14 กรกฎาคม 2553

สงครามครูเสด

สงครามครูเสด (ภาษาอาหรับ: الحروب الصليبية /อัลฮุรูบ อัศศอลีบียะหฺ/ หรือ الحملات الصليبية /อัลฮัมลาต อัศศอลีบียะหฺ/ แปลว่า สงครามไม้กางเขน) คือการสงครามที่เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 11 ถึง 13 โดยชาวคริสเตียนในทวีปยุโรปพากันยกทัพไปตีชาวมุสลิมในอาณาจักรออตโตมัน เพื่อแย่งเอาเมืองเยรูซาเล็ม ในปาเลสไตน์ อันเคยเป็นแหล่งของคริสต์ศาสนา นอกจากนี้ยังมีจุดมุ่งหมายทำสงครามกับชนศาสนาอื่น ๆ เช่น ยิว และคริสต์ศาสนาลัทธิอื่น ๆ เช่น ออร์โธดอกซ์

สัญญลักษณ์ของชาวคริสต์เตียนในสงครามครูเสด คือ ไม้กางเขน (Cross)


สันตปาปาอูรบานที่ 2

กองทัพที่ชาวคริสเตียนส่งมาจากยุโรปเข้าปะทะกับชาวมุสลิมในระหว่าง ค.ศ. 1096 - 1273 มีสาเหตุพอสรุปได้ดังนี้

1. สงครามครูเสดเป็นผลของความขัดแย้งกันเป็นเวลาช้านาน ระหว่างคริสต์จักรทางภาคตะวันตกกับอาณาจักรอิสลามทางภาคตะวันออก ต่างฝ่ายต่างก็พยายามที่จะมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากการที่อิสลามแพร่ขยายไปอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดความหวาดกลัวขึ้นทั่วไปในหมู่ชาวคริสเตียนในยุโรป ว่าศาสนาอิสลามจะมาแทนที่ศาสนาของพวกตน ด้วยเหตุดังกล่าว ในศตวรรษที่ 11 ชาวคริสต์เตียนจึงได้ส่งกองกำลังมาปะทะกับพวกมุสลิม

2. ความกระตือรือร้นในการแสวงบุญของชาวคริสต์เตียนยังนครเยรูซาเลมมีมากกว่าที่เคยเป็นมา
ในช่วงนั้น เยรูซาเลมตกอยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิม ผู้แสวงบุญชาวคริสเตียนจึงมีความต้องการดินแดนเยรูซาเลมเป็นของตนเอง เพื่อความสะดวกในการแสวงบุญมากยิ่งขึ้น
นักบุญเซ็นต์เบอร์นาร์ด

3. ช่วงเวลาระหว่างนั้น เป็นระยะเวลาที่ระส่ำระสายอยู่ทั่วไปในยุโรป พวกเจ้าเมืองต่าง ๆ ต่างก็ต่อสู้ทำสงครามซึ่งกันและกัน พระสันตะปาปา (Pope) มีความเห็นว่า ถ้าปล่อยให้อยู่ในสภาพขาดความสามัคคีระหว่างคริสเตียนด้วยกันเช่นนี้ จะทำให้ชาวคริสเตียนในยุโรปต้องอ่อนแอลง เขาจึงยุยงและปลุกระดมให้ประชาชนหันมาต่อสู้กับชาวมุสลิมแทน โดยอ้างว่าจะได้รับกุศลผลบุญ และเพื่อเอาเยรูซาเลมนครอันศักดิ์สิทธิ์กลับคืนมา

4. มุสลิมได้กลายเป็นมหาอำนาจทางการค้าแถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 เป็นต้นมา การค้าพาณิชย์ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจึงตกอยู่ในความควบคุมของมุสลิมอย่างเต็มที่ ดังนั้นชาวคริสเตียนในยุโรปจึงต้องทำสงครามกับมุสลิมเพื่อหยุดยั้งความ เจริญก้าวหน้าของมุสลิม

5. จักรพรรดิอเล็กซิอุส ที่ 1 (Alexius I) ได้ขอร้องให้สันตะปาปา อูรบาน ที่ 2 (Urban II) ช่วยหาวิธีเพื่อปกป้องอาณาจักรแบซันไทน์

6. จากที่กล่าวมาทำให้สันตะปาปา อูรบาน ที่ 2 ได้เรียกประชุมชาวคริสต์เตียนที่เมืองเลอมองค์ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 1095 และรบเร้าให้ชาวคริสเตียนทำสงครามกับชาวมุสลิม

ความประสงค์ของเขาในเวลานั้นก็คือต้องการจะรวมคริสต์จักรของกรีกมาไว้ใต้อิทธิพลของเขาด้วย เขาได้สัญญาว่าผู้ที่เข้าร่วมในการต่อสู้จะได้รับการยกเว้นจากบาปที่เคยทำมา และผู้ที่ตายในสงครามก็จะได้ขึ้นสวรรค์ ภายในเวลาไม่นานก็รวบรวมคนได้ถึง 150,000 คน ส่วนมากเป็นชาวแฟรงค์ (Frank) และนอร์แมน (Norman) คนเหล่านี้ได้มาชุมนุมกันที่เมืองเยรูซาเลม

สงครามครูเสดครั้งที่ 1 (1095-1099)

ระหว่างวันที่ 1 และ 5 มีนาคม ค.ศ.1095 สันตะปาปาอูรบาน ที่ 2 ได้จัดให้มีการประชุมสมัชชาที่ เปียเชนซา (Piacenza) ในการประชุมสมัชชาครั้งนี่มีผู้เข้าประชุมเป็นบิชอป 200 คน พระและผู้ทำงานในศาสนจักร 4000 คน และอุบาสก 30,000 คน กษัตริย์อเล็กซิอุส ที่ 1 ได้ส่งราชทูตเพื่อปรึกษาหารือกับสันตะปาปาอูรบาน ที่ 2 เกี่ยวกับอาณาจักรของตนทึ่ถูกคุกคามโดยพวกสัลญูก ที่นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนหนึ่งของอาณาจักรไบแซนไทน์ได้ตกเป็นของพวกสัลญูกไปแล้ว หลังจากที่อาณาจักรไบแซนไทน์ได้ประสบกับความปราชัยในสมรภูมิมันซีเกิร์ต (Manzikert) ในปี ค.ศ. 1071 เพื่อดึงดูดความสนใจของสันตะปาปา กษัตริย์อเล็กซิอุส ได้เน้นเรื่องของการยึดปาเลสไตน์ที่อยู่ภายใต้การปกครองของพวกมุสลิม ให้กลับคืนมาเป็นของพวกคริสเตียน เพราะแผ่นดินปาเลสไตน์เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาวคริสเตียน สันตะปาปารับข้อเสนอของกษัตริย์อเล็กซิอุสทันที เพราะสันตะปาปาเองก็เคยมีความคิดที่จะรวบรวมคริสตจักรทางตะวันออก ที่อยู่ภายใต้พวกออร์โธดอกส์ มาอยู่ใต้อำนาจของตน

ระหว่างวันที่ 18 และ 28 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน สันตปาปาได้ระดมผู้คนเข้าประชุมสมัชชาอีกครั้งที่ เคลอร์มองต์ ฝรั่งเศส เพื่อปลุกระดมเรื่องการจัดทัพครูเสด เพื่อบุกโจมตีอาณาจักรอิสลามในตะวันออกกลาง โดยมีบาทหลวงจากเมืองต่าง ๆ ในฝรั่งเศสเข้าประชุม 30 คน

สงครามครูเสดครั้งที่ 1 เริ่มต้นในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1096 โดยแบ่งออกเป็นหลายสาย

สายแรกนำโดย “วอลเตอร์ คนไร้อัฐ” (Walter the Penniless) แต่กลับถูกพวกคริสเตียนชาวบุลกาเรียด้วยกันฆ่าด้วยความเข้าใจผิด

สายที่สองนำโดย ปีเตอร์ นักพรต มีกำลังพลประมาณ 40,000 คน ประกอบด้วยชายหญิงและเด็กหลายชาติหลายภาษา ซึ่งอาสาออกสงครามด้วยความเชื่อมั่นว่า จะถูกล้างบาปและจะได้เข้าสวรรค์ สายนี้มาทางบุลกาเรียเหมือนกัน นักประวัติศาสตร์บันทึกว่า เมื่อยกทัพมาถึงเมืองมัลเลวิล(Malleville) พวกนี้ได้แก้แค้นแทนพวกแรกที่ถูกฆ่า ด้วยการโจมตีเมืองและฆ่าชาวเมืองประมาณ 7.000 คนด้วยความทารุณโหดร้าย ประเทศฮังการีและบุลกาเรียสมัยนั้นจึงคล้ายทะเลทรายที่ไร้ผู้คน เพราะกองทัพครูเสดของปีเตอร์นักพรตบุกถล่มจนราบเป็นหน้ากลอง

