี่ยวกับเดือนต้องห้าม ซึ่งการสู้รบในเดือนนั้น จงกล่าวเถิดว่า "การสู้รบ ในเดือนนั้นเป็นสิ่งใหญ่หลวง และการขัดขวางให้ออกจากทางของอัลลอหฺ และการปฏิเสธการศรัทธา ต่อพระองค์และการกีดกัน อัลมัสญิด อัลฮะรอม ตลอดจนการขับไล่ชาว อัลมัสญิด อัลฮะรอม ออกไปนั้น เป็นสิ่งใหญ่โตยิ่งกว่า ณ ที่อัลลอหฺ และการก่อกวนนั้นใหญ่โตยิ่งกว่าการฆ่าสังหาร ...
{22:25} แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและขัดขวางหนทางแห่งอัลลอหฺ และ อัลมัสญิด อัลฮะรอม ซึ่งเราได้ทำมันให้เท่าเทียมกันสำหรับปวงมนุษย์ ทั้งผู้ที่พำนักอยู่ในนั้นและผู้สัญจร และถ้าผู้ใดปรารถนาที่จะออกนอกทางด้วยความอธรรม เราก็จะให้เขาลิ้มรสการลงโทษอันเจ็บปวด
{48:25} พวกเขาคือบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและขัดขวางพวกเธอจาก อัลมัสญิด อัลฮะรอม และสัตว์พลีถูกกักกันไม่ให้บรรลุสู่ที่เชือดของมัน ...

ผู้ประกอบฮัจญ์และอุมเราะหฺพร้อมกัน โดยที่เขาไม่ได้อาศัยในเขตแผ่นดินฮะรอม หากหาสัตว์พลีมาไม่ได้ ก็จะต้องถือศีลอดกัฟฟาเราะหฺ 3 วันที่มัสญิด อัลฮะรอม และอีก 7 วันที่บ้านของตน

{2:196} ... ผู้ใดที่ถือโอกาสด้วยการทำอุมเราะหฺควบเข้ากับฮัจญ์แล้ว ก็ให้เชือดสัตว์พลีที่หาได้ง่าย ผู้ใดที่หามาไม่ได้ ก็ให้ถือศีลอดสามวันในระหว่างการทำฮัจญ์ และอีกเจ็ดวันเมื่อพวกเธอกลับแล้ว มันก็ครบสิบวัน ดังกล่าวนั้นสำหรับผู้ที่ครอบครัวของเขาไม่ได้พำนักอยู่ที่ อัลมัสญิด อัลฮะรอม ...

มัสญิดทุกแห่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

{2:187} ... และพวกเธอจงอย่าสมสู่กับพวกนาง ขณะที่พวกเธอพักสงบอยู่ในมัสญิด นั่นคือบรรดาขอบเขตของอัลลอหฺ ...

ต้องสวมเสื้อผ้าอาภรณ์ยามเข้าไปในมัสญิด

{7:31} ดูกร ลูกหลานอาดัม! จงสวมใส่อาภรณ์ของพวกเธอ ณ ทุกมัสญิด

พวกสับปลับสร้างมัสญิดเพื่อทำลายล้างอิสลาม ห้ามไม่ให้มุสลิมเข้าไปนมาซในนั้น

{9:107} และบรรดาผู้ที่ยึดเอามัสญิดหลังหนึ่งเพื่อก่อให้เกิดความเดือดร้อนและปฏิเสธศรัทธาและก่อให้เกิดการแตกแยกระหว่างบรรดาศรัทธาชนด้วยกัน และเป็นแหล่งซ่องสุมสำหรับผู้ที่ทำสงครามต่อต้านอัลลอหฺและศาสนทูตของพระองค์มาก่อน และแน่นอนพวกเขาจะสาบานว่า "เราไม่มีเจตนาอื่นใดนอกจากที่ดี" และอัลลอหฺนั้นทรงเป็นพยานยืนยันว่า พวกเขานั้นเป็นผู้โกหกแน่นอน
{9:108} เธออย่าไปร่วมยืนนมาซในมัสญิดนั้นเป็นอันขาด แน่นอน มัสญิดที่ถูกวางรากฐานบนความยำเกรงตั้งแต่วันแรกนั้น สมควรอย่างยิ่งที่เธอจะเข้าไปยืนนมาซในนั้น เพราะในมัสญิดนั้น มีคณะบุคคลที่ชอบจะชําระตนให้บริสุทธิ์ และอัลลอหฺนั้นทรงรักบรรดาผู้ที่ชําระตนให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ

การบูรณะมัสญิดเป็นสัญลักษณ์แห่งการมีศรัทธาต่ออิสลาม

{9:18} แท้จริงที่จะบูรณะบรรดามัสญิดของอัลลอหฺนั้นคือผู้ที่มีศรัทธาต่ออัลลอหฺ และวันปรโลก และได้ดํารงไว้ ซึ่งการนมาซ และชําระซะกาต และเขาไม่ได้ยำเกรงนอกจากอัลลอหฺเท่านั้น ดังนั้นจึงหวังได้ว่า ชนเหล่านั้น จะเป็นผู้อยู่ในหมู่ผู้รับการชี้นำ

ผู้มีสิทธิ์จะดูแลอัลมัสญิด อัลฮะรอม คือบรรดาผู้ยำเกรงที่ศรัทธาต่ออัลลอหฺ

{8:34} และพวกเขามีอันใดหรือ ที่อัลลอหฺจะไม่ทรงลงโทษพวกเขา? ทั้ง ๆ ที่พวกเขาขัดขวางไม่ให้เข้า อัลมัสญิด อัลฮะรอม และพวกเขาก็ไม่ใช่ผู้ปกครองมัสญิดนั้น บรรดาผู้ปกครองมัสญิดนั้นไม่ใช่ผู้ใดอื่น นอกจากบรรดาผู้ยำเกรงเท่านั้น ทว่าของพวกเขาส่วนมากไม่รู้

ห้ามไม่ให้บรรดาผู้ตั้งภาคีมาบูรณะมัสญิด

{9:17} ไม่บังควรแก่บรรดาผู้ตั้งภาคีที่จะบูรณะบรรดามัสญิดของอัลลอหฺ
ห้ามไม่ให้บรรดาผู้ตั้งภาคีเข้าในมัสญิด อัลฮะรอม
{9:28} ดูกร บรรดาผู้มีศรัทธา! แท้จริงบรรดาผู้ตั้งภาคีนั้นโสมม ดังนั้นพวกเขาอย่าได้เข้าใกล้อัลมัสญิด อัละรอม หลังจากปีของพวกเขานี้ ...

คนที่ขวางกั้นไม่ให้ผู้คนเข้าไปทำอิบาดะหฺในมัสญิด คือคนที่อธรรมอย่างรุนแรง

{2:114} และผู้ใดเล่าที่อธรรมยิ่งไปกว่าผู้ที่ปิดกั้นเหล่ามัสญิดของอัลลอหฺ เพื่อกล่าวรำลึกถึงพระนามของพระองค์ภายในนั้น และพยายามที่จะทำลายมัน? คนพวกนี้ไม่สมควรที่จะเข้าไปในนั้น เว้นแต่พวกเขาจะเข้าไปด้วยความยำเกรง สำหรับพวกเขาในโลกนี้คือความอัปยศอดสู และการลงโทษอันมหันต์ในปรโลก

ชาวมุสลิมได้ทำสนธิสัญญากับพวกผู้ตั้งภาคีในอัลมัสญิด อัลฮะรอม

{9:7} บรรดาผู้ตั้งภาคีจะมีสัญญา ณ อัลลอหฺและศาสนทูตของพระองค์ได้อย่างใด นอกจากบรรดาผู้ที่พวกเธอได้ทำสัญญาไว้ที่อัลมัสญิด อัลฮะรอมเท่านั้น ดังนั้นตราบใดที่พวกเขาเที่ยงธรรมต่อพวกเธอ ก็จงเที่ยงธรรมต่อพวกเขา

พวกผู้ตั้งภาคีเคยเป็นผู้ดูแลมัสญิดฮะรอมก่อนอิสลามกาล

{9:19} พวกเธอได้ถือเอาการให้น้ำดื่มแก่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ และการบูรณะอัลมัสญิด อัลฮะรอม ว่าเสมอเหมือนกับผู้ที่มีศรัทธาต่ออัลลอหฺ และวันปรโลก และต่อสู้ในทางของอัลลอหฺกระนั้นหรือ? เขาเหล่านั้นย่อมไม่เท่าเทียมกัน ณ ที่อัลลอหฺ และอัลลอหฺนั้นจะไม่ทรงชี้นำกลุ่มชนที่เป็นผู้อธรรม

ในคืนอิสรออ์มิอฺรอจญ์ นบีมุฮัมมัดได้เดินทางจาก อัลมัสญิด อัลฮะรอม ไปยัง อัลมัสญิด อัลอักศอ

{17:1} พระพิสุทธิคุณแห่งพระผู้ทรงนำบ่าวของพระองค์เดินทางในเวลาราตรี จาก อัลมัสญิด อัลฮะรอม ไปยัง อัลมัสญิด อัลอักศอ

อัลกุรอานพยากรณ์ว่า ศรัทธาชนจะเข้ายึด อัลมัสญิด อัลอักศอ จากพวกอิสราเอลได้อีกครั้ง

{17:7} ... แล้วเมื่อสัญญาอีกข้อหนึ่งได้มาถึง พวกเขาก็จะก่อความอับอายขายหน้าแก่พวกเธอ และจะเข้าไปในมัสญิดนั้น เช่นที่พวกเขาได้เข้าไปแล้วในครั้งแรก และพวกเขาก็จะทำลายสิ่งที่พวกเขาได้พิชิตอย่างหมดสิ้น

อัลลอหฺทรงแสดงให้นบีเห็นว่า ชาวมุสลิมจะได้เข้า อัลมัสญิด อัลฮะรอม ก่อนที่นบีจะเสียชีวิต

{48:27} โดยแน่นอนอัลลอหฺได้ทรงทำให้ความฝันนั้นสมจริงแก่ศาสนทูตของพระองค์ ด้วยความสัตย์จริงว่า พวกเธอจะได้เข้าสู่ อัลมัสญิด อัลฮะรอม อย่างปลอดภัย

ประชาชนชาวเอฟิสุสสร้างมัสญิดเหนือหลุมฝังศพของชาวถ้ำ

{18:21} ... แล้วพวกเขากล่าวว่า "จงสร้างอาคารที่ปากถ้ำให้แก่พวกเขา พระผู้เป็นเธอของพวกเขาทรงรู้ดียิ่งขึ้นในเรื่องของพวกเขา ฝ่ายบรรดาผู้มีเสียงข้างมากในเรื่องของพวกเขากล่าวว่า เราจะสร้างมัสญิดเหนือพวกเขาแน่นอน

อัลลอหฺทรงพิทักษ์สันติภาพ

{22:40} ... และหากไม่ใช่เพราะอัลลอหฺทรงขัดขวางไม่ให้ปวงมนุษย์ต่อสู้ซึ่งกันและกันแล้ว บรรดาหอสวด และโบสถ์คริสต์ และวัดยิว และมัสญิดทั้งหลายที่พระนามของอัลลอหฺถูกกล่าวรำลึกอย่างมากมาย ก็ต้องถูกทำลายอย่างแน่นอน

มัสญิดเป็นสถานที่เคารพสักการะอัลลอหฺ ห้ามเคารพสักการะหรือวิงวอนขอสิ่งใดในนั้น นอกเหนือจากพระองค์

{72:18} 'และว่าแท้จริงบรรดามัสญิดนั้นเป็นของอัลลอหฺ ดังนั้น พวกเธออย่าวิงวอนขอผู้ใดเคียงคู่กับอัลลอหฺ'

27 เมษายน 2553

การสะกดจิตกับลัทธิและศาสนาต่าง ๆ

ตั้งแต่ที่ผมยังเป็นเด็กรุ่น ผมมีความสนใจในวิชาสะกดจิต ตอนแรกก็ซื้อหนังสือมาอ่านเอง แต่ดูเหมือนว่าหนังสือเหล่านั้นจะสอนวิธีการสะกดจิตที่ไม่ใช่แนววิชาการ

กว่าจะสะกดจิตเป็นก็เมื่ออายุ 27 เข้าไปแล้ว ไปเจอหนังสือภาษายุโรปมาเล่มหนึ่งเกี่ยวกับการสะกดจิต อ่านไปอ่านมา สะกดจิตได้ทันที ตั้งแต่นั้นมาคนก็เชื่อว่าผมเป็นนักไสยศาสตร์ สามารถสะกดจิตคนเป็นสิบ ๆ คนในเวลาเดียวกัน ทุกครั้งที่สะกดจิตก็จะมีคนพยายามอ่านดุอาอ์เพื่อขับไล่ผีสางหรือญิน หรือทำลายอำนาจไสยศาสตร์ ที่ทำให้ผู้คนที่ผมจับแตะล้มระเนระนาดบนพื้น

พยายามบอกว่าเป็นวิทยาศาสตร์สาขาหนึ่ง ก็ไม่มีใครยอมเชื่อ อาจารย์สอนศาสนากลายเป็นอาจารย์ผีในเวลาเดียวกันได้อย่างไร?

การถูกสะกดจิต คือภาวะของจิตที่ถูกสะกดให้เคลิบเคลิ้มหรือลืมตัวคล้ายเข้าไปอยู่ในภวังค์ ผู้ถูกสะกดจะอยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น ง่วงซึม ผ่อน คลายความตึงเครียด สมาธิรับคำสั่งและตอบสนองออกไป

เชื่อกันว่า การสะกดจิต เริ่มต้นขึ้นที่อียิปต์และแพร่เข้าไปในกรีก จนกระทั่งยุโรป ระยะต่อมาบุคคลที่สนใจได้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อประมาณร้อยกว่าปีที่ผ่านมา เมสเมอร์ แพทย์ชาว เวียนนาได้กล่าวถึงการสะกดจิตว่า “เกิดขึ้นจากอำนาจแม่เหล็กของผู้สะกดผ่านเข้าไปในร่างกายของผู้รับการสะกด” ภาษาอาหรับก็เลยเรียกว่า ตันวีม มัฆนาฏีสีย์ (การทำให้หลับโดยใช้อำนาจแม่เหล็ก) เมื่ออำนาจแม่เหล็กของผู้สะกดผ่านเข้าไปในร่างกายของผู้รับการสะกด ก็ก่อให้เกิดปฏิกิริยาคือ เกิดความเคลื่อนไหว และรักษาโรคภัยไข้เจ็บภายในร่างกายของผู้รับการสะกดได้ ซึ่ง เมสเมอร์ มีชื่อเสียงโด่งดังมาก จนกระทั่งผู้คนในสมัยนั้นเรียกการสะกดจิตว่า “เมสเมอริสม์” ซึ่งหมายถึงลัทธิของเมสเมอร์ และต่อมา เจมส์เบรด ได้ขนานนามวิธีการสะกดจิตว่า “ฮิปโนติสม์” ซึ่งเป็นคำมาจากภาษากรีก โดย ฮิปโนส แปลว่าการทำให้หลับ

ยุคนี้ การสะกดจิตไม่ใช่เป็นวิธีการที่เร้นลับ ไม่ใช่เรื่องของการแสดง ของนักเล่นกล ไม่ใช่เป็นไสยศาสตร์ แต่เป็น “วิทยาศาสตร์” ที่มีกฎเกณฑ์ มีความจริง สามารถพิสูจน์และทดลองได้

ในประเทศไทยมี “ชมรมนักสะกดจิต” ส่วนใหญ่ที่ไปเรียนจะเป็นบุคคลในวิชาชีพแพทย์ จิตแพทย์ ทันตแพทย์ จักษุแพทย์ สูติแพทย์ และพยาบาล รวมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เล็งเห็นถึงประโยชน์

เรื่องการสะกดจิตเป็นเรื่องใหม่สำหรับเมืองไทย แต่เป็นเรื่องไม่แปลกสำหรับต่างประเทศที่เจริญแล้ว ซึ่งแนวคิดคือโน้มน้าวจิตหรือกล่อมเกลาจิตใต้สำนึก ไม่ใช่เรื่องลี้ลับที่เชื่อกันในยุคก่อน

การสะกดจิตมีประโยชน์ต่อคนกลุ่มต่าง ๆ เช่นกลุ่มคนที่มีปัญหาทางสภาพจิตใจรูปแบบต่าง ๆ อาทิ เครียดง่าย โมโหร้าย ใจร้อน กดดันตัวเอง คาดหวัง ตื่นเต้น วิตก ท้อแท้ หดหู่ ฯลฯ รวมถึงมีประโยชน์ในแง่การสร้างความ มั่นใจให้คน เช่น พนักงานขาย

ทุก ๆ ศาสตร์นั้น เมื่อมีประโยชน์ก็อาจมีโทษได้ด้วย เช่นเดียวกับศาสตร์ “สะกดจิต” ที่อาจถูกคนไม่ดีนำไปใช้ในทางไม่ดีได้เหมือนกัน เช่น รูดทรัพย์ แต่อย่างไรก็ตาม หากสะกดจิตคน 10 คนในสถานที่ทั่วไป อาจมีเพียง 1 คนเท่านั้นที่โดนสะกดจิต ด้วยปัจจัยต่าง ๆ

ปัจจัยที่ว่าก็อาทิ สภาพแวดล้อม ความพร้อม และความไม่พร้อมของผู้ถูกสะกดจิต เช่นบางคนอาจเครียดเรื่องอื่นอยู่ ก็จะไม่ได้ผล ซึ่งประสิทธิภาพของการสะกดจิตนั้นต้องมีปัจจัยเอื้อต่าง ๆ หลายข้อ อาทิ ทำซ้ำ ๆ มีการชี้นำ การสร้างความหวัง การชดเชยสิ่งที่ขาดไป แต่กระนั้นการ “สะกดจิตหมู่” ก็จะให้ผลดีกว่าสะกดจิตเดี่ยว ๆ เพียงแต่ต้องใช้เวลานานมาก และต้องมีองค์ประกอบ มีบรรยากาศที่เอื้อต่อการสะกดจิตหมู่

ผู้ได้รับการสะกดจิตจะเข้าไปสู่ภวังค์ ภวังค์นี้มีหลายระดับดังนี้

1. ภวังค์ที่อ่อนมาก ผู้ถูกสะกดจะคลายความตึงเครียดเท่านั้น ผู้ถูกสะกดจะบอกผู้สะกดว่ารู้ทุกอย่าง แต่แกล้งอยู่นิ่ง ๆ

2. ภวังค์อย่างอ่อน เริ่มเข้าสู่ภวังค์มากขึ้น ผู้ถูกสะกดจะลืมตาไม่ขึ้น การหายใจจะช้าและลึก

3. ภวังค์ปานกลาง ผู้รับการสะกดจิตจะปิดตาสนิท อาจถูกทำให้เกิดอาการชาเฉพาะที่ และยกแขนยกขาขึ้นได้ตามที่สั่ง ระยะนี้ผู้รับการสะกดยังจำอะไรต่ออะไรที่ผู้สะกดสั่งได้บ้างแต่เลือนลาง

4. ภวังค์ชั้นลึก ผู้รับการสะกดจะลืมเหตุการณ์ทุกอย่างหมด กล้ามเนื้อจะแข็งเกร็งตามสั่ง อาจถูกทำให้ชาและนำไปผ่าตัดได้โดยไม่ต้องวางยาสลบ ภวังค์ชั้นนี้มีประโยชน์ในการรักษาโรคบางชนิดได้

วิธีการสะกดจิต

วิธีการสะกดจิตมีอยู่หลายวิธี แล้วแต่ความถนัดและความพอใจของผู้สะกดว่าจะเลือกใช้วิธีใด ซึ่งพอจะสรุปได้โดยย่อ ดังนี้

1. การใช้เสียงพูดจูงใจโดยตรง เสียงที่พูดจะต้องเป็นเสียงอ่อน ๆ มีเสียงประสาน และน้ำเสียงควรอยู่ในระดับเดียวกันตลอด เราจะเห็นว่าเสียงที่แม่กล่อมลูกมีความไพเราะประสานกัน ซ้ำไปซ้ำมา ช่วยให้เด็กเกิดความเคลิบเคลิ้มและหลับไป เสียงของนักสะกดจิตก็คล้ายคลึงกัน วิธีนี้เป็นวิธีที่ผมใช้ในการสะกดจิต เสียงและน้ำเสียงเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการสะกดจิต น้ำเสียงที่อยู่ในระดับเดียวกันหรือที่เรียกว่า "เสียงโมโนโทน" จะเป็นสิ่งจูงใจได้อย่างดียิ่ง คำพูดที่ใช้ในการสะกดมีความสำคัญไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่ากัน การใช้คำพูดที่มีความหมาย การใช้ภาษาพูดที่สุภาพแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจในการสั่งซ้ำกันบ่อย ๆ และกลมกลืนกันในบรรยากาศที่เงียบสงบ ก็จะทำให้การสะกดจิตดำเนินไปอย่างได้ผล

2. การใช้ยาบางชนิดฉีดเข้าไปในผู้รับการสะกด ก็มีผลทำให้สะกดจิตได้ แต่ไม่นิยมกัน เพราะควบคุมไม่ได้ และทำให้ตื่นในเวลาที่ต้องการไม่ได้

3. การให้ฟังเสียงบางอย่างที่ก่อให้เกิดความเคลิบเคลิ้ม เช่น ฟังเสียงของนาฬิกา เสียงดนตรี เป็นต้น

4. การใช้วัตถุเคลื่อนไหวในระดับเดียวกับนัยน์ตาของผู้รับการสะกด อาจจะให้วัตถุเคลื่อนไปมาหรือเคลื่อนใกล้เข้ามาที่หน้าของผู้รับการสะกดทีละน้อยๆ พร้อมกับพูดจูงใจไปเรื่อยๆ ก็จะมีผลทำให้ผู้ป่วยตาลาย คลายความตึงเครียดและเข้าสู่ภวังค์ได้

ลัทธิและศาสนาใช้การสะกดจิตเพื่อผลประโยชน์

เมื่อผมสามารถสะกดจิตได้อย่างเก่งกาจ สิ่งหนึ่งที่ผมเข้าใจก็คือ มีลัทธิและศาสนาบางอย่างที่เอาการสะกดจิตมาเป็นเครื่องมือในการหลอกลวง หรือควบคุมสมาชิก ขอยกตัวอย่างดังนี้

1. พวกศูฟีย์หลายพวกใช้การสะกดจิตเพื่อควบคุมสมาชิกให้อยู่ใต้อำนาจ สานุศิษย์ที่ถูกสะกดจิตจะเคารพภักดีต่ออาจารย์จนไม่อาจโงหัวขึ้นมาได้เลย ในขณะเดียวกันอาจารย์ก็สามารถป้อนข้อมูลให้ลูกศิษย์ที่ถูกสะกดจิตเห็นภาพหลอน เช่น สวรรค์ นรก หรือเห็นความวิเศษของอาจารย์ เช่น เห็นอาจารย์บินมาจากฟ้า

2. การนั่งกรรมฐาน ทำสมาธิในศาสนาพุทธ ก็คือการสะกดจิตตัวเอง การสะกดจิตขั้นหนักจะทำให้ผู้ถูกสะกดจิตเห็นภาพหลอน เช่น เห็นสวรรค์หรือนรก





26 เมษายน 2553

ถ้าเอาเงินที่ซื้อพรมนี้ไปให้แก่ลูกกำพร้า


กำลังคิดว่า ถ้าเอาเงินที่ซื้อพรมนี้ไปให้แก่ลูกกำพร้า 1000 คน พวกเขาก็คงอยู่ดีกินดีเป็นเวลาหลายปี

วันที่ 15 Christie's ลอนดอน ได้ทำลายสถิติ ขายพรมผืนหนึ่งที่มีชื่อว่า Kirman Vase ในราคา 6,2 ล้านปอนด์ ซึ่งทำลายสถิติพรม Pearl Carpet of Baroda ที่ขายในราคา 3.6 ล้านปอนด์เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นพรมที่ใช้ไข่มุกจากบัศเราะหฺประดับจำนวน 1.5 ล้านเมตร เชื่อว่าเป็นพรมที่มหาราชาแห่งบาโรดาทรงสั่งให้ทำขึ้นเพื่อเอาไปปูในห้องสุสานท่านศาสนทูตมุฮัมมัด แต่มหาราชาองค์นี้เสียชีวิตก่อนที่จะได้ส่งพรมนี้ไปยังนครมะดีนะหฺ




25 เมษายน 2553

นบีนูหฺ จอมศาสนทูต และบิดาที่สองของมนุษยชาติ

นบีนูหฺ (ภาษาอาหรับ: نوح /นูหฺ/, ภาษาฮีบรู: נוֹחַ /โนอาฮฺ/) เป็นศาสนทูตของอัลลอหฺคนหนึ่ง ที่พระองค์ได้ทรงส่งมาเพื่อตักเตือนผู้คนในอดีต
นามของศาสดานูหฺปรากฏในอัลกุรอาน 43 ครั้ง แต่ละครั้งมีความแตกต่างกัน บางครั้งกล่าวถึงสภาพชีวิตของท่านเช่น ซูเราะฮฺอัชชุอะรออ์ ซูเราะฮฺอัลมุอ์มินูน ซูเราะฮฺอะอฺรอฟ ซูเราะฮฺอัลก็อมัร และซูเราะฮฺฮูด นอกจากนี้พระองค์ยังให้เกียรติท่านโดยตั้งชื่อซูเราะฮฺหนึ่งว่า ซูเราะฮฺนูหฺอีกด้วย ในซูเราะหฺนูหฺและซูเราะหฺฮูดนี้ได้กล่าวถึงประวัติของนบีนูหฺไว้อย่างละเอียด
นบีนูหฺได้อยู่ร่วมกับหมู่ชนของท่านเพื่อประกาศเผยแผ่สาส์นแห่งอัลลอฮฺเป็นเวลานาน 950 ปี ({29:14}) ถึงกระนั้นก็ตาม ก็มีผู้ที่มีศรัทธาต่อท่านเพียงไม่ถึงหนึ่งร้อยคน แม้กระทั่งภรรยา ({66:10}) และบุตรชายของท่านเองคนหนึ่งก็ไม่ยอมศรัทธาต่อนบีนูหฺ ในที่สุด เมื่อเห็นว่าพวกเขาทุกรุ่น ล้วนแต่ดื้อรั้น ท่านจึงได้วิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้ทำลายล้างผู้คนเหล่านั้น อัลลอฮฺจึงได้ส่งอุทกภัย ท่านนำบรรดาผู้ที่มีศรัทธาลงเรือพร้อมกับสามคน แต่บุตรชายที่ไม่ศรัทธานั้น ไม่ยอมลงเรือกับท่าน ในที่สุดก็ต้องจมน้ำตาย ({11:42-43)}
คุณสมบัติของประชาชาตินูหฺ
1. ประชาติของนูฮฺตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺด้วยการสักการะบูชาเจว็ด อันได้แก่ วัดดฺ สุวาอฺ ยะฆูษ ยะอูก และนัสรฺ
{71:23} "และพวกเขาได้กล่าวว่า พวกเธออย่าได้ทอดทิ้งบรรดาสิ่งสักการะบูชาของพวกเธอเป็นอันขาด พวกเธออย่าได้ทอดทิ้งวัดดฺ และสุวาอฺ และยะฆูษ และยะอูก และนัสรฺ เป็นอันขาด"
2. เป็นกลุ่มชนที่หลงใหลในอำนาจและทรัพย์สิน จะเชื่อฟังเฉพาะผู้ที่มีอำนาจและคนที่ร่ำรวย
{71:21} นูฮฺได้กล่าวว่า "โอ้ พระเจ้าของข้าฯ! แท้จริงพวกเขาได้ฝ่าฝืนข้าฯและเชื่อฟังผู้ที่ทรัพย์สินของเขา และลูกหลานของเขาไม่ได้เพิ่มอันใดแก่พวกเขา นอกจากความสูญเสีย"
2. เป็นกลุ่มชนที่โง่เขลาและดื้อด้านไม่ยอมรับฟังสัจธรรม แม้นบีนูฮฺจะพยายามทุกวิถีทางในการตักเตือน ไม่ว่าจะเป็นแบบลับ ๆ หรือเปิดเผย ด้วยเสียงค่อย หรือเสียงดัง ทั้งกลางวัน หรือกลางคืน พวกเขาก็ไม่ยอมมีศรัทธา
{71:5} เขากล่าวว่า "โอ้ พระเจ้าของข้าฯ! แท้จริงข้าฯได้เรียกร้องเชิญชวนหมู่ชนของข้าฯทั้งยามราตรีและทิวา"
{71:6} "แต่การเรียกร้องเชิญชวนของข้าฯไม่ได้เพิ่มสิ่งใดแก่พวกเขา นอกจากการหลบหนี"
{71:7} "และแท้จริงทุกครั้งที่ข้าฯเรียกร้องเชิญชวนพวกเขา เพื่อที่พระองค์จะได้อภัยโทษให้แก่พวกเขา พวกเขาก็เอานิ้วอุดรูหูของพวกเขา และเอาเสื้อผ้าของพวกเขาคลุมโปง และพวกเขายังดื้อรั้น และหยิ่งยโสด้วยความจองหอง"
3. สังคมเต็มไปด้วยการกดขี่และความเสื่อมเสีย จนไม่อาจจะแก้ไขได้อีกต่อไป มีวิธีเดียวเท่านั้นก็คือการทำลายให้สิ้นซาก
{71:26} และนูหฺได้กล่าวว่า "โอ้ พระเจ้าของข้าฯ! โปรดอย่าได้ทรงปล่อยให้พวกปฏิเสธศรัทธาหลงเหลืออยู่ในแผ่นดินนี้เลย"
{71:27} "เพราะหากพระองค์ทรงปล่อยให้พวกเขาหลงเหลืออยู่ พวกเขาก็จะหลอกลวงให้ปวงบ่าวของพระองค์หลงผิด และพวกเขาจะให้กําเนิดแต่พวกเลวทราม พวกปฏิเสธศรัทธาเท่านั้น"
นบีนูฮฺมีคุณลักษณะดีเด่นกว่าบรรดาศาสนทูตอื่น ๆ เนื่องจากว่า
1. เป็นศาสนทูตคนแรกในเหล่า "อูลุลอัซมิ" ที่มีจำนวนทั้งหมด 5 คน คนต่อไปคืออิบรอฮีม มูซา อีซา และมุหัมมัด
{42:13} พระองค์ได้ทรงกำหนดศาสนาแก่พวกเธอ เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงบัญชาแก่นูหฺ และที่เราได้วิวรณ์แก่เธอก็เช่นเดียวกับที่เราได้บัญชาแก่อิบรอฮีม และมูซา และอีซาว่า "พวกเธอจงดํารงศาสนาไว้ให้คงมั่น และอย่าแตกแยกกันในเรื่องศาสนา สิ่งที่เธอเรียกร้องเชิญชวนบรรดาผู้ตั้งภาคีให้ตามนั้น เป็นเรื่องใหญ่สำหรับพวกเขา อัลลอฮฺทรงเลือกสำหรับพระองค์ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และทรงนำทางผู้ที่ผินหน้าสู่พระองค์นั้นให้เข้าสู่พระองค์"
{33:7} และจงรำลึกเมื่อเราได้เอาคํามั่นสัญญาของพวกเขาจากบรรดานบี และจากเธอ และจากนูหฺ และอิบรอฮีม และมูซา และอีซา บุตรมัรยัม และเราได้เอาคํามั่นสัญญาอย่างหนักแน่นจากพวกเขา
2. เป็นบิดาคนที่สองแห่งมนุษยชาติ เพราะเผ่าพันธุ์มนุษย์สืบเชื้อสายมาจากท่าน เพราะหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมโลก ไม่มีใครรอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้เลยนอกจากนูหฺ บรรดาลูกของท่านและสาวกผู้ซื่อสัตย์บางคนเท่านั้น
{37:75} อันที่จริงนูหฺได้วิงวอนขอต่อเรา ดังนั้นผู้ตอบสนองช่างประเสริฐเสียนี่กระไร!
{37:76}
และเราได้ช่วยเขาและชุมชนของเขาให้พ้นจากทุกข์ภัยอันมหันต์
{37:77}
และเราได้ให้วงศ์วานของเขายังคงมีชีวิตอยู่
{37:78}
และเราได้จรรโลงในกลุ่มชนรุ่นหลัง
{37:79}
ความศานติจงมีแด่นูหฺในสากลโลก
{37:80}
แท้จริง เช่นนั้นแหละเราจะตอบแทนผู้กระทำความดีทั้งหลาย
{37:81}
แท้จริง เขาอยู่ในปวงบ่าวของเราผู้มีศรัทธา
{37:82}
แล้วเราได้ให้พวกอื่นจมน้ำตาย
{11:40} จนกระทั่งเมื่อคําบัญชาของเราได้มา และน้ำได้พวยพุ่งออกจากเตา เรากล่าวว่า "จงบรรทุกไว้ในเรือจากทุกชนิดเป็นคู่ ๆ และครอบครัวของเธอด้วย -เว้นแต่ผู้ที่พระดํารัสได้กําหนดแก่เขาไว้ก่อน- และผู้มีศรัทธา" แต่ไม่มีผู้มีศรัทธาร่วมกับเขานอกจากจํานวนเล็กน้อย
3. นูฮฺมีอายุยืนและใช้เวลาในการเผยแพร่ศาสนายาวนานที่สุด
{29:14} และโดยแน่นอนเราได้ส่งนูฮฺไปยังหมู่ชนของเขา และเขาได้อยู่ร่วมกับพวกเขาหนึ่งพันปีเว้นห้าสิบปี
นักวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในประเด็นเกี่ยวกับอายุของท่านศาสดานูหฺว่าท่านมีอายุ 950 ปีหรือว่าท่านทำหน้าที่เป็นศาสดา 950 ปีกันแน่ รายงานจากเกาะตาดะฮฺว่า กล่าวกันว่าอายุของนูหฺรวมแล้ว 950 ปี อยู่กับพวกเขาก่อนจะสั่งสอนพวกเขา 300 ปี สั่งสอนพวกเขา 300 ปี และมีชีวิตหลังจากน้ำท่วมโลก 350 ปี (ดู อิบนุกะษีร) คำว่า {เขาได้อยู่ร่วมกับพวกเขาหนึ่งพันปีเว้นห้าสิบปี} คือการใช้ชีวิตร่วมกับพวกเขา ซึ่งย่อมหมายถึงการใช้ชีวิตก่อนการเป็นศาสดา และหลังจากอุทกภัยอีกด้วย เพราะนูฮฺยังอยู่กับลูก ๆ และสาวกของท่านหลังจากอุทกภัยอีกชั่วระยะเวลาหนึ่ง นอกจากนี้คัมภีร์เตารอฮฺ (คัมภีร์พระธรรมเดิม) ระบุว่าหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมโลก ศาสดานูหฺยังมีชีวิตอยู่อีกถึง 350 ปีและเสียชีวิตตอนอายุ 950 ปี (พระธรรมปฐมกาล 9:28-29)