สงครามครูเสด (ภาษาอาหรับ: الحروب الصليبية /อัลฮุรูบ อัศศอลีบียะหฺ/ หรือ الحملات الصليبية /อัลฮัมลาต อัศศอลีบียะหฺ/ แปลว่า สงครามไม้กางเขน) คือการสงครามที่เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 11 ถึง 13 โดยชาวคริสเตียนในทวีปยุโรปพากันยกทัพไปตีชาวมุสลิมในอาณาจักรออตโตมัน เพื่อแย่งเอาเมืองเยรูซาเล็ม ในปาเลสไตน์ อันเคยเป็นแหล่งของคริสต์ศาสนา นอกจากนี้ยังมีจุดมุ่งหมายทำสงครามกับชนศาสนาอื่น ๆ เช่น ยิว และคริสต์ศาสนาลัทธิอื่น ๆ เช่น ออร์โธดอกซ์
สัญญลักษณ์ของชาวคริสต์เตียนในสงครามครูเสด คือ ไม้กางเขน (Cross)

สันตปาปาอูรบานที่ 2
กองทัพที่ชาวคริสเตียนส่งมาจากยุโรปเข้าปะทะกับชาวมุสลิมในระหว่าง ค.ศ. 1096 - 1273 มีสาเหตุพอสรุปได้ดังนี้
1. สงครามครูเสดเป็นผลของความขัดแย้งกันเป็นเวลาช้านาน ระหว่างคริสต์จักรทางภาคตะวันตกกับอาณาจักรอิสลามทางภาคตะวันออก ต่างฝ่ายต่างก็พยายามที่จะมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากการที่อิสลามแพร่ขยายไปอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดความหวาดกลัวขึ้นทั่วไปในหมู่ชาวคริสเตียนในยุโรป ว่าศาสนาอิสลามจะมาแทนที่ศาสนาของพวกตน ด้วยเหตุดังกล่าว ในศตวรรษที่ 11 ชาวคริสต์เตียนจึงได้ส่งกองกำลังมาปะทะกับพวกมุสลิม
2. ความกระตือรือร้นในการแสวงบุญของชาวคริสต์เตียนยังนครเยรูซาเลมมีมากกว่าที่เคยเป็นมา
ในช่วงนั้น เยรูซาเลมตกอยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิม ผู้แสวงบุญชาวคริสเตียนจึงมีความต้องการดินแดนเยรูซาเลมเป็นของตนเอง เพื่อความสะดวกในการแสวงบุญมากยิ่งขึ้น

นักบุญเซ็นต์เบอร์นาร์ด
3. ช่วงเวลาระหว่างนั้น เป็นระยะเวลาที่ระส่ำระสายอยู่ทั่วไปในยุโรป พวกเจ้าเมืองต่าง ๆ ต่างก็ต่อสู้ทำสงครามซึ่งกันและกัน พระสันตะปาปา (Pope) มีความเห็นว่า ถ้าปล่อยให้อยู่ในสภาพขาดความสามัคคีระหว่างคริสเตียนด้วยกันเช่นนี้ จะทำให้ชาวคริสเตียนในยุโรปต้องอ่อนแอลง เขาจึงยุยงและปลุกระดมให้ประชาชนหันมาต่อสู้กับชาวมุสลิมแทน โดยอ้างว่าจะได้รับกุศลผลบุญ และเพื่อเอาเยรูซาเลมนครอันศักดิ์สิทธิ์กลับคืนมา
4. มุสลิมได้กลายเป็นมหาอำนาจทางการค้าแถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 เป็นต้นมา การค้าพาณิชย์ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจึงตกอยู่ในความควบคุมของมุสลิมอย่างเต็มที่ ดังนั้นชาวคริสเตียนในยุโรปจึงต้องทำสงครามกับมุสลิมเพื่อหยุดยั้งความ เจริญก้าวหน้าของมุสลิม
5. จักรพรรดิอเล็กซิอุส ที่ 1 (Alexius I) ได้ขอร้องให้สันตะปาปา อูรบาน ที่ 2 (Urban II) ช่วยหาวิธีเพื่อปกป้องอาณาจักรแบซันไทน์
6. จากที่กล่าวมาทำให้สันตะปาปา อูรบาน ที่ 2 ได้เรียกประชุมชาวคริสต์เตียนที่เมืองเลอมองค์ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 1095 และรบเร้าให้ชาวคริสเตียนทำสงครามกับชาวมุสลิม
ความประสงค์ของเขาในเวลานั้นก็คือต้องการจะรวมคริสต์จักรของกรีกมาไว้ใต้อิทธิพลของเขาด้วย เขาได้สัญญาว่าผู้ที่เข้าร่วมในการต่อสู้จะได้รับการยกเว้นจากบาปที่เคยทำมา และผู้ที่ตายในสงครามก็จะได้ขึ้นสวรรค์ ภายในเวลาไม่นานก็รวบรวมคนได้ถึง 150,000 คน ส่วนมากเป็นชาวแฟรงค์ (Frank) และนอร์แมน (Norman) คนเหล่านี้ได้มาชุมนุมกันที่เมืองเยรูซาเลม
สงครามครูเสดครั้งที่ 1 (1095-1099)
ระหว่างวันที่ 1 และ 5 มีนาคม ค.ศ.1095 สันตะปาปาอูรบาน ที่ 2 ได้จัดให้มีการประชุมสมัชชาที่ เปียเชนซา (Piacenza) ในการประชุมสมัชชาครั้งนี่มีผู้เข้าประชุมเป็นบิชอป 200 คน พระและผู้ทำงานในศาสนจักร 4000 คน และอุบาสก 30,000 คน กษัตริย์อเล็กซิอุส ที่ 1 ได้ส่งราชทูตเพื่อปรึกษาหารือกับสันตะปาปาอูรบาน ที่ 2 เกี่ยวกับอาณาจักรของตนทึ่ถูกคุกคามโดยพวกสัลญูก ที่นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนหนึ่งของอาณาจักรไบแซนไทน์ได้ตกเป็นของพวกสัลญูกไปแล้ว หลังจากที่อาณาจักรไบแซนไทน์ได้ประสบกับความปราชัยในสมรภูมิมันซีเกิร์ต (Manzikert) ในปี ค.ศ. 1071 เพื่อดึงดูดความสนใจของสันตะปาปา กษัตริย์อเล็กซิอุส ได้เน้นเรื่องของการยึดปาเลสไตน์ที่อยู่ภายใต้การปกครองของพวกมุสลิม ให้กลับคืนมาเป็นของพวกคริสเตียน เพราะแผ่นดินปาเลสไตน์เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาวคริสเตียน สันตะปาปารับข้อเสนอของกษัตริย์อเล็กซิอุสทันที เพราะสันตะปาปาเองก็เคยมีความคิดที่จะรวบรวมคริสตจักรทางตะวันออก ที่อยู่ภายใต้พวกออร์โธดอกส์ มาอยู่ใต้อำนาจของตน
ระหว่างวันที่ 18 และ 28 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน สันตปาปาได้ระดมผู้คนเข้าประชุมสมัชชาอีกครั้งที่ เคลอร์มองต์ ฝรั่งเศส เพื่อปลุกระดมเรื่องการจัดทัพครูเสด เพื่อบุกโจมตีอาณาจักรอิสลามในตะวันออกกลาง โดยมีบาทหลวงจากเมืองต่าง ๆ ในฝรั่งเศสเข้าประชุม 30 คน
สงครามครูเสดครั้งที่ 1 เริ่มต้นในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1096 โดยแบ่งออกเป็นหลายสาย
สายแรกนำโดย “วอลเตอร์ คนไร้อัฐ” (Walter the Penniless) แต่กลับถูกพวกคริสเตียนชาวบุลกาเรียด้วยกันฆ่าด้วยความเข้าใจผิด
สายที่สองนำโดย ปีเตอร์ นักพรต มีกำลังพลประมาณ 40,000 คน ประกอบด้วยชายหญิงและเด็กหลายชาติหลายภาษา ซึ่งอาสาออกสงครามด้วยความเชื่อมั่นว่า จะถูกล้างบาปและจะได้เข้าสวรรค์ สายนี้มาทางบุลกาเรียเหมือนกัน นักประวัติศาสตร์บันทึกว่า เมื่อยกทัพมาถึงเมืองมัลเลวิล(Malleville) พวกนี้ได้แก้แค้นแทนพวกแรกที่ถูกฆ่า ด้วยการโจมตีเมืองและฆ่าชาวเมืองประมาณ 7.000 คนด้วยความทารุณโหดร้าย ประเทศฮังการีและบุลกาเรียสมัยนั้นจึงคล้ายทะเลทรายที่ไร้ผู้คน เพราะกองทัพครูเสดของปีเตอร์นักพรตบุกถล่มจนราบเป็นหน้ากลอง
สายที่สามนำโดยพระชาวเยอรมันคนหนึ่งชื่อ Godeschal เป็นผู้นำทัพ ประกอบไปด้วยไพร่พลที่หยาบช้า หมกหมุ่นในสตรี โสเภณี สุรา และปฏิบัติการทารุณกรรมต่าง ๆ ต่อชาวเมืองที่พวกตนยกทัพผ่าน ชาวฮังการีและเบลเกรดได้จับอาวุธเข้าต่อต้านพวกแอบอ้างนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าเข้ามากระการการอันโสมมเช่นนี้

กอดเฟรย์แห่งบุยยอง (Godfrey of Bouillon)