สายที่สามนำโดยพระชาวเยอรมันคนหนึ่งชื่อ Godeschal เป็นผู้นำทัพ ประกอบไปด้วยไพร่พลที่หยาบช้า หมกหมุ่นในสตรี โสเภณี สุรา และปฏิบัติการทารุณกรรมต่าง ๆ ต่อชาวเมืองที่พวกตนยกทัพผ่าน ชาวฮังการีและเบลเกรดได้จับอาวุธเข้าต่อต้านพวกแอบอ้างนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าเข้ามากระการการอันโสมมเช่นนี้

กอดเฟรย์แห่งบุยยอง (Godfrey of Bouillon)

สายที่สี่มาจากอังกฤษ ฝรั่งเศส ฟแลนเดอร์และลอร์เรน นักประวัติศาสตร์กล่าวว่า "พวกนี้คือคนป่าอีกพวกหนึ่ง" โดยพวกที่สัลญูกยังอยู่ไกล พวกนี้จึงทำทารุณกรรมพวกยิวก่อน พวกยิวนับจำนวนพัน ๆ ถูกฆ่าที่เมืองโคโลญและตามเมืองอื่น ๆ ของแม่น้ำไรน์ แต่เมื่อเดินทัพกลับมาถึงเม็มสเบอร์ก ก็ถูกทัพฮังการีปราบราบคาบ

ในปีต่อมา(ค.ศ. 1097) พวกครูเสดได้จัดทัพใหม่โดยมีพวกเจ้าครองนครต่าง ๆ ในทวีปยุโรปเข้าร่วมด้วย ได้พลหลายแสนคน และมีกอดเฟรย์แห่งบุยยอง (Godfrey of Bouillon) เป็นแม่ทัพ เดินทางมาทางคอนสตันติโนเปิล กษัตริย์อเล็กซิอุสได้จัดให้พวกทหารข้ามช่องแคบบอสโฟรัสมายังดินแดนเอเชีย minor โดยเกรงว่าถ้าปล่อยให้เข้าเมือง บ้านเมืองจะถูกทำลายแน่นอน ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1097 กองทัพครูเสดยกทัพประชิดเมืองอิซนิก (ปัจจุบัน: Iznik ภาษาละติน: Nicaea) สุลฎอนยอมเปิดประตูเมือง เมืองนี้เลยรอดจากการถูกทำลาย จากเมืองนี้พวกครูเสดยกทัพไปเมืองอันติออก (Antioch) ซึ่งเป็นหนทางไกลยิ่ง พวกไพร่พลล้มตายกลางทางเสียเกือบครึ่ง พวกนี้ล้อมเมืองอัลติออกไว้ 9 เดือน จนเสบียงร่อยหรอต้องกินเนื้อศพของพวกเดียวกัน

การทารุณกรรมต่าง ๆ ที่พวกครูเสดได้กระทำต่อชาวเมืองอันติออกนั้นเหลือที่จะพรรณนาได้ ในที่สุดแม่ทัพพวกสัลญูก ชื่อ กัรบุฆา ต้องยอมแพ้เพราะการทรยศของพวกเดียวกันเอง คือมุสลิม ชาวอามิเนียนคนหนึ่ง ชื่อ ฟิรูซ(อาหรับเรียกว่า บิหฺรูซ)ได้หย่อนเชือกลงรับพวกครูเสดขึ้นมายึดป้อมแล้วเปิดประตูเมือง พวกครูเสดกรูกันเข้าเมือง ตะโกนว่า "Dieu le veut" แล้วก็เริ่มเปิดฉากโจมตีดุจผีบ้ากับคนในเมืองนั้น ฆ่าสังหารผู้หญิงแก่, แม่หม้าย, เด็ก, หญิงสาว, ถล่มทำลายมัสญิด และอาคารบ้านเรือน (บันทึกจากนักประวัติศาสตร์-มิลส์-เล่มหนึ่ง หน้า 179)

หลังจากยึดเมืองอันติออก และประกอบทารุณกรรมอย่างสาสมแล้ว พวกครูเสดก็เดินทัพไปยังเมืองมะอัรเราะหฺ อันนุอฺมาน อันเป็นเมืองรุ่งเรืองเมืองหนึ่ง (ปัจจุบันอยู่ในซีเรีย) ในราวถดูหนาวปี ค.ศ. 1908 พวกครูเสดได้เข้าไปในเมือง และฆ่าผู้คนไม่ต่ำกว่า 100,000 คน โดยวิธีสับเป็นท่อน ๆ คนที่แข็งแรงหรือสวยงามจะจับถูกไปขายเป็นทาส ส่วนเด็กหรือคนชรา ก็ถูกฆ่าโดยไร้ความปรานี และนำไปแจกจ่ายให้กับคนในกองทัพอย่างโหดเหี้ยม เนื่องจากกองทัพครูเสดขาดเสบียงอาหาร พวกทหารจึงกินศพของชาวมุสลิมที่ล้มตายในสงคราม โดยเอาศพผู้ใหญ่ไปทำแกง และเอาศพเด็กไปย่าง

จากมะอัรเราะหฺ อันนุอฺมาน พวกไพร่พลครูเสดยกทัพเข้าตีนครเยรูซาเล็มเมื่อวันที่ 15 กรกฏาคม ค.ศ. 1099 (ชะอุบาน ฮ.ศ. 492) แม้พวกมุสลิมและยิวจะร่วมกันต่อสู้เพื่อรักษาเมือง ก็ไม่อาจจะรับมือพวกแฟรงก์ได้ พวกมุสลิมในเยรูซาเล็มถูกทารุณกรรมเช่นเดียวกัน มีแต่เสียงร้องระงมของคนที่กำลังจะตาย พวกครูเสดได้เว้นการฆ่าเพียงชั่วครู่ที่พวกเขาคุกเข่าสวดขอบคุณพระเจ้าในความสำเร็จที่สามารถยึดนครเยรูซาเล็มได้ แต่หลังจากนั้นก็ไล่ฆ่าฟันผู้คนต่อไป ประชาชนถูกฆ่าอย่างทารุณ บางคนถูกเผา บางคนถูกโยนจากหอคอยสูง ๆ

ยิ่งไปกว่านี้ พวกยิวในปาเลสไตน์ก็ไม่ได้รับความปรานี เช่นกัน โบสถ์และวิหารถูกเผา บันทึกตอนหนึ่งจากจดหมายของพวกครูเสดมีว่า "ถ้าท่านปรารถนาจะรู้ว่าพวกเราได้ทำอย่างไรกับศัตรูที่เมืองนั้นบ้าง ก็จงรู้เถิดว่าภายในโบสถ์ของกษัตริย์โซโลมอนนั้น พวกเราได้ลุยเลือดของพวกซะระเซน(ศัพท์ที่ชาวยุโรปเรียกชาวมุสลิม) ซึ่งท่วมขึ้นมาถึงหัวเข่าของม้าเรา"

กอดเฟรย์แห่งบุยยอง-ผู้พิฆาต-ได้สถาปนาตนเองเป็นผู้ปกครองแห่ง "ราชอาณาจักรเยรูซาเลม" แต่ต่อมาอีกหนึ่งปีก็ตาย น้องชายชื่อบอลด์วินได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน ชึ่งได้ยกทัพไปตีเมืองก็อยศอรียะหฺ (ภาษาละติน: Caesarea), ตริโปลี, ซีคอน, บัยรูต และเมืองท่าต่าง ๆ ในภูมิภาค นอกจากนี้ยังตั้งนครครูเสดขึ้นอีกสามแห่งคือ อันติออก, เอดิสสา และตริโปลี

อาณาจักรนี้ได้อยู่ใต้ปกครองชองพวกครูเสดจนถึง 1147 รวมเวลา 50 ปี การทั้งหมดนี้เรียกว่าสงครามครูเสดครั้งที่ 1

สงครามครูเสดครั้งที่ 2 (1147–1149)

ลัทธิศักดินา(Feudalism)ที่พวกครูเสดนำมาใช้ในเอเชียน้อย(Asia Minor)นี้ได้ระบาดในหมู่พวกมุสลิมเช่นกัน พวกมุสลิมชนชาติต่าง ๆ ในตะวันออกกลางต่างก็แก่งแย่งถืออำนาจกัน แตกออกเป็นหลายนคร

อิมาดุดดีน ซังกี (Imaduddin Zangi) ผู้เป็นบุตรคนหนึ่งของ อัก สุนกูร อัลฮาญิบ ซึ่งเป็นเจ้าเมืองฮะลับ หรืองอเลปโป(ภาษาละติน: Aleppo) ภายใต้อาณาจักรของ มะลิกชาห์ ใน ค.ศ. 1127 ได้เป็นอะตาเบก (เจ้านคร) แห่งโมสุล และต่อมา ค.ศ. 1128 ก็ได้รวบรวมอเลปโปเข้าอยู่ใต้อำนาจของตน โดยเข้าข้างกษัตริย์แห่งสัลญูก ซึ่งกำลังแย่งชิงเขตแดนต่าง ๆ ของอาณาจักรอับบาสียะหฺ ในปี ค.ศ. 1135 เขาพยายามตีนครดามัสคัส เมื่อรวบรวมให้อยู่ใต้อำนาจ แต่ก็ไม่สำเร็จ ระหว่างทางที่ถอยทัพกลับไปอเลปโป ก็ได้เข้าตีนครฮิมสฺ เพื่อยึดมาเป็นของตน แต่ตีไม่สำเร็จ สองปีต่อมา ซังกีย้อนกลับมาตีนครฮิมสฺอีกครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จอีกเช่นกัน ทางนครดามัสคัสเมื่อกลัวว่าซังกีจะยกทัพมาประชิตเมืองอีกครั้ง ก็ได้ผูกสัมพันธไมตรีกับอาณาจักรเยรูซาเล็มของพวกครูเสด

ซังกียกทัพไปตีพวกครูเสด จนเกิดปะทะกันที่บารีน ฟูล์ก เจ้าราชอาณาจักรเยรูซาเล็มพ่ายแพ้ พากองทัพที่รอดตายหนีออกจากนครเยรูซาเลม ซังกีได้ผูกสัมพันธไมตรีกับนครดามัสคัส เมื่อเห็นว่าตนไม่มีความสามารถที่จะเอาชนะได้ ประกอบกับได้ข่าวว่า จักรพรรดิยอห์น คอมเนนุส (John Comnenus) ได้ยึดเอานครอันติออก ที่พวกครูเสดปกครองอยู่นั้น เข้ามาอยู่ในอาณาจักรไบแซนไทน์ และได้ส่งกองทัพมาประชิตเมืองอเลปโปของตน

พวกครูเสดที่ส่งมาโดยจักรพรรดิยอห์น คอมเนนุส (John Comdenus) พวกนี้ยึดเมืองบุซาอะ (Buzaa) ได้ฆ่าพวกผู้ชายทั้งหมดแล้วกวาดต้อนผู้หญิงและเด็กไปเป็นทาส

แม้ซังกีจะวางแผนการเพื่อยึดนครดามัสคัสอีกในเวลาต่อมา ถึงขั้นกับสมรสกับนางซุมุรรุด มารดาเจ้านคร ด้วยการยกเมืองฮิมสฺเป็นสินสอด และต่อมาเจ้านครก็ถูกลอบสังหาร ซังกีก็ไม่อาจจะยึดเอานครดามัสคัสเป็นของตนได้ เวลาต่อมา นครดามัสคัสก็กลับไปรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับพวกครูเสดอีกครั้ง และได้ร่วมกันโจมตีกองทัพของซังกีที่บานิยาส

ซังกีได้ยกทัพเข้าตีนครเอเดสสาที่อยู่ภายใต้พวกครูเสดแตกเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 1114 จุดนี้เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามครูเสดครั้งที่ 2

ซังงีถูกทาสรับใช้ของตน ซึ่งเป็นชาวแฟรงก์ ลอบสังหารเมื่อวันที่ 5 เราะบีอุษษานีย์ 541 ตรงกับวันที่ 14 กันยายน 1146 ซังงีมีบุตร 4 คน ล้วนเป็นคนมีความสามารถทั้งสิ้น ในระหว่างความยุ่งยากนี้พวกคริสต์ในเมืองเอเดสสา คิดกบฏฆ่าทหารมุสลิมที่รักษาเมืองและได้รับความช่วยเหลือจากพวกแฟรงก์ ภายใต้การนำของโยสเซลิน (Joscellin) ยึดเมืองเอเดสสาได้ แต่บุตรสองคนของซังงี ชื่อ นูรุดดีน มะฮฺมูด (ฝรั่งเรียก Noradius) ตีเมืองเอเดสสากลับคืนมาได้ พวกที่ก่อกบฏและทหารแฟรงก์ถูกฆ่า พวกอาร์มิเนียนที่เป็นต้นคิดกบฏถูกเนรเทศ และนูรุดดีนสั่งให้รื้อกำแพงเมือง ผู้คนต่างหนีออกจากเมืองจนเมืองเอเดสสากลายเป็นเมืองร้าง

การสูญเสียเมืองเอเดสสาเป็นครั้งที่ 2 นี้ ได้ก่อให้เกิดการโฆษณาขนานใหญ่ในยุโรป นักบุญเซ็นต์เบอร์นาร์ด (Bernard Clairvaux)ซึ่งฉลาดในการพูดและได้ฉายาว่า ปีเตอร์นักพรตคนที่สอง ได้เที่ยวเทศนาปลุกใจนักรบ ให้ร่วมกันป้องกันสถานกำเนิดแห่งศาสนาคริสต์ เหตุนี้ทำให้พวกคริสเตียนตกใจกลัวยิ่งนักว่า พวกสัลญูกตุรกีจะยกทัพมาตียุโรป และตนจะไม่ได้เป็นเจ้าของศาสนสถานในปาเลสไตน์อีก การปลุกใจครั้งนี้ไม่เร้าใจแต่เพียงขุนนาง อัศวินและสามัญชน ซึ่งเป็นส่วนในสงครามครูเสดครั้งแรกเท่านั้น พวกกษัตริย์ต่าง ๆ ก็พลอยนิยมไปด้วย พระเจ้าหลุยส์ที่ 7 แห่งฝรั่งเศสได้ถือเอาสงครามครูเสดเป็นเครื่องเบี่ยงบ่ายการกระทำอันโหดร้าย ต่อพลเมืองบางพวกที่เป็นกบฏต่อพระองค์ กษัตริย์คอนราดที่ 3 แห่งเยอรมันเข้าร่วมทัพด้วย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใน ค.ศ. 1147 ข้างพระเจ้าหลุยส์ที่ 7 มีพระมเหสีร่วมไปในกองทัพด้วย ชื่ออิเลนอร์(Eleanor of Guienne มเหสีคนนี้ต่อมาไปสมรสกับพระเจ้าเฮนรี่ที่ 2 ของอังกฤษ) การที่ราชินีเข้าร่วมกองทัพด้วยทำให้ผู้หญิงฝรั่งเศสอีกจำนวนมากอาสาเข้ากองทัพครูเสด ซึ่งคราวนั้นมีพลประมาณ 900,000 คน พวกฝรั่งเศสได้กระทำชู้กับหญิงในกองทัพอย่างเปิดเผย กองทัพของสองกษัตริย์ได้รับการต่อต้านและเสียหายอย่างหนัก

ส่วนหนึ่งกองทัพของกษัตริย์คอนราดถูกทำลายที่เมืองลาซิกียะหฺ (ภาษาละติน: Laodicea หรือ Latakia) ส่วนกองทัพของพระเจ้าหลุยส์ที่ 7 ที่ยกมาทางทะเลก็ถูกโจมตียับเยินโดยเฉพาะที่เมืองก็อดมูส (Babadagh ปัจจุบันในตุรกี ภาษาละติน: Cadmus) อย่างไรก็ตามเนื่องจากพวกครูเสดมีกำลังพลมาก จึงเหลือรอดมาถึงเมืองอันติออก ซึ่งเวลานั้นพวกขุนนางและอัศวินจำนวนมากพักอยู่ในเมืองอันติออก ซึ่งเวลานั้นเรย์มอง -ผู้เป็นลุงของราชินีอีเลนอร์ เป็นผู้ปกครองเวลานั้นพวกขุนนางและอัศวินจำนวนมากพักอยู่ในเมืองอันติออกเช่น เคาน์เตสแห่งดูลูส (Countess of blois) เคาน์เตสแห่งรูสสี (Countess of Roussi)ดัชเชสแห่งบุยยอง (Duchess of Bouillon), Sybille แห่งฟแลนเดอร์ส และสตรีของผู้สูงศักดิ์อื่น ๆ อีก แต่จอมราชินีของพวกเขา คือมเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 7 เมื่อพักผ่อนและสนุกสนานกับพวกผู้หญิงเพียงพอแล้ว พวกครูเสดก็ยกทัพเข้าล้อมเมืองดามัสคัส แต่ไม่สำเร็จ เพราะนูรุดดีน และสัยฟุดดีน อัลฆอซี บุตรทั้งสองของซังกี ได้ยกทัพมาช่วย ทั้งกษัตริย์คอนราดแห่งเยอรมันนีและพระเจ้าหลุยส์ที่ 7 แห่งฝรั่งเศสได้เลิกทัพกลับยุโรป พวกครูเสดต้องล่าทัพกลับบ้านเมืองด้วยความผิดหวังและสูญเสียอย่างหนัก

ส่วนพวกครูเสดที่มาจากพวกยุโรปเหนือ ก็ได้เคลื่อนทัพจนถึงโปรตุเกส แล้วได้ร่วมมือกับกษัตริย์อัลฟอนโซ เพื่อโจมตีนครลิสบอน และขับไล่พวกมุสลิมออกจากนครนี้ในปี ค.ศ. 1147
กองทัพครูเสดจากเยอรมันได้เข้าไปโจมตีพวกสลาฝที่อยู่รอบอาณาเขตอาณาจักรเยอรมัน
สงครามครูเสดครั้งที่ 3 (ค.ศ. 1187–1192)

ศอลาฮุดดีน อัลอัยยูบีย์ ได้ตีเอานครเยรูซาเล็มกลับคืนมาเป็นของพวกมุสลิมอีกครั้งในปี ค.ศ. 1187
เมื่อศอลาฮุดดีนได้ข่าวพวกแฟรงก์ยกทัพมา จึงประชุมนายทัพโดยให้ความเห็นว่าจะโจมตีพวกนี้ขณะเดินทัพอยู่ แต่พวกนายพลว่าให้ตีเมื่อมาถึงชานเมืองอักกะ (Acre) พวกครูเสดได้ตั้งทัพล้อมเมืองนี้ไว้ และปีกข้างหนึ่งจดทะเล ทำให้สามารถรับเสบียงจากยุโรปได้สะดวก ถ้าศอลาฮุดดีนได้เริ่มโจมตีพวกนี้ขณะเดินทาง ก็คงไม่ประสบสถาณะคับขันเช่นนี้ พวกตุรกีจากเมืองใกล้ ๆ ก็ยกทัพมาช่วย และในวันที่ 1 ชะอฺบาน ฮ.ศ. 585 (14 กันยายน ค.ศ. 1189 ) ศอลาฮุดดีนได้เริ่มโจมตีพวกครูเสด หลานชายของท่านคนหนึ่งชื่อ ตะกียุดดีน ได้แสดงความกล้าหาญมากในการรบ ตอนนี้ทหารศอลาฮุดดีนมีกำลังน้อยกว่าพวกครุเสดมาก เพราะต้องกระจายกำลังป้องกันเมืองหน้าด่านต่าง ๆ เช่นที่ยืนยันเขตแดนติดเมืองตริโปลี, เอเดสสา, อันติออก อเล็กซานเดรีย ฯลฯ ในรอบนอกเมืองอักกานั้น พวกครูเสดถูกฆ่าราว 10,000 คน ได้เกิดโรคระบาดขึ้นเพราะด้วยศพทหารเหล่านี้ เนื่องจากติดพันอยู่การสงคราม ไม่สามารถรักษาที่รบให้สะอาดได้ ศอลาฮุดดีนเองได้รับโรคระบาดนี้ด้วย แพทย์แนะนำให้ถอนทหารและได้ยกทัพไปตั้งมั่นอยู่ที่ อัลคอรรูบะหฺ พวกครูเสดจึงยกทัพเข้าเมืองอักกาและเริ่มขุดคูรอบตัวเมือง

ศอลาฮุดดีนได้มีหนังสือไปยังสุลฎอนแห่งมอร็อคโคให้ยกทัพมาสมทบช่วย แต่สุลฏอนแห่งมอร็อคโคได้ปฏิเสธ ในฤดูใบไม้ผลิศอลาฮุดดีนได้ยกทัพมาโจมตีเมืองอักกาอีก พวกครูเสดได้เสริมกำลังมั่นและสร้างหอคอยหลายแห่ง แต่ทั้งหมดถูกกองทัพศอลาฮุดดีนยิงด้วยด้วยลูกไฟ เกิดไฟไหม้ทำลายหมด ตอนนี้กำลังสมทบจากอียิปต์มาถึงทางเรือและกำลังการรบจากที่อื่นมาด้วย พวกแฟรงก์เสียกำลังการรบทางแก่อียิปต์อย่างยับเยิน พวกครูเสดถูกฆ่าและเสียกำลังทัพมาก แต่ในปลายเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1190 เคานต์เฮนรี่แห่งแชมเปญ ผู้มีสายสัมพันธ์กับพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศสได้ยกทัพหนุนมาถึง ศอลาฮุดดีนได้ถอยทัพไปตั้งมั่นที่อัลคอรรูบะหฺอีก ได้ทิ้งกองทหารย่อย ๆ ไว้ ซึ่งได้ต่อสู้พวกครูเสดอย่างกล้าหาญ ตอนนี้พวกครูเสดไม่สามารถคืบหน้าได้ จึงจดหมายไปยังโปีปขอให้จัดทัพหนุนมาช่วย พวกคริสเตียนได้หลั่งไหลกลับมาสมทบพวกครูเสดอีกครั้ง เพราะถือว่าการรบ"พวกนอกศาสนา"ครั้งนี้ทำให้ตนถูกเว้นบาปกรรมทั้งหมดและได้ขึ้นสวรรค์ ศอลาฮุดดีนจัดทัพรับมือพวกนี้อย่างเต็มที่ ให้ลูกชายของตนชื่อ อะลีย์ อุษมาน และฆอซี อยู่กลางทัพ ส่วนปีกทางขวาให้น้องชายชื่อสัยฟุดดีนเป็นแม่ทัพ ทางซ้ายให้เจ้านครต่าง ๆ คุมรักษา แต่ในวันประจัญบานกันนั้นตัวศอลาฮุดดีนเองป่วย จึงได้เฝ้าดูการสุ้รบจากยอดเขาแห่งหนึ่ง พวกครูเสดถูกตีฟ่ายตกทะเลได้รับความเสียหายอย่างหนัก พวกนี้เริ่มขาดแคลนอาหารและโดยที่ฤดูหนาวย่างเข้ามา จึงพักการรบ

