ชาวคัมภีร์
ในสมัยนบีมุหัมมัด
(ศ)
มีชาวคัมภีร์สองพวก
นั่นคือพวกยิว และพวกคริสเตียน
อาศัยอยู่ในอาระเบีย
อายัตอัลกุรอานจำนวนมาก
ลงมาเพื่อพูดกับชาวยิวและคริสเตียนโดยเฉพาะ
อัลลอฮฺทรงเชิญชวนชาวคัมภีร์ให้ศรัทธาต่อนบีมุหัมมัด
(ศ)
และศาสนาอิสลาม
{3:19}
แท้จริงศาสนา
ณ อัลลอฮฺ
นั้นคืออัลอิสลาม
และบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้นไม่ได้ขัดแย้งกัน
นอกจากหลังจากที่ได้มีความรู้มายังพวกเขาแล้ว
เนื่องมาจากการแก่งแย่งกันระหว่างพวกเขา
และผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่อบรรดาโองการของอัลลอฮฺ
แน่นอนอัลลอฮฺคือพระผู้ทรงรวดเร็วในการชําระ
{3:20}
แล้วหากพวกเขาโต้แย้งเธอ
ก็จงกล่าวเถิดว่า
"ฉันได้มอบใบหน้าของฉันแด่อัลลอฮฺแล้ว
และผู้ที่ตามฉันก็เช่นกัน"
และจงกล่าวแก่บรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์
และบรรดาผู้ที่ไม่รู้หนังสือว่า
"พวกเธอสวามิภักดิ์แล้วหรือ?" ถ้าหากพวกเขาได้สวามิภักดิ์แล้ว พวกเขาก็ได้รับทางนำ และถ้าหากพวกเขาผินหลังให้ หน้าที่ของเธอนั้นก็เพียงการประกาศให้ทราบเท่านั้น และอัลลอฮฺทรงเห็นป่วงบ่าวเสมอ
"พวกเธอสวามิภักดิ์แล้วหรือ?" ถ้าหากพวกเขาได้สวามิภักดิ์แล้ว พวกเขาก็ได้รับทางนำ และถ้าหากพวกเขาผินหลังให้ หน้าที่ของเธอนั้นก็เพียงการประกาศให้ทราบเท่านั้น และอัลลอฮฺทรงเห็นป่วงบ่าวเสมอ
{4:47}
ดูกร
บรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์!
จงมีศรัทธาต่อสิ่งที่เราได้นำลงมาเพื่อยืนยันสิ่งที่มีอยู่กับพวกเธอเถิด
ก่อนที่เราจะลบล้างใบหน้า
แล้วหมุนมันกลับไปอยู่ด้านหลัง
หรือไม่ก็จะสาปแช่งพวกเขา
เช่นเดียวกับที่เราได้สาปแช่งบรรดาผู้ที่ละเมิดในวันสับบาโต
และคําสั่งของอัลลอฮฺนั้นย่อมถูกปฏิบัติตามเสมอ
{98:1}
บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในหมู่ชาวคัมภีร์และเหล่าผู้ตั้งภาคีนั้นจะไม่ละทิ้ง(ความเชื่อของพวกตน)
จนกว่าจะได้มีหลักฐานอันชัดแจ้งมายังพวกเขา
{98:2}
คือศาสนทูตคนหนึ่งจากอัลลอฮฺเพื่ออ่านคัมภีร์อันบริสุทธิ์
{98:3}
ในคัมภีร์นั้นมีบัญญัติอันเที่ยงตรง
{98:4}
และบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้นไม่ได้แตกแยกกัน
เว้นแต่หลังจากที่ได้มีหลักฐานอันชัดแจ้งมายังพวกเขาแล้ว
{98:5}
และพวกเขาไม่ได้ถูกบัญชาให้กระทำอื่นใด
นอกจากเพื่อเคารพสักการะอัลลอฮฺ
เป็นผู้มีเจตนาบริสุทธิ์ในการภักดีต่อพระองค์
เป็นผู้อยู่ในแนวทางที่เที่ยงตรง
และดํารงการนมาซ และชําระซะกาต
และนั่นแหละคือศาสนาอันเที่ยงธรรม
{98:6}
แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในหมู่ชาวคัมภีร์และเหล่าผู้ตั้งภาคีนั้นจะอยู่ในนรกญะฮันนัม
เป็นอมตะอยู่ในนั้น ชนเหล่านั้น
พวกเขาเป็นมนุษย์ที่ชั่วช้ายิ่ง
{98:7}
แท้จริงบรรดาผู้มีศรัทธาและประกอบคุณงามความดี
ชนเหล่านั้น พวกเขาเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐยิ่ง
{98:8}
การตอบแทนของพวกเขา
ณ ที่พระเจ้าของพวกเขาคือบรรดาสวนสวรรค์แห่งอะดัน
มีแม่น้ำลำธารไหลผ่านจากเบื้องล่างของมัน
พวกเขาเป็นอมตะอยู่ในนั้น
อัลลอฮฺทรงปิติต่อพวกเขา
และพวกเขาก็ยินดีในพระองค์
นั่นคือ(การตอบแทน)สำหรับผู้ที่กลัวเกรงพระเจ้าของพวกตน
ชาวยิวและคริสเตียนรู้จักคุณสมบัติของนบีมุหัมมัด
(ศ)
เป็นอย่างดี
ก่อนที่ท่านจะเกิดและปรากฏ
เพราะคัมภีร์ของพวกเขาได้ระบุถึงคุณสมบัติของศาสนทูตสุดท้ายไว้ชัดเจน
{2:101}
และเมื่อใดก็ตามที่ศาสนทูตจากอัลลอฮฺมายังพวกเขา
เป็นผู้ยืนยันคัมภีร์ที่มีอยู่กับพวกเขา
กลุ่มหนึ่งจากบรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ก็จะทิ้งคัมภีร์ของอัลลอฮฺไว้ข้างหลัง
ประหนึ่งว่าพวกเขาไม่รู้อะไร
{2:146}
บรรดาผู้ที่เราได้ให้คัมภีร์แก่พวกเขานั้น
พวกเขาย่อมรู้จักเขาดี
เหมือนกับที่พวกเขารู้จักลูก
ๆ ของตนเอง
และแท้จริงกลุ่มหนึ่งจากพวกเขานั้นปิดบังความจริงไว้
ทั้ง ๆ ที่พวกเขารู้กันอยู่
ชาวคัมภีร์ส่วนหนึ่งปิดบังและบิดเบือนคัมภีร์
เพื่อรักษาผลประโยชน์ของพวกตน
แต่ก็มีอีกกลุ่มหนึ่ง
ที่มีศรัทธาต่ออัลลอฮฺอย่างแท้จริง
ไม่ปิดบังและบิดเบือนคัมภีร์
{3:187}
และ(จงรำลึก)เมื่ออัลลอฮฺทรงเอาคํามั่นสัญญาจากบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ว่า
"พวกเธอจะต้องแจกแจงคัมภีร์นั้นให้แจ่มแจ้งแก่ผู้คนทั้งหลาย
และพวกเธอจะต้องไม่ปิดบังมัน"
แล้วพวกเขาก็โยนมันทิ้งไว้เบื้องหลังของพวกตน
และได้แลกเปลี่ยนมันไปกับราคาอันเล็กน้อย
ช่างเลวเสียนี่กระไร!
สิ่งที่พวกเขาแลกเปลี่ยนเอามา
{3:199}
และแท้จริงในหมู่ผู้ได้รับคัมภีร์นั้นมีผู้ที่มีศรัทธาต่ออัลลอฮฺ
และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่พวกเธอ
และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่พวกเขา
ในฐานะผู้นอบน้อมต่ออัลลอฮฺ
โดยที่พวกเขาจะไม่แลกเปลี่ยนโองการของอัลลอฮฺไปกับราคาอันเล็กน้อย
ชนเหล่านี้ พวกเขาจะได้รับรางวัลของพวกตน
ณ พระเจ้าของพวกตน
แท้จริงอัลลอฮฺคือพระผู้ทรงรวดเร็วในการชําระสอบสวน
{74:31}
และเราไม่ได้แต่งตั้งผู้ใดเป็นยามเฝ้าประตูนรก
นอกจากมะลาอิกะฮฺเท่านั้น
และเราไม่ได้กําหนดจํานวนของพวกเขาไว้
เว้นแต่เพื่อเป็นการทดสอบแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา
เพื่อบรรดาชาวคัมภีร์จะได้เชื่อมั่น
และบรรดาผู้มีศรัทธาจะได้เพิ่มพูนการศรัทธา
และบรรดาชาวคัมภีร์
รวมทั้งบรรดาผู้มีศรัทธาจะไม่ต้องสงสัย
และเพื่อบรรดาผู้มีโรคในจิตใจของพวกตน
อีกทั้งบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะกล่าวว่า
"อัลลอฮฺทรงประสงค์อะไรด้วยอุปมานี้?"
เช่นนั้นแหละ
อัลลอฮฺจะทรงให้ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์นั้นหลงทาง
และจะทรงชี้นำทางแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์
และไม่มีผู้ใดรู้จํานวนไพร่พลของพระเจ้าของเธอนอกจากพระองค์
และนี่เพียงแต่เป็นข้อตักเตือนแก่ปวงมนุษย์
{4:123}
ไม่ใช่ความเพ้อฝันของพวกเธอ
และไม่ใช่ความเพ้อฝันของผู้ที่ได้รับคัมภีร์
ผู้ใดที่กระทำชั่วเขาก็ถูกตอบแทนด้วยความชั่วนั้น
และเขาจะไม่มีผู้คุ้มครองและผู้ช่วยเหลือ
อื่นจากอัลลอฮฺเลย
{4:124}
และผู้ใดประกอบคุณงามความดี
ไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิงก็ตาม
โดยที่เขาเป็นผู้มีศรัทธา
ชนเหล่านี้จะได้เข้าบรรดาสวนสวรรค์
และพวกเขาจะไม่ถูกฉ้อฉล
แม้ขนาดเท่ารูที่เมล็ดอินทผาลัม
{4:131}
และสิ่งที่อยู่ในเหล่าชั้นฟ้าและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ
และแท้จริงเราได้สั่งเสียไว้แก่บรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ก่อนหน้าพวกเธอและพวกเธอด้วย
ว่า "จงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด
และหากพวกเธอปฏิเสธศรัทธา
ก็แท้จริงสิ่งที่อยู่ในเหล่าชั้นฟ้าและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ
และอัลลอฮฺทรงเป็นพระผู้ทรงมั่งมี
พระผู้ทรงเป็นที่สรรเสริญ"
ชาวคัมภีร์อ้างว่า
พวกเขาเพียงผู้เดียวที่เป็นมิตรใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ
พระองค์จึงบัญชาให้พวกเขาปรารถนาที่จะตาย
เพื่อจะได้พบกับอัลลอฮฺ
ซึ่งก็ไม่มีใครปรารถนาแน่
เพราะแต่ละคนก็ปรารถนาที่จะมีอายุยืนยาวถึงพันปี
{62:6}
จงกล่าวเถิด
"ดูกร
บรรดาชาวคัมภีร์!
หากพวกเธออ้างว่า
พวกเธอเพียงผู้เดียวดอก
ที่เป็นมิตรของอัลลอฮฺ
ไม่ใช่ผู้อื่น
พวกเธอก็จงปรารถนาความตายกันเถิด
หากพวกเธอเป็นผู้สัตย์จริง"
{62:7}
แต่ว่าพวกเขาจะไม่ปรารถนามันเป็นอันขาด
เนื่องด้วยสิ่งที่มือของพวกเขาได้เคยประกอบไว้
และอัลลอฮฺทรงรอบรู้เกี่ยวกับพวกทุจริต
{62:8}
จงกล่าว
"แท้จริงความตาย
ที่พวกเธอหลบหนีจากมันนั้น
มันจะมาพบกับพวกเธอแน่นอน
แล้วพวกเธอจะถูกนำกลับไปยังพระผู้ทรงรอบรู้สิ่งเร้นลับและสิ่งเปิดเผย
แล้วพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกเธอตามที่พวกเธอได้ประกอบไว้"
{2:94}
จงกล่าวเถิดว่า
"หากนิวาสสถานแห่งปรโลก
ณ ที่อัลลอฮฺเป็นของพวกเธอโดยเฉพาะ
ไม่ใช่เป็นของผู้อื่นแล้วไซร้
ก็จงปรารถนาความตายเถิด
หากพวกเธอสัตย์จริง"
{2:95}
แต่พวกเขาจะไม่มีวันปรารถนาเช่นนั้นแน่
เนื่องจากสิ่งที่มือของตนเองเคยประกอบมา
และอัลลอฮฺทรงรู้ดีต่อพวกทุจริต
{2:96}
และแน่นอนเธอจะพบว่า
พวกเขาเป็นมนุษย์ที่ห่วงใยต่อชีวิตมากที่สุด
และยิ่งกว่าบรรดาผู้ที่ตั้งภาคีเสียอีก
แต่ละคนใคร่ที่จะมีอายุยืนถึงพันปี
ถึงกระนั้นก็ไม่อาจคุ้มกันเขาให้พ้นจากการถูกลงโทษได้
แม้จะมีอายุยืนก็ตาม
และอัลลอฮฺทรงเห็นในสิ่งที่พวกเขากระทำกัน
{57:29}
ทั้งนี้เพื่อให้ชาวคัมภีร์จะได้รู้ว่า
พวกเขาไม่มีอํานาจเหนือสิ่งใดในความโปรดปราน
ของอัลลอฮฺ และความโปรดปรานนั้นอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของอัลลอฮฺ ซึ่งพระองค์จะทรงประทานมันแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮฺคือเจ้าแห่งความโปรดปรานอันใหญ่หลวง
ของอัลลอฮฺ และความโปรดปรานนั้นอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของอัลลอฮฺ ซึ่งพระองค์จะทรงประทานมันแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮฺคือเจ้าแห่งความโปรดปรานอันใหญ่หลวง
ชาวคัมภีร์อ้างว่า
พวกเขาเป็นที่โปรดปรานของอัลลอฮฺ
พระองค์จะไม่ทรงลงโทษพวกเขาด้วยไฟนรกเป็นเวลายาวนานเหมือนชนอื่น
ๆ หากจะต้องตกนรก
ก็จะอยู่ในนรกแค่ไม่กี่วันเท่านั้น
{3:24}
นั่นก็เพราะพวกเขากล่าวว่า
"เพลิงนรกนั้นจะไม่สัมผัสพวกเราเลย
นอกจากเพียงไม่กี่วัน"
และสิ่งที่พวกเขากุขึ้นในศาสนาของพวกตนนั้นได้หลอกลวงพวกเขาเอง
ชาวคัมภีร์มีความอิจฉาริษยา
จึงพยายามหาหนทางที่จะทำให้ชาวมุสลิมเลิกนับถือศาสนาอิสลาม
{2:109}
ชาวคัมภีร์ส่วนมากต้องการที่จะหันพวกเธอกลับไปยังการปฏิเสธ
หลังจากการมีศรัทธาของพวกเธอ
ทั้งนี้เนื่องด้วยความอิจฉาของพวกเขา
หลังจากที่สัจธรรมได้เป็นที่แจ่มแจ้งแก่พวกเขาแล้ว
ดังนั้นพวกเธอจงแสดงความอดทนและให้อภัยแก่พวกเขา
จนกว่าอัลลอฮฺจะได้มีพระบัญชาลงมา
อัลลอฮฺคือพระผู้ทรงมีอำนาจเหนือทุกสรรพสิ่ง
อัลลอฮฺทรงเปลี่ยนกิบลัตจากที่เคยหันหน้าในยามนมาซ
สู่บัยตุลมักดิส (เยรูซาเล็ม)
อย่างชาวยิวและคริสเตียน
ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของนครมะดีนะฮฺ
ให้หันไปทางทิศตรงกันข้าม
สู่นครมักกะฮฺแทน
{2:144}
แท้จริงเราเห็นใบหน้าของเธอแหงนขึ้นฟ้าบ่อยครั้ง
แน่นอนเราจะให้เธอผินไปยังทิศที่เธอพึงพอใจ
ดังนั้นเธอจงผินใบหน้าของเธอไปทาง
อัลมัสญิด อัลหะรอม เถิด
และที่ใดก็ตามที่พวกเธออยู่
ก็จงผินใบหน้าของพวกเธอไปทางทิศนั้น
และแท้จริงบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้น
ย่อมรู้ดีว่า
มันคือความจริงที่มาจากพระเจ้าของพวกตน
และอัลลอฮฺนั้น
ไม่ทรงเผอเรอต่อสิ่งที่พวกเขากระทำ
{2:145}
และแน่นอน
ถ้าหากเธอได้นำหลักฐานทุกอย่างมาแสดงแก่บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์
พวกเขาก็ไม่ตามกิบละฮฺของเธอดอก
และเธอก็ไม่ใช่จะเป็นผู้ตามกิบละฮฺของพวกเขา
และบางกลุ่มในพวกเขาเอง
ก็ไม่ใช่จะเป็นผู้ตามกิบละฮฺของอีกบางกลุ่ม
และถ้าหากเธอได้ปฏิบัติตามความใคร่ของพวกเขาหลังจากที่มีความรู้มายังเธอแล้ว
ถ้าอย่างนั้นเธอก็จะอยู่ในหมู่พวกทุจริต
ชาวยิวในนครมะดีนะฮฺพูดกับนบีมุหัมมัดว่า
"รออินา"
ซึ่งในภาษาอาหรับแปลว่า
"จงดูแลเรา"
แต่ในภาษาฮีบรู
רע
เป็นคำด่า
แปลว่า "คนชั่วของพวกเรา"
อัลลอฮฺทรงเตือนไม่ให้ชาวมุสลิมพูดตามชาวยิว
{2:104}
ดูกร
บรรดาผู้มีศรัทธา!
จงอย่ากล่าวว่า
"รออินา"
แต่จงกล่าวว่า
"อุนซุรนา"
และจงฟังสิ่งที่ได้ถูกกล่าวไป
สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธนั้น
คือการลงโทษอันเจ็บปวด
{2:105}
บรรดาผู้ปฏิเสธการศรัทธา
ไม่ว่าจะเป็นชาวคัมภีร์
หรือพวกตั้งภาคี
ไม่ปรารถนาที่จะเห็นความดีอันใดจากพระเจ้าของพวกเธอถูกส่งมายังพวกเธอ
ทั้ง ๆ
ที่อัลลอฮฺทรงเจาะจงความเมตตาของพระองค์แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์
และอัลลอฮฺคือพระเจ้าแห่งความโปรดปรานอันใหญ่หลวง
ความอิจฉาริษยาเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวคัมภีร์ทำความผิดต่าง
ๆ นานา รวมถึงการฆ่าสังหารบรรดานบี
อีกทั้งยังขัดแย้งและเข่นฆ่าระหว่างกัน
{2:213}
ปวงมนุษย์นั้นเคยเป็นประชาชาติเดียวกัน
ภายหลังอัลลอฮฺได้ทรงส่งบรรดานบีมาในฐานะผู้แจ้งข่าวดีและผู้ตักเตือน
และได้ทรงประทานคัมภีร์
อันกอปรด้วยความจริง
ลงมาแก่พวกเขา
เพื่อจะได้ทรงพิพากษาระหว่างหมู่มนุษย์ในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกัน
และไม่มีผู้ใดที่ขัดแย้งในคัมภีร์นั้น
นอกจากบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้นเอง
หลังจากที่บรรดาหลักฐานอันชัดแจ้งได้มายังพวกเขาเหล่านั้นแล้ว
ทั้งนี้เพราะความอิจฉาริษยาในระหว่างพวกเขากันเอง
แล้วอัลลอฮฺก็ทรงชี้นำแก่บรรดาผู้มีศรัทธา
ซึ่งความจริงที่พวกเขาขัดแยังกัน
ด้วยพระอนุมัติของพระองค์
และอัลลอฮฺทรงชี้นำผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์สู่หนทางอันเที่ยงตรง
{3:21}
แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อบรรดาโองการของอัลลอฮฺ
และสังหารบรรดานบีโดย
ปราศจากความเป็นธรรม
และสังหารผู้คนที่สั่งให้ดำรงความยุติธรรม
จงแจ้งข่าวดีแก่พวกเขา
ถึงการทรมานอันเจ็บปวด
{3:22}
ชนเหล่านี้
คือผู้ที่บรรดาการงานของพวกเขาสูญสลายทั้งในโลกนี้และปรโลก
และพวกเขาจะไม่มีเหล่าผู้ช่วยเหลือเลย
{3:23}
เธอไม่ได้เห็นบรรดาผู้ที่ได้รับบางส่วนของคัมภีร์นั้นดอกหรือ?
พวกเขาถูกเชิญชวนไปสู่คัมภีร์ของอัลลอฮฺ
เพื่อคัมภีร์นั้นจะได้พิพากษาระหว่างพวกเขา
แล้วกลุ่มหนึ่งในหมู่พวกเขาก็ผินหลังให้
โดยที่พวกเขาต่อต้าน
{3:24}
นั่นก็เพราะพวกเขากล่าวว่า
"เพลิงนรกนั้นจะไม่สัมผัสพวกเราเลย
นอกจากเพียงไม่กี่วัน"
และสิ่งที่พวกเขากุขึ้นในศาสนาของพวกตนนั้นได้หลอกลวงพวกเขาเอง
{3:25}
แล้วจะเป็นอย่างใดเล่า
เมื่อเราได้ชุมนุมพวกเขาไว้สำหรับวันหนึ่ง
ซึ่งไม่มีข้อสงสัยในนั้นเลย
และแต่ละชีวิตจะถูกตอบแทนอย่างครบถ้วนในสิ่งมีชีวิตนั้นได้แสวงหาไว้
โดยที่พวกเขาจะไม่ถูกฉ้อฉล
{98:4}
และบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้นไม่ได้แตกแยกกัน
เว้นแต่หลังจากที่ได้มีหลักฐานอันชัดแจ้งมายังพวกเขาแล้ว
อัลลอฮฺทรงห้ามชาวมุสลิมไม่ให้เชื่อฟังการปลุกระดมและการโฆษณาชวนเชื่อของชาวคัมภีร์
{3:100}
ดูกร
บรรดาผู้มีศรัทธา!
หากพวกเธอเชื่อฟังกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดในหมู่ผู้ที่ได้รับคัมภีร์แล้ว
พวกเขาก็จะนำพวกเธอกลับไปเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาอีก
หลังจากที่พวกเธอมีศรัทธาแล้ว
{3:101}
และพวกเธอจะปฏิเสธศรัทธาได้อย่างใด
ทั้ง ๆ ที่พวกเธอนั้น
มีบรรดาโองการของอัลลอฮฺถูกอ่านแก่พวกเธออยู่
และท่ามกลางพวกเธอก็ยังมีศาสนทูตของพระองค์อยู่ด้วย
และผู้ใดยึดมั่นต่ออัลลอฮฺ
เขาก็ได้รับการชี้นำไปสู่ทางอันเที่ยงตรง
{3:186}
แน่นอนยิ่งพวกเธอจะถูกทดสอบในทรัพย์สมบัติของพวกเธอและตัวของพวกเธอเอง
และแน่นอนยิ่งพวกเธอจะได้ยินสิ่งที่ทำให้เดือดร้อนมากมาย
จากบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ก่อนหน้าพวกเธอ
และบรรดาผู้ตั้งภาคี
และหากพวกเธออดทนและยำเกรงแล้ว
(ก็จะพ้นการทดสอบ)
แท้จริงนั่นคือส่วนหนึ่งจากกิจการที่จำต้องเด็ดเดี่ยว
ชาวคัมภีร์ท้านบีมุหัมมัด
(ศ)
ให้นำคัมภีร์ทั้งเล่มลงมาจากฟ้า
ซึ่งก็เหมือนบรรพชนของพวกเขาในอดีตเคยขอจากนบีมูซา
(อ)
ที่จะดูอัลลอฮฺ
{4:153}
บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์จะขอร้องเธอ
ให้เธอนำคัมภีร์ฉบับหนึ่งจากฟ้าลงมาแก่พวกเขา
แท้จริงนั้นพวกเขาได้ขอร้องมูซา
ซึ่งสิ่งที่ใหญ่กว่านั้นมาแล้ว
โดยที่พวกเขากล่าวว่า
"จงแสดงให้พวกเราเห็นอัลลอฮฺโดยชัดแจ้งเถิด"
แล้วอสุนีบาตก็ได้คร่าพวกเขา
เนื่องด้วยความทุจริตของพวกเขา
ภายหลังพวกเขาก็ได้ยึดถือลูกวัว
หลังจากที่บรรดาหลักฐานอันชัดเจนได้มายังพวกเขาแล้ว
แล้วเราก็อภัยให้ในเรื่องนั้น
และเราได้ให้อํานาจอันชัดเจนแก่มูซา
ชาวคริสเตียนมีความสุดโต่งในศาสนา
เช่น ยึดเอานบีอีซา (อ)
เป็นพระบุตรของพระเจ้า
{4:171}
ดูกร
บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์!
จงอย่าปฏิบัติจนเกินขอบเขตในศาสนาของพวกเธอ
และจงอย่ากล่าวเกี่ยวกับอัลลอฮฺ
นอกจากสิ่งที่เป็นจริงเท่านั้น
แท้จริง อัลมะซีหฺ
อีซา บุตรมัรยัมนั้น
เป็นเพียงศาสนทูตของอัลลอฮฺและเป็นเพียงพระดํารัสของพระองค์
ที่ได้ทรงกล่าวมันแก่มัรยัม
และเป็นเพียงวิญญาณหนึ่งจากพระองค์เท่านั้น
ดังนั้นจงมีศรัทธาต่ออัลลอฮฺ
และบรรดาศาสนทูตของพระองค์เถิด
และจงอย่ากล่าวว่าสามองค์เลย
จงหยุดยั้งเสียเถิด
มันเป็นสิ่งดียิ่งแก่พวกเธอ
แท้จริงอัลลอฮฺคือพระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว
พระองค์ทรงบริสุทธิ์กว่าการที่จะทรงมีบุตร
สิ่งที่อยู่ในเหล่าชั้นฟ้าและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ทั้งสิ้น
และเพียงพอแล้วที่อัลลอฮฺทรงเป็นพระผู้ได้รับมอบหมายให้คุ้มครองรักษา
{4:172}
อัลมะซีหฺนั้นจะไม่หยิ่งเป็นอันขาดที่จะเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ
และมะลาอิกะฮฺผู้ใกล้ชิดก็เช่นกัน
และผู้ใดหยิ่งต่อการเคารพสักการะพระองค์และยะโสแล้ว
พระองค์ก็จะทรงนำพวกเขามาชุมนุม
ณ ที่พระองค์ทั้งหมด
ชาวคัมภีร์หลงเชื่อในไสยศาสตร์
{2:102}
และพวกเขาได้ปฏิบัติตามสิ่งที่เหล่าชัยฏอนได้อ่านในรัชสมัยสุลัยมาน
สุลัยมานไม่ได้ปฏิเสธศรัทธาดอก
แต่เหล่าชัยฏอนต่างหากที่ปฏิเสธศรัทธา
เพราะพวกเขาสอนไสยศาสตร์ให้แก่ผู้คน
และพวกเขา(ปฏิบัติตาม)สิ่งที่ถูกนำลงมาแก่มะลักสองตนที่บาบิล
นั่นคือฮารูตและมารูต
ทั้งสองจะไม่สอนไสยศาสตร์แก่ผู้ใด
จนกว่าเขาทั้งสองจะกล่าวว่า
"อันเรานี้เป็นเพียงการทดสอบอย่างหนึ่ง
ดังนั้นเธอจงอย่าปฏิเสธศรัทธา"
แล้วจากทั้งสอง
พวกเขาก็ได้เรียนรู้วิชาที่ทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างบุรุษและภรรยาของเขา
ถึงแม้ว่าพวกเขาไม่อาจใช้ไสยศาสตร์ทำอันตรายแก่ผู้ใดโดยปราศจากการอนุมัติของอัลลอฮฺ
แต่พวกเขาก็ยังคงเรียนสิ่งที่ให้โทษแก่ตนเอง
และไม่ได้ให้คุณประโยชน์แก่ตนเอง
ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขารู้ดีว่า
ผู้ใดที่ซื้อศาสตร์นี้ไป
จะไม่ได้รับส่วนแบ่งใดในปรโลก
และช่างเลวร้ายเสียนี่กระไร
สิ่งที่พวกเขาเอาตัวตนเข้าไปแลก
ถ้าหากว่าพวกเขารู้ก็คงดี
{2:103}
ถ้าหากพวกเขามีศรัทธาในอัลลอฮฺ
และสำรวมตนจากความชั่ว
พวกเขาจะได้รับรางวัลตอบแทนที่ดีกว่าจากอัลลอฮฺ
ถ้าหากว่าพวกเขาได้รู้
อนุมัติให้มุสลิมบริโภคอาหารที่ไม่ขัดกับกฏบัญญัติอิสลาม
อนุมัติให้มุสลิมชายแต่งงานกับสตรีชาวคัมภีร์
โดยนางไม่จำเป็นต้องนับถือศาสนาอิสลาม
{5:5}
วันนี้สิ่งดี
ๆ
ทั้งหลายได้ถูกอนุมัติแก่พวกเธอแล้ว
และอาหารของบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้นเป็นที่อนุมัติแก่พวกเธอแล้ว
และอาหารของพวกเธอก็เป็นที่อนุมัติแก่พวกเขา
เช่นเดียวกันกับบรรดาสตรีบริสุทธิ์ในหมู่สตรีผู้มีศรัทธา
และบรรดาสตรีบริสุทธิ์ในหมู่ผู้ที่ได้รับคัมภีร์ก่อนหน้าพวกเธอ
เมื่อพวกเธอได้มอบสินสอดของพวกนางให้แก่พวกนาง
ในฐานะเป็นผู้สมรส
ไม่ใช่เป็นผู้ผิดประเวณี
และไม่ใช่ยึดเอานางเป็นชู้
และผู้ใดปฏิเสธต่อการศรัทธา
แน่นอนการงานของเขาก็สูญสลาย
ขณะเดียวกันในวันปรโลกพวกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ที่สูญเสีย
อัลลอฮฺทรงลงโทษชาวยิวในนครมะดีนะฮฺ
ด้วยการประหารชีวิตและด้วยการเนรเทศออกจากนคร
เนื่องจากการที่พวกเขาละเมิดสนธิสัญญา
ที่ทำไว้กับชาวมุสลิม
แต่พวกเขากลับทรยศด้วยการส่งข่าวสารให้ชาวมุชริกีนมักกะฮฺ
และร่วมมือกับพวกเขา
ด้วยเตรียมการโจมตีชาวมุสลิมจากด้านใน
ในขณะที่กองทัพของอะบูสุฟยานจะมาประชิดเมือง
ด้วยเหตุนี้ พวกยิวจึงประหารชีวิตและถูกเนรเทศ
ก่อนที่จะอพยพออก
พวกเขาก็ได้ทุบตีทำลายบ้านเรือนของตน
เพื่อไม่ให้ผู้อื่นเข้าไปครอบครองอาศัย
{33:26}
และพระองค์ทรงเอาพวกชาวคัมภีร์
ที่ได้ช่วยเหลือพวกเขา
ลงมาจากป้อมที่มั่นของพวกเขา
และทรงขว้างความหวาดกลัวลงในจิตใจของพวกเขา
ส่วนหนึ่งพวกเธอประหารชีวิต
และอีกส่วนหนึ่งพวกเธอจับเป็นเชลย
{59:2}
พระองค์คือพระผู้ทรงนำบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในหมู่ชาวคัมภีร์ออกจากบ้านเรือนของพวกเขา
ตั้งแต่ครั้งแรกของการชุมนุมเพื่อขับไล่
พวกเธอไม่เคยคาดคิดกันเลยว่า
พวกเขาจะออกไป และพวกเขาเองก็คิดว่า
ป้อมปราการของพวกