06 พฤษภาคม 2554

"หวังว่า มันคงเป็นเรื่องดี"

บางครั้งคนเราอาจจะเสียใจ เนื่องจากไม่ได้ดั่งใจหวัง โอกาสอาจจะหลุดมือเราไป เพียงแค่ด้วยสาเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น รถบัสมาช้า หรือรถติด ทำให้เราพลาดการสอบสัมภาษณ์ที่รอคอยมานาน ป่วยจึงไม่มีโอกาสไปเที่ยวทัศนาจร คนมาเซ้าซี้ถามเราเรื่องไม่เป็นเรื่อง จึงทำให้เราไปถึงห้องประชุมช้าไปสองสามนาที เป็นต้น

สิ่งเหล่านั้นทำให้โอกาสหลุดมือเราไป ทำให้เราเสียใจมาก ๆ ๆ ๆ หรือเสียใจนิดหน่อย ...

แต่เราอาจจะดีใจภายหลังก็ได้ ที่ไปสอบสัมภาษณ์ช้าไป เขาเลยไม่รับเราเข้าทำงานที่ตึกเวิร์ดเทรดเซ็นเตอร์ ซึ่งถูกทำลายไม่เหลือแม้แต่เงา คนสำคัญคนหนึ่งของเลบานอน ถูกคนเซ้าซี้ถามกลางทาง จึงไปถึงที่หมายช้าไป จึงรอดพ้นจากระเบิดเวลา แต่คนอื่นตายไปสี่สิบกว่าคน

อะซา อัน ยะกูนะ ค็อยร็อน

"หวังว่า มันคงเป็นเรื่องดี"

นั่นคือสิ่งที่เราควรกล่าวปลอบใจเรา เมื่อเราประสบกับความปัญหา ที่มาเป็นอุปสรรคในการงานของเรา

เมื่อราวสามสิบปีที่แล้ว อาจารย์มุสลิมผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งของประเทศไทย กำลังจะเดินทางออกจากบ้าน คนขับรถก็มารอที่หน้าบ้าน เพื่อจะไปส่งท่านที่สนามบิน แต่แล้วภรรยาของท่าน ก็ออกมาบอกว่า ลูกตกบรรไดชั้นบนลงมาชั้นล่าง หัวแตก เลือดอาบทั่วหน้า ท่านอาจารย์คนนี้จึงยกเลิกการเดินทาง

ถ้าหากท่านเดินทานวันนั้น ท่านก็คงเป็นหนี่งในศพที่ไร้สุสาน เพราะเครื่องบินของท่าน ดิ่งลงทะเลที่ภูเก็ต ผู้โดยสารตายหมดทั้งลำ

เมื่อสองปีที่แล้ว ผู้หญิงคนหนึ่งกับลูกมาถึงที่สนามบินช้าไปไม่กี่นาที พนักงานก็ปิดเคาน์เตอร์ ถึงแม้แกจะพยายามพูดอย่างไร พวกพนักงานก็ไม่ยอม จึงกลับบ้านไปด้วยความเสียใจเป็นอย่างมาก วันต่อมา ผู้หญิงคนนี้ออกข่าวหน้งสือพิมพ์ว่า แกกับลูกเป็นผู้โชคดี เพราะเครื่องบินที่แกจะขึ้นนั้น ตกทะเล ผู้โดยสารตายหมดทั้งลำ

ในจำนวนนั้นมีเด็กหนุ่มจากนอร์เวย์ ที่พยายามดันทุรังเปลี่ยนเที่ยวบิน ไปขึ้นลำนี้ เพื่อให้ถึงเป้าหมายเร็วกว่า ทั้ง ๆ ที่ตัวเองมีตั๋วเรียบร้อยแล้ว

"หวังว่า มันคงเป็นเรื่องดี"

กล่าวอย่างนี้สิ แล้วทุกอย่างจะดีเอง

เล่ากันว่า มีอาลิมคนหนึ่งในตะวันออกกลางชอบพูดคำว่า อะซา อัน ยะกูนะ ค็อยร็อน "หวังว่า มันคงเป็นเรื่องดี" จนคนพากันล้อเลียน เสนาอำมาตย์ในราชวังคงเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ราชาฟัง ได้ขบขันเล่น วันหนึ่งเจ้าราชาเรียกอาลิมคนนี้เข้ามา แล้วกล่าวว่า นี่ ท่านชอบพูดว่า "หวังว่า มันคงเป็นเรื่องดี" ถ้าข้าฯเอาท่านไปขังในคุก ท่านจะว่าอย่างไร?

อาลิมตอบว่า "หวังว่า มันคงเป็นเรื่องดี"

แล้วอาลิมก็ถูกจำคุก เพื่อตอบสนองความสนุกของราชา

แล้วพวกมองโกเลียก็กรีฑาทัพเข้าไปในตะวันออกกลาง เข่นฆ่าผู้คนล้มตายเป็นแสนเป็นล้าน ราชธานีบัฆดาดถูกทำลายย่อยยับ พวกมองโกเลียบุกเข้าไปในเมือง และเข้าเข่นฆ่าผู้คนล้มตายมากมาย รวมทั้งราชาและเสนาอำมาตย์ด้วย

ผู้ที่รอดตายก็คือพวกที่ถูกฆังในคุก ซึ่งรวมถึงอาลิมคนนั้น ผู้ที่กล่าวว่า "หวังว่า มันคงเป็นเรื่องดี"

02 พฤษภาคม 2554

เมื่อทัพช้างหมายถล่มกะอฺบะฮฺ

ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ พระผู้ทรงเมตตายิ่ง พระผู้ทรงปรานียิ่ง
{105:1} เธอไม่เห็นดอกหรือ ว่าพระเจ้าของเธอได้ทรงทำเช่นใดกับบรรดาเจ้าของช้าง {105:2} พระองค์ไม่ได้ทรงทำให้แผนการณ์ของพวกเขาสูญสิ้นดอกหรือ {105:3} และได้ทรงส่งวิหคเป็นฝูง ๆ ลงมาบนพวกเขา {105:4} มันได้ขว้างพวกเขาด้วยก้อนหินที่มาจากดินแข็ง {105:5} แล้วพระองค์ทรงทำให้พวกเขาเป็นเช่นฟางที่ถูกกัดกิน บรรดาเจ้าของช้าง ในอายะฮฺแรกหมายถึงไพร่พลกองทัพช้างที่นำโดย อับร่อฮะฮฺ อัลอัชรอม อุปราชแห่งฮะบะชะฮฺ (อบิสสิเนีย คือเอธิโอเปียและส่วนหนึ่งของเยเมนปัจจุบัน) ซึ่งนับถือศาสนาคริสเตียน พวกเขาได้สร้างโบสถ์คริสเตียนที่ใหญ่โตในเมืองศ็อนอาอ์ ในยะมัน(เยเมน) เพื่อให้เป็นที่แสวงบุญของชาวคริสเตียนในอาระเบียและอัฟริกา และเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการค้าขายแห่งใหม่ในภูมิภาค เมื่อพวกเขาเห็นว่า กะอฺบะฮฺในมักกะฮฺเป็นอุปสรรคต่อการเผยแพร่ศาสนาคริสต์และการดึงดูดผู้คนไปศ็อนอาอ์ ก็คิดทำลายกะอฺบะฮฺ ด้วยเหตุนี้จึงกรีฑาทัพช้างมุ่งหน้าสู่พระมหานครมักกะฮฺ ในปี ค.. 570 ซึ่งเป็นปีเดียวกันที่มุหัมมัด()ประสูติ

เมื่อมาถึงชานเมืองมักกะฮฺ กองทัพของอับร่อหะฮฺก็ปล้นฝูงอูฐของอับดุลมุฏฏ็อลิบ ปู่ของมุหัมมัด()ไป 700 ตัว แล้วส่งทูตเข้ามาพบกับอับดุลมุฏฏ็อลิบ ผู้เป็นหัวหน้าชาวเมืองมักกะฮฺ เพื่อบอกจุดประสงค์ของการยกทัพมาครั้งนี้ว่า มาเพื่อถล่มทำลายกะอฺบะฮฺ อับดุลมุฏฏ็อลิบจึงขอเจรจากับอับร่อหะฮฺเป็นการส่วนตัว เมื่ออับดุลมุฏฏ็อลิบเข้าพบอับร่อหะฮฺ เขาก็ขอร้องให้อับร่อหะฮฺคืนอูฐที่พวกทหารปล้นไป อับร่อหะฮฺจึงแปลกใจเหตุใดจึงไม่ได้มาขอร้องเรื่องกะอฺบะฮฺ อับดุลมุฏฏ็อลิบกล่าวว่า "อูฐเป็นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงมาทวง ทว่ากะอฺบะฮฺเป็นของอัลลอฮฺ จึงเป็นหน้าที่ของพระองค์ที่จะทรงพิทักษ์มัน หรือจะปล่อยให้ชะตาของมันอยู่ในมือของท่าน" อับร่อหะฮฺรู้สึกแปลกใจในคำตอบนั้น จึงคืนอูฐทั้งหมดให้อับดุลมุฏฏอลิบ