สายที่สี่มาจากอังกฤษ ฝรั่งเศส ฟแลนเดอร์และลอร์เรน นักประวัติศาสตร์กล่าวว่า "พวกนี้คือคนป่าอีกพวกหนึ่ง" โดยพวกที่สัลญูกยังอยู่ไกล พวกนี้จึงทำทารุณกรรมพวกยิวก่อน พวกยิวนับจำนวนพัน ๆ ถูกฆ่าที่เมืองโคโลญและตามเมืองอื่น ๆ ของแม่น้ำไรน์ แต่เมื่อเดินทัพกลับมาถึงเม็มสเบอร์ก ก็ถูกทัพฮังการีปราบราบคาบ
ในปีต่อมา(ค.ศ. 1097) พวกครูเสดได้จัดทัพใหม่โดยมีพวกเจ้าครองนครต่าง ๆ ในทวีปยุโรปเข้าร่วมด้วย ได้พลหลายแสนคน และมีกอดเฟรย์แห่งบุยยอง (Godfrey of Bouillon) เป็นแม่ทัพ เดินทางมาทางคอนสตันติโนเปิล กษัตริย์อเล็กซิอุสได้จัดให้พวกทหารข้ามช่องแคบบอสโฟรัสมายังดินแดนเอเชีย minor โดยเกรงว่าถ้าปล่อยให้เข้าเมือง บ้านเมืองจะถูกทำลายแน่นอน ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1097 กองทัพครูเสดยกทัพประชิดเมืองอิซนิก (ปัจจุบัน: Iznik ภาษาละติน: Nicaea) สุลฎอนยอมเปิดประตูเมือง เมืองนี้เลยรอดจากการถูกทำลาย จากเมืองนี้พวกครูเสดยกทัพไปเมืองอันติออก (Antioch) ซึ่งเป็นหนทางไกลยิ่ง พวกไพร่พลล้มตายกลางทางเสียเกือบครึ่ง พวกนี้ล้อมเมืองอัลติออกไว้ 9 เดือน จนเสบียงร่อยหรอต้องกินเนื้อศพของพวกเดียวกัน
การทารุณกรรมต่าง ๆ ที่พวกครูเสดได้กระทำต่อชาวเมืองอันติออกนั้นเหลือที่จะพรรณนาได้ ในที่สุดแม่ทัพพวกสัลญูก ชื่อ กัรบุฆา ต้องยอมแพ้เพราะการทรยศของพวกเดียวกันเอง คือมุสลิม ชาวอามิเนียนคนหนึ่ง ชื่อ ฟิรูซ(อาหรับเรียกว่า บิหฺรูซ)ได้หย่อนเชือกลงรับพวกครูเสดขึ้นมายึดป้อมแล้วเปิดประตูเมือง พวกครูเสดกรูกันเข้าเมือง ตะโกนว่า "Dieu le veut" แล้วก็เริ่มเปิดฉากโจมตีดุจผีบ้ากับคนในเมืองนั้น ฆ่าสังหารผู้หญิงแก่, แม่หม้าย, เด็ก, หญิงสาว, ถล่มทำลายมัสญิด และอาคารบ้านเรือน (บันทึกจากนักประวัติศาสตร์-มิลส์-เล่มหนึ่ง หน้า 179)
หลังจากยึดเมืองอันติออก และประกอบทารุณกรรมอย่างสาสมแล้ว พวกครูเสดก็เดินทัพไปยังเมืองมะอัรเราะหฺ อันนุอฺมาน อันเป็นเมืองรุ่งเรืองเมืองหนึ่ง (ปัจจุบันอยู่ในซีเรีย) ในราวถดูหนาวปี ค.ศ. 1908 พวกครูเสดได้เข้าไปในเมือง และฆ่าผู้คนไม่ต่ำกว่า 100,000 คน โดยวิธีสับเป็นท่อน ๆ คนที่แข็งแรงหรือสวยงามจะจับถูกไปขายเป็นทาส ส่วนเด็กหรือคนชรา ก็ถูกฆ่าโดยไร้ความปรานี และนำไปแจกจ่ายให้กับคนในกองทัพอย่างโหดเหี้ยม เนื่องจากกองทัพครูเสดขาดเสบียงอาหาร พวกทหารจึงกินศพของชาวมุสลิมที่ล้มตายในสงคราม โดยเอาศพผู้ใหญ่ไปทำแกง และเอาศพเด็กไปย่าง
จากมะอัรเราะหฺ อันนุอฺมาน พวกไพร่พลครูเสดยกทัพเข้าตีนครเยรูซาเล็มเมื่อวันที่ 15 กรกฏาคม ค.ศ. 1099 (ชะอุบาน ฮ.ศ. 492) แม้พวกมุสลิมและยิวจะร่วมกันต่อสู้เพื่อรักษาเมือง ก็ไม่อาจจะรับมือพวกแฟรงก์ได้ พวกมุสลิมในเยรูซาเล็มถูกทารุณกรรมเช่นเดียวกัน มีแต่เสียงร้องระงมของคนที่กำลังจะตาย พวกครูเสดได้เว้นการฆ่าเพียงชั่วครู่ที่พวกเขาคุกเข่าสวดขอบคุณพระเจ้าในความสำเร็จที่สามารถยึดนครเยรูซาเล็มได้ แต่หลังจากนั้นก็ไล่ฆ่าฟันผู้คนต่อไป ประชาชนถูกฆ่าอย่างทารุณ บางคนถูกเผา บางคนถูกโยนจากหอคอยสูง ๆ
ยิ่งไปกว่านี้ พวกยิวในปาเลสไตน์ก็ไม่ได้รับความปรานี เช่นกัน โบสถ์และวิหารถูกเผา บันทึกตอนหนึ่งจากจดหมายของพวกครูเสดมีว่า "ถ้าท่านปรารถนาจะรู้ว่าพวกเราได้ทำอย่างไรกับศัตรูที่เมืองนั้นบ้าง ก็จงรู้เถิดว่าภายในโบสถ์ของกษัตริย์โซโลมอนนั้น พวกเราได้ลุยเลือดของพวกซะระเซน(ศัพท์ที่ชาวยุโรปเรียกชาวมุสลิม) ซึ่งท่วมขึ้นมาถึงหัวเข่าของม้าเรา"
กอดเฟรย์แห่งบุยยอง-ผู้พิฆาต-ได้สถาปนาตนเองเป็นผู้ปกครองแห่ง "ราชอาณาจักรเยรูซาเลม" แต่ต่อมาอีกหนึ่งปีก็ตาย น้องชายชื่อบอลด์วินได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน ชึ่งได้ยกทัพไปตีเมืองก็อยศอรียะหฺ (ภาษาละติน: Caesarea), ตริโปลี, ซีคอน, บัยรูต และเมืองท่าต่าง ๆ ในภูมิภาค นอกจากนี้ยังตั้งนครครูเสดขึ้นอีกสามแห่งคือ อันติออก, เอดิสสา และตริโปลี
อาณาจักรนี้ได้อยู่ใต้ปกครองชองพวกครูเสดจนถึง 1147 รวมเวลา 50 ปี การทั้งหมดนี้เรียกว่าสงครามครูเสดครั้งที่ 1
สงครามครูเสดครั้งที่ 2 (1147–1149)
ลัทธิศักดินา(Feudalism)ที่พวกครูเสดนำมาใช้ในเอเชียน้อย(Asia Minor)นี้ได้ระบาดในหมู่พวกมุสลิมเช่นกัน พวกมุสลิมชนชาติต่าง ๆ ในตะวันออกกลางต่างก็แก่งแย่งถืออำนาจกัน แตกออกเป็นหลายนคร
อิมาดุดดีน ซังกี (Imaduddin Zangi) ผู้เป็นบุตรคนหนึ่งของ อัก สุนกูร อัลฮาญิบ ซึ่งเป็นเจ้าเมืองฮะลับ หรืองอเลปโป(ภาษาละติน: Aleppo) ภายใต้อาณาจักรของ มะลิกชาห์ ใน ค.ศ. 1127 ได้เป็นอะตาเบก (เจ้านคร) แห่งโมสุล และต่อมา ค.ศ. 1128 ก็ได้รวบรวมอเลปโปเข้าอยู่ใต้อำนาจของตน โดยเข้าข้างกษัตริย์แห่งสัลญูก ซึ่งกำลังแย่งชิงเขตแดนต่าง ๆ ของอาณาจักรอับบาสียะหฺ ในปี ค.ศ. 1135 เขาพยายามตีนครดามัสคัส เมื่อรวบรวมให้อยู่ใต้อำนาจ แต่ก็ไม่สำเร็จ ระหว่างทางที่ถอยทัพกลับไปอเลปโป ก็ได้เข้าตีนครฮิมสฺ เพื่อยึดมาเป็นของตน แต่ตีไม่สำเร็จ สองปีต่อมา ซังกีย้อนกลับมาตีนครฮิมสฺอีกครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จอีกเช่นกัน ทางนครดามัสคัสเมื่อกลัวว่าซังกีจะยกทัพมาประชิตเมืองอีกครั้ง ก็ได้ผูกสัมพันธไมตรีกับอาณาจักรเยรูซาเล็มของพวกครูเสด
ซังกียกทัพไปตีพวกครูเสด จนเกิดปะทะกันที่บารีน ฟูล์ก เจ้าราชอาณาจักรเยรูซาเล็มพ่ายแพ้ พากองทัพที่รอดตายหนีออกจากนครเยรูซาเลม ซังกีได้ผูกสัมพันธไมตรีกับนครดามัสคัส เมื่อเห็นว่าตนไม่มีความสามารถที่จะเอาชนะได้ ประกอบกับได้ข่าวว่า จักรพรรดิยอห์น คอมเนนุส (John Comnenus) ได้ยึดเอานครอันติออก ที่พวกครูเสดปกครองอยู่นั้น เข้ามาอยู่ในอาณาจักรไบแซนไทน์ และได้ส่งกองทัพมาประชิตเมืองอเลปโปของตน
พวกครูเสดที่ส่งมาโดยจักรพรรดิยอห์น คอมเนนุส (John Comdenus) พวกนี้ยึดเมืองบุซาอะ (Buzaa) ได้ฆ่าพวกผู้ชายทั้งหมดแล้วกวาดต้อนผู้หญิงและเด็กไปเป็นทาส
แม้ซังกีจะวางแผนการเพื่อยึดนครดามัสคัสอีกในเวลาต่อมา ถึงขั้นกับสมรสกับนางซุมุรรุด มารดาเจ้านคร ด้วยการยกเมืองฮิมสฺเป็นสินสอด และต่อมาเจ้านครก็ถูกลอบสังหาร ซังกีก็ไม่อาจจะยึดเอานครดามัสคัสเป็นของตนได้ เวลาต่อมา นครดามัสคัสก็กลับไปรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับพวกครูเสดอีกครั้ง และได้ร่วมกันโจมตีกองทัพของซังกีที่บานิยาส
ซังกีได้ยกทัพเข้าตีนครเอเดสสาที่อยู่ภายใต้พวกครูเสดแตกเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 1114 จุดนี้เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามครูเสดครั้งที่ 2
ซังงีถูกทาสรับใช้ของตน ซึ่งเป็นชาวแฟรงก์ ลอบสังหารเมื่อวันที่ 5 เราะบีอุษษานีย์ 541 ตรงกับวันที่ 14 กันยายน 1146 ซังงีมีบุตร 4 คน ล้วนเป็นคนมีความสามารถทั้งสิ้น ในระหว่างความยุ่งยากนี้พวกคริสต์ในเมืองเอเดสสา คิดกบฏฆ่าทหารมุสลิมที่รักษาเมืองและได้รับความช่วยเหลือจากพวกแฟรงก์ ภายใต้การนำของโยสเซลิน (Joscellin) ยึดเมืองเอเดสสาได้ แต่บุตรสองคนของซังงี ชื่อ นูรุดดีน มะฮฺมูด (ฝรั่งเรียก Noradius) ตีเมืองเอเดสสากลับคืนมาได้ พวกที่ก่อกบฏและทหารแฟรงก์ถูกฆ่า พวกอาร์มิเนียนที่เป็นต้นคิดกบฏถูกเนรเทศ และนูรุดดีนสั่งให้รื้อกำแพงเมือง ผู้คนต่างหนีออกจากเมืองจนเมืองเอเดสสากลายเป็นเมืองร้าง
การสูญเสียเมืองเอเดสสาเป็นครั้งที่ 2 นี้ ได้ก่อให้เกิดการโฆษณาขนานใหญ่ในยุโรป นักบุญเซ็นต์เบอร์นาร์ด (Bernard Clairvaux)ซึ่งฉลาดในการพูดและได้ฉายาว่า ปีเตอร์นักพรตคนที่สอง ได้เที่ยวเทศนาปลุกใจนักรบ ให้ร่วมกันป้องกันสถานกำเนิดแห่งศาสนาคริสต์ เหตุนี้ทำให้พวกคริสเตียนตกใจกลัวยิ่งนักว่า พวกสัลญูกตุรกีจะยกทัพมาตียุโรป และตนจะไม่ได้เป็นเจ้าของศาสนสถานในปาเลสไตน์อีก การปลุกใจครั้งนี้ไม่เร้าใจแต่เพียงขุนนาง อัศวินและสามัญชน ซึ่งเป็นส่วนในสงครามครูเสดครั้งแรกเท่านั้น พวกกษัตริย์ต่าง ๆ ก็พลอยนิยมไปด้วย พระเจ้าหลุยส์ที่ 7 แห่งฝรั่งเศสได้ถือเอาสงครามครูเสดเป็นเครื่องเบี่ยงบ่ายการกระทำอันโหดร้าย ต่อพลเมืองบางพวกที่เป็นกบฏต่อพระองค์ กษัตริย์คอนราดที่ 3 แห่งเยอรมันเข้าร่วมทัพด้วย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใน ค.ศ. 1147 ข้างพระเจ้าหลุยส์ที่ 7 มีพระมเหสีร่วมไปในกองทัพด้วย ชื่ออิเลนอร์(Eleanor of Guienne มเหสีคนนี้ต่อมาไปสมรสกับพระเจ้าเฮนรี่ที่ 2 ของอังกฤษ) การที่ราชินีเข้าร่วมกองทัพด้วยทำให้ผู้หญิงฝรั่งเศสอีกจำนวนมากอาสาเข้ากองทัพครูเสด ซึ่งคราวนั้นมีพลประมาณ 900,000 คน พวกฝรั่งเศสได้กระทำชู้กับหญิงในกองทัพอย่างเปิดเผย กองทัพของสองกษัตริย์ได้รับการต่อต้านและเสียหายอย่างหนัก
ส่วนหนึ่งกองทัพของกษัตริย์คอนราดถูกทำลายที่เมืองลาซิกียะหฺ (ภาษาละติน: Laodicea หรือ Latakia) ส่วนกองทัพของพระเจ้าหลุยส์ที่ 7 ที่ยกมาทางทะเลก็ถูกโจมตียับเยินโดยเฉพาะที่เมืองก็อดมูส (Babadagh ปัจจุบันในตุรกี ภาษาละติน: Cadmus) อย่างไรก็ตามเนื่องจากพวกครูเสดมีกำลังพลมาก จึงเหลือรอดมาถึงเมืองอันติออก ซึ่งเวลานั้นพวกขุนนางและอัศวินจำนวนมากพักอยู่ในเมืองอันติออก ซึ่งเวลานั้นเรย์มอง -ผู้เป็นลุงของราชินีอีเลนอร์ เป็นผู้ปกครองเวลานั้นพวกขุนนางและอัศวินจำนวนมากพักอยู่ในเมืองอันติออกเช่น เคาน์เตสแห่งดูลูส (Countess of blois) เคาน์เตสแห่งรูสสี (Countess of Roussi)ดัชเชสแห่งบุยยอง (Duchess of Bouillon), Sybille แห่งฟแลนเดอร์ส และสตรีของผู้สูงศักดิ์อื่น ๆ อีก แต่จอมราชินีของพวกเขา คือมเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 7 เมื่อพักผ่อนและสนุกสนานกับพวกผู้หญิงเพียงพอแล้ว พวกครูเสดก็ยกทัพเข้าล้อมเมืองดามัสคัส แต่ไม่สำเร็จ เพราะนูรุดดีน และสัยฟุดดีน อัลฆอซี บุตรทั้งสองของซังกี ได้ยกทัพมาช่วย ทั้งกษัตริย์คอนราดแห่งเยอรมันนีและพระเจ้าหลุยส์ที่ 7 แห่งฝรั่งเศสได้เลิกทัพกลับยุโรป พวกครูเสดต้องล่าทัพกลับบ้านเมืองด้วยความผิดหวังและสูญเสียอย่างหนัก
