28 ธันวาคม 2553

ฮารูตและมารูต มะลักสองตนที่สอนไสยศาสตร์ในบาบิโลน

ฮารูต และ มารูต (ภาษาอาหรับ: هاروت و ماروت /ฮารูต วะ มารูต/) มะลักสองตนที่อัลลอหฺได้บัญชาให้ลงมาในกรุงบาบิโลน ซึ่งพระองค์ได้ทรงทำให้เขาทั้งสองเป็นเครื่องทดลองใจสำหรับมนุษย์ โดยลงมาสอนวิชาไสยศาสตร์ และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับไสยศาสตร์ แต่ก่อนที่จะสอน มะลักทั้งสองก็จะตักเตือนว่า อย่าเป็นผูัปฏิเสธ

"ฮารูตและมารูต"ในอัลกุรอาน

อัลกุรอานระบุเรื่องของฮารูตและมารูตเพียงสั้น ๆ ว่า

{2:102} และพวกเขาได้ปฏิบัติตามสิ่งที่เหล่าชัยฏอนได้อ่านในรัชสมัยสุลัยมาน สุลัยมานมิได้ปฏิเสธ แต่เหล่าชัยฏอนต่างหากที่ปฏิเสธ เพราะพวกเขาสอนไสยศาสตร์ให้แก่ผู้คน และพวกเขาปฏิบัติตามสิ่งที่ถูกส่งมายัง ฮารูตและมารูต มะลักสองตนที่บาบิล ทั้งสองจะไม่สอนไสยศาสตร์แก่ผู้ใด จนกว่าเขาทั้งสองจะกล่าวว่า "อันเรานี้เป็นเพียงการทดสอบอย่างหนึ่ง ดังนั้นท่านจงอย่าปฏิเสธ" ถึงกระนั้นพวกเขาก็ได้เรียนจากทั้งสอง ซึ่งวิชาที่ทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างบุรุษและภรรยาถึงแม้จะเห็นได้ชัดว่า พวกเขาไม่อาจใช้ไสยศาสตร์ทำอันตรายแก่ผู้ใดโดยปราศจากการอนุมัติของอัลลอหฺ แต่พวกเขาก็ยังคงเรียนสิ่งที่ให้โทษแก่พวกเขาและไม่ได้ให้คุณแก่พวกเขา ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขารู้ดีว่าผู้ใดที่ซื้อวิชานี้จะไม่ได้รับส่วนแบ่งใดในปรโลก ช่างชั่วช้าเสียนี่กระไร สำหรับสิ่งที่พวกเขาได้แลกเอามันมาด้วยตัวของพวกเขา ถ้าหากว่าพวกเขารู้

นบีอิลยาส

นบีอิลยาส หรือ อิลยาซ (ภาษาอาหรับ: إلياس /อิลยาส/; ภาษาฮีบรู: אליהו /เอลียะหฺ/; ภาษากรีก: Ἠλίας /เอลียาส/) เป็นนบีคนหนึ่งในปาเลสไตน์ มีชีวิตอยู่ในราว 870 ปี ก่อน ค.ศ. หลังนบีสุลัยมานราว 100 ปี

นบีอิลยาสไม่มีคัมภีร์เป็นของตน แต่ใช้คัมภีร์เตารอหฺของมูซา เหมือนศาสนทูตคนก่อน ๆ กษัตริย์ของเผ่าอิสรออีลในแคว้นยะหูดะหฺ (ยูดาห์) ในสมัยนั้นคือ อัคอาบ (ภาษาอังกฤษ: ِAhab /อาฮาบ/; ภาษาฮีบรู: אַחְאָב /อัคอาบ/) บุตรของกษัตริย์อมรี ซึ่งได้แต่งงานกับนางเอซาเบล (ภาษาอังกฤษ: Jezebel /เจเซเบล/; ภาษาฮีบรู: אִיזָבֶל /เอซาเบล/) เจ้าหญิงแห่งเฟนิเซีย เมื่อนางได้เป็นราชินี ก็มีอำนาจเหนือสามี บังคับให้สามีนับถือบูชาเทวรูปเหมือนตน และได้ก่อสร้างวิหารเพื่อประดิษฐานเทวรูป บะอัล ซึ่งเป็นที่บูชาของชาวเฟนิเซีย นอกจากนี้ยังสนับสนุนการผิดประเวณี และการทำอนาจารต่าง ๆ อย่างโจ่งแจ้ง บรรดานบีต่าง ๆ ในแผ่นดินที่ต่อต้านการกระทำอันชั่วร้ายนี้ ก็ถูกนางสั่งให้สังหารเป็นจำนวนมาก