เมื่ออับดุลมุฏฏอลิบกลับไป ก็ป่าวประกาศให้ชาวมักกะฮฺหลบหนีออกจากพระมหานคร ไปซ่อนตัวตามภูเขาต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ไพร่พลของอับร่อหะฮฺทำร้าย เมื่อทัพอับร่อหะฮฺเข้ามาถึงมักกะฮฺ ก็ปรากฏมีฝูงนกบินว่อนเหนือพระมหานครจนมืดฟ้ามัวดิน แล้วนกแต่ละตัวก็ทิ้งก้อนหินลงมา จนทำให้ไพร่พลของอับร่อหะฮฺล้มตายเป็นอันมาก อับร่อหะฮฺเองจึงหนีกลับไปศอนอาอฺ แต่ก็มีนกตัวหนึ่งบินตามเขาไปตลอดทาง เมื่ออับร่อหะฮฺเข้าพบกษัตริย์แห่งอะบะชะฮฺก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง กษัตริย์ถามว่า นกอันใดหรือที่ทำปฏิหารย์เช่นนั้น อับร่อหะฮฺจึงเงยหน้าขึ้นชี้นกที่ติดตามเขามาตลอดทาง นกตัวนั้นก็ทิ้งก้อนกินตกลงมาบนศีรษะของเขา อับร่อหะฮฺก็สิ้นชีพในบัดดล

ไม่ใช่ปกติวิสัยที่ชาวอาหรับจะได้เห็นช้างหรือกองทัพช้าง จึงเรียกกองทัพของอับร่อหะฮฺว่า "อัสฮาบ อัลฟีล" (บรรดาเจ้าของช้าง) และจดจำเหตุการณ์ปีนั้นได้อย่างแม่นยำ และเรียกปีนั้นว่า "อาม อัลฟีล" (ปีช้าง) ตั้งแต่นั้นมามีการนับศักราชโดยเริ่มจากปีช้าง เช่นมุหัมมัดเกิดในปีช้าง เป็นต้น

เหตุการณ์กองทัพช้างยังอยู่ในความทรงจำของชาวมักกะฮฺตลอดมา เมื่อโองการนี้ประทานลงมา ชาวมักกะฮฺจึงรำลึกถึงปาฏิหารย์ ที่เคยปรากฏในอดีตเมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้ว และไม่สามารถปฏิเสธต่อการอารักขาของอัลลอฮฺต่อกะอฺบะฮฺอันศักดิ์สิทธิ์นั้น ให้พ้นจากเงื้อมมือของผู้รุกราน

หตุการณ์ดังกล่าวยังชี้ให้เห็นถึงความศรัทธามั่นของอับดุลมุฏฏ็อลิบที่มีต่ออัลลอฮฺ อันเป็นหลักฐานหนึ่งที่บ่งบอกว่า อับดุลมุฏฏ็อลิบ บิดาของอับดุลลอฮฺ ผู้ซึ่งเป็นบิดาของมุหัมมัด เป็นผู้ที่ยึดมั่นในศาสนาของนบีอิบรอฮีมและนบีอิสมาอีล เขาได้กล่าวในบทกวีว่า

โอ้ พระบริบาลของข้าฯ ข้ามิหวังสิ่งอื่นใดต่อพวกเขานอกจากพระองค์ โอ้ พระบริบาลของข้าฯ ดังนั้นโปรดทรงพิทักษ์ให้พ้นจากพวกเขา แท้จริงศัตรูของบ้านนั้น ก็คือผู้ที่ตั้งปฏิปักษ์ต่อพระองค์ แท้จริงพวกเขามิอาจพิชิตพระอำนาจแห่งพระองค์ได้

