إحياء علوم الدين(1/ 51). الناشر : دار االمعرفة - بيروت
من حق العالم على طلابه ما جاء في الأثر عن علي بن أبي طالب -رضي الله عنه- قال: من حق العالم أن لا تكثر عليه بالسؤال، ولا تعنته بالجواب، وأن لا تلح عليه إذا كسل، ولا تأخذ بثوبه إذا نهض، ولا تفشين له سراً، ولا تغتابنّ عنده أحداً، ولا تطلبن عثرته، وإن زل قبلت معذرته، وعليك أن توقره وتعظمه لله ما دام يحفظ أمر الله، ولا تجلسن أمامه، وإن كانت له حاجة سبقت القوم إلى خدمته
อะบูอิสรอฟีล ชีวิตของนักเขียนนักแปลคนหนึ่ง
เอาข้อคิดที่ได้มาจากการอ่าน การเขียน การแปลหนังสือ และการเดินทาง และการทำงาน มาเล่าสู่กันฟัง
22 สิงหาคม 2565
17 กุมภาพันธ์ 2563
09 มีนาคม 2559
สุสานศาสนทูตมุหัมมัด (ศ)
by อะบูอิสรอฟีล
สุสานของท่านนบีมุหัมมัด อยู่ในบ้านของท่านมาตั้งแต่ดั้งเดิม ร่างของท่านอันมีเกียรติได้รับการฝังในห้องนอนของท่าน อันเป็นสถานที่ ๆ ท่านเสียชีวิต ซึ่งอยู่ในบ้านของท่านหญิงอาอิชะฮฺ ส่วนมัสญิดนะบะวีย์ของท่าน ก็อยู่ติดกับบ้านของท่าน มีหะดีษหลายหะดีษที่ระบุว่า ท่านกังวลกลัวว่าประชาชาติ ของท่านจะเอาสุสานของท่านเป็นที่สักการะบูชา ในสมัยคอลีฟะฮฺทั้งสี่ บ้านของท่านหญิงอาอิชะฮฺและบ้านของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺยังไม่ได้มีการเข้าไปอยู่ในมัสญิด นะบะวีย์ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เริ่มแรก ได้มีการสร้างฝาผนัง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนมานมาซหันหน้าเข้าหาสุสานของนบี โดยการสร้างกำแพงห้าเหลี่ยมปิดกั้นสุสานท่านนบี โดยให้ด้านเหนือ ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับกิบละฮฺนั้น มีกำแพงสองด้าน ต่อมาได้มีการสร้างกำแพงปิดสุสานท่านนบีและบ้านของท่านหญิงฟาฎิมะฮฺทั้งสี่ ด้าน (กรุณาดูรูป) สุสานและบ้านของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของมัสญิดนะบะวีย์ ดั้งเดิม ในขณะที่ อัลเราเฎาะฮฺ อัชชะรีฟะฮฺ ที่มีมิหฺรอบและเป็นสถานที่นมาซอยู่ทางทิศตะวันตก โดยมีกิบละฮฺอยู่ทางทิศใต้
แผนผังแสดงให้เห็นสุสานของนบีมุหัมมัด(ศ) และสุสานของอะบูบักรฺ และ อุมัร ถูกปิดล้อมด้วยกำแพงหลายชั้น และห่างจากกรงเหล็ก ที่ผู้คนเดินผ่านไปเพื่อให้สลามแก่พวกท่านทั้งสาม สุสานทั้งสามนี้อยู่ในห้องของท่านหญิงอาอิชะฮฺ ซึ่งติดกับห้องท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ภายหลังมีการสร้างโดมครอบห้องนี้ สุสานทั้งสามจึงอยู่ใต้โดมเขียว
เหรียญดีนาร์ในอัลกุรอานจะแปลว่าอย่างไร?
وَمِنْ أَهْلِ ٱلْكِتَٰبِ مَنْ إِن تَأْمَنْهُ بِقِنْطَارٍ يُؤَدِّهِ إِلَيْكَ وَمِنْهُمْ مَّنْ إِن تَأْمَنْهُ بِدِينَارٍ لاَّ يُؤَدِّهِ إِلَيْكَ إِلاَّ مَا دُمْتَ عَلَيْهِ قَآئِماً ذٰلِكَ بِأَنَّهُمْ قَالُواْ لَيْسَ عَلَيْنَا فِي ٱلأُمِّيِّينَ سَبِيلٌ وَيَقُولُونَ عَلَى اللَّهِ ٱلْكَذِبَ وَهُمْ يَعْلَمُونَ
{3:75} และในหมู่ชาวคัมภีร์นั้น มีผู้ที่หากเธอฝากทองคำมากมายก่ายกองไว้กับเขา เขาก็จะคืนมันแก่เธอ และในหมู่พวกเขานั้น มีผู้ที่หากเธอฝากเหรียญดีนาร์เพียงเหรียญเดียว เขาก็จะไม่คืนมันแก่เธอ นอกจากเธอจะยืนเฝ้าคอยทวงจากเขา …”
เหรียญดีนาร์ในสมัยนบีมุหัมมัดทำด้วยแร่เงินบริสุทธิ์มีน้ำหนักประมาณ 3 กรัม ซึ่งเป็นเหรียญที่ผลิตในอาณาจักรเปอร์เซีย แต่ชื่อดีนาร์นั้นมาจากภาษาละติน denarius เหรียญดีนาร์เพิ่งจะมาทำด้วยทองคำมีน้ำหนัก 4.25 กรัม ในปี ฮ.ศ. 77 ในสมัยของอับดุลมะลิก บินมัรวาน คอลีฟะฮฺอาณาจักรอุมัยยะฮฺ ส่วนเหรียญที่ทำด้วยเงินนั้นก็เปลี่ยนชื่อไปเรียกว่า ดิรฮัม ตามภาษากรีก แต่ยังคงรักษาน้ำหนักเดิม
เหรียญดีนาร์ในสมัยนบีมุหัมมัดทำด้วยแร่เงินบริสุทธิ์มีน้ำหนักประมาณ 3 กรัม ซึ่งเป็นเหรียญที่ผลิตในอาณาจักรเปอร์เซีย แต่ชื่อดีนาร์นั้นมาจากภาษาละติน denarius เหรียญดีนาร์เพิ่งจะมาทำด้วยทองคำมีน้ำหนัก 4.25 กรัม ในปี ฮ.ศ. 77 ในสมัยของอับดุลมะลิก บินมัรวาน คอลีฟะฮฺอาณาจักรอุมัยยะฮฺ ส่วนเหรียญที่ทำด้วยเงินนั้นก็เปลี่ยนชื่อไปเรียกว่า ดิรฮัม ตามภาษากรีก แต่ยังคงรักษาน้ำหนักเดิม

เหรียญเงินจากอาณาจักรซาซานียะฮฺ (เปอร์เซีย) ผลิตในสมัยการปกครองของคุสเราที่สอง (กิสรอ) เป็นเหรียญที่ใช้ในสมัยนบีมุหัมมัด(ศ)
ค่าของเงินดีนาร์ ในสมัยนบีมุหัมมัดจึงเป็นเงินเพียงเล็กน้อย ซื้อไก่ได้หนึ่งตัว ค่าของดีนาร์ในสมัยนบี (เงิน 3 กรัม) มีค่าในปัจจุบัน (ปี 2009) เป็นเงิน 1.35 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 45 บาท ในขณะที่ดีนาร์ทองคำในสมัยอุมะวียะฮฺและอับบาสียะฮฺ มีค่าในปัจจุบันประมาณ 124 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4250 บาท อัลกุรอานมีจุดประสงค์จะบอกว่า พวกยิวที่คดโกงนั้น แม้ฝากเงินเหรียญแค่เหรียญเดียว ก็ไม่ยอมคืนให้แก่เจ้าของ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงไม่เป็นการถูกต้องที่จะแปลโองการนี้ว่า “เหรียญทองคำ” อย่างที่เขาแปลกัน ข้าพเจ้าจึงแปลว่า “เหรียญดีนาร์”
03 มีนาคม 2559
พวกก็อรอมิเฏาะฮฺ หนึ่งในลัทธิทำลายล้างอิสลามในอดีต
พวกก็อรอมิเฏาะฮฺ (อาหรับ:
قرامطة )
เป็นพวกชีอะฮฺอิสมาอีลียะฮฺสายหนึ่ง
ที่มีความคิดขัดแย้งกับศาสนาอิสลามอย่างรุนแรง
พวกก็อรอมิเฏาะฮฺเป็นพวกที่กินอาหารเจ
ผู้คนจึงเรียกพวกเขาว่า
บักกิลลียะฮฺ (พวกกินผัก)
อีกด้วย
อิมามญะอฺฟัร อัศศอดิก
ได้แต่งตั้งอิสมาอีล
บุตรชายหัวปี
ให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งอิมามหลังจากท่าน
แต่อิสมาอีล กลับมาเสียชีวิตเสียก่อน
อิมามญะอฺฟัร อัศศอดิก
จึงไม่ได้แต่งตั้งผู้ใดเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งอิมาม
เมื่ออิมามญะอฺฟัร อัศศอดิก
เสียชีวิต อับดุลลอฮฺ
อัลอัฟเฏาะหฺ บุตรชาย
ก็ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำแทนบิดา
ชีอะฮฺกลุ่มหนึ่งได้อ้างว่าอิสมาอีลยังไม่ได้ตาย
แต่เร้นกายอยู่
จะกลับมาเป็นอิมามมะฮฺดีในภายหลัง
บ้างก็บอกว่า อิสมาอีลตายไปแล้ว
แต่ผู้ที่จะได้เป็นอิมามคนต่อไปก็คือ
มุหัมมัด บุตรชายของอิสมาอีลเมื่อมุหัมมัดเสียชีวิต พวกชีอะฮฺอิสมาอีลียะฮฺก็อ้างว่า มุหัมมัดยังไม่ได้ตาย แต่เร้นกายอยู่ และจะกลับมาเป็นอิมามมะฮฺดีในอนาคต มีเพียงแค่กลุ่มน้อยในพวกอิสมาอีลียะฮฺ ที่เชื่อว่า มุหัมมัด บุตรอิสมาอีลเสียชีวิตไปแล้ว พวกนี้คือพวกฟาฏิมียะฮฺ ที่กลับกลายเป็นชนกลุ่มใหญ่ในเวลาต่อมา และมีอำนาจในแอฟริกาเหนือ
พวกก็อรอมิเฏาะฮฺคือพวกที่ตามลัทธิที่ก่อตั้งโดย ก็อรมัฏ (ภาษาอาหรับ: قرمط ) ก็อรอมิเฏาะฮฺ (ภาษาอาหรับ: قرامطة ) เป็นคำพหูพจน์ของคำว่า ก็อรมะฏีย์ (قرمطي ซึ่งแปลว่า ผู้ที่ตามก็อรมัฏ)
พวกดาอี
(นักประกาศลัทธิอิสมาอีลียะฮฺ)
มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในเมืองสะละมียะฮฺ
(ปัจจุบันอยู่ในประเทศซีเรีย)
ประสพความสำเร็จในการเผยแพร่ลัทธิของพวกตนในคูเซสตาน
(ตะวันตกเฉียงใต้ของเปอร์เซีย)
ผู้นำของพวกอิสมาอีลียะฮฺคนหนึ่งมีชื่อว่า
ฮุเซน อัลอะฮฺวาซีย์
จากเมืองอะฮฺวาซ เปอร์เซีย
ได้ชักชวนชายคนหนึ่งชื่อว่า
หัมดาน อัลอัชอัษ อัลก็อรมัฏ
ชาวกูฟะฮฺคนหนึ่งเข้าเป็นสมาชิกของลัทธิอิสมาอีลียะฮฺในปี
ค.ศ. 874 คำว่า
ก็อรมัฏ แปลว่า ผู้ที่มีขาสั้น
หรือมีตาแดง ซึ่งหัมดานก็มีคุณสมบัติเช่นนั้น
อิสมาอีลียะฮฺในสมัยนั้น
รอการกลับมาของอิมามอิสมาอีล
หรือไม่ก็อิมามมุหัมมัด
บุตรอิสมาอีล
พวกเขาจึงพยายามที่จะก่อจัดกำลังพลและตั้งรัฐขึ้นมา
เพื่อรอรับอิมามมะฮฺดี
ก็อรมัฏ มี อับดาน อิบนุลรอบิฏ
ซึ่งเป็นพี่เขยหรือน้องเขยของตน
และซิกรอเวฮฺ บินมิฮฺรอเวฮฺ
ผู้เป็นชาวเปอร์เซียเช่นกัน
เป็นผู้ช่วยเหลือในการทำกรณียกิจนี้
ด้วยการปลุกระดมชวนเชื่อให้ผู้คนศรัทธาในอิมามมะฮฺดี
ที่จะกลับมาปกครองโลกในเวลาอีกไม่ช้าข้างหน้านี้
และเกณฑ์ผู้คน เพื่อจัดกองทัพ
และก่อตั้งฐานของลัทธิอิสมาอีลียะฮฺในแผ่นดินต่าง
ๆ เช่น ในยะมัน บะฮฺเรน
และแอฟริกาเหนือ
พวกเขาสามารถชักดึงผู้คนเข้ามานับถือลัทธิได้เป็นจำนวนมาก
จนกระทั่งสามารถขยายอาณาเขตไปถึงเปอร์เซียและทรานโซ็กเซียนา
(Transoxiana)
การก่อการร้ายของพวกก็อรอมิเฏาะฮฺ
การเปลี่ยนแปลงผู้นำในสะละมียะฮฺ ในปี ค.ศ. 899 ทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างพวกอิสมาอีลียะฮฺ ชนกลุ่มน้อยที่สามารถยึดฐานในสะละมียะฮฺได้นั้น ได้เริ่มแก้คำสั่งสอนเดิมของลัทธิ ด้วยการบอกว่า อิมามมุหัมมัด บุตรอิสมาอีลได้ตายไปแล้ว ไม่ได้เร้นกายซ่อนตัวอย่างที่คิดกัน คนที่จะเป็นตัวแทนของอิมามมุหัมมัด ก็คือทายาทที่ได้ออกจากที่กำบัง นั่นคือ อุบัยดุลลอฮฺ อัลมะฮฺดี บิลลาฮฺ เขาคนนี้แหละคืออิมามมะฮฺดีที่แท้จริง เมื่อก็อรมัฏได้รับจดหมายจากอุบัยดุลลอฮฺ ที่ออกคำสั่งให้นับถือตนเป็นอิมามมะฮฺดี ก็อรมัฏก็ได้ส่งอับดานให้ไปพบกับอุบัยดุลลอฮฺในสะละมียะฮฺ เมื่ออับดานกลับมาบอกข่าว ก็อรมัฏก็ไม่อาจที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันเช่นนี้ จึงได้ออกคำสั่งให้พวกดาอี (นักประกาศศาสนา) ที่อยู่ภายใต้อำนาจของตน ในภูมิภาคต่าง ๆ ให้หยุดพักการประกาศลัทธิอิสมาอีลียะฮฺอีกต่อไป และประกาศแยกตัวออกการนำของอุบัยดุลลอฮฺ ผู้อ้างว่าเป็นอิมามมะฮฺดีในเมืองสะละมียะฮฺทันที
ก็อรมัฏก็มุ่งหน้าไปคอลวะซะฮฺ ซึ่งอยู่ใกล้กรุงบัฆดาด แล้วก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย ในปีเดียวกันนั้น อับดานถูกสังหาร หลานชายของอับดานมีชื่อว่า อีซา บินมูซา ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประมุขพวกก็อรอมิเฏาะฮฺ แต่ก็ถูกแม่ทัพของอาณาจักรอับบาสียะฮฺปราบปรามจนพ่ายแพ้
การก่อการร้ายของพวกก็อรอมิเฏาะฮฺ
การเปลี่ยนแปลงผู้นำในสะละมียะฮฺ ในปี ค.ศ. 899 ทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างพวกอิสมาอีลียะฮฺ ชนกลุ่มน้อยที่สามารถยึดฐานในสะละมียะฮฺได้นั้น ได้เริ่มแก้คำสั่งสอนเดิมของลัทธิ ด้วยการบอกว่า อิมามมุหัมมัด บุตรอิสมาอีลได้ตายไปแล้ว ไม่ได้เร้นกายซ่อนตัวอย่างที่คิดกัน คนที่จะเป็นตัวแทนของอิมามมุหัมมัด ก็คือทายาทที่ได้ออกจากที่กำบัง นั่นคือ อุบัยดุลลอฮฺ อัลมะฮฺดี บิลลาฮฺ เขาคนนี้แหละคืออิมามมะฮฺดีที่แท้จริง เมื่อก็อรมัฏได้รับจดหมายจากอุบัยดุลลอฮฺ ที่ออกคำสั่งให้นับถือตนเป็นอิมามมะฮฺดี ก็อรมัฏก็ได้ส่งอับดานให้ไปพบกับอุบัยดุลลอฮฺในสะละมียะฮฺ เมื่ออับดานกลับมาบอกข่าว ก็อรมัฏก็ไม่อาจที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันเช่นนี้ จึงได้ออกคำสั่งให้พวกดาอี (นักประกาศศาสนา) ที่อยู่ภายใต้อำนาจของตน ในภูมิภาคต่าง ๆ ให้หยุดพักการประกาศลัทธิอิสมาอีลียะฮฺอีกต่อไป และประกาศแยกตัวออกการนำของอุบัยดุลลอฮฺ ผู้อ้างว่าเป็นอิมามมะฮฺดีในเมืองสะละมียะฮฺทันที
ก็อรมัฏก็มุ่งหน้าไปคอลวะซะฮฺ ซึ่งอยู่ใกล้กรุงบัฆดาด แล้วก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย ในปีเดียวกันนั้น อับดานถูกสังหาร หลานชายของอับดานมีชื่อว่า อีซา บินมูซา ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประมุขพวกก็อรอมิเฏาะฮฺ แต่ก็ถูกแม่ทัพของอาณาจักรอับบาสียะฮฺปราบปรามจนพ่ายแพ้
ต่อมาซิกรอเวฮฺ
ก็ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประมุขของก็อรอมิเฏาะฮฺ
เขาได้สั่งให้บุตรชายสามคนของตนคือ
ยะหฺยา, อะลีย์
และฮุเซน ยกทัพไปตีเมืองหัมสฺ,
ฮะมาฮฺ และเมืองอื่น
ๆ ในแผ่นดินชาม
หลังจากนั้นก็นำกองทัพเข้าโจมตีเมืองสะละมียะฮฺ
ที่อุบัยดุลลอฮฺ อัลมะฮฺดีประทับอยู่
เมื่อยึดเมืองได้ ก็ค้นหาอุบัยดุลลอฮฺ
แต่ก็ไม่พบ
เพราะอุบัยดุลลอฮฺและลูกชายได้หนีออกจากเมืองไปก่อนแล้ว
พวกก็อรอมิเฏาะฮฺจึงจับญาติพี่น้องของอุบัยดุลลอฮฺมาฆ่าตายไปหลายคน
และปล้นเอาทรัพย์สินของอุบัยดุลลอฮฺไปจนหมด
ทางรัฐบาลอับบาสียะฮฺได้ส่งกองทัพมาปราบปรามการก่อจลาจล
ยะหฺยาและอะลีย์ถูกฆ่าตาย
ส่วนฮุเซนถูกนำตัวไปประหารชีวิตในกรุงบัฆดาด
เมื่อได้ข่าวว่าลูกชายของตนตายหมด ซิกรอเวฮฺ ก็ได้ยกทัพไปตีนครกูฟะฮฺและบัศเราะฮฺ และยังยกทัพประชิดกรุงบัฆดาด กองทัพของอาณาจักรอับบาสียะฮฺได้เข้าไปปราบปรามพวกก็อรอมิเฏาะฮฺในเมืองทั้งสอง จนพวกเขาต้องถอยรุ่นกลับไปเกาะบะฮฺเรนเป็นฐานที่สำคัญของพวกก็อรอมิเฏาะฮฺในเวลาต่อมา ในปี ค.ศ. 894 ก็อรมัฏได้ส่งลูกศิษย์ของอับดานคนหนึ่งมีชื่อว่า อะบูสะอีด บินบะฮฺรอม อัลญันนาบีย์ ให้ไปเป็นนักประกาศลัทธิบนเกาะบะฮฺเรน อะบูสะอีด คนนี้มีพื้นเพเดิมมาจากเมืองญันนาบะฮฺ ริมชายฝั่งเปอร์เซีย ห้าปีต่อมา เนื้อที่ส่วนใหญ่ของเกาะบะฮฺเรนก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของเขา อีกทั้งยังสามารถเข้ายึดเมืองก็อฏีฟได้อีกด้วย ในปี ค.ศ. 900 พวกก็อรอมิเฏาะฮฺเข้าโจมตีเมืองฮะญัร อันเป็นที่ตั้งของผู้ว่าราชการของอาณาจักรอับบาสียะฮฺ แม้ทางอาณาจักรอับบาสียะฮฺจะส่งกองทัพ มีไพร่พล 2000 คนมาปราบปราม ก็ไม่สามารถจะเอาชนะพวกก็อรอมิเฏาะฮฺได้ ต่อมาในปี ค.ศ. 903 เมืองหะญัรก็ตกเป็นของพวกเขา หลังจากนั้นพวกก็อรอมิเฏาะฮฺก็ได้ขยายอาณาเขตจนถึงโอมานและยะมามะฮฺ
เมื่อก็อรมัฏประกาศตัดขาดความสัมพันธ์กับพวกอิสมาอีลียะฮฺในสะละมียะฮฺ พวกก็อรอมิเฏาะฮฺในบะฮฺเรนก็แข็งข้อ ไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่ออุบัยดุลลอฮฺ อัลมะฮฺดี
ตั้งแต่นั้นมา พวกก็อรอมิเฏาะฮฺก็ได้ก่อการร้ายในอาณาจักรอิสลามเป็นเวลานานถึงหนึ่งศตวรรษ พวกเขาถือว่า การทำฮัจญ์ อันเป็นรุกุนของอิสลามนั้น เป็นพิธีกรรมที่งมงาย พวกเขาจึงหาวิธีหักห้ามผู้คน ไม่ให้ทำพิธีฮัจญ์ ด้วยการขัดขวางเส้นทางสู่มักกะฮฺ หรือไม่ก็บุกโจมตีปล้นสะดมกองขบวนผู้เดินทางจะไปทำฮัจญ์ ในปี ค.ศ. 906 พวกก็อรอมิเฏาะฮฺ ได้จัดทัพ เพื่อปล้นสะดมฆ่าฟันกองขบวนผู้แสวงบุญที่กลับมาจากมักกะฮฺ จนมีผู้คนล้มตายไปประมาณ 20,000 คน
อุบัยดุลลอฮฺ ผู้อ้างว่าเป็นอิมามมะฮฺดี รอดพ้นจากการสังหารของพวกก็อรอมิเฏาะฮฺ ได้มุ่งหน้าเข้าสู่แอฟริกาเหนือ ซึ่งต่อมาได้รับความสมหวัง เป็นคอลีฟะฮฺแห่งอาณาจักรฟาฏิมียะฮฺอันยิ่งใหญ่ไพศาล อันที่จริงบุคคลที่สั่งสอนลัทธิอิสมาอีลียะฮฺและปลุกระดมพวกบัรบัรในแอฟริกาเหนือ ให้ก่อการปฏิวัติต่อต้านการปกครองของอาณาจักรอัฆละบียะฮฺคือ อะบูอับดิลลาฮฺ อัชชีอีย์ เขาได้จัดทัพออกโจมตีบ้านเมืองต่าง ๆ ในแอฟริกาเหนือ จนสามารถยึดกรุงก็อยรอวาน อันเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอัฆละบียะฮฺได้สำเร็จ ในปี ค.ศ. 909 หลังจากนั้นก็ได้จัดกองทัพไปช่วยอุบัยดุลลอฮฺ และมุหัมมัดบุตรชาย ซึ่งถูกจองจำอยู่ในเมืองสิญิลมาสสะฮฺ (ปัจจุบันอยู่ในมอร็อคโค) อะบูอับดิลลาฮฺ อัชชีอีย์และไพร่พลสามารถช่วยเหลือ ให้ทั้งสองได้รับอิสรภาพ แล้วได้อัญเชิญอุบัยดุลลอฮฺขึ้นมาเป็นประมุขทางจิตวิญญาณของอาณาจักรอิสมาอีลียะฮฺ ที่เขาได้สร้างขึ้นมา โดยคิดว่าตนจะได้เป็นสำเร็จราชการดูแลอาณาจักร แต่อุบัยดุลลอฮฺ อัลมะฮฺดี กลับยึดเอาความสำเร็จนั้นมาเป็นของตนเอง และได้สถาปนาอาณาจักรฟาฏิมียะฮฺขึ้นมาในปี ค.ศ. 909 อีกทั้งสถาปนาตนเองเป็นคอลีฟะฮฺคนแรกของอาณาจักร สองปีต่อมา คือเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 911 ก็ออกคำสั่งให้ประหารชีวิตอะบูอับดิลลาฮฺ อัชชีอีย์
ส่วนพวกชีอะฮฺอิมามียะฮฺที่อ้างว่า อิมามมะฮฺดีคือบุตรของอิมามฮะซัน อัลอัสกะรีย์ (เสียชีวิต ค.ศ. 873-874) และอิมามมะฮฺดีก็เร้นกายเช่นเดียวกัน ก็ได้ออกต่อต้านการแอบอ้างของอุบัยดุลลอฮฺ และยืนยันว่า อุบัยดุลลอฮฺ ไม่ได้มีบรรพบุรุษที่มาจากท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ บุตรีศาสนทูต แต่มาจากบรรพบุรุษที่เป็นยิว มีอาชีพเป็นช่างตีเหล็ก
ในปี ค.ศ. 914 อะบูสะอีด ประมุขของก็อรอมิเฏาะฮฺในบะฮฺเรนถูกฆ่า อะบุลกอสิม ผู้เป็นบุตรชายได้สืบตำแหน่งประมุขก็อรอมิเฏาะฮฺในบะฮฺเรน แต่ในปี ค.ศ. 916 ก็ถูกอะบูฏอฮิร อัลญันนาบีย์ ผู้เป็นน้องชายจับฆ่า แล้วขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประมุขแทน
ในปี ค.ศ. 927 พวกก็อรอมีเฏาะฮฺ ภายใต้การนำของอะบูฏอฮิร ได้บุกจู่โจมราชธานีบัฆดาด ต่อมาในปี ค.ศ. 929 - 930 ก็ได้เข้ายึดครองนครมักกะฮฺและนครมะดีนะฮฺ เข่นฆ่าสังหารผู้คนในเมืองทั้งสองจนล้มตายไปมากมาย อีกทั้งยังเผาบ้านเรือนในมักกะฮฺเป็นเวลา 17 วันนอกจากนี้ยังได้เหยียดหยามความศักดิ์สิทธิ์ของบ่อน้ำซัมซัม ด้วยการโยนศพของผู้คนที่ล้มตายลงในบ่อน้ำ พวกเขาทุบตีประตูกะอฺบะฮฺจนแตกหัก ฉีกมุ้งที่คลุมกะอฺบะฮฺทิ้งไป แล้วได้ถอดอัลฮะญัร อัลอัสวัด (หินดำ) ออกจากมุมของกะอฺบะฮฺ แล้วพากลับไปยังฮาญัร พวกเขาซ่อนเก็บหินดำไว้ เพื่อเรียกค่าไถ่จากคอลีฟะฮฺแห่งอับบาสียะฮฺ
อะบูฏอฮิร จึงกลับไปเชื่อคำสั่งสอนเดิม ว่าอิมามมะฮฺดียังเร้นกายอยู่ และได้จัดกองทัพโจร เพื่อบุกโจมตีและปล้นสะดมเมืองต่าง ๆ ในเปอร์เซียตอนใต้และอิรักต่อไป
หลังจากอุบัยดุลลอฮฺตาย ในปี ค.ศ. 934 มุหัมมัด บุตรชาย ก็สืบบังลังก์เป็นคอลีฟะฮฺคนต่อไป โดยตั้งฉายาตนเองว่า “อัลกออิม” อันเป็นฉายาที่พวกชีอะฮฺอิมามียะฮฺใช้เรียกอิมามมะฮฺดี อาณาจักรฟาฏิมียะฮฺสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1171 เมื่อคอลีฟะฮฺที่ 14 คืออัลอะฎีดเสียชีวิต
ในปี ค.ศ. 944 อะบูฏอฮิรตาย หลังจากเป็นประมุขและผู้ก่อการร้ายเป็นเวลานานถึง 28 ปี เขาได้สั่งเสียให้พี่ชาย ชื่ออะหฺมัด เป็นประมุขคนต่อไป แต่มีพวกก็อรอมิเฏาะฮฺกลุ่มหนึ่งที่สนับสนุน ศอบูร (แปลว่า ผู้อดกลั้น) ลูกชายของอะบูฏอฮิร เพื่อแก้ปัญหา อะหฺมัด จึงแต่งตั้งให้ศอบูรเป็นทายาท ที่จะสืบทอดตำแหน่งประมุขคนต่อไป ในปี ค.ศ. 950 พวกก็อรอมิเฏาะฮฺก็ได้ส่งหินดำกะอฺบะฮฺคืน หลังจากที่พวกเขาปล้นไปเป็นเวลานานถึง 22 ปี
ศอบูรไม่อาจจะอดกลั้นรอดูลุงของตัวเอง ที่มีอายุยืนได้ ดังนั้นใน ค.ศ. 969 คือ 25 ปีต่อมา เขาและพรรคพวกก็ได้ก่อการปฏิวัติเพื่อยึดอำนาจ แต่ก็ไม่สำเร็จ จึงถูกฆ่าตาย ปีต่อมาประมุขอะหฺมัดเองก็ตายเช่นกัน เพราะถูกลอบวางยาพิษ พี่ชายของอะหฺมัด มีชื่อว่าอะบุลกอสิม ซึ่งมีอายุมากแล้ว ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประมุข สองปีต่อมาก็เสียชีวิต ตั้งแต่นั้นมาตำแหน่งประมุขของพวกก็อรอมิเฏาะฮฺจึงตกเป็นของลูกหลานอะบุลกอสิม
ตลอดเวลาที่พวกก็อรอมิเฏาะฮฺมีอำนาจในแถบชายฝั่งของคาบสมุทรอาระเบีย พวกเขามีรายได้ด้วยการเก็บส่วยและค่าคุ้มครองจากอาณาจักรอับบาสียะฮฺ และอาณาจักรฟาฏิมียะฮฺของพวกชีอะฮฺอิสมาอีลียะฮฺ ที่พวกตนไม่ให้การยอมรับ
ในปี ค.ศ. 985 พวกก็อรอมิเฏาะฮฺ ถูกพวกบุเวฮฺปราบปรามจนต้องหนีออกจากแผ่นดินอิรัก พวกก็อรอมิเฏาะฮฺกลุ่มหนึ่ง อพยพหนีไปตั้งหลักแหล่งในมูลตาน
เมื่ออำนาจของพวกก็อรอมิเฏาะฮฺอ่อนแอลง พวกเขาก็ไม่สามารถที่จะเก็บส่วย เรียกค่าไถ่ หรือค่าคุ้มครองได้เหมือนเดิม ในปี ค.ศ. 1058 บะฮฺเรนภายใต้การนำของอับดุลบะฮฺลูล ได้แยกตัวจากรัฐก็อรอมิเฏาะฮฺ และตั้งเป็นรัฐอิสระนับถือศาสนาอิสลาม เมืองกอฏีฟก็ได้ก่อการปฏิวัติแยกตัวออกจากรัฐก็อรอมิเฏาะฮฺเช่นเดียวกัน เมื่อหมดอำนาจและขาดรายได้หลัก พวกเขาจึงเคลื่อนกลับไปยังฐานที่มั่นดั้งเดิมในฮุฟูฟ กลางทะเลทรายอาระเบีย ในปี ค.ศ. 1067 พวกก็อรอมิเฏาะฮฺถูกกองทัพของซัลญูกล้อมเป็นเวลานานถึงเจ็ดปี ในที่สุดพวกเขาก็ยอมแพ้ ตั้งแต่นั้นมาพวกก็อรอมิเฏาะฮฺก็เริ่มสูญหายไป
นโยบายของพวกก็อรอมิเฏาะฮฺ
พวกก็อรอมิเฏาะฮฺสามารถชักชวนผู้คนเข้าเป็นสมาชิกได้เป็นจำนวนมาก เนื่องจากว่า พวกเขามีนโยบาย “ความเสมอภาคในทรัพย์สินและคู่นอน” หัมดานได้ออกกฎให้สมาชิกทุกคนเอาทรัพย์สินทั้งหมดมารวมกันในที่เดียวกัน แล้วทุกคนก็มีสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น ซึ่งนับว่า หัมดานได้เป็นผู้ก่อตั้งระบอบคอมมิวนิสต์อย่างแท้จริงเป็นคนแรก เมื่อเห็นว่า สมาชิกได้ปฏิบัติตามอย่างที่เขากำหนด หัมดานก็ได้ออกคำสั่งให้นำภารยาของพวกเขามาชุมนุมกันในสถานที่แห่งหนึ่ง แล้วก็ให้พวกผู้ชายเข้าไปมีเพศสัมพันธ์มั่วกัน โดยไม่รู้ว่าใครเป็นใคร โดยตั้งชื่อคืนนั้นว่า “ลัยละตุ อัลอิฟาเฎาะฮฺ” ต่อมาอะบูฏอฮิร อัลญันนาบีย์ ก็ได้เอาพิธีมั่วสุมนี้มาใช้บนเกาะบะหฺเรนเช่นเดียวกัน
ก็อรอมิเฏาะฮฺมีวิธีทดสอบสมาชิกใหม่ ด้วยการให้สมาชิกรุ่นพี่เข้าไปนอนกับภารยาของสมาชิกใหม่ ต่อหน้าต่อตา พอออกมาก็ถ่มน้ำลายใส่หน้าสามี พร้อมกับตบที่ก้านคอ แล้วบอกว่า จงอดทน ถ้าหากสมาชิกใหม่อดทนได้ ก็แสดงว่า ได้ผ่านการทดสอบแล้ว ถือว่าเป็นผู้มีศรัทธาต่อลัทธิก็อรอมิเฏาะฮฺ
ข้อคิดที่ได้จากกรณีของก็อรอมิเฏาะฮฺ
1. การรอคอยอิมามมะฮฺดีเป็นหลักความเชื่อของพวกชีอะฮฺทุกสาย การแอบอ้างของพวกชีอะฮฺอิสมาอีลียะฮฺในเรื่องมะฮฺดีนั้น มีมาก่อนที่พวกชีอะฮฺอิมามียะฮฺจะแอบอ้างเสียด้วยซ้ำ นั่นคือพวกเขาแอบอ้างว่า อิสมาอีล เป็นอิมามมะฮฺดี ต่อมาก็อ้างว่ามุหัมมัด บุตรอิสมาอีลเป็นอิมามมะฮฺดีอีกด้วย
2. การจัดเตรียมกองทัพและฐานอำนาจ เพื่อรอรับการมาของอิมามมะฮฺดี เป็นสิ่งที่พวกชีอะฮฺทำกันมา ตั้งแต่อดีต ก็อรมัฏ, อะบูอับดิลลาฮฺ อัชชีอีย์ และคนอื่น ๆ ได้พยายามจัดเตรียมกองทัพและฐานอำนาจเพื่อรอรับการมาของอิมามมะฮฺดี ในปัจจุบันรัฐชีอะฮฺในอิหร่าน ก็ปลุกระดมชวนเชื่อการมาของอิมามมะฮฺดีโดยตลอด โดยปลูกฝังให้ประชาชนเชื่อว่า รัฐอิหร่านเป็นรัฐที่รอรับการกลับมาของอิมามมะฮฺดี อายะตุลลอฮฺอาลี คอเมเนอีจะเป็นผู้ยื่นธงดำให้แก่อิมามมะฮฺดี ส่วนอะฮฺมาดีเนญาด (สมัยที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี) ก็คือชุอัยบฺ บินศอลิฮฺ ซึ่งเป็นบุคคลที่ตำราชีอะฮฺได้พยากรณ์ไว้ ว่าจะปรากฏตัวก่อนการกลับมาของอิมามมะฮฺดี ในอิรักก็มีมุกตะดา อัศศ็อดรุ ที่ก่อตั้งกองทัพอิมามมะฮฺดี เกณฑ์ผู้คนเป็นแสน เพื่อสร้างฐานอำนาจของชีอะฮฺอิมามียะฮฺ อีกคนหนึ่งสัยยิด อะฮฺมัด อัลยะมานีย์ ประมุขลัทธิอันศอรอัลมะฮฺดี ที่อ้างว่าตนเป็นเหลนโหลนสืบสกุลอิมามมะฮฺดี ที่มีอายุพันกว่าปี และคนที่สามคือฎิยาอ์ อับดุซซะฮฺรออ์ ประมุขของลัทธิ ญุนดุ อัสสะมาอ์ (กองทัพแห่งฟ้า) ที่ถูกทางการอิรักปราบปราม จนถูกฆ่าตายพร้อมด้วยพวกสมุนของตน
3. อุบัยดุลลอฮฺอ้างว่าตนสืบเชื้อสายท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ธิดานบีมุหัมมัด (ศ) และตนคืออิมามมะฮฺดี มีผู้คนหลงตามคำแอบอ้างของเขามากมาย จนในที่สุด เขาสามารถสร้างอาณาจักรแห่งอิมามมะฮฺดีได้จริง อะบูอับดิลลาฮฺ อัชชีอีย์ ที่เป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรฟาฏิมียะฮฺตัวจริง กลับถูกอุบัยดุลลอฮฺหักหลังและถูกกำจัด เพื่อไม่ให้เป็นเสี้ยนหนามของวงศ์ฟาฏิมียะฮฺ
4. พวกอิสมาอีลียะฮฺเชื่อว่า อิมามมะฮฺดีได้ปรากฏตัวออกมาแล้ว ได้จัดตั้งอาณาจักรแห่งมะฮฺดีแล้ว ส่วนอะบูยะซีด ที่ก่อการปฏิวัติต่อต้านคอลีฟะฮฺอัลกออิม พวกอิสมาอีลียะฮฺก็อ้างว่าเป็นดัจญาล ที่นบีได้พยากรณ์ไว้
5. พวกก็อรอมีเฏาะฮฺ ซึ่งมี”ความเป็นเปอร์เซีย”มากกว่าพวกอิสมาอีลียะฮฺ เมื่อปฏิเสธอิมามมะฮฺดี ก็ได้เผยธาตแท้ของพวกตนออกมา นั่นคือการสานฝันที่จะให้เปอร์เซีย กลับมามีอำนาจยิ่งใหญ่เหมือนในอดีตอีกครั้ง การเกลียดชังต่ออิสลามและอาหรับ จนถึงกับเข้าโจมตีนครมักกะฮฺและมะดีนะฮฺ และการแต่งตั้งให้ทายาทจักรพรรดิเปอร์เซียขึ้นมาเป็นประมุข
6. ชาวเปอร์เซียมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้อารยธรรมอิสลามเจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน แต่ก็มีบางพวกอีกเช่นกัน ที่พยายามทำลายล้างศาสนาอิสลาม ในแต่ละยุค ก็จะมีรูปแบบการทำลายที่แตกต่างกัน หนึ่งในรูปแบบการทำลาย ก็คือการก่อตั้งลัทธิก็อรอมิเฏาะฮฺในภูมิภาค เพื่อก่อการร้ายและเข่นฆ่าชาวมุสลิม
เมื่อได้ข่าวว่าลูกชายของตนตายหมด ซิกรอเวฮฺ ก็ได้ยกทัพไปตีนครกูฟะฮฺและบัศเราะฮฺ และยังยกทัพประชิดกรุงบัฆดาด กองทัพของอาณาจักรอับบาสียะฮฺได้เข้าไปปราบปรามพวกก็อรอมิเฏาะฮฺในเมืองทั้งสอง จนพวกเขาต้องถอยรุ่นกลับไปเกาะบะฮฺเรนเป็นฐานที่สำคัญของพวกก็อรอมิเฏาะฮฺในเวลาต่อมา ในปี ค.ศ. 894 ก็อรมัฏได้ส่งลูกศิษย์ของอับดานคนหนึ่งมีชื่อว่า อะบูสะอีด บินบะฮฺรอม อัลญันนาบีย์ ให้ไปเป็นนักประกาศลัทธิบนเกาะบะฮฺเรน อะบูสะอีด คนนี้มีพื้นเพเดิมมาจากเมืองญันนาบะฮฺ ริมชายฝั่งเปอร์เซีย ห้าปีต่อมา เนื้อที่ส่วนใหญ่ของเกาะบะฮฺเรนก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของเขา อีกทั้งยังสามารถเข้ายึดเมืองก็อฏีฟได้อีกด้วย ในปี ค.ศ. 900 พวกก็อรอมิเฏาะฮฺเข้าโจมตีเมืองฮะญัร อันเป็นที่ตั้งของผู้ว่าราชการของอาณาจักรอับบาสียะฮฺ แม้ทางอาณาจักรอับบาสียะฮฺจะส่งกองทัพ มีไพร่พล 2000 คนมาปราบปราม ก็ไม่สามารถจะเอาชนะพวกก็อรอมิเฏาะฮฺได้ ต่อมาในปี ค.ศ. 903 เมืองหะญัรก็ตกเป็นของพวกเขา หลังจากนั้นพวกก็อรอมิเฏาะฮฺก็ได้ขยายอาณาเขตจนถึงโอมานและยะมามะฮฺ
เมื่อก็อรมัฏประกาศตัดขาดความสัมพันธ์กับพวกอิสมาอีลียะฮฺในสะละมียะฮฺ พวกก็อรอมิเฏาะฮฺในบะฮฺเรนก็แข็งข้อ ไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่ออุบัยดุลลอฮฺ อัลมะฮฺดี
ตั้งแต่นั้นมา พวกก็อรอมิเฏาะฮฺก็ได้ก่อการร้ายในอาณาจักรอิสลามเป็นเวลานานถึงหนึ่งศตวรรษ พวกเขาถือว่า การทำฮัจญ์ อันเป็นรุกุนของอิสลามนั้น เป็นพิธีกรรมที่งมงาย พวกเขาจึงหาวิธีหักห้ามผู้คน ไม่ให้ทำพิธีฮัจญ์ ด้วยการขัดขวางเส้นทางสู่มักกะฮฺ หรือไม่ก็บุกโจมตีปล้นสะดมกองขบวนผู้เดินทางจะไปทำฮัจญ์ ในปี ค.ศ. 906 พวกก็อรอมิเฏาะฮฺ ได้จัดทัพ เพื่อปล้นสะดมฆ่าฟันกองขบวนผู้แสวงบุญที่กลับมาจากมักกะฮฺ จนมีผู้คนล้มตายไปประมาณ 20,000 คน
อุบัยดุลลอฮฺ ผู้อ้างว่าเป็นอิมามมะฮฺดี รอดพ้นจากการสังหารของพวกก็อรอมิเฏาะฮฺ ได้มุ่งหน้าเข้าสู่แอฟริกาเหนือ ซึ่งต่อมาได้รับความสมหวัง เป็นคอลีฟะฮฺแห่งอาณาจักรฟาฏิมียะฮฺอันยิ่งใหญ่ไพศาล อันที่จริงบุคคลที่สั่งสอนลัทธิอิสมาอีลียะฮฺและปลุกระดมพวกบัรบัรในแอฟริกาเหนือ ให้ก่อการปฏิวัติต่อต้านการปกครองของอาณาจักรอัฆละบียะฮฺคือ อะบูอับดิลลาฮฺ อัชชีอีย์ เขาได้จัดทัพออกโจมตีบ้านเมืองต่าง ๆ ในแอฟริกาเหนือ จนสามารถยึดกรุงก็อยรอวาน อันเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอัฆละบียะฮฺได้สำเร็จ ในปี ค.ศ. 909 หลังจากนั้นก็ได้จัดกองทัพไปช่วยอุบัยดุลลอฮฺ และมุหัมมัดบุตรชาย ซึ่งถูกจองจำอยู่ในเมืองสิญิลมาสสะฮฺ (ปัจจุบันอยู่ในมอร็อคโค) อะบูอับดิลลาฮฺ อัชชีอีย์และไพร่พลสามารถช่วยเหลือ ให้ทั้งสองได้รับอิสรภาพ แล้วได้อัญเชิญอุบัยดุลลอฮฺขึ้นมาเป็นประมุขทางจิตวิญญาณของอาณาจักรอิสมาอีลียะฮฺ ที่เขาได้สร้างขึ้นมา โดยคิดว่าตนจะได้เป็นสำเร็จราชการดูแลอาณาจักร แต่อุบัยดุลลอฮฺ อัลมะฮฺดี กลับยึดเอาความสำเร็จนั้นมาเป็นของตนเอง และได้สถาปนาอาณาจักรฟาฏิมียะฮฺขึ้นมาในปี ค.ศ. 909 อีกทั้งสถาปนาตนเองเป็นคอลีฟะฮฺคนแรกของอาณาจักร สองปีต่อมา คือเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 911 ก็ออกคำสั่งให้ประหารชีวิตอะบูอับดิลลาฮฺ อัชชีอีย์
ส่วนพวกชีอะฮฺอิมามียะฮฺที่อ้างว่า อิมามมะฮฺดีคือบุตรของอิมามฮะซัน อัลอัสกะรีย์ (เสียชีวิต ค.ศ. 873-874) และอิมามมะฮฺดีก็เร้นกายเช่นเดียวกัน ก็ได้ออกต่อต้านการแอบอ้างของอุบัยดุลลอฮฺ และยืนยันว่า อุบัยดุลลอฮฺ ไม่ได้มีบรรพบุรุษที่มาจากท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ บุตรีศาสนทูต แต่มาจากบรรพบุรุษที่เป็นยิว มีอาชีพเป็นช่างตีเหล็ก
ในปี ค.ศ. 914 อะบูสะอีด ประมุขของก็อรอมิเฏาะฮฺในบะฮฺเรนถูกฆ่า อะบุลกอสิม ผู้เป็นบุตรชายได้สืบตำแหน่งประมุขก็อรอมิเฏาะฮฺในบะฮฺเรน แต่ในปี ค.ศ. 916 ก็ถูกอะบูฏอฮิร อัลญันนาบีย์ ผู้เป็นน้องชายจับฆ่า แล้วขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประมุขแทน
ในปี ค.ศ. 927 พวกก็อรอมีเฏาะฮฺ ภายใต้การนำของอะบูฏอฮิร ได้บุกจู่โจมราชธานีบัฆดาด ต่อมาในปี ค.ศ. 929 - 930 ก็ได้เข้ายึดครองนครมักกะฮฺและนครมะดีนะฮฺ เข่นฆ่าสังหารผู้คนในเมืองทั้งสองจนล้มตายไปมากมาย อีกทั้งยังเผาบ้านเรือนในมักกะฮฺเป็นเวลา 17 วันนอกจากนี้ยังได้เหยียดหยามความศักดิ์สิทธิ์ของบ่อน้ำซัมซัม ด้วยการโยนศพของผู้คนที่ล้มตายลงในบ่อน้ำ พวกเขาทุบตีประตูกะอฺบะฮฺจนแตกหัก ฉีกมุ้งที่คลุมกะอฺบะฮฺทิ้งไป แล้วได้ถอดอัลฮะญัร อัลอัสวัด (หินดำ) ออกจากมุมของกะอฺบะฮฺ แล้วพากลับไปยังฮาญัร พวกเขาซ่อนเก็บหินดำไว้ เพื่อเรียกค่าไถ่จากคอลีฟะฮฺแห่งอับบาสียะฮฺ
พวกก็อรอมิเฏาะฮฺปลุกระดมชวนเชื่อผู้คนให้ต้อนรับการมาของอิมามมะฮฺดีเป็นเวลานานหลายปี
อุบัยดุลลอฮฺผู้อ้างว่าเป็นอิมามมะฮฺดีที่รอคอย
ซึ่งได้รับความสำเร็จในการก่อตั้งอาณาจักรฟาฏิมียะฮฺ
ก็ไม่ใช่บุคคลที่พวกก็อรอมิเฏาะฮฺต้องการ
ด้วยเหตุนี้ในปี ค.ศ.
931 อะบูฏอฮิร อัลญันนาบีย์
จึงประกาศว่า ตนได้เจออิมามมะฮฺดีตัวจริงแล้ว
เป็นหนุ่มน้อยชาวเปอร์เซียจากนครอิศฟะฮาน
มีชื่อว่า อะบุลฟัฎลฺ
ซึ่งเคยเป็นนักโทษ แต่อ้างว่า
เขาเป็นทายาทของจักรพรรดิ์เปอร์เซีย
อะบูฏอฮิรได้ยกอำนาจของอาณาจักรก็อรอมิเฏาะฮฺในบะฮฺเรนให้แก่เด็กหนุ่มคนนี้
เด็กหนุ่มคนนี้นับถือลัทธิโซโรอัสเตอร์
บูชาไฟ จึงได้ประกาศว่า
ให้เปลี่ยนแปลงกิบลัต
จากการหันหน้าไปทางมักกะฮฺ
เป็นการหันหน้าเข้าหาไฟ
พวกก็อรอมิเฏาะฮฺภายใต้การนำของมะฮฺดี
อะบุลฟัฎลฺ ผู้บูชาไฟนี้
ได้ตั้งตัวเป็นศัตรูกับอิสลามและอาหรับอย่างเห็นได้ชัด
ถึงขั้นมีการด่าทอนบีมุหัมมัด
(ศ) อย่างโจ่งแจ้ง
ราว 80 วันต่อมา
มะฮฺดีบูชาไฟนี้
ก็ได้เริ่มออกคำสั่งให้ประหารชีวิตบุคคลสำคัญในบะฮฺเรนไปหลายคน
อะบูฏอฮิรเห็นว่า ถ้าปล่อยให้มะฮฺดี
อะบุลฟัฎลฺ ทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อย
ๆ ย่อมไม่เป็นผลดีแน่
จึงจับมะฮฺดี อะบุลฟัฎลฺ
ผู้บูชาไฟนั้นมาประหารชีวิต
การปรากฏตัวของมะฮฺดี
ผู้บูชาไฟในบะฮฺเรนนี้
ทำให้ชื่อเสียงของพวกก็อรอมิเฏาะฮฺเสื่อมเสียมากขึ้น
เป็นสาเหตหนึ่งที่ทำให้พวกก็อรอมิเฏาะฮฺอ่อนแอลงกว่าเดิม
อะบูฏอฮิร จึงกลับไปเชื่อคำสั่งสอนเดิม ว่าอิมามมะฮฺดียังเร้นกายอยู่ และได้จัดกองทัพโจร เพื่อบุกโจมตีและปล้นสะดมเมืองต่าง ๆ ในเปอร์เซียตอนใต้และอิรักต่อไป
หลังจากอุบัยดุลลอฮฺตาย ในปี ค.ศ. 934 มุหัมมัด บุตรชาย ก็สืบบังลังก์เป็นคอลีฟะฮฺคนต่อไป โดยตั้งฉายาตนเองว่า “อัลกออิม” อันเป็นฉายาที่พวกชีอะฮฺอิมามียะฮฺใช้เรียกอิมามมะฮฺดี อาณาจักรฟาฏิมียะฮฺสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1171 เมื่อคอลีฟะฮฺที่ 14 คืออัลอะฎีดเสียชีวิต
ในปี ค.ศ. 944 อะบูฏอฮิรตาย หลังจากเป็นประมุขและผู้ก่อการร้ายเป็นเวลานานถึง 28 ปี เขาได้สั่งเสียให้พี่ชาย ชื่ออะหฺมัด เป็นประมุขคนต่อไป แต่มีพวกก็อรอมิเฏาะฮฺกลุ่มหนึ่งที่สนับสนุน ศอบูร (แปลว่า ผู้อดกลั้น) ลูกชายของอะบูฏอฮิร เพื่อแก้ปัญหา อะหฺมัด จึงแต่งตั้งให้ศอบูรเป็นทายาท ที่จะสืบทอดตำแหน่งประมุขคนต่อไป ในปี ค.ศ. 950 พวกก็อรอมิเฏาะฮฺก็ได้ส่งหินดำกะอฺบะฮฺคืน หลังจากที่พวกเขาปล้นไปเป็นเวลานานถึง 22 ปี
ศอบูรไม่อาจจะอดกลั้นรอดูลุงของตัวเอง ที่มีอายุยืนได้ ดังนั้นใน ค.ศ. 969 คือ 25 ปีต่อมา เขาและพรรคพวกก็ได้ก่อการปฏิวัติเพื่อยึดอำนาจ แต่ก็ไม่สำเร็จ จึงถูกฆ่าตาย ปีต่อมาประมุขอะหฺมัดเองก็ตายเช่นกัน เพราะถูกลอบวางยาพิษ พี่ชายของอะหฺมัด มีชื่อว่าอะบุลกอสิม ซึ่งมีอายุมากแล้ว ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประมุข สองปีต่อมาก็เสียชีวิต ตั้งแต่นั้นมาตำแหน่งประมุขของพวกก็อรอมิเฏาะฮฺจึงตกเป็นของลูกหลานอะบุลกอสิม
ตลอดเวลาที่พวกก็อรอมิเฏาะฮฺมีอำนาจในแถบชายฝั่งของคาบสมุทรอาระเบีย พวกเขามีรายได้ด้วยการเก็บส่วยและค่าคุ้มครองจากอาณาจักรอับบาสียะฮฺ และอาณาจักรฟาฏิมียะฮฺของพวกชีอะฮฺอิสมาอีลียะฮฺ ที่พวกตนไม่ให้การยอมรับ
ในปี ค.ศ. 985 พวกก็อรอมิเฏาะฮฺ ถูกพวกบุเวฮฺปราบปรามจนต้องหนีออกจากแผ่นดินอิรัก พวกก็อรอมิเฏาะฮฺกลุ่มหนึ่ง อพยพหนีไปตั้งหลักแหล่งในมูลตาน
เมื่ออำนาจของพวกก็อรอมิเฏาะฮฺอ่อนแอลง พวกเขาก็ไม่สามารถที่จะเก็บส่วย เรียกค่าไถ่ หรือค่าคุ้มครองได้เหมือนเดิม ในปี ค.ศ. 1058 บะฮฺเรนภายใต้การนำของอับดุลบะฮฺลูล ได้แยกตัวจากรัฐก็อรอมิเฏาะฮฺ และตั้งเป็นรัฐอิสระนับถือศาสนาอิสลาม เมืองกอฏีฟก็ได้ก่อการปฏิวัติแยกตัวออกจากรัฐก็อรอมิเฏาะฮฺเช่นเดียวกัน เมื่อหมดอำนาจและขาดรายได้หลัก พวกเขาจึงเคลื่อนกลับไปยังฐานที่มั่นดั้งเดิมในฮุฟูฟ กลางทะเลทรายอาระเบีย ในปี ค.ศ. 1067 พวกก็อรอมิเฏาะฮฺถูกกองทัพของซัลญูกล้อมเป็นเวลานานถึงเจ็ดปี ในที่สุดพวกเขาก็ยอมแพ้ ตั้งแต่นั้นมาพวกก็อรอมิเฏาะฮฺก็เริ่มสูญหายไป
นโยบายของพวกก็อรอมิเฏาะฮฺ
พวกก็อรอมิเฏาะฮฺสามารถชักชวนผู้คนเข้าเป็นสมาชิกได้เป็นจำนวนมาก เนื่องจากว่า พวกเขามีนโยบาย “ความเสมอภาคในทรัพย์สินและคู่นอน” หัมดานได้ออกกฎให้สมาชิกทุกคนเอาทรัพย์สินทั้งหมดมารวมกันในที่เดียวกัน แล้วทุกคนก็มีสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น ซึ่งนับว่า หัมดานได้เป็นผู้ก่อตั้งระบอบคอมมิวนิสต์อย่างแท้จริงเป็นคนแรก เมื่อเห็นว่า สมาชิกได้ปฏิบัติตามอย่างที่เขากำหนด หัมดานก็ได้ออกคำสั่งให้นำภารยาของพวกเขามาชุมนุมกันในสถานที่แห่งหนึ่ง แล้วก็ให้พวกผู้ชายเข้าไปมีเพศสัมพันธ์มั่วกัน โดยไม่รู้ว่าใครเป็นใคร โดยตั้งชื่อคืนนั้นว่า “ลัยละตุ อัลอิฟาเฎาะฮฺ” ต่อมาอะบูฏอฮิร อัลญันนาบีย์ ก็ได้เอาพิธีมั่วสุมนี้มาใช้บนเกาะบะหฺเรนเช่นเดียวกัน
ก็อรอมิเฏาะฮฺมีวิธีทดสอบสมาชิกใหม่ ด้วยการให้สมาชิกรุ่นพี่เข้าไปนอนกับภารยาของสมาชิกใหม่ ต่อหน้าต่อตา พอออกมาก็ถ่มน้ำลายใส่หน้าสามี พร้อมกับตบที่ก้านคอ แล้วบอกว่า จงอดทน ถ้าหากสมาชิกใหม่อดทนได้ ก็แสดงว่า ได้ผ่านการทดสอบแล้ว ถือว่าเป็นผู้มีศรัทธาต่อลัทธิก็อรอมิเฏาะฮฺ
ข้อคิดที่ได้จากกรณีของก็อรอมิเฏาะฮฺ
1. การรอคอยอิมามมะฮฺดีเป็นหลักความเชื่อของพวกชีอะฮฺทุกสาย การแอบอ้างของพวกชีอะฮฺอิสมาอีลียะฮฺในเรื่องมะฮฺดีนั้น มีมาก่อนที่พวกชีอะฮฺอิมามียะฮฺจะแอบอ้างเสียด้วยซ้ำ นั่นคือพวกเขาแอบอ้างว่า อิสมาอีล เป็นอิมามมะฮฺดี ต่อมาก็อ้างว่ามุหัมมัด บุตรอิสมาอีลเป็นอิมามมะฮฺดีอีกด้วย
2. การจัดเตรียมกองทัพและฐานอำนาจ เพื่อรอรับการมาของอิมามมะฮฺดี เป็นสิ่งที่พวกชีอะฮฺทำกันมา ตั้งแต่อดีต ก็อรมัฏ, อะบูอับดิลลาฮฺ อัชชีอีย์ และคนอื่น ๆ ได้พยายามจัดเตรียมกองทัพและฐานอำนาจเพื่อรอรับการมาของอิมามมะฮฺดี ในปัจจุบันรัฐชีอะฮฺในอิหร่าน ก็ปลุกระดมชวนเชื่อการมาของอิมามมะฮฺดีโดยตลอด โดยปลูกฝังให้ประชาชนเชื่อว่า รัฐอิหร่านเป็นรัฐที่รอรับการกลับมาของอิมามมะฮฺดี อายะตุลลอฮฺอาลี คอเมเนอีจะเป็นผู้ยื่นธงดำให้แก่อิมามมะฮฺดี ส่วนอะฮฺมาดีเนญาด (สมัยที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี) ก็คือชุอัยบฺ บินศอลิฮฺ ซึ่งเป็นบุคคลที่ตำราชีอะฮฺได้พยากรณ์ไว้ ว่าจะปรากฏตัวก่อนการกลับมาของอิมามมะฮฺดี ในอิรักก็มีมุกตะดา อัศศ็อดรุ ที่ก่อตั้งกองทัพอิมามมะฮฺดี เกณฑ์ผู้คนเป็นแสน เพื่อสร้างฐานอำนาจของชีอะฮฺอิมามียะฮฺ อีกคนหนึ่งสัยยิด อะฮฺมัด อัลยะมานีย์ ประมุขลัทธิอันศอรอัลมะฮฺดี ที่อ้างว่าตนเป็นเหลนโหลนสืบสกุลอิมามมะฮฺดี ที่มีอายุพันกว่าปี และคนที่สามคือฎิยาอ์ อับดุซซะฮฺรออ์ ประมุขของลัทธิ ญุนดุ อัสสะมาอ์ (กองทัพแห่งฟ้า) ที่ถูกทางการอิรักปราบปราม จนถูกฆ่าตายพร้อมด้วยพวกสมุนของตน
3. อุบัยดุลลอฮฺอ้างว่าตนสืบเชื้อสายท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ธิดานบีมุหัมมัด (ศ) และตนคืออิมามมะฮฺดี มีผู้คนหลงตามคำแอบอ้างของเขามากมาย จนในที่สุด เขาสามารถสร้างอาณาจักรแห่งอิมามมะฮฺดีได้จริง อะบูอับดิลลาฮฺ อัชชีอีย์ ที่เป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรฟาฏิมียะฮฺตัวจริง กลับถูกอุบัยดุลลอฮฺหักหลังและถูกกำจัด เพื่อไม่ให้เป็นเสี้ยนหนามของวงศ์ฟาฏิมียะฮฺ
4. พวกอิสมาอีลียะฮฺเชื่อว่า อิมามมะฮฺดีได้ปรากฏตัวออกมาแล้ว ได้จัดตั้งอาณาจักรแห่งมะฮฺดีแล้ว ส่วนอะบูยะซีด ที่ก่อการปฏิวัติต่อต้านคอลีฟะฮฺอัลกออิม พวกอิสมาอีลียะฮฺก็อ้างว่าเป็นดัจญาล ที่นบีได้พยากรณ์ไว้
5. พวกก็อรอมีเฏาะฮฺ ซึ่งมี”ความเป็นเปอร์เซีย”มากกว่าพวกอิสมาอีลียะฮฺ เมื่อปฏิเสธอิมามมะฮฺดี ก็ได้เผยธาตแท้ของพวกตนออกมา นั่นคือการสานฝันที่จะให้เปอร์เซีย กลับมามีอำนาจยิ่งใหญ่เหมือนในอดีตอีกครั้ง การเกลียดชังต่ออิสลามและอาหรับ จนถึงกับเข้าโจมตีนครมักกะฮฺและมะดีนะฮฺ และการแต่งตั้งให้ทายาทจักรพรรดิเปอร์เซียขึ้นมาเป็นประมุข
6. ชาวเปอร์เซียมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้อารยธรรมอิสลามเจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน แต่ก็มีบางพวกอีกเช่นกัน ที่พยายามทำลายล้างศาสนาอิสลาม ในแต่ละยุค ก็จะมีรูปแบบการทำลายที่แตกต่างกัน หนึ่งในรูปแบบการทำลาย ก็คือการก่อตั้งลัทธิก็อรอมิเฏาะฮฺในภูมิภาค เพื่อก่อการร้ายและเข่นฆ่าชาวมุสลิม
02 มีนาคม 2559
ศาสนาอิสลามต่อต้านโหราศาสตร์
โหราศาสตร์ (ภาษาอาหรับ: علم التنجيم /อิลมฺ อัตตันญีม/ ภาษาอังกฤษ: Astrology - Horoscope) เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการทำนายอนาคต หรือโชคชะตาของมนุษย์ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของบ้านเมือง และของโลก โดยอาศัยเวลาและตำแหน่งของดวงดาวต่าง ๆ บนท้องฟ้าเป็นสำคัญ แล้วบันทึกไว้เป็นสถิติ
วิชาโหราศาสตร์มีหลายระบบและมีความแตกต่างกัน แบ่งออกเป็น โหราศาสตร์ไทย โหราศาสตร์สากล โหราศาสตร์จีน โหราศาสตร์ยูเรเนียน การพยากรณ์ในโหราศาสตร์ต้องอาศัยโหรผู้มีความรู้ความชำนาญในการผูกดวงและเป็นผู้พยากรณ์เพื่อตีความหมายเป็นโอกาสของการเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ในอนาคต
เราไม่ควรสับสนระหว่างโหราศาสตร์และดาราศาสตร์โบราณ
ศาสนาอิสลามต่อต้านโหราศาสตร์
โหราศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ไม่ได้ตั้งบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ ด้วยเหตุนี้ศาสนาอิสลามจึงต่อต้านโหราศาสตร์อย่างรุนแรง และถือว่าเป็นการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺฺ เพราะเป็นศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความงมงาย เป็นการเดาสุ่ม และเป็นการเชื่่อว่าดาวดวงมีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์ อันเป็นการขัดแย้งกับอิสลามอย่างรุนแรง เพราะผู้ที่มีอำนาจและอิทธิพลอย่างแท้จริงคืออัลลอหฺเท่านั้น นบีมุฮัมมัดกล่าวว่า “โหรโกหกแม้ว่าจะทำนายถูกต้องก็ตาม” และท่านยังกล่าวอีกว่า “ผู้ใดมาหาโหร และเชื่อการทำนายทายทักของเขา ก็เท่ากับว่าได้ปฏิเสธศรัทธาต่อสิ่งที่ได้ถูกนำลงมาแก่มุฮัมมัด” ท่านยังกล่าวอีกว่า “โหรโกหก แม้จะทำนายถูกต้อง”
โหราศาสตร์เชื่อว่าดาวเคราะห์ต่าง ๆ มีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์ในทุกด้าน ไม่มีผู้มีอิทธิพลต่อมนุษย์นอกจากอัลลอฮฺ การถือว่าสิ่งอื่นใดมีอำนาจในการบริหาร ก็เท่ากับเป็นการตั้งภาคี
พวกเขาทำนายทายทักด้วยคำพูดที่กำกวม ที่เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อเอาไปใช้กับเหยื่อของตน เช่นพูดว่า “คุณจะมีปัญหาเงิน ๆ ทอง ๆ” ซึ่งคนรวยก็มีปัญหากับเงินทอง คนจนก็เหมือนกัน หมอดูทำนายอนาคตที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น ไม่มีผู้ใดรู้อนาคตนอกเหนือจากอัลลอฮฺหมอดูเองก็ไม่ได้รู้ แต่ทำนายทายทักเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋า เกือบทุกครั้งหมอดูจะทำนายว่า มีเคราะห์ แล้วก็จะช่วยสะเดาะเคราะห์ให้ โดยคิดค่าธรรมเนียมเพิ่ม เคราะห์ที่ยังไม่เกิดขึ้น หมอดูรู้ได้อย่างไร? ในเมื่อเคราะห์ยังไม่ได้ปรากฏ หมอดูไปผลักดันเคราะห์ให้หมดไปอย่างไร?
16 พฤศจิกายน 2557
อัลกุรอานกล่าวถึงชาวคัมภีร์
ชาวคัมภีร์
ในสมัยนบีมุหัมมัด
(ศ)
มีชาวคัมภีร์สองพวก
นั่นคือพวกยิว และพวกคริสเตียน
อาศัยอยู่ในอาระเบีย
อายัตอัลกุรอานจำนวนมาก
ลงมาเพื่อพูดกับชาวยิวและคริสเตียนโดยเฉพาะ
อัลลอฮฺทรงเชิญชวนชาวคัมภีร์ให้ศรัทธาต่อนบีมุหัมมัด
(ศ)
และศาสนาอิสลาม
{3:19}
แท้จริงศาสนา
ณ อัลลอฮฺ
นั้นคืออัลอิสลาม
และบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้นไม่ได้ขัดแย้งกัน
นอกจากหลังจากที่ได้มีความรู้มายังพวกเขาแล้ว
เนื่องมาจากการแก่งแย่งกันระหว่างพวกเขา
และผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่อบรรดาโองการของอัลลอฮฺ
แน่นอนอัลลอฮฺคือพระผู้ทรงรวดเร็วในการชําระ
{3:20}
แล้วหากพวกเขาโต้แย้งเธอ
ก็จงกล่าวเถิดว่า
"ฉันได้มอบใบหน้าของฉันแด่อัลลอฮฺแล้ว
และผู้ที่ตามฉันก็เช่นกัน"
และจงกล่าวแก่บรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์
และบรรดาผู้ที่ไม่รู้หนังสือว่า
"พวกเธอสวามิภักดิ์แล้วหรือ?" ถ้าหากพวกเขาได้สวามิภักดิ์แล้ว พวกเขาก็ได้รับทางนำ และถ้าหากพวกเขาผินหลังให้ หน้าที่ของเธอนั้นก็เพียงการประกาศให้ทราบเท่านั้น และอัลลอฮฺทรงเห็นป่วงบ่าวเสมอ
"พวกเธอสวามิภักดิ์แล้วหรือ?" ถ้าหากพวกเขาได้สวามิภักดิ์แล้ว พวกเขาก็ได้รับทางนำ และถ้าหากพวกเขาผินหลังให้ หน้าที่ของเธอนั้นก็เพียงการประกาศให้ทราบเท่านั้น และอัลลอฮฺทรงเห็นป่วงบ่าวเสมอ
{4:47}
ดูกร
บรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์!
จงมีศรัทธาต่อสิ่งที่เราได้นำลงมาเพื่อยืนยันสิ่งที่มีอยู่กับพวกเธอเถิด
ก่อนที่เราจะลบล้างใบหน้า
แล้วหมุนมันกลับไปอยู่ด้านหลัง
หรือไม่ก็จะสาปแช่งพวกเขา
เช่นเดียวกับที่เราได้สาปแช่งบรรดาผู้ที่ละเมิดในวันสับบาโต
และคําสั่งของอัลลอฮฺนั้นย่อมถูกปฏิบัติตามเสมอ
{98:1}
บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในหมู่ชาวคัมภีร์และเหล่าผู้ตั้งภาคีนั้นจะไม่ละทิ้ง(ความเชื่อของพวกตน)
จนกว่าจะได้มีหลักฐานอันชัดแจ้งมายังพวกเขา
{98:2}
คือศาสนทูตคนหนึ่งจากอัลลอฮฺเพื่ออ่านคัมภีร์อันบริสุทธิ์
{98:3}
ในคัมภีร์นั้นมีบัญญัติอันเที่ยงตรง
{98:4}
และบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้นไม่ได้แตกแยกกัน
เว้นแต่หลังจากที่ได้มีหลักฐานอันชัดแจ้งมายังพวกเขาแล้ว
{98:5}
และพวกเขาไม่ได้ถูกบัญชาให้กระทำอื่นใด
นอกจากเพื่อเคารพสักการะอัลลอฮฺ
เป็นผู้มีเจตนาบริสุทธิ์ในการภักดีต่อพระองค์
เป็นผู้อยู่ในแนวทางที่เที่ยงตรง
และดํารงการนมาซ และชําระซะกาต
และนั่นแหละคือศาสนาอันเที่ยงธรรม
{98:6}
แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในหมู่ชาวคัมภีร์และเหล่าผู้ตั้งภาคีนั้นจะอยู่ในนรกญะฮันนัม
เป็นอมตะอยู่ในนั้น ชนเหล่านั้น
พวกเขาเป็นมนุษย์ที่ชั่วช้ายิ่ง
{98:7}
แท้จริงบรรดาผู้มีศรัทธาและประกอบคุณงามความดี
ชนเหล่านั้น พวกเขาเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐยิ่ง
{98:8}
การตอบแทนของพวกเขา
ณ ที่พระเจ้าของพวกเขาคือบรรดาสวนสวรรค์แห่งอะดัน
มีแม่น้ำลำธารไหลผ่านจากเบื้องล่างของมัน
พวกเขาเป็นอมตะอยู่ในนั้น
อัลลอฮฺทรงปิติต่อพวกเขา
และพวกเขาก็ยินดีในพระองค์
นั่นคือ(การตอบแทน)สำหรับผู้ที่กลัวเกรงพระเจ้าของพวกตน
ชาวยิวและคริสเตียนรู้จักคุณสมบัติของนบีมุหัมมัด
(ศ)
เป็นอย่างดี
ก่อนที่ท่านจะเกิดและปรากฏ
เพราะคัมภีร์ของพวกเขาได้ระบุถึงคุณสมบัติของศาสนทูตสุดท้ายไว้ชัดเจน
{2:101}
และเมื่อใดก็ตามที่ศาสนทูตจากอัลลอฮฺมายังพวกเขา
เป็นผู้ยืนยันคัมภีร์ที่มีอยู่กับพวกเขา
กลุ่มหนึ่งจากบรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ก็จะทิ้งคัมภีร์ของอัลลอฮฺไว้ข้างหลัง
ประหนึ่งว่าพวกเขาไม่รู้อะไร
{2:146}
บรรดาผู้ที่เราได้ให้คัมภีร์แก่พวกเขานั้น
พวกเขาย่อมรู้จักเขาดี
เหมือนกับที่พวกเขารู้จักลูก
ๆ ของตนเอง
และแท้จริงกลุ่มหนึ่งจากพวกเขานั้นปิดบังความจริงไว้
ทั้ง ๆ ที่พวกเขารู้กันอยู่
ชาวคัมภีร์ส่วนหนึ่งปิดบังและบิดเบือนคัมภีร์
เพื่อรักษาผลประโยชน์ของพวกตน
แต่ก็มีอีกกลุ่มหนึ่ง
ที่มีศรัทธาต่ออัลลอฮฺอย่างแท้จริง
ไม่ปิดบังและบิดเบือนคัมภีร์
{3:187}
และ(จงรำลึก)เมื่ออัลลอฮฺทรงเอาคํามั่นสัญญาจากบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ว่า
"พวกเธอจะต้องแจกแจงคัมภีร์นั้นให้แจ่มแจ้งแก่ผู้คนทั้งหลาย
และพวกเธอจะต้องไม่ปิดบังมัน"
แล้วพวกเขาก็โยนมันทิ้งไว้เบื้องหลังของพวกตน
และได้แลกเปลี่ยนมันไปกับราคาอันเล็กน้อย
ช่างเลวเสียนี่กระไร!
สิ่งที่พวกเขาแลกเปลี่ยนเอามา
{3:199}
และแท้จริงในหมู่ผู้ได้รับคัมภีร์นั้นมีผู้ที่มีศรัทธาต่ออัลลอฮฺ
และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่พวกเธอ
และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่พวกเขา
ในฐานะผู้นอบน้อมต่ออัลลอฮฺ
โดยที่พวกเขาจะไม่แลกเปลี่ยนโองการของอัลลอฮฺไปกับราคาอันเล็กน้อย
ชนเหล่านี้ พวกเขาจะได้รับรางวัลของพวกตน
ณ พระเจ้าของพวกตน
แท้จริงอัลลอฮฺคือพระผู้ทรงรวดเร็วในการชําระสอบสวน
{74:31}
และเราไม่ได้แต่งตั้งผู้ใดเป็นยามเฝ้าประตูนรก
นอกจากมะลาอิกะฮฺเท่านั้น
และเราไม่ได้กําหนดจํานวนของพวกเขาไว้
เว้นแต่เพื่อเป็นการทดสอบแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา
เพื่อบรรดาชาวคัมภีร์จะได้เชื่อมั่น
และบรรดาผู้มีศรัทธาจะได้เพิ่มพูนการศรัทธา
และบรรดาชาวคัมภีร์
รวมทั้งบรรดาผู้มีศรัทธาจะไม่ต้องสงสัย
และเพื่อบรรดาผู้มีโรคในจิตใจของพวกตน
อีกทั้งบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะกล่าวว่า
"อัลลอฮฺทรงประสงค์อะไรด้วยอุปมานี้?"
เช่นนั้นแหละ
อัลลอฮฺจะทรงให้ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์นั้นหลงทาง
และจะทรงชี้นำทางแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์
และไม่มีผู้ใดรู้จํานวนไพร่พลของพระเจ้าของเธอนอกจากพระองค์
และนี่เพียงแต่เป็นข้อตักเตือนแก่ปวงมนุษย์
{4:123}
ไม่ใช่ความเพ้อฝันของพวกเธอ
และไม่ใช่ความเพ้อฝันของผู้ที่ได้รับคัมภีร์
ผู้ใดที่กระทำชั่วเขาก็ถูกตอบแทนด้วยความชั่วนั้น
และเขาจะไม่มีผู้คุ้มครองและผู้ช่วยเหลือ
อื่นจากอัลลอฮฺเลย
{4:124}
และผู้ใดประกอบคุณงามความดี
ไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิงก็ตาม
โดยที่เขาเป็นผู้มีศรัทธา
ชนเหล่านี้จะได้เข้าบรรดาสวนสวรรค์
และพวกเขาจะไม่ถูกฉ้อฉล
แม้ขนาดเท่ารูที่เมล็ดอินทผาลัม
{4:131}
และสิ่งที่อยู่ในเหล่าชั้นฟ้าและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ
และแท้จริงเราได้สั่งเสียไว้แก่บรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ก่อนหน้าพวกเธอและพวกเธอด้วย
ว่า "จงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด
และหากพวกเธอปฏิเสธศรัทธา
ก็แท้จริงสิ่งที่อยู่ในเหล่าชั้นฟ้าและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ
และอัลลอฮฺทรงเป็นพระผู้ทรงมั่งมี
พระผู้ทรงเป็นที่สรรเสริญ"
ชาวคัมภีร์อ้างว่า
พวกเขาเพียงผู้เดียวที่เป็นมิตรใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ
พระองค์จึงบัญชาให้พวกเขาปรารถนาที่จะตาย
เพื่อจะได้พบกับอัลลอฮฺ
ซึ่งก็ไม่มีใครปรารถนาแน่
เพราะแต่ละคนก็ปรารถนาที่จะมีอายุยืนยาวถึงพันปี
{62:6}
จงกล่าวเถิด
"ดูกร
บรรดาชาวคัมภีร์!
หากพวกเธออ้างว่า
พวกเธอเพียงผู้เดียวดอก
ที่เป็นมิตรของอัลลอฮฺ
ไม่ใช่ผู้อื่น
พวกเธอก็จงปรารถนาความตายกันเถิด
หากพวกเธอเป็นผู้สัตย์จริง"
{62:7}
แต่ว่าพวกเขาจะไม่ปรารถนามันเป็นอันขาด
เนื่องด้วยสิ่งที่มือของพวกเขาได้เคยประกอบไว้
และอัลลอฮฺทรงรอบรู้เกี่ยวกับพวกทุจริต
{62:8}
จงกล่าว
"แท้จริงความตาย
ที่พวกเธอหลบหนีจากมันนั้น
มันจะมาพบกับพวกเธอแน่นอน
แล้วพวกเธอจะถูกนำกลับไปยังพระผู้ทรงรอบรู้สิ่งเร้นลับและสิ่งเปิดเผย
แล้วพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกเธอตามที่พวกเธอได้ประกอบไว้"
{2:94}
จงกล่าวเถิดว่า
"หากนิวาสสถานแห่งปรโลก
ณ ที่อัลลอฮฺเป็นของพวกเธอโดยเฉพาะ
ไม่ใช่เป็นของผู้อื่นแล้วไซร้
ก็จงปรารถนาความตายเถิด
หากพวกเธอสัตย์จริง"
{2:95}
แต่พวกเขาจะไม่มีวันปรารถนาเช่นนั้นแน่
เนื่องจากสิ่งที่มือของตนเองเคยประกอบมา
และอัลลอฮฺทรงรู้ดีต่อพวกทุจริต
{2:96}
และแน่นอนเธอจะพบว่า
พวกเขาเป็นมนุษย์ที่ห่วงใยต่อชีวิตมากที่สุด
และยิ่งกว่าบรรดาผู้ที่ตั้งภาคีเสียอีก
แต่ละคนใคร่ที่จะมีอายุยืนถึงพันปี
ถึงกระนั้นก็ไม่อาจคุ้มกันเขาให้พ้นจากการถูกลงโทษได้
แม้จะมีอายุยืนก็ตาม
และอัลลอฮฺทรงเห็นในสิ่งที่พวกเขากระทำกัน
{57:29}
ทั้งนี้เพื่อให้ชาวคัมภีร์จะได้รู้ว่า
พวกเขาไม่มีอํานาจเหนือสิ่งใดในความโปรดปราน
ของอัลลอฮฺ และความโปรดปรานนั้นอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของอัลลอฮฺ ซึ่งพระองค์จะทรงประทานมันแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮฺคือเจ้าแห่งความโปรดปรานอันใหญ่หลวง
ของอัลลอฮฺ และความโปรดปรานนั้นอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของอัลลอฮฺ ซึ่งพระองค์จะทรงประทานมันแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮฺคือเจ้าแห่งความโปรดปรานอันใหญ่หลวง
ชาวคัมภีร์อ้างว่า
พวกเขาเป็นที่โปรดปรานของอัลลอฮฺ
พระองค์จะไม่ทรงลงโทษพวกเขาด้วยไฟนรกเป็นเวลายาวนานเหมือนชนอื่น
ๆ หากจะต้องตกนรก
ก็จะอยู่ในนรกแค่ไม่กี่วันเท่านั้น
{3:24}
นั่นก็เพราะพวกเขากล่าวว่า
"เพลิงนรกนั้นจะไม่สัมผัสพวกเราเลย
นอกจากเพียงไม่กี่วัน"
และสิ่งที่พวกเขากุขึ้นในศาสนาของพวกตนนั้นได้หลอกลวงพวกเขาเอง
ชาวคัมภีร์มีความอิจฉาริษยา
จึงพยายามหาหนทางที่จะทำให้ชาวมุสลิมเลิกนับถือศาสนาอิสลาม
{2:109}
ชาวคัมภีร์ส่วนมากต้องการที่จะหันพวกเธอกลับไปยังการปฏิเสธ
หลังจากการมีศรัทธาของพวกเธอ
ทั้งนี้เนื่องด้วยความอิจฉาของพวกเขา
หลังจากที่สัจธรรมได้เป็นที่แจ่มแจ้งแก่พวกเขาแล้ว
ดังนั้นพวกเธอจงแสดงความอดทนและให้อภัยแก่พวกเขา
จนกว่าอัลลอฮฺจะได้มีพระบัญชาลงมา
อัลลอฮฺคือพระผู้ทรงมีอำนาจเหนือทุกสรรพสิ่ง
อัลลอฮฺทรงเปลี่ยนกิบลัตจากที่เคยหันหน้าในยามนมาซ
สู่บัยตุลมักดิส (เยรูซาเล็ม)
อย่างชาวยิวและคริสเตียน
ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของนครมะดีนะฮฺ
ให้หันไปทางทิศตรงกันข้าม
สู่นครมักกะฮฺแทน
{2:144}
แท้จริงเราเห็นใบหน้าของเธอแหงนขึ้นฟ้าบ่อยครั้ง
แน่นอนเราจะให้เธอผินไปยังทิศที่เธอพึงพอใจ
ดังนั้นเธอจงผินใบหน้าของเธอไปทาง
อัลมัสญิด อัลหะรอม เถิด
และที่ใดก็ตามที่พวกเธออยู่
ก็จงผินใบหน้าของพวกเธอไปทางทิศนั้น
และแท้จริงบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้น
ย่อมรู้ดีว่า
มันคือความจริงที่มาจากพระเจ้าของพวกตน
และอัลลอฮฺนั้น
ไม่ทรงเผอเรอต่อสิ่งที่พวกเขากระทำ
{2:145}
และแน่นอน
ถ้าหากเธอได้นำหลักฐานทุกอย่างมาแสดงแก่บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์
พวกเขาก็ไม่ตามกิบละฮฺของเธอดอก
และเธอก็ไม่ใช่จะเป็นผู้ตามกิบละฮฺของพวกเขา
และบางกลุ่มในพวกเขาเอง
ก็ไม่ใช่จะเป็นผู้ตามกิบละฮฺของอีกบางกลุ่ม
และถ้าหากเธอได้ปฏิบัติตามความใคร่ของพวกเขาหลังจากที่มีความรู้มายังเธอแล้ว
ถ้าอย่างนั้นเธอก็จะอยู่ในหมู่พวกทุจริต
ชาวยิวในนครมะดีนะฮฺพูดกับนบีมุหัมมัดว่า
"รออินา"
ซึ่งในภาษาอาหรับแปลว่า
"จงดูแลเรา"
แต่ในภาษาฮีบรู
רע
เป็นคำด่า
แปลว่า "คนชั่วของพวกเรา"
อัลลอฮฺทรงเตือนไม่ให้ชาวมุสลิมพูดตามชาวยิว
{2:104}
ดูกร
บรรดาผู้มีศรัทธา!
จงอย่ากล่าวว่า
"รออินา"
แต่จงกล่าวว่า
"อุนซุรนา"
และจงฟังสิ่งที่ได้ถูกกล่าวไป
สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธนั้น
คือการลงโทษอันเจ็บปวด
{2:105}
บรรดาผู้ปฏิเสธการศรัทธา
ไม่ว่าจะเป็นชาวคัมภีร์
หรือพวกตั้งภาคี
ไม่ปรารถนาที่จะเห็นความดีอันใดจากพระเจ้าของพวกเธอถูกส่งมายังพวกเธอ
ทั้ง ๆ
ที่อัลลอฮฺทรงเจาะจงความเมตตาของพระองค์แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์
และอัลลอฮฺคือพระเจ้าแห่งความโปรดปรานอันใหญ่หลวง
ความอิจฉาริษยาเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวคัมภีร์ทำความผิดต่าง
ๆ นานา รวมถึงการฆ่าสังหารบรรดานบี
อีกทั้งยังขัดแย้งและเข่นฆ่าระหว่างกัน
{2:213}
ปวงมนุษย์นั้นเคยเป็นประชาชาติเดียวกัน
ภายหลังอัลลอฮฺได้ทรงส่งบรรดานบีมาในฐานะผู้แจ้งข่าวดีและผู้ตักเตือน
และได้ทรงประทานคัมภีร์
อันกอปรด้วยความจริง
ลงมาแก่พวกเขา
เพื่อจะได้ทรงพิพากษาระหว่างหมู่มนุษย์ในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกัน
และไม่มีผู้ใดที่ขัดแย้งในคัมภีร์นั้น
นอกจากบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้นเอง
หลังจากที่บรรดาหลักฐานอันชัดแจ้งได้มายังพวกเขาเหล่านั้นแล้ว
ทั้งนี้เพราะความอิจฉาริษยาในระหว่างพวกเขากันเอง
แล้วอัลลอฮฺก็ทรงชี้นำแก่บรรดาผู้มีศรัทธา
ซึ่งความจริงที่พวกเขาขัดแยังกัน
ด้วยพระอนุมัติของพระองค์
และอัลลอฮฺทรงชี้นำผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์สู่หนทางอันเที่ยงตรง
{3:21}
แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อบรรดาโองการของอัลลอฮฺ
และสังหารบรรดานบีโดย
ปราศจากความเป็นธรรม
และสังหารผู้คนที่สั่งให้ดำรงความยุติธรรม
จงแจ้งข่าวดีแก่พวกเขา
ถึงการทรมานอันเจ็บปวด
{3:22}
ชนเหล่านี้
คือผู้ที่บรรดาการงานของพวกเขาสูญสลายทั้งในโลกนี้และปรโลก
และพวกเขาจะไม่มีเหล่าผู้ช่วยเหลือเลย
{3:23}
เธอไม่ได้เห็นบรรดาผู้ที่ได้รับบางส่วนของคัมภีร์นั้นดอกหรือ?
พวกเขาถูกเชิญชวนไปสู่คัมภีร์ของอัลลอฮฺ
เพื่อคัมภีร์นั้นจะได้พิพากษาระหว่างพวกเขา
แล้วกลุ่มหนึ่งในหมู่พวกเขาก็ผินหลังให้
โดยที่พวกเขาต่อต้าน
{3:24}
นั่นก็เพราะพวกเขากล่าวว่า
"เพลิงนรกนั้นจะไม่สัมผัสพวกเราเลย
นอกจากเพียงไม่กี่วัน"
และสิ่งที่พวกเขากุขึ้นในศาสนาของพวกตนนั้นได้หลอกลวงพวกเขาเอง
{3:25}
แล้วจะเป็นอย่างใดเล่า
เมื่อเราได้ชุมนุมพวกเขาไว้สำหรับวันหนึ่ง
ซึ่งไม่มีข้อสงสัยในนั้นเลย
และแต่ละชีวิตจะถูกตอบแทนอย่างครบถ้วนในสิ่งมีชีวิตนั้นได้แสวงหาไว้
โดยที่พวกเขาจะไม่ถูกฉ้อฉล
{98:4}
และบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้นไม่ได้แตกแยกกัน
เว้นแต่หลังจากที่ได้มีหลักฐานอันชัดแจ้งมายังพวกเขาแล้ว
อัลลอฮฺทรงห้ามชาวมุสลิมไม่ให้เชื่อฟังการปลุกระดมและการโฆษณาชวนเชื่อของชาวคัมภีร์
{3:100}
ดูกร
บรรดาผู้มีศรัทธา!
หากพวกเธอเชื่อฟังกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดในหมู่ผู้ที่ได้รับคัมภีร์แล้ว
พวกเขาก็จะนำพวกเธอกลับไปเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาอีก
หลังจากที่พวกเธอมีศรัทธาแล้ว
{3:101}
และพวกเธอจะปฏิเสธศรัทธาได้อย่างใด
ทั้ง ๆ ที่พวกเธอนั้น
มีบรรดาโองการของอัลลอฮฺถูกอ่านแก่พวกเธออยู่
และท่ามกลางพวกเธอก็ยังมีศาสนทูตของพระองค์อยู่ด้วย
และผู้ใดยึดมั่นต่ออัลลอฮฺ
เขาก็ได้รับการชี้นำไปสู่ทางอันเที่ยงตรง
{3:186}
แน่นอนยิ่งพวกเธอจะถูกทดสอบในทรัพย์สมบัติของพวกเธอและตัวของพวกเธอเอง
และแน่นอนยิ่งพวกเธอจะได้ยินสิ่งที่ทำให้เดือดร้อนมากมาย
จากบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ก่อนหน้าพวกเธอ
และบรรดาผู้ตั้งภาคี
และหากพวกเธออดทนและยำเกรงแล้ว
(ก็จะพ้นการทดสอบ)
แท้จริงนั่นคือส่วนหนึ่งจากกิจการที่จำต้องเด็ดเดี่ยว
ชาวคัมภีร์ท้านบีมุหัมมัด
(ศ)
ให้นำคัมภีร์ทั้งเล่มลงมาจากฟ้า
ซึ่งก็เหมือนบรรพชนของพวกเขาในอดีตเคยขอจากนบีมูซา
(อ)
ที่จะดูอัลลอฮฺ
{4:153}
บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์จะขอร้องเธอ
ให้เธอนำคัมภีร์ฉบับหนึ่งจากฟ้าลงมาแก่พวกเขา
แท้จริงนั้นพวกเขาได้ขอร้องมูซา
ซึ่งสิ่งที่ใหญ่กว่านั้นมาแล้ว
โดยที่พวกเขากล่าวว่า
"จงแสดงให้พวกเราเห็นอัลลอฮฺโดยชัดแจ้งเถิด"
แล้วอสุนีบาตก็ได้คร่าพวกเขา
เนื่องด้วยความทุจริตของพวกเขา
ภายหลังพวกเขาก็ได้ยึดถือลูกวัว
หลังจากที่บรรดาหลักฐานอันชัดเจนได้มายังพวกเขาแล้ว
แล้วเราก็อภัยให้ในเรื่องนั้น
และเราได้ให้อํานาจอันชัดเจนแก่มูซา
ชาวคริสเตียนมีความสุดโต่งในศาสนา
เช่น ยึดเอานบีอีซา (อ)
เป็นพระบุตรของพระเจ้า
{4:171}
ดูกร
บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์!
จงอย่าปฏิบัติจนเกินขอบเขตในศาสนาของพวกเธอ
และจงอย่ากล่าวเกี่ยวกับอัลลอฮฺ
นอกจากสิ่งที่เป็นจริงเท่านั้น
แท้จริง อัลมะซีหฺ
อีซา บุตรมัรยัมนั้น
เป็นเพียงศาสนทูตของอัลลอฮฺและเป็นเพียงพระดํารัสของพระองค์
ที่ได้ทรงกล่าวมันแก่มัรยัม
และเป็นเพียงวิญญาณหนึ่งจากพระองค์เท่านั้น
ดังนั้นจงมีศรัทธาต่ออัลลอฮฺ
และบรรดาศาสนทูตของพระองค์เถิด
และจงอย่ากล่าวว่าสามองค์เลย
จงหยุดยั้งเสียเถิด
มันเป็นสิ่งดียิ่งแก่พวกเธอ
แท้จริงอัลลอฮฺคือพระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว
พระองค์ทรงบริสุทธิ์กว่าการที่จะทรงมีบุตร
สิ่งที่อยู่ในเหล่าชั้นฟ้าและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ทั้งสิ้น
และเพียงพอแล้วที่อัลลอฮฺทรงเป็นพระผู้ได้รับมอบหมายให้คุ้มครองรักษา
{4:172}
อัลมะซีหฺนั้นจะไม่หยิ่งเป็นอันขาดที่จะเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ
และมะลาอิกะฮฺผู้ใกล้ชิดก็เช่นกัน
และผู้ใดหยิ่งต่อการเคารพสักการะพระองค์และยะโสแล้ว
พระองค์ก็จะทรงนำพวกเขามาชุมนุม
ณ ที่พระองค์ทั้งหมด
ชาวคัมภีร์หลงเชื่อในไสยศาสตร์
{2:102}
และพวกเขาได้ปฏิบัติตามสิ่งที่เหล่าชัยฏอนได้อ่านในรัชสมัยสุลัยมาน
สุลัยมานไม่ได้ปฏิเสธศรัทธาดอก
แต่เหล่าชัยฏอนต่างหากที่ปฏิเสธศรัทธา
เพราะพวกเขาสอนไสยศาสตร์ให้แก่ผู้คน
และพวกเขา(ปฏิบัติตาม)สิ่งที่ถูกนำลงมาแก่มะลักสองตนที่บาบิล
นั่นคือฮารูตและมารูต
ทั้งสองจะไม่สอนไสยศาสตร์แก่ผู้ใด
จนกว่าเขาทั้งสองจะกล่าวว่า
"อันเรานี้เป็นเพียงการทดสอบอย่างหนึ่ง
ดังนั้นเธอจงอย่าปฏิเสธศรัทธา"
แล้วจากทั้งสอง
พวกเขาก็ได้เรียนรู้วิชาที่ทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างบุรุษและภรรยาของเขา
ถึงแม้ว่าพวกเขาไม่อาจใช้ไสยศาสตร์ทำอันตรายแก่ผู้ใดโดยปราศจากการอนุมัติของอัลลอฮฺ
แต่พวกเขาก็ยังคงเรียนสิ่งที่ให้โทษแก่ตนเอง
และไม่ได้ให้คุณประโยชน์แก่ตนเอง
ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขารู้ดีว่า
ผู้ใดที่ซื้อศาสตร์นี้ไป
จะไม่ได้รับส่วนแบ่งใดในปรโลก
และช่างเลวร้ายเสียนี่กระไร
สิ่งที่พวกเขาเอาตัวตนเข้าไปแลก
ถ้าหากว่าพวกเขารู้ก็คงดี
{2:103}
ถ้าหากพวกเขามีศรัทธาในอัลลอฮฺ
และสำรวมตนจากความชั่ว
พวกเขาจะได้รับรางวัลตอบแทนที่ดีกว่าจากอัลลอฮฺ
ถ้าหากว่าพวกเขาได้รู้
อนุมัติให้มุสลิมบริโภคอาหารที่ไม่ขัดกับกฏบัญญัติอิสลาม
อนุมัติให้มุสลิมชายแต่งงานกับสตรีชาวคัมภีร์
โดยนางไม่จำเป็นต้องนับถือศาสนาอิสลาม
{5:5}
วันนี้สิ่งดี
ๆ
ทั้งหลายได้ถูกอนุมัติแก่พวกเธอแล้ว
และอาหารของบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้นเป็นที่อนุมัติแก่พวกเธอแล้ว
และอาหารของพวกเธอก็เป็นที่อนุมัติแก่พวกเขา
เช่นเดียวกันกับบรรดาสตรีบริสุทธิ์ในหมู่สตรีผู้มีศรัทธา
และบรรดาสตรีบริสุทธิ์ในหมู่ผู้ที่ได้รับคัมภีร์ก่อนหน้าพวกเธอ
เมื่อพวกเธอได้มอบสินสอดของพวกนางให้แก่พวกนาง
ในฐานะเป็นผู้สมรส
ไม่ใช่เป็นผู้ผิดประเวณี
และไม่ใช่ยึดเอานางเป็นชู้
และผู้ใดปฏิเสธต่อการศรัทธา
แน่นอนการงานของเขาก็สูญสลาย
ขณะเดียวกันในวันปรโลกพวกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ที่สูญเสีย
อัลลอฮฺทรงลงโทษชาวยิวในนครมะดีนะฮฺ
ด้วยการประหารชีวิตและด้วยการเนรเทศออกจากนคร
เนื่องจากการที่พวกเขาละเมิดสนธิสัญญา
ที่ทำไว้กับชาวมุสลิม
แต่พวกเขากลับทรยศด้วยการส่งข่าวสารให้ชาวมุชริกีนมักกะฮฺ
และร่วมมือกับพวกเขา
ด้วยเตรียมการโจมตีชาวมุสลิมจากด้านใน
ในขณะที่กองทัพของอะบูสุฟยานจะมาประชิดเมือง
ด้วยเหตุนี้ พวกยิวจึงประหารชีวิตและถูกเนรเทศ
ก่อนที่จะอพยพออก
พวกเขาก็ได้ทุบตีทำลายบ้านเรือนของตน
เพื่อไม่ให้ผู้อื่นเข้าไปครอบครองอาศัย
{33:26}
และพระองค์ทรงเอาพวกชาวคัมภีร์
ที่ได้ช่วยเหลือพวกเขา
ลงมาจากป้อมที่มั่นของพวกเขา
และทรงขว้างความหวาดกลัวลงในจิตใจของพวกเขา
ส่วนหนึ่งพวกเธอประหารชีวิต
และอีกส่วนหนึ่งพวกเธอจับเป็นเชลย
{59:2}
พระองค์คือพระผู้ทรงนำบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในหมู่ชาวคัมภีร์ออกจากบ้านเรือนของพวกเขา
ตั้งแต่ครั้งแรกของการชุมนุมเพื่อขับไล่
พวกเธอไม่เคยคาดคิดกันเลยว่า
พวกเขาจะออกไป และพวกเขาเองก็คิดว่า
ป้อมปราการของพวกเขานั้น
จะป้องกันพวกเขาให้รอดพ้นจากอัลลอฮฺได้
แต่(การลงโทษของ)อัลลอฮฺได้มีมายังพวกเขา
โดยที่พวกเขาไม่ได้เคยคาดคิดมาก่อน
และพระองค์ทรงโยนความหวาดกลัวลงในจิตใจของพวกเขา
พวกเขาจึงทำลายบ้านเรือนของพวกตนด้วยน้ำมือของตนเอง
และด้วยน้ำมือของบรรดาศรัทธาชน
จงยึดถือเป็นบทเรียนเถิด
โอ้ ผู้มีสติปัญญาทั้งหลาย!
บรรดาคนสับปลับยึดเอาชาวยิวเป็นมิตรและพี่น้อง
และสัญญาว่าจะอาสาช่วยเหลือและร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพวกเขา
หากชาวคัมภีร์ถึงกับต้องถูกเนรเทศออกจากนครมะดีนะฮฺ
บรรดาคนสับปลับก็จะละทิ้งบ้านช่องตามชาวยิวไปด้วย
แต่พอชาวยิวถูกกองทัพมุสลิมโจมตี
บ้างก็ถูกสำเร็จโทษด้วยการประหารชีวิต
บ้างก็ถูกเนรเทศออกจากนครมะดีนะฮฺ
บรรดาคนสับปลับกลับบิดพริ้วคำสัญญาทุกอย่าง
{59:11}
เธอไม่เห็นดอกหรือ?
บรรดาผู้ที่กลับกลอก
กล่าวแก่พี่น้องของพวกตน
ที่ปฏิเสธศรัทธาในหมู่ชาวคัมภีร์ว่า
"หากพวกท่านถูกไล่ออก
เราก็จะออกไปพร้อมกับพวกท่านด้วยแน่
และเราจะไม่เชื่อฟังผู้ใดเป็นอันขาดในเรื่องเกี่ยวกับพวกท่าน
และหากพวกท่านถูกโจมตี
เราก็จะช่วยเหลือพวกท่านแน่นอน"
และอัลลอฮฺทรงเป็นพยานว่า
พวกเขาเป็นผู้กล่าวเท็จ
02 กรกฎาคม 2557
จับปลาสองตัว
ถ้าจับปลาตัวด้วย ด้วยมือสองข้าง อาจจะมีโอกาสจับได้ แต่ถ้าจับปลาสองตัว ด้วยมือสองข้าง ในเวลาเดียวกัน จะไม่มีวันได้ปลาแม้แต่สักตัว ถึงแม้ว่าจะจับจนตาย นอกจากว่า เธอจะจับปลาตาย
ผู้ประสบความสำเร็จจะสอนให้เธอตั้งสมาธิ ตั้งใจ จดจ่อ ทำสิ่งเดียว เท่านั้น เธอถึงจะทำได้ดีที่สุด และสำเร็จลุล่วงเร็วกว่าการทำอะไร หลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน
ข้อดีของบล็อกเกอร์
หันกลับมาใช้บล็อกเกอร์อีกครั้ง หลังจากที่ทิ้งมันไปนานแสนนานสามปี มีโดเมนก็ต้องเมนเทน หลายครั้งถูกทางบริษัทฮอสติ้งปิดเฉยเลย อ้างว่าเราติดตั้งโคดที่ทำให้แฮกเกอร์เข้าได้ เลยตัดสินใจใช้ของฟรีแบบนี้ ดีแล้ว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