ศาสนทูตอิลยาสจึงตักเตือนเผ่าอิสรออีลให้หยุดบูชารูปปั้น และหยุดทำความชั่ว เมื่อไม่สามารถที่จะยับยั้งได้ ศาสนทูตอิลยาสจึงรวบรวมพลเพื่อต่อสู้กับพวกผู้นำของศาสนาบะอัล เมื่ออัคอาบตาย นางเอซาเบลก็ยังคงยืมอำนาจของ อะคาซียะห บุตรชายที่ขึ้นมาเป็นกษัตริย์แทนบิดา เมื่อ อะคาซียะห ถูกฆ่าตายในสงครามกับชนชาติอื่น นางก็ยังยืมอำนาจของ เยโฮรัม บุตรชายอีกคนที่ขึ้นมาเป็นกษัตริย์แทนพี่ชาย

นบีอิลยะสะอฺ ผู้เป็นศิษย์และศาสนทูตสืบทอดอิลยาสก็ได้สั่งให้ เยฮู เป็นผู้นำศรัทธาชนต่อสู้กับกษัตริย์เยโฮรัม จนกระทั่งเยโฮรัมถูกฆ่า เยโฮรัมได้กลับมาจัดการกับนางเอซาเบล โดยสั่งให้เหล่าขันทีฆ่านางด้วยการโยนนางทิ้งทางหน้าต่าง หลังจากนั้นเยฮูก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์แห่งยะหูดะหฺตั้งแต่นั้นมา

"อิลยาส"ในอัลกุรอาน

{6:85} และซะกะรียา และยะฮฺยา และอีซา และอิลยาส ทุกคนนั้นอยู่ในหมู่คนดี

{37:123} และแท้จริง อิลยาสนั้นเป็นคนหนึ่งในบรรดาศาสนทูต
{37:124} เมื่อเขากล่าวแก่หมู่ชนของเขาว่า "พวกเธอไม่ยำเกรงอัลลอหฺหรือ?"
{37:125} "พวกเธอเคารพสักการะบะอัล และละทิ้งพระผู้ทรงสร้างที่ประเสริฐยิ่งนั้นหรือ?"
{37:126} "อัลลอหฺคือพระเจ้าของพวกเธอ และพระเจ้าของบรรพบุรุษของพวกเธอแต่เก่าก่อน"
{37:127} แต่แล้วพวกเขากล่าวหาว่าอิลยาสมุสา พวกเขาจะถูกนำมาลงโทษอย่างแน่นอน
{37:128} นอกจากปวงบ่าวของอัลลอหฺผู้บริสุทธิ์ใจ
{37:129} และเราได้จรรโลงเขาในกลุ่มชนรุ่นหลัง
{37:130} ศานติจงมีแด่อิลยาซีน

เทียนดวงหนึ่งสว่าง เทียนอื่นต่างมาจุดไป จนสว่างไสวทั้งโลกา

ไอเดียของคุณวันนี้อาจจะเพี้ยนมาก ๆ ผู้คนอาจจะหัวเราะเยาะคุณ และประณามคุณว่าเป็นคนวิกลจริต แต่เมื่อใดมีคนปฏิบัติตามสิ่งไอเดียของคุณเป็นหมื่นเป็นแสน คุณก็จะได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยบุคคล

ไอเดียดี ๆ เป็นของขวัญอันล้ำค่า ที่ปัญญาของคุณกลั่นกรองมาให้ เป็นเสมือนพรสวรรค์ เมื่อคุณได้รับการดลจิต ก็อย่าประมาท ด้วยการไม่บันทึกมันไว้ ไอเดียของคุณอาจจะแปลกประหลาดเหลือเชื่อ แต่อย่าลืมว่า ความเจริญและความเสื่อมโทรมของโลกในวันนี้ ล้วนมาจากไอเดียของมนุษย์ทั้งนั้น

เมื่อคุณมีไอเดียที่ดี หากเผยแพร่บทความมันมีประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ก็จงเริ่มเผยแผ่มัน เสมือนการจุดเทียน หากมีคนมาจุดจากเทียนของคุณ แล้วจุดต่อ ๆ กันไป ไม่นานก็จะมีเทียนถูกจุดเป็นหมื่นเป็นแสน สว่างไสวทั้งโลกา

ความยากจนมาจากความโลภและตระหนี่

โลกนี้มีทรัพยากรธรรมชาติที่เกินต่อความต้องการของมนุษยชาติ แต่ความละโมบโลภมากและความตระหนี่ถี่เหนียวของชนส่วนน้อยได้กีดกันไม่ให้ชนส่วนใหญ่ได้รับส่วนแบ่งที่พวกเขาควรจะได้รับ ทำให้เกิดความยากจนและความทุกข์ยากลำบาก อันที่จริงแล้ว หากมนุษย์สามารถขจัดละโมบโลภมากและความตระหนี่ถี่เหนียวออกจากจิตใจ เอาความเมตตากรุณาเข้าทดแทน ในโลกนี้จะไม่มีคนยากจนหิวแม้แต่คนเดียว

สิ่งที่จะเป็นของคุณ ก็จะเป็นของคุณ

ต้นเดือนนี้ หลังจากกลับจากบาห์เรน เราเข้าไปที่ตลาดขายของโบราณแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ท่ามกลางกรุงลอนดอน มีชาวจีนแก่ ๆ คนหนึ่ง เช่าที่ใต้บันได เพื่อตั้งตู้กระจก ขายของเก่าบ้าง โบราณบ้าง ปนเปกันไป เราเคยเดินผ่านหน้าตู้กระจกของแกมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่เคยสนใจต่อหนังสือเก่า ๆ คัดด้วยมือ สามเล่มที่ตั้งโชว์อยู่ แต่วันนี้เป็นวันพิเศษ เพราะเราได้สังเกตุเห็นบางอย่างที่ไม่ปกติ นั่นก็คือหนังสือเล่มหนึ่งมีอายุมากกว่า 600 ปี อย่างแน่นอน แม้จะไม่มีปก และสภาพโทรมมาก แต่มันไม่ใช่หนังสือธรรมดา

ที่นี้เป็นตลาดขายของเก่า มีพ่อค้าซี้อขายหนังสือโบราณผ่านไปผ่านมาไม่หยุด แต่ไม่มีใครสนใจหนังสือที่อยู่ในตู้ของชายแก่ชาวจีน พ่อค้าอาหรับคนหนึ่ง ที่เปิดร้านใกล้ เห็นเรานั่งรอเจ้าของ ก็มาพูดกวนว่า เนี่ย มันเป็นหนังสือของฉัน ที่ฉันขายในอีเบย์ แล้วอยู่ดี ๆ มันมาอยู่ในตู้นี้ คุณขอซื้อจากเขาในราคา 2-300 ปอนด์ แกคงให้ "ไอ้อาหรับนี่ โม้อีกแล้ว" เราคิดในใจ

เรารอนานเป็นชั่วโมง ไม่ขอไปไหนอีกต่อไป เมื่อแกมา ก็ตกลงกันในราคาที่เราตกใจอย่างมาก แค่ 100 ปอนด์ เท่านั้น เหลือเชื่อเหลือเกิน

รู้ไหม นี่คือหนังสือที่แต่งโดยอิมามและคอลีฟะหฺซัยดียะหฺแห่งยะมัน ที่ชื่อว่า อันนาศิร ลิดีนิลลาหฺ ศอลาฮุดดีน เมื่อ 633 ปีที่แล้ว เป็นหนังสือที่หายาก และเล่มนี้เป็นเล่มที่คัดในสมัยที่ท่านยังมีชีวิต ได้หนังสือเล่มนี้ดีใจมาก แต่ก็ต้องเหนื่อยสองวัน ค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต กว่าจะได้รู้ว่าหนังสือเล่มนี้ใครแต่ง

หลังจากซ่อมแซม หนังสือเล่มนี้ก็จะมีค่าประมาณ 20,000 ปอนด์

อะไรที่อัลลอหฺจะลิขิตให้เรา คนอื่นก็ไม่สามารถจะเห็นได้ แม้ว่าจะเดินผ่านไปมา เป็นสิบ ๆ ครั้ง ก็ตาม

อะไรที่ไม่ได้ถูกลิขิตให้แก่เรา แม้เข้าปากแล้ว ยังหล่นตกดิน

ดังนั้นโชคลาภ(ริสกี)ก็เหมือนความตาย แม้เธอจะไม่ไปหามัน มันก็จะมาหาเธอเอง