ส่วนพวกครูเสดที่มาจากพวกยุโรปเหนือ ก็ได้เคลื่อนทัพจนถึงโปรตุเกส แล้วได้ร่วมมือกับกษัตริย์อัลฟอนโซ เพื่อโจมตีนครลิสบอน และขับไล่พวกมุสลิมออกจากนครนี้ในปี ค.ศ. 1147
กองทัพครูเสดจากเยอรมันได้เข้าไปโจมตีพวกสลาฝที่อยู่รอบอาณาเขตอาณาจักรเยอรมัน
สงครามครูเสดครั้งที่ 3 (ค.ศ. 1187–1192)
ศอลาฮุดดีน อัลอัยยูบีย์ ได้ตีเอานครเยรูซาเล็มกลับคืนมาเป็นของพวกมุสลิมอีกครั้งในปี ค.ศ. 1187
เมื่อศอลาฮุดดีนได้ข่าวพวกแฟรงก์ยกทัพมา จึงประชุมนายทัพโดยให้ความเห็นว่าจะโจมตีพวกนี้ขณะเดินทัพอยู่ แต่พวกนายพลว่าให้ตีเมื่อมาถึงชานเมืองอักกะ (Acre) พวกครูเสดได้ตั้งทัพล้อมเมืองนี้ไว้ และปีกข้างหนึ่งจดทะเล ทำให้สามารถรับเสบียงจากยุโรปได้สะดวก ถ้าศอลาฮุดดีนได้เริ่มโจมตีพวกนี้ขณะเดินทาง ก็คงไม่ประสบสถาณะคับขันเช่นนี้ พวกตุรกีจากเมืองใกล้ ๆ ก็ยกทัพมาช่วย และในวันที่ 1 ชะอฺบาน ฮ.ศ. 585 (14 กันยายน ค.ศ. 1189 ) ศอลาฮุดดีนได้เริ่มโจมตีพวกครูเสด หลานชายของท่านคนหนึ่งชื่อ ตะกียุดดีน ได้แสดงความกล้าหาญมากในการรบ ตอนนี้ทหารศอลาฮุดดีนมีกำลังน้อยกว่าพวกครุเสดมาก เพราะต้องกระจายกำลังป้องกันเมืองหน้าด่านต่าง ๆ เช่นที่ยืนยันเขตแดนติดเมืองตริโปลี, เอเดสสา, อันติออก อเล็กซานเดรีย ฯลฯ ในรอบนอกเมืองอักกานั้น พวกครูเสดถูกฆ่าราว 10,000 คน ได้เกิดโรคระบาดขึ้นเพราะด้วยศพทหารเหล่านี้ เนื่องจากติดพันอยู่การสงคราม ไม่สามารถรักษาที่รบให้สะอาดได้ ศอลาฮุดดีนเองได้รับโรคระบาดนี้ด้วย แพทย์แนะนำให้ถอนทหารและได้ยกทัพไปตั้งมั่นอยู่ที่ อัลคอรรูบะหฺ พวกครูเสดจึงยกทัพเข้าเมืองอักกาและเริ่มขุดคูรอบตัวเมือง
ศอลาฮุดดีนได้มีหนังสือไปยังสุลฎอนแห่งมอร็อคโคให้ยกทัพมาสมทบช่วย แต่สุลฏอนแห่งมอร็อคโคได้ปฏิเสธ ในฤดูใบไม้ผลิศอลาฮุดดีนได้ยกทัพมาโจมตีเมืองอักกาอีก พวกครูเสดได้เสริมกำลังมั่นและสร้างหอคอยหลายแห่ง แต่ทั้งหมดถูกกองทัพศอลาฮุดดีนยิงด้วยด้วยลูกไฟ เกิดไฟไหม้ทำลายหมด ตอนนี้กำลังสมทบจากอียิปต์มาถึงทางเรือและกำลังการรบจากที่อื่นมาด้วย พวกแฟรงก์เสียกำลังการรบทางแก่อียิปต์อย่างยับเยิน พวกครูเสดถูกฆ่าและเสียกำลังทัพมาก แต่ในปลายเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1190 เคานต์เฮนรี่แห่งแชมเปญ ผู้มีสายสัมพันธ์กับพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศสได้ยกทัพหนุนมาถึง ศอลาฮุดดีนได้ถอยทัพไปตั้งมั่นที่อัลคอรรูบะหฺอีก ได้ทิ้งกองทหารย่อย ๆ ไว้ ซึ่งได้ต่อสู้พวกครูเสดอย่างกล้าหาญ ตอนนี้พวกครูเสดไม่สามารถคืบหน้าได้ จึงจดหมายไปยังโปีปขอให้จัดทัพหนุนมาช่วย พวกคริสเตียนได้หลั่งไหลกลับมาสมทบพวกครูเสดอีกครั้ง เพราะถือว่าการรบ"พวกนอกศาสนา"ครั้งนี้ทำให้ตนถูกเว้นบาปกรรมทั้งหมดและได้ขึ้นสวรรค์ ศอลาฮุดดีนจัดทัพรับมือพวกนี้อย่างเต็มที่ ให้ลูกชายของตนชื่อ อะลีย์ อุษมาน และฆอซี อยู่กลางทัพ ส่วนปีกทางขวาให้น้องชายชื่อสัยฟุดดีนเป็นแม่ทัพ ทางซ้ายให้เจ้านครต่าง ๆ คุมรักษา แต่ในวันประจัญบานกันนั้นตัวศอลาฮุดดีนเองป่วย จึงได้เฝ้าดูการสุ้รบจากยอดเขาแห่งหนึ่ง พวกครูเสดถูกตีฟ่ายตกทะเลได้รับความเสียหายอย่างหนัก พวกนี้เริ่มขาดแคลนอาหารและโดยที่ฤดูหนาวย่างเข้ามา จึงพักการรบ
เมื่อถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ คือเดือนเมษายน ค.ศ. 1191 พวกครูเสดได้รับทัพหนุนเพิ่มขึ้นอีก โดยพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศสได้ยกทัพมา พร้อมกันนั้นพระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์แห่งอังกฤษก็ยกทัพมาอีกด้วย มีเรือรบมา 20 ลำ เต็มไปด้วยทหารและกระสุน กำลังหนุนของศอลาฮุดดีนมาไม่พร้อม ทหารมุสลิมในเมืองอักกามีกำลังน้อยกว่าจึงขอยอมแพ้พวกครุเสด โดยแม่ทัพมุสลิมมีนคนหนึ่งชื่อ มัชตูบ ผู้คุมกำลังป้องกันอักกาได้อุทรต่อพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศสแต่ถูกปฎิเสธเว้นแต่ พวกมุสลิมจะยอมยกเมืองเยรูซาเล็มให้ พวกมุสลิมจึงกลับสู้รบอีกจนสุดชีวิต ขณะการล้อมเมืองและการสู้รบอยู่เป็นเช่นนี้ได้เกิดโรคระบาดเกิดขึ้น ในที่สุดมีเงื่อนไขว่า พวกมุสลิมจะต้องคืนไม้กางเขน(ดั้งเดิมสมัยพระเยซู) และต้องเสียค่าปรับเป็นทอง 200,000 แท่ง แต่เนื่องจากต้องเสียเวลาหาทองจำนวนเท่านี้ กษัตริย์ริชาร์ดใจสิงห์แห่งอังกฤษ ผู้ที่นักประวัติศาสตร์เคยยกย่องและชื่นชมกันนั้นได้จับทหารมุสลิมจำนวน 27,000 คน ออกจากเมืองและสับต่อหน้าต่อตาคนทั้งหลาย เมืองอักกาตกอยู่ในมือพวกครูเสดที่บ้าศาสนาเหล่านี้ ส่วนทัพศอลาฮุดดีนต้องถอยทัพไปตั้งที่อื่นเพราะกำลังน้อยกว่าและกำลังหนุนไม่มีพอ ตอนหนึ่งมีเรือจากอียิปต์ลำเลียงเสบียงมาช่วย แต่เกือบถูกครูเสดยึดได้ นายเรือจึงสั่งให้จมเรือพร้อมทั้งคนในเรือทั้งหมด

ริชาร์ดใจสิงห์ (Richard The Lion Heart)
กองทัพครูเสดภายใต้การนำของพระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์ได้บุกไปยังอัสก็อลาน (ภาษาละติน: Ascolon) ศอลาฮุดดีนได้ยกกองทัพไปยันไว้ได้มีการรบกันอย่างกล้าหาญถึง 11 ครั้ง ในการรบที่อัรสูฟ ศอลาฮุดดีนเสียทหารราว 8,000 คน ซึ่งเป็นทหารชั้นดีและพวกกล้าตาย เมื่อเห็นว่าอ่อนกำลังป้องกันปาเลสไตน์ไม่ได้ จึงยกทัพไปยังอัสก็ออลาน อพยพผู้คนออกหมดแล้วรื้ออาคารทิ้ง เมื่อพระเจ้าริชาร์ดมาถึง ก็เห็นแต่เมืองร้าง จึงทำสัญญาสงบศึกด้วย โดยได้ส่งทหารไปพบน้องชายศอลาฮุดดีนชื่อ สัยฟุดดีน (ภาษาละติน: Saphadin) ทั้งสองได้พบกัน ลูกของเจ้านครครูเสดคนหนึ่งเป็นล่าม พระเจ้าริชาร์ดจึงให้บอกความประสงค์ที่อยากให้ทำสัญญาสงบศึก พร้อมทั้งบอกเงื่อนไขด้วย ซึ่งเป็นเงือนไขที่ฝ่ายมุสลิมยอมรับไม่ได้ การพบกันครั้งนั้นไม่ได้ผล
ฝ่ายมาร์ควิสแห่งมองเฟอร์รัดผู้ร่วมมาในกองทัพด้วยเห็นว่าการทำสัญญาโอ้เอ้ จึงส่งสารถึงศอลาฮุดดีน โดยระบุเงื่อนไขบางอย่าง แต่สัญญานี้ไม่เป็นผลเช่นกัน ต่อมาพระเจ้าริชาร์ดขอพบศอลาฮุดดีนและเจรจาเรื่องสัญญาสงบศึกอีก โดยเสนอเงื่อนไขว่า พวกครูเสดต้องมีสิทธิครอบครองเมืองต่าง ๆ ที่ได้ตีไว้ และฝ่ายมุสลิมต้องคืนเยรูซาเล็มให้พวกครูเสด พร้อมกับไม้กางเขนที่ทำด้วยไม้ ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าเป็นไม้ที่พระเยซูถูกพวกยิวตรึงทรมานด้วย ศอลาฮุดดีนปฏิเสธที่จะยกเมืองเยรูซาเลมให้พวกครูเสด แต่ยอมในเรื่องให้เอาไม้กางเขนที่กล่าวในเงื่อนไขที่ว่า พวกครูเสดต้องปฏิบัติตามสัญญาของตนอย่างเคร่งครัด การเจรจานี้ก็ไม่เป็นผลอีกเช่นกัน พระเจ้าริชาร์ดจึงหันไปเจรจากับสัยฟุดดีนใหม่โดยให้ความเห็นว่าการเจรจานี้ จะเป็นผลบังคับเมื่อศอลาฮุดดีนยินยอมด้วยในปั้นปลาย เงื่อนไขมีว่า
1. กษัตริย์ริชาร์ดยินดียกน้องสาวของเขาผู้เป็นแม่หม้าย(แต่เดิมเป็นมเหสีของกษัตริย์ครองเกาะสิซิลี)ให้แก่สัยฟุดดีน(น้องชายศอลาฮุดดีน)
2. ของหมั้นในการสมรสนี้คือ กษัตริย์ริชาร์ดจะยกเมืองทั้งหมดที่พระองค์ตีได้ ตามชายทะเลให้น้องสาวของตน และศอลาฮุดดีนก็ต้องยกเมืองต่าง ๆ ที่ยึดได้ให้ น้องชายเป็นการทำขวัญเช่นกัน
3. ให้ถือเมืองเยรูซาเลมเป็นเมืองกลาง ยกให้แก่คู่บ่าวสาวนี้ และศาสนิกของทั้งสองฝ่ายมีสิทธิ์ที่จะใปมาพำนัก อยู่ในเมืองนี้อย่างเสรี บ้านเมืองและอาคารทางศาสนาที่ปรักหังพัง ต่างช่วยกันซ่อมแซม
ศอลาฮุดดีนยอมตามเงื่อนไขนี้ แต่สัญญาก็ไม่เป็นผลอีก เพราะพวกพระในศาสนาคริสต์ไม่ยอมให้พวกคริสเตียนยกลูกสาว, น้องสาว หรือผู้หญิงฝ่ายตนไปแต่งงานกับมุสลิมผู้ที่พวกเขาถือว่าเป็น“พวกนอกศาสนา” พวกบาทหลวงได้ชุมนุมกันที่จะขับพระเจ้าริชาร์ดออกจากศาสนาคริสต์ให้ตกเป็นคนนอกศาสนาไปด้วย และได้ขู่เข็ญน้องสาวของพระองค์ต่าง ๆ นานา
กษัตริย์ริชาร์ดจึงได้เข้าพบสัยฟุดดีนอีก ขอให้เปลี่ยนจากการนับถืออิสลามมาเป็นคริสเตียน แต่สัยฟุดดีนปฏิเสธ ในขณะเดียวกันกษัตริย์ริชาร์ดเกิดการรำคาญการแทรกแซงของมาร์ควิสแห่งมอง เฟอรัด จึงจ้างให้ชาวพื้นเมืองลอบฆ่า เมื่อเรื่องมาถึงเช่นนี้ กษัตริย์ริชาร์ดก็ท้อใจอยากยกทัพกลับบ้าน เพราะตีเอาเยรูซาเล็มไม่ได้ ได้เสนอเงื่อนไขที่จะทำสัญญาสงบศึกกับศอลาฮุดดีนไม่ยอมต่อเงื่อนไขบางข้อ เพราะบางเมืองที่กล่าวนั้นมีความสำคัญต่อการป้องกันอาณาจักรอย่างยิ่ง ไม่สามารถปล่อยให้หลุดมือไปได้ แต่ความพยายามของนักรบทั้งสองนี้ยังคงมีต่อไป จนในที่สุดเมื่อวันที่ 22 ชะอฺบาน ฮ.ศ. 588 (2 กันยายน ค.ศ. 1192) ทั้งสองฝ่ายได้ทำสัญญาสงบศึกเป็นการถาวรและกษัตริย์ริชาร์ดได้ยกทัพกลับบ้านเมือง เขายกทัพผ่านทางตะวันออกของยุโรปโดยปลอมตัว แต่กลับถูกพวกเป็นคริสเตียนจับไว้ได้คุมขังไว้ ทางอังกฤษต้องส่งเงินจำนวนมากเพื่อไถ่ตัวเขา
สงครามครูเสดครั้งที่ 3 ก็ยุติลงเพียงนี้ ด้วการสูญเสียชีวิตมนุษย์นับแสน ผู้คนนับล้านไร้ที่อยู่ บ้านเมืองถูกทำลาย หลังจากนั้นศอลาฮุดดีนได้ยกทหารกองเล็ก ๆ ไปตรวจตามเมืองชายฝั่ง และซ่อมแซมสถานที่ต่าง ๆ และได้กลับมาพักที่ดามัสคัสพร้อมครอบครัว จนกระทั่งถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 27 ศอฟัร ฮ.ศ. 589 (4 มีนาคม ค.ศ. 1193) มีอายุเพียง 55 ปี