01 พฤษภาคม 2554

อะบูละฮับ บินอับดิลมุฏฏอลิบ


ซูเราะฮฺอัลมะสัด

ด้วยพระนามแห่งอัลลอหฺ พระผู้ทรงเมตตายิ่ง พระผู้ทรงปรานียิ่ง
{111:1} มือทั้งสองของอะบูละฮับจงพินาศ และเขาก็พินาศแล้ว
{111:2} ทรัพย์สมบัติของเขา และสิ่งที่เขาได้ขวนขวายเอาไว้นั้น ไม่ได้อํานวยประโยชน์แก่เขาเลย
{111:3} เขาจะเข้าไปเผาไหม้ในนรกที่มีเพลิงลุกโชน
{111:4} ทั้งภริยาของเขาด้วย นางเป็นผู้แบกฟืน
{111:5} ที่คอของนางมีเชือกถักด้วยใยอินทผาลัม


อ่านซูเราะฮฺ อัลมะสัด ที่กล่าวถึงอะบูละฮับ กันมาหลายร้อยเที่ยว วันนี้เรามารู้จักอะบูละฮับกันหน่อยว่าเขาเป็นใคร?

อะบูละฮับ บินอับดิลมุฏฏอลิบ คือลุงของศาสนทูตมุหัมมัดเอง ที่ตั้งตัวเป็นศัตรูต่อศาสนทูตตั้งแต่การประกาศศาสนาครั้งแรก เพราะต้องการรักษาผลประโยชน์ของตน และรักษามิตรภาพกับเหล่าผู้นำชาวมุชริกในมักกะฮฺ การต่อต้านของอะบูละฮับย่อมเกิดผลเสียอย่างรุนแรงต่อการเผยแผ่ศาสนาอิสลาม เพราะผู้คนต่างก็คิดว่า การที่คนในตระกูลของศาสนทูตมุหัมมัดเองออกมาต่อต้าน ทำให้การประกาศศาสนานั้นเป็นที่น่าสงสัยว่าเป็นสัจจะหรือไม่ เขาเป็นเศรษฐีคนหนึ่งในมักกะฮฺ มีภรรยาชื่อ อุมมุญะมีล ซึ่งเป็นน้องสาวของ อะบูสุฟยาน หัวหน้าชาวมุชริกในมักกะฮฺ ผู้ซึ่งทำศึกสงครามกับศาสนทูตมุหัมมัดตลอดชีวิต

อะบูละฮับ เสียชีวิตหลังสงครามบะดัร (ฮ.ศ 2/ค.ศ. 624) ด้วยโรคประหลาด ร่างกายของเขามีแผลพุพองมีน้ำหนองไหลออกมา เมื่อตายไปแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดกล้ามาอาบน้ำศพ มีบางคนที่สาดน้ำใส่ศพของเขา แล้วช่วยกันโยนก้อนหินบนศพเป็นกองพะเนิน จนกระทั่งปิดศพจนมิดชิด

ปฏิทินฮิจญ์เราะฮฺ และ ฮิจญ์เราะฮฺศักราช

ยี่สิบกว่าปีที่แล้วอะบูอิสรอฟีลได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปฏิทินฮิจญ์เราะฮฺ เอาไปลงในเว็บไซต์ต่าง ๆ แต่ไม่ได้เอาลงในบล็อคของตัวเอง

ปฏิทินฮิจญ์เราะฮฺ และ ฮิจญ์เราะฮฺศักราช

คำว่า ฮิจญเราะฮฺ แปลว่า การอพยพ ผู้เริ่มกำหนดใช้ศักราชหิจญ์เราะฮฺเป็นคนแรกคือ อิมามอะลีย์ บิน อะบีฏอลิบในสมัยการปกครองของอุมัร อิบนุลคอฏฏอบ (คอลีฟะฮฺคนที่ 2) ซึ่งประกาศใช้ในปีที่ 17 หลักการอพยพ โดยยึดปีที่นบีมุหัมมัด ศาสนทูตแห่งอิสลาม อพยพออกจากเมืองมักกะฮฺ(เมกกะ)สู่มะดีนะฮฺ ในปี ค.ศ. 622 เป็นต้นศักราชฮิจญ์เราะฮฺ

อักษรย่อ ฮิจญ์เราะฮฺ คือ ฮ.ศ. ในภาษาอังกฤษนิยมใช้ H.E. (Hijrah Era) หรือ A.H. (Anno Hejira)
ระบบปฏิทินของหิจญเราะฮฺศักราช เป็นระบบปฏิทินจันทรคติ นั่นคือ จะใช้ดวงจันทร์เป็นเกณฑ์ในการคำนวณ ดังนั้นในหนึ่งปีจันทรคติจึงมี 354 วันหากเป็นปีธิกสุรทินและ 355 วันหากเป็นปีอธิกสุรทิน ในรอบ 30 ปีจะมีธิกสุรทิน 19 ครั้ง และอธิกสุรทิน 11 ครั้ง ชนมุสลิมใช้ปฏิทินฮิจญ์เราะฮฺจนถึงทุกวันนี้

ในหนึ่งปีฮิจญ์เราะฮฺมี 12 เดือน คือ มุหัรรอม ศอฟัร รอบีอุลเอาวัล รอบีอุษษานี ญุมาดัลอูลา ญุมาดัษษานียะฮฺ รอญับ ชะอฺบาน รอมะฎอน เชาวาล ซุลกิอฺดะฮฺ ซุลฮิจญะฮฺ
[แก้ไข]รายละเอียดเกี่ยวกับปฏิทินฮิจญ์เราะฮฺ

ในแต่ละเดือนจะมี 29 วัน และ 30 วันสลับกันไป บางทีมี 30 วันซ้อนกัน 2 ครั้ง แต่จะไม่มี 29 วัน ซ้อนกัน 2 เดือนเป็นอันขาด ส่วนซุลหิจญะห์ของปีอธิกสุรทินนั้นจะกำหนดให้มี 30 วันเสมอ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า ดวงจันทร์โคจรรอบจุดศูนย์กลางของมูลร่วม (Bary center) โดยใช้ดวงอาทิตย์เป็นหลักนั้น ใช้เวลา 29 วัน 12 ชม. 44 นาที 2.82 วินาที (29.) หรือ 354 วัน 8 ชม. 48 นาที 33.6 วินาทีในหนึ่งปี

เดือนที่หนึ่ง 29 วัน 12 ชม. 44 นาที + เดือนที่สอง 29 วัน 12 ชม. 44 นาที = 59 วัน 1 ชม. 28 นาที หากกำหนดให้เดือนที่ 1 (มฺหัรรอม) มี 30 วัน และเดือนที่ 2 มี (ศอฟัร) มี 29 วัน ก็ยังเหลือเศษอีก 1 ชม. 28 นาทีเศษนี้ ก็จะรวมเข้ากับเดือนที่ 3 และ 4 เรื่อยไป จนกระทั่งเมื่อครบปี ก็จะมีเศษเหลือจาก 354 วัน = 8 วัน 48 นาที ซึ่งไม่ถึงครึ่งวัน ปีแรกจึงเป็นปีธิกสรุทิน และเมื่อเอาเศษที่เหลือจากปีแรก บวกกับเศษปีที่สอง (8 ชม. 48 นาที + 8 ชม. 48 นาที) ได้เท่ากับ 17 ชม. 36 นาที ซึ่งมากกว่าครึ่งวัน ปีที่ 2 จึงกลายเป็นปีอธิกสุรทินโดยการปัดเศษนั้นขึ้นเป็น 1 วัน โดยการกำหนดให้ซุลฮิจญะฮฺ มี 30 วันเศษของปีจะรวมต่อไป เมื่อถึงปีที่ 5 เศษ ของปีจะเป็น 18 ชม.ปีที่ 5 จึงเป็นปีอธิกสุรทิน อีกเป็นเช่นนี้เรื่อยไปจนครบรอบ 30 ปี จึงเรียกว่า 1 รอบน้อย

เดือนจะมีการสลับระหว่าง 30 และ 29 วัน โดยการยึดถือเศษของแต่ละเดือน ถ้าหากว่าเดือนใดมีเศษมากกว่าครึ่งวันก็จะปัดขึ้นเป็น 1 วัน ยกตัวอย่างเช่น พอสิ้น เดือนญุมาดัลอูลา ของปีที่ 2 มีเศษเหลือ 44 นาที เมื่อบวกกับเดือนต่อมา 29 วัน 12 ชม. 44 นาที จึงมีค่า = 29 วัน 13 ชม. 28 นาที จึงบัดนี้ขึ้นเป็น 30 วัน เดือนถัดจากนั้นก็เป็น 29 วันและ 30 วันสลับกันไปอีก จนกว่าจะมีเศษที่ที่ปัดขึ้นเป็น 1 วันเต็มอีก

เดือนที่ 17 ถัดจากเดือนเริ่มต้นปฏิทินจะมี 30 วัน แล้วนับต่อไปอีก 17 เดือน ถึงเดือนใด เดือนนั้นจะมี 30 วัน แล้วนับต่อไปอีก 15 เดือนถึงเดือนใด เดือนนั้นจะมี 30 วันอีกเช่นกัน ทำเช่นนี้เรื่อยไปจนครบ 30 ปี (นับ 17 สองครั้งสลับด้วยนับ 5 หนึ่งครั้ง) เมื่อเดือนใดมี 30 วัน ซ้อนกัน 2 เดือน ๆ ถัดมาต้องเป็น 29 วัน
1 ปี จันทรคติมี 354 วัน 8 ชม. 48 นาที ในรอบ 30 ปี จึงมี 10631 วัน ด้วยเหตุนี้จึงถึงว่าเป็น 1 รอบ (น้อย) เพราะเศษของวันลงตัวพอดี (มีเศษเป็นวินาที ซึ่งไม่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากนัก)

เนื่องจากทุก ๆ 1 รอบน้อย เริ่มต้นด้วยชื่อวันต่าง ๆ การที่จะให้เริ่มต้นครบด้วยชื่อวัน 7 วัน ย่อมต้องใช้เวลา 7 รอบน้อย (210 ปี) ซึ่งก็จะกลายเป็น 1 รอบใหญ่ ในการเขียนปฏิทินจะกำหนดวันดังนี้

รอบน้อยที่ 1 เริ่มด้วยวันพฤหัส
รอบน้อยที่ 2 เริ่มด้วยวันอังคาร
รอบน้อยที่ 3 เริ่มด้วยวันอาทิตย์
รอบน้อยที่ 4 เริ่มด้วยวันศุกร์
รอบน้อยที่ 5 เริ่มด้วยวันพุธ
รอบน้อยที่ 6 เริ่มด้วยวันจันทร์
รอบน้อยที่ 7 เริ่มด้วยวันเสาร์

เพื่อสะดวกในการจำ 1 - ทุก ๆ รอบจะเริ่มต้นด้วยวันที่ห้าหลังจากวันแรกของรอบที่แล้ว เช่น รอบน้อยที่ 3 เริ่มด้วยวันอาทิตย์ ร้อยน้อยที่ 4 ก็ต้องเป็นวันศุกร์ด้วยการนับเพิ่ม 5 วัน

ทุก ๆ ปีจะเริ่มต้นด้วยวันที่สี่ของปีที่แล้ว ถ้าหากว่าปีที่แล้วเป็นปีปกติและจะเริ่มต้นด้วยวันทีห้าของปีที่แล้ว หากปีที่แล้วเป็นปีอธิกสุรทินตัวอย่างเช่น ปีที่ 7 ก็ต้องเริ่มด้วยวันอังคารด้วยการนับเพิ่ม 4 วันและเมื่อทราบว่าปีที่ 7 เป็นอธิกสุรทิน ปีที่ 8 ก็ต้องเริ่มด้วยวันอาทิตย์ ด้วยการนับเพิ่ม 5 วันเป็นต้น

ฮ.ศ. และ ค.ศ.

หากต้องการทราบว่าวันเดือนปีใน ค.ศ. xxxx ตรงกับวันเดือนปีใดใน ฮ.ศ. ให้ทำดังนี้
วิธีที่ 1
1. เปลี่ยนค่า ปี เดือน และวัน ที่ต้องการนั้นให้มีจำนวนเป็นวัน โดยการนำเอาปีนั้นมาลบด้วย 1 แล้วคูณด้วย 365.25 แล้วเอาจำนวนเดือนและวันที่เหลือมาบวก
2. เอาผลลัพธ์นั้นลบด้วยค่าความแตกต่างระหว่าง ค.ศ. และ ฮ.ศ. คือ 227015 วัน
3. เอาผลลัพธ์หารด้วย 10631 (อันเป็นเวลา 1 รอบน้อย)
4. เอาผลลัพธ์คูณด้วย 30 และเอาเศษที่เป็นวันนั้น ทำเป็นปีและเดือน ตามกฎของปีปกติและอธิกสุรทิน และบวกเข้ากับผลลัพธ์
5. เอาหนึ่งบวกกับผลลัพธ์ที่เป็นปีและเอาเศษผลลัพธ์ที่เป็นนั้นนั้นทำเป็นเดือน
วันที่ 1 มค. 1992
1992 – 1 = 1991
1991 x 365.25 = 727212.75 + 11 = 727223
727226 – 227015 = 500208
10631 = 47 รอบ เศษ 551 x 30 = 1410 + 1 + 1 ปีเศษ 197 วัน = 2523 ปี 197 วัน
1411 + 1 ปี = 1412 ปี 197 วัน
197 30 + 29 + 30 + 29 + 30 + 30 + 19 = Rajab 1412
วิธีที่ 2 (สะดวกด้วยเครื่องคิดเลข)
โดยใช้ข้อมูลต่อไปนี้เป็นหลัก
1. วันที่ 1 มุหัรรอม 01 ตรงกับ 16 กค. 622
2. ปีจันทรคติ ฮ.ศ. มี 354.36666 วัน
3. ปีสุรยคติเกรกอเรียนมี 365.2425 วัน จูเลียน = 365.25
4. 1 ปี จันทรคติมีค่า = 0.070223 = 0.97
5. 1 ปี สุริยคติมีค่า = 1.0306909 = 1.0307121
การหา ฮ.ศ. จาก ค.ศ.
วันที่ 1 มค. 1992 1. ลบปีที่ต้องการซึ่งยังไม่บริบูรณ์นั้นด้วย 1992 – 1 = 1991
2. ความแตกต่างระหว่าง ค.ศ. และ ฮ.ศ. ด้วย 1991 – 622 = 1369 ด้วยการหาผลลัพธ์นั้นด้วย 622
3. ระหว่าง 16 กค. ถึง 11 มค. เป็นเวลา = 179 วัน
4. เอาผลลัพธ์จากข้อ 2 ซึ่งเป็นปีนั้นคูณด้วย 1.0306909 = 1411.0158
5. ทศนิยมจากเศษนั้นเปลี่ยนเป็นโดยการคูณกับ 354.3666 1.0307121 = 1411.0448 = 1411 ปี 5.59 วัน
6. เอาผลลัพธ์จากข้อ 3 และ 4 รวมกัน ปี 1412 ปี 15.87 วัน +
7. บวกค่าความแตกต่างระหว่าง ก.ค. ถึงเดือนที่ต้องการ 179 วัน ปี 1412 วัน
8. บวกค่าความแตกต่างระหว่าง J และ G = 13 วัน = 19 Rajab 1442
9. เปลี่ยนผลลัพธ์จากวันเป็นเดือนและวัน
การหา ค.ศ. จาก ฮ.ศ.
1. เอา ฮ.ศ. ปีที่ต้องการนั้นลบด้วย 1
2. เอาผลลัพธ์ที่ได้คูณด้วย ผลลัพธ์ที่ได้เป็นปีและทศนิยมของปี
3. เปลี่ยนทศนิยมของผลลัพธ์เป็นวันด้วยการคูณกับ 365.25
4. เอาระยะเวลาห่างจาก 1 ม.ค. ถึง 16 ต.ค. (200 วัน) บวกกับผลลัพธ์
5. เอาค่าความแตกต่างระหว่าง ค.ศ. และ ฮ.ศ. มาบวก
6. เอาระยะเวลาจาก 1 มุหัรรอม ถึงวันที่และเดือนที่ต้องการ
7. เปลี่ยนค่าของผลลัพธ์เป็นปี – เดือน – และวันที่

ดูเพิ่ม

ปฏิทินจันทรคติไทย – การนับวันเดือนปี โดยอาศัยดวงจันทร์เป็นเกณฑ์
การกำหนดเดือนใหม่ในอิสลามจากมุมมองของอัลกุรอานและซุนนะฮฺ
ดวงจันทร์วันนี้