เมื่อถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ คือเดือนเมษายน ค.ศ. 1191 พวกครูเสดได้รับทัพหนุนเพิ่มขึ้นอีก โดยพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศสได้ยกทัพมา พร้อมกันนั้นพระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์แห่งอังกฤษก็ยกทัพมาอีกด้วย มีเรือรบมา 20 ลำ เต็มไปด้วยทหารและกระสุน กำลังหนุนของศอลาฮุดดีนมาไม่พร้อม ทหารมุสลิมในเมืองอักกามีกำลังน้อยกว่าจึงขอยอมแพ้พวกครุเสด โดยแม่ทัพมุสลิมมีนคนหนึ่งชื่อ มัชตูบ ผู้คุมกำลังป้องกันอักกาได้อุทรต่อพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศสแต่ถูกปฎิเสธเว้นแต่ พวกมุสลิมจะยอมยกเมืองเยรูซาเล็มให้ พวกมุสลิมจึงกลับสู้รบอีกจนสุดชีวิต ขณะการล้อมเมืองและการสู้รบอยู่เป็นเช่นนี้ได้เกิดโรคระบาดเกิดขึ้น ในที่สุดมีเงื่อนไขว่า พวกมุสลิมจะต้องคืนไม้กางเขน(ดั้งเดิมสมัยพระเยซู) และต้องเสียค่าปรับเป็นทอง 200,000 แท่ง แต่เนื่องจากต้องเสียเวลาหาทองจำนวนเท่านี้ กษัตริย์ริชาร์ดใจสิงห์แห่งอังกฤษ ผู้ที่นักประวัติศาสตร์เคยยกย่องและชื่นชมกันนั้นได้จับทหารมุสลิมจำนวน 27,000 คน ออกจากเมืองและสับต่อหน้าต่อตาคนทั้งหลาย เมืองอักกาตกอยู่ในมือพวกครูเสดที่บ้าศาสนาเหล่านี้ ส่วนทัพศอลาฮุดดีนต้องถอยทัพไปตั้งที่อื่นเพราะกำลังน้อยกว่าและกำลังหนุนไม่มีพอ ตอนหนึ่งมีเรือจากอียิปต์ลำเลียงเสบียงมาช่วย แต่เกือบถูกครูเสดยึดได้ นายเรือจึงสั่งให้จมเรือพร้อมทั้งคนในเรือทั้งหมด
ริชาร์ดใจสิงห์ (Richard The Lion Heart)
กองทัพครูเสดภายใต้การนำของพระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์ได้บุกไปยังอัสก็อลาน (ภาษาละติน: Ascolon) ศอลาฮุดดีนได้ยกกองทัพไปยันไว้ได้มีการรบกันอย่างกล้าหาญถึง 11 ครั้ง ในการรบที่อัรสูฟ ศอลาฮุดดีนเสียทหารราว 8,000 คน ซึ่งเป็นทหารชั้นดีและพวกกล้าตาย เมื่อเห็นว่าอ่อนกำลังป้องกันปาเลสไตน์ไม่ได้ จึงยกทัพไปยังอัสก็ออลาน อพยพผู้คนออกหมดแล้วรื้ออาคารทิ้ง เมื่อพระเจ้าริชาร์ดมาถึง ก็เห็นแต่เมืองร้าง จึงทำสัญญาสงบศึกด้วย โดยได้ส่งทหารไปพบน้องชายศอลาฮุดดีนชื่อ สัยฟุดดีน (ภาษาละติน: Saphadin) ทั้งสองได้พบกัน ลูกของเจ้านครครูเสดคนหนึ่งเป็นล่าม พระเจ้าริชาร์ดจึงให้บอกความประสงค์ที่อยากให้ทำสัญญาสงบศึก พร้อมทั้งบอกเงื่อนไขด้วย ซึ่งเป็นเงือนไขที่ฝ่ายมุสลิมยอมรับไม่ได้ การพบกันครั้งนั้นไม่ได้ผล

ฝ่ายมาร์ควิสแห่งมองเฟอร์รัดผู้ร่วมมาในกองทัพด้วยเห็นว่าการทำสัญญาโอ้เอ้ จึงส่งสารถึงศอลาฮุดดีน โดยระบุเงื่อนไขบางอย่าง แต่สัญญานี้ไม่เป็นผลเช่นกัน ต่อมาพระเจ้าริชาร์ดขอพบศอลาฮุดดีนและเจรจาเรื่องสัญญาสงบศึกอีก โดยเสนอเงื่อนไขว่า พวกครูเสดต้องมีสิทธิครอบครองเมืองต่าง ๆ ที่ได้ตีไว้ และฝ่ายมุสลิมต้องคืนเยรูซาเล็มให้พวกครูเสด พร้อมกับไม้กางเขนที่ทำด้วยไม้ ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าเป็นไม้ที่พระเยซูถูกพวกยิวตรึงทรมานด้วย ศอลาฮุดดีนปฏิเสธที่จะยกเมืองเยรูซาเลมให้พวกครูเสด แต่ยอมในเรื่องให้เอาไม้กางเขนที่กล่าวในเงื่อนไขที่ว่า พวกครูเสดต้องปฏิบัติตามสัญญาของตนอย่างเคร่งครัด การเจรจานี้ก็ไม่เป็นผลอีกเช่นกัน พระเจ้าริชาร์ดจึงหันไปเจรจากับสัยฟุดดีนใหม่โดยให้ความเห็นว่าการเจรจานี้ จะเป็นผลบังคับเมื่อศอลาฮุดดีนยินยอมด้วยในปั้นปลาย เงื่อนไขมีว่า

1. กษัตริย์ริชาร์ดยินดียกน้องสาวของเขาผู้เป็นแม่หม้าย(แต่เดิมเป็นมเหสีของกษัตริย์ครองเกาะสิซิลี)ให้แก่สัยฟุดดีน(น้องชายศอลาฮุดดีน)

2. ของหมั้นในการสมรสนี้คือ กษัตริย์ริชาร์ดจะยกเมืองทั้งหมดที่พระองค์ตีได้ ตามชายทะเลให้น้องสาวของตน และศอลาฮุดดีนก็ต้องยกเมืองต่าง ๆ ที่ยึดได้ให้ น้องชายเป็นการทำขวัญเช่นกัน

3. ให้ถือเมืองเยรูซาเลมเป็นเมืองกลาง ยกให้แก่คู่บ่าวสาวนี้ และศาสนิกของทั้งสองฝ่ายมีสิทธิ์ที่จะใปมาพำนัก อยู่ในเมืองนี้อย่างเสรี บ้านเมืองและอาคารทางศาสนาที่ปรักหังพัง ต่างช่วยกันซ่อมแซม

ศอลาฮุดดีนยอมตามเงื่อนไขนี้ แต่สัญญาก็ไม่เป็นผลอีก เพราะพวกพระในศาสนาคริสต์ไม่ยอมให้พวกคริสเตียนยกลูกสาว, น้องสาว หรือผู้หญิงฝ่ายตนไปแต่งงานกับมุสลิมผู้ที่พวกเขาถือว่าเป็น“พวกนอกศาสนา” พวกบาทหลวงได้ชุมนุมกันที่จะขับพระเจ้าริชาร์ดออกจากศาสนาคริสต์ให้ตกเป็นคนนอกศาสนาไปด้วย และได้ขู่เข็ญน้องสาวของพระองค์ต่าง ๆ นานา

กษัตริย์ริชาร์ดจึงได้เข้าพบสัยฟุดดีนอีก ขอให้เปลี่ยนจากการนับถืออิสลามมาเป็นคริสเตียน แต่สัยฟุดดีนปฏิเสธ ในขณะเดียวกันกษัตริย์ริชาร์ดเกิดการรำคาญการแทรกแซงของมาร์ควิสแห่งมอง เฟอรัด จึงจ้างให้ชาวพื้นเมืองลอบฆ่า เมื่อเรื่องมาถึงเช่นนี้ กษัตริย์ริชาร์ดก็ท้อใจอยากยกทัพกลับบ้าน เพราะตีเอาเยรูซาเล็มไม่ได้ ได้เสนอเงื่อนไขที่จะทำสัญญาสงบศึกกับศอลาฮุดดีนไม่ยอมต่อเงื่อนไขบางข้อ เพราะบางเมืองที่กล่าวนั้นมีความสำคัญต่อการป้องกันอาณาจักรอย่างยิ่ง ไม่สามารถปล่อยให้หลุดมือไปได้ แต่ความพยายามของนักรบทั้งสองนี้ยังคงมีต่อไป จนในที่สุดเมื่อวันที่ 22 ชะอฺบาน ฮ.ศ. 588 (2 กันยายน ค.ศ. 1192) ทั้งสองฝ่ายได้ทำสัญญาสงบศึกเป็นการถาวรและกษัตริย์ริชาร์ดได้ยกทัพกลับบ้านเมือง เขายกทัพผ่านทางตะวันออกของยุโรปโดยปลอมตัว แต่กลับถูกพวกเป็นคริสเตียนจับไว้ได้คุมขังไว้ ทางอังกฤษต้องส่งเงินจำนวนมากเพื่อไถ่ตัวเขา

สงครามครูเสดครั้งที่ 3 ก็ยุติลงเพียงนี้ ด้วการสูญเสียชีวิตมนุษย์นับแสน ผู้คนนับล้านไร้ที่อยู่ บ้านเมืองถูกทำลาย หลังจากนั้นศอลาฮุดดีนได้ยกทหารกองเล็ก ๆ ไปตรวจตามเมืองชายฝั่ง และซ่อมแซมสถานที่ต่าง ๆ และได้กลับมาพักที่ดามัสคัสพร้อมครอบครัว จนกระทั่งถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 27 ศอฟัร ฮ.ศ. 589 (4 มีนาคม ค.ศ. 1193) มีอายุเพียง 55 ปี

แค่ตั้งใจจะไม่แบ่งให้แก่คนยากจน ก็ยังผิด

วันนี้เรามาอ่านเรื่องราวหนึ่ง ที่อัลกุรอานได้บอกเล่าให้เราฟัง เกี่ยวกับพี่น้องในตระกูลหนึ่งซึ่งบิดาได้เสียชีวิตไป ก่อนหน้านั้น บิดาเคยแจกผลไม้ในสวน ให้แก่คนยากคนจน โดยแจกในวันเก็บเกี่ยววันแรก หลังจากบิดาเสียชีวิต ลูก ๆ ต่างก็คิดกันว่า มันเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุที่จะเจริญรอยตามบิดา ก็เลยวางแผนกันว่า ถ้าถึงวันเก็บเกี่ยวเมื่อไหร่ ก็จะออกกันแต่เช้าตรู่ เพื่อเก็บเกี่ยวผลไม้ให้หมดทั้งสวน ถ้าคนยากคนจนเข้ามาในสวน ก็จะไม่ได้อะไรหลงเหลืออีกเลย

ทว่าในคืนนั้นอัลลอฮฺได้ทรงส่งพายุไฟมาเผาไหม้สวนของพวกเขาจนไม่มีอะไรหลงเหลือแม้แต่นิด เมื่อพวกเขาไปถึงสวนก็ไม่พบเห็นอะไรอีกเลย ทุกอย่างถูกไฟเผามอดไหม้จนหมดสิ้น

{68:17} แท้จริงเราได้ทดสอบพวกเขา ดั่งเช่นที่เราได้ทดสอบบรรดาเจ้าของสวน เมื่อพวกเขาสาบานว่าจะเก็บเกี่ยวผลของมันในยามรุ่ง
{68:18} และพวกเขาจะไม่ปล่อยให้หลงเหลือ
{68:19} ดังนั้น การลงโทษจากพระเจ้าของเธอก็ได้มาทำลายสวนนั้น ขณะที่พวกเขากําลังนอนหลับอยู่
{68:20} ครั้นในตอนเช้า มันก็กลายเป็นเสมือนว่าถูกตัดอย่างราบเรียบ
{68:21} ดังนั้นพวกเขาจึงกู่เรียกกันแต่เช้าตรู่
{68:22} "จงเข้ารีบเข้าสวนของพวกเธอเถิด หากพวกเธอต้องการจะเก็บผลไม้"
{68:23} แล้วพวกเขาพากันออกไป โดยที่พวกเขาพูดกระซิบต่อกันอย่างแผ่วเบา
{68:24} ว่า "วันนี้อย่าได้ให้คนยากจนขัดสนสักคนเลย เข้าไปหาพวกเธอในสวนนั้น"
{68:25} และพวกเขาก็ได้ออกไปแต่เช้า ด้วยความตั้งใจว่าจะสามารถทำตามแผน
{68:26} ครั้นเมื่อพวกเขาเห็นสวน (ถูกทำลาย) พวกเขาก็กล่าวขึ้นว่า "พวกเราหลงทางเสียแล้ว"
{68:27} "เปล่าดอก! พวกเราถูกหวงห้ามสิทธิ์ต่างหาก"
{68:28} คนที่มีสติปัญญาคนหนึ่งในหมู่พวกเขากล่าวว่า "ฉันไม่ได้บอกพวกเธอดอกหรือ? เหตุใดพวกเธอจึงไม่กล่าวสดุดีพระพิสุทธิคุณเล่า!"
{68:29} พวกเขาจึงกล่าวว่า "พระพิสุทธิคุณแห่งพระเจ้าของพวกข้าฯ แท้จริงพวกข้าฯนี้เป็นผู้อธรรม"
{68:30} แล้วบางคนในหมู่พวกเขาก็หันไปต่อว่าซึ่งกันและกัน
{68:31} พวกเขากล่าวว่า "ความหายนะประสบแก่เราแล้ว เพราะเราเป็นผู้ละเมิดฝ่าฝืน"
{68:32} "บางทีพระเจ้าของเรา จะทรงเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ดีกว่าให้แก่เรา แท้จริงเรามีความประสงค์ใน(การอภัยของ)พระเจ้าของเรา"
{68:33} เช่นนั้นแหละการลงโทษ และแน่นอนการลงโทษในปรโลกนั้นยิ่งใหญ่นัก หากพวกเขาล่วงรู้

บทเรียนจากเรื่องนี้ อัลลอฮฺทรงสอนเราว่า แค่ตั้งใจจะไม่แบ่งให้แก่คนยากจน ก็ต้องได้รับโทษจากอัลลอฮฺ

พี่น้องที่รัก อย่าตระหนี่ต่อคนยากคนจน ถ้ามีอะไรให้ได้ ก็ให้ไปเถิด ที่เราให้เขาไป เราเองหรอกที่จะได้มันกลับมา ในวันอาคิเราะฮฺ

ซินา เป็นบาปมหันต์

ซินา เป็นบาปมหันต์ ผู้ที่ทำผิดซินาจะต้องถูกลงโทษด้วยการตกนรกถาวรนิรันดร ถ้าหากไม่สำนึกผิดก่อนตาย

{25:68} และบรรดาผู้ที่ไม่วิงวอนขอพระเจ้าอื่นใดคู่เคียงกับอัลลอหฺ และพวกเขาไม่ฆ่าชีวิต ซึ่งอัลลอหฺทรงห้ามไว้เว้นแต่เพื่อความยุติธรรม และพวกเขาไม่ผิดประเวณี และผู้ใดกระทำเช่นนั้นเขาจะพบกับความบาป

{25:69} การลงโทษในวันฟื้นคืนชีพจะถูกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าสำหรับเขา และเขาจะถาวรอยู่ในนั้นอย่างอัปยศ

{25:70} เว้นแต่ผู้ที่กลับเนื้อกลับตัวและศรัทธาและประกอบการงานที่ดีเขาเหล่านั้นแหละอัลลอหฺจะทรงเปลี่ยนความชั่วของพวกเขาเป็นความดี และอัลลอหฺทรงเป็นพระผู้ทรงอภัย พระผู้ทรงปรานีเสมอ

ดังนั้นอย่าพลั้งตนเข้าสู่ซินา

ด้วยเหตุที่ซินาสามารถก่อปัญหามากมายต่อสังคม อิสลามจึงได้กำหนดมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซินาขึ้น เช่น

1. ห้ามไม่ให้มองเพศตรงกันห้าม เพราะการมองเป็นจุดเริ่มต้นของซินา {24:30} จงบอกแก่บรรดาบุรุษผู้มีศรัทธา ให้พวกเขาลดสายตาของพวกเขาลงต่ำ และให้พวกเขารักษาอวัยวะเพศของพวกเขา นั่นเป็นการบริสุทธิ์ยิ่งแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอหฺทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเขากระทำ {24:31} และจงบอกแก่บรรดาสตรีผู้มีศรัทธา ให้พวกนางลดสายตาของพวกนางลงต่ำ และให้พวกนางรักษาอวัยวะเพศของพวกนาง

หากการมองยังเป็นที่ต้องห้าม การดูหนังเซ็กซ์ ภาพโป๊ และทุกอย่างที่กระตุ้นอารมณ์ทางเพศ ถือว่าฮะรอมทั้งสิ้น

2. ห้ามผู้หญิงเผยเอาเราะหฺหรือเครื่องประดับให้ผู้ชายที่ไม่ใช่ญาติสนิทเห็น {24:31}... และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกนาง เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ และพวกนางต้องปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของนางลงมาถึงหน้าอกของนาง และอย่าให้นางเปิดเผยเครื่องประดับของพวกนาง เว้นแต่แก่สามีของพวกนาง หรือบิดาของพวกนาง หรือบิดาของสามีของพวกนาง หรือบุตรชายของพวกนาง หรือบุตรชายของสามีของพวกนาง หรือพี่ชายน้องชายของพวกนาง หรือบุตรชายของพี่ชายน้องชายของพวกนาง หรือบุตรชายของพี่สาวน้องสาวของพวกนาง หรือพวกผู้หญิงของพวกนาง หรือ(ทาสและทาสี)ที่มือขวาของพวกนางครอบครอง หรือคนรับใช้ผู้ชายที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศ หรือเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องอวัยะพึงสงวนของผู้หญิง และนางอย่าเคาะเท้าของตน เพื่อให้เป็นที่รู้ว่าเครื่องประดับที่พวกนางปกปิดอยู่ ... ในทางตรงกันข้ามกัน ก็ห้ามไม่ให้ผู้ชายเปิดเผยเอาเราะหฺของตนเช่นเดียวกัน

3. ห้ามไม่ให้มีการคลุกคลีและคบอย่างอิสระระหว่างชายหญิง

4. การกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ทำซินา คือการเฆี่ยนหนึ่งร้อยหวายสำหรับผู้ที่ยังโสด โดยให้ลงโทษต่อหน้าสาธารณะชนเพื่อผู้คนจะได้ไม่เอาเยี่ยงอย่าง {24:2} หญิงผู้ผิดประเวณีและชายผู้ผิดประเวณี พวกเธอจงโบยเขาทั้งสอง คนละหนึ่งร้อยที และอย่าให้ความสงสารต่อคนทั้งสองนั้นยับยั้งพวกเธอไม่ให้ปฏิบัติตามพระบัญญัติของอัลลอหฺเป็นอันขาด หากพวกเธอศรัทธาต่ออัลลอหฺและวันปรโลกจริง และจงให้ผู้มีศรัทธาชนกลุ่มหนึ่งเป็นสักขีพยานในการลงทัณฑ์คนทั้งสอง

5. การกำหนดบทลงโทษด้วยการประหารชีวิต นั่นคือด้วยการขว้างด้วยหิน ถ้าผู้กระทำผิดเคยแต่งงานมาแล้ว แสดงว่าซินาเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรง เหมือนกับการฆ่าคน

7. ส่งเสริมให้หนุ่มสาวแต่งงาน เพื่อลดปัญหาการซินา ท่านนบี(ศ)ได้กล่าวว่า "โอ้ บรรดาผู้เป็นหนุ่มทั้งหลาย! ผู้ใดที่มีความสามารถในหมู่พวกเธอก็จงแต่งงานเถิด เพราะมันจะช่วยสงวนอวัยวะเพศของพวกเธอจากการประพฤติผิดได้ดีกว่า มันจะช่วยลดสายตาของพวกเธอให้ต่ำลงมากขึ้น" (เป็นผู้ที่สำรวมตนไม่มองสิ่งที่ผิด)(รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม)

8. ห้ามไม่ให้คนที่ทำซินาแต่งงานกับคนที่บริสุทธิ์ เพราะจะนำมลทินและโรคร้ายมาแก่คู่ชีวิต {24:3} ชายผู้ผิดประเวณีจะไม่สมรส นอกจากกับหญิงผู้ผิดประเวณีหรือหญิงผู้ตั้งภาคี และหญิงผู้ผิดประเวณีจะไม่มีผู้ใดสมรสกับนาง นอกจากชายผู้ผิดประเวณีหรือชายผู้ตั้งภาคี และสิ่งนั้นเป็นที่ต้องห้ามแก่บรรดาผู้มีศรัทธา

9. ผู้ที่ไม่มีความสามารถที่จะแต่งงาน ให้อดกลั้นข่มตนรักษาความบริสุทธิ์ ด้วยการถือศีลอดและการทำอิบาดะหฺ {24:33} และบรรดาผู้ที่ยังไม่มีโอกาสสมรส ก็จงให้เขาข่มความใคร่จนกว่าอัลลอหฺจะทรงให้พวกเขาร่ำรวยขึ้นจากความโปรดปรานของพระองค์

10. ห้ามไม่ให้ผู้ใดบีบบังคับหญิงสาวทำซินา หรือปล่อยให้หญิงสาวตกยากลำบากจนถึงขั้นต้องออกขายตัวเพื่อพาตัวรอด

{24:33} ... และพวกเธออย่าบังคับบรรดาเด็กสาวของพวกเธอให้ผิดประเวณี ...

11. ห้ามไม่ให้เข้าใกล้สถานที่ ที่มีการทำซินา ซ่อง บาร์ ไนท์คลับ สถานที่บริการอาบอบนวด{17:32} และพวกเธออย่าเข้าใกล้การผิดประเวณี แท้จริงมันเป็นการลามกและทางอันชั่วช้า

12. ห้ามไม่ให้เด็กรู้เห็นเรื่องทางเพศ ด้วยเหตุนี้อิสลามจึงบัญญัติให้ผู้ใหญ่ไม่อนุมัติให้เด็ก ๆ ไม่ว่าก่อนจะบรรลุศาสนนิติภาวะหรือเด็กรุ่นหลังบรรลุศาสนิติภาวะ เข้าในห้องนอนของนอนของผู้ใหญ่ในเวลาที่ไม่เหมาะสม เช่นเวลาพักเที่ยง หรือหลังจากนมาซอิชาอ์จนถึงศุบฮิ {24:58} ดูกร บรรดาผู้มีศรัทธา! บรรดาผู้ที่มือขวาของพวกเธอครอบครอง และบรรดาผู้ที่ยังไม่บรรลุศาสนนิติภาวะในหมู่พวกเธอ จะต้องขออนุญาตพวกเธอสามเวลาคือ ก่อนเวลานมาซฟัจญ์ริ และเวลาพวกเธอเปลื้องเสื้อผ้าในยามกลางวัน และหลังจากเวลานมาซอิชาอ์ ทั้งสามนี้เป็นเวลาส่วนตัวของพวกเธอ

13. ห้ามการคบชู้ การเป็นกิ๊ก {5:4} ... เมื่อพวกเธอได้มอบสินสอดของพวกนางให้แก่พวกนางในฐานะเป็นผู้สมรส ไม่ใช่เป็นผู้ผิดประเวณี และไม่ใช่ยึดเอานางเป็นชู้ และจงให้สินตอบแทนของพวกนางแก่พวกนางโดยชอบธรรม ในฐานะที่พวกนางเป็นหญิงที่บริสุทธิ์ {4:25} และจงให้สินตอบแทนของพวกนางแก่พวกนางโดยชอบธรรม ในฐานะที่พวกนางเป็นหญิงที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่เป็นหญิงที่ค้าประเวณี และไม่ใช่หญิงที่คบชู้

14. กฎบัญญัติอัลกุรอานพิทักษ์ชาวมุสลิมไม่ให้ถูกหมิ่นประมาท ด้วยการถูกใส่ร้ายว่า ทำซินา หรือเป็นลูกซินา อิสลามมีกฏบัญญัติลงโทษผู้ที่ใส่ร้ายคนอื่นว่าทำซินา ด้วยการโบย 80 ที หากไม่มีสักขีพยาน

15. สามีที่กล่าวหาว่าภารยาของตนว่าทำซินา จะต้องนำสักขีพยานมา 4 คน หากไม่สามารถที่จะหามาได้ ก็ต้องทำพิธีสาบาน เรียกว่า พิธีลิอาน หลังจากพิธีสาบานแล้ว สามีภารยาคู่นี้จะกลับมาคืนดีไม่ได้อีกเด็ดขาด และสามีห้ามกล่าวหานางอีกเด็ดขาด มิฉะนั้นจะถูกลงโทษด้วยการโบยหลัง 80 ที กฎบัญญัตินี้มีขึ้นก็เพื่อปกป้องสิทธิสามีภารยาทั้งสองฝ่าย ดู อัลกุรอาน {24:6-9}

07 กรกฎาคม 2553

บ่าวแห่งพระผู้ทรงเมตตาคือใคร?

ปรารถนาที่จะเป็นบ่าวที่ดีของอัลลอฮฺ พระผู้ทรงเมตตาใช่ไหม? เป็นบ่าวผู้จะได้เข้าสวรรค์ตามที่พระองค์สัญญาไว้ และได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติใช่ไหม?
นั่นก็คือมนุษย์ผู้ที่มีคุณสมบัติดั่งโองการ {25:63-76}ได้ระบุไว้
{25:63} และบรรดาบ่าวของพระผู้ทรงเมตตาคือ บรรดาผู้ที่เดินบนแผ่นดินด้วยความสงบเสงี่ยมและเมื่อพวกโง่เขลากล่าวทักทายพวกเขา พวกเขาจะกล่าว "ศานติ"
{25:64} และบรรดาผู้ใช้เวลาราตรี เพื่อกราบและยืน(นมาซ)ต่อพระเจ้าของพวกเขา
{25:65} และบรรดาผู้ที่กล่าวว่า "พระผู้เป็นเจ้าของพวกข้าฯ! โปรดขจัดการลงโทษของนรกให้พ้นไปจากพวกข้าฯ แท้จริงการลงโทษของมันนั้นอมตะนิรันดร์"
{25:66} แท้จริงมันเป็นที่อยู่และที่พำนักอันเลวร้ายยิ่ง
{25:67} และบรรดาผู้ที่เมื่อพวกเขาใช้จ่าย พวกเขาก็ไม่สุรุ่ยสุร่าย และไม่ตระหนี่ ทว่าอยู่สายกลางระหว่างนั้น
{25:68} และบรรดาผู้ที่ไม่วิงวอนขอพระเจ้าอื่นใดคู่เคียงกับอัลลอฮฺ และพวกเขาไม่ฆ่าชีวิต ซึ่งอัลลอหฺทรงห้ามไว้เว้นแต่เพื่อความยุติธรรม และพวกเขาไม่ผิดประเวณี และผู้ใดกระทำเช่นนั้นเขาจะพบกับความบาป
{25:69} การลงโทษในวันฟื้นคืนชีพจะถูกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าสำหรับเขา และเขาจะถาวรอยู่ในนั้นอย่างอัปยศ
{25:70} เว้นแต่ผู้ที่กลับเนื้อกลับตัวและศรัทธาและประกอบการงานที่ดีเขาเหล่านั้นแหละอัลลอหฺจะทรงเปลี่ยนความชั่วของพวกเขาเป็นความดี และอัลลอหฺทรงเป็นพระผู้ทรงอภัย พระผู้ทรงปรานีเสมอ
{25:71} และผู้ใดกลับเนื้อกลับตัวและกระทำความดี แท้จริง เขากลับเนื้อกลับตัวเข้าหาอัลลอหฺอย่างจริงจัง
{25:72} และบรรดาผู้ไม่เป็นพยานในการเท็จ และเมื่อพวกเขาผ่านเรื่องไร้สาระ พวกเขาผ่านไปอย่างมีเกียรติ
{25:73} และบรรดาผู้ที่เมื่อถูกกล่าวเตือนให้รำลึกถึงโองการทั้งหลายของพระเจ้าของพวกเขา พวกเขาจะไม่ผินหลังให้เป็นสภาพเช่นคนหูหนวกตาบอด
{25:74} และบรรดาผู้ที่กล่าวว่า "พระผู้เป็นเจ้าของพวกข้าฯ! โปรดประทานความชื่นตา ให้แก่พวกข้าฯ จากคู่ครองของพวกข้าฯและลูกหลานของพวกข้าฯ และทรงทำให้พวกข้าฯเป็นผู้นำแก่บรรดาผู้ยำเกรง"
{25:75} เขาเหล่านั้นจะได้รับการตอบแทน ในการที่พวกเขาอดทน และพวกเขาจะได้พบการกล่าวคําต้อนรับและศานติ
{25:76} โดยพำนักอยู่ในนั้นอย่างถาวร เป็นที่พำนักและที่อาศัยอันอภิรมย์

ข้อคิดที่ได้จากโองการ {25:63-76} ดังกล่าวมีดังต่อไปนี้
) คุณสมบัติของบรรดามนุษย์ผู้ที่จะได้รับการยอมรับ ว่าเป็นบ่าวพระผู้ทรงเมตตามี 7 ประการ
1. อ่อนน้อมถ่อมตน หากมีคนเขลาเบาปัญญามาถากถาง เยาะเย้ย ก็จะตอบไปว่า "สันติ" ดู {25:63}
2. มนุษย์ผู้ลุกขึ้นนมาซตะฮัจญุดในยามค่ำคืน ในขณะที่ผู้คนอื่นหลับไหล ดู {25:64}
3. มนุษย์ผู้เชื่อว่า วันแห่งการตัดสินมีจริง และผู้ประพฤติผิดต้องถูกลงโทษด้วยไฟนรก ดังนั้นพวกเขาจึงหวาดกลัวต่อไฟนรก จึงวิงวอนขอจากอัลลอฮฺให้พวกตนรอดพ้นจากการลงโทษ ดู {25:65-66}
4. มนุษย์ผู้มัธยัสถ์ ไม่สุรุ่ยสุร่ายและไม่ตระหนี่ถี่เหนียว {25:67}
5. มนุษย์ที่ไม่ประกอบบาปมหันต์ต่าง เช่น การตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ การฆ่าคนโดยผิดกฎบัญญัติ การผิดประเวณี การให้การเท็จ ดู {25:68-72}
6. บรรดาผู้ที่ไม่สนใจต่อคำพูดที่ไร้สาระ ตัวอย่างคำพูดที่ไร้สาระเช่น การพูดถกกันในเรื่องราวที่ไม่มีประโยชน์ การดูหนังไร้สาระ การฟังเพลงที่มีเนื้อหาทางโลกีย์ เป็นต้น ดู {25:72}
7. บรรดาผู้ที่วิงวอนขอคุณงามความดีจากอัลลอฮฺ ให้แก่ครอบครัวของตนเอง และมีความตั้งใจอย่างสูงส่ง ที่จะปรังปรุงแก้ไขตนเองให้เป็นผู้ยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีความหวังที่จะได้เป็นแบบอย่างอันดีงาม และเป็นผู้นำแก่บรรดาศรัทธาชนผู้ยำเกรงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยเตาฟีกจากอัลลอฮฺ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงวิงวอนขอให้พระองค์ได้ทรงบันดาลให้พวกเขาได้เป็นดั่งที่พวกเขาหวัง
) ผู้ทำบาปมหันต์บางอย่างจะต้องตกนรกนิรันดร โองการ {25:68-69} บอกให้เรารู้ว่า การตั้งภาคีต่ออัลลอหฺ การฆ่ามนุษย์ผู้มีศรัทธา และการทำผิดประเวณี มีโทษหนักเหมือนกันหมด นั่นก็คือจะต้องตกนรกถาวร นอกจากว่าจะสำนึกผิด และลบล้างความผิดด้วยการกระทำคุณงามความดี
1. การตั้งภาคีเป็นบาปอันมหันต์ หากตายไป โดยไม่ได้สำนึกผิด จะต้องตกนรกนิรันดร แม้จะมีคุณงามความดีมากมายก็ตาม 
{4:48} แท้จริงอัลลอฮฺ จะไม่ทรงอภัยต่อการตั้งภาคีขึ้นแก่พระองค์ และพระองค์ทรงอภัยให้แก่สิ่งอื่นจากนั้นสำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดตั้งภาคีขึ้นแก่อัลลอหฺแล้ว แน่นอนเขาก็ได้อุปโลกน์บาปกรรมอันใหญ่หลวงขึ้น 
{4:116} แท้จริงอัลลอหฺจะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่การตั้งภาคีแก่พระองค์ แต่พระองค์จะทรงอภัยโทษให้แก่สิ่งอื่นจากนั้นสำหรับผู้ที่พระองค์ประสงค์ และผู้ใดตั้งภาคีขี้นแก่อัลลอหฺแล้ว แน่นอน เขาก็ได้หลงทางไปแล้วอย่างไกลห่าง 
{5:72} ... แท้จริงผู้ใดตั้งภาคีแก่อัลลอฮฺ แน่นอนอัลลอหฺจะทรงให้สวรรค์เป็นที่ต้องห้ามแก่เขา และที่พำนักของเขานั้นคือนรก และสำหรับบรรดาผู้อธรรมนั้นย่อมไม่มีผู้ช่วยเหลือใด ๆ"

2. ฆาตกรผู้สังหารศรัทธาชนจะถูกลงโทษในนรกตลอดกาล อีกทั้งยังถูกอัลลอฮฺทรงโกรธกริ้วและสาปแช่ง {4:93} และผู้ใดสังหารผู้มีศรัทธาโดยจงใจ การตอบแทนแก่เขาก็คือนรกญะหันนัม โดยที่เขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล และอัลลอหฺก็ทรงกริ้วโกรธเขา และทรงสาปแช่งเขา และได้ทรงเตรียมไว้สำหรับเขาซึ่งการลงโทษอันใหญ่หลวง
3. ผู้ผิดประเวณีจะต้องถูกลงโทษในนรกตลอดกาล มีฐานะไม่ต่างกับพวกผู้ตั้งภาคี ด้วยเหตุนี้จึงห้ามศรัทธาชนแต่งงานกับพวกที่ทำผิดประเวณี {24:3} ชายผู้ผิดประเวณีจะไม่สมรส นอกจากกับหญิงผู้ผิดประเวณีหรือหญิงผู้ตั้งภาคี และหญิงผู้ผิดประเวณีจะไม่มีผู้ใดสมรสกับนาง นอกจากชายผู้ผิดประเวณีหรือชายผู้ตั้งภาคี และสิ่งนั้นเป็นที่ต้องห้ามแก่บรรดาผู้มีศรัทธา
) อัลลอฮฺพระผู้ทรงเมตตาทรงอภัยโทษแก่มนุษย์เสมอ หากมนุษย์นั้นสำนึกผิดอย่างจริงจัง แม้ว่าบาปที่เขาทำไปจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม มันก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่กว่าพระเมตตาของพระองค์ ดู {25:70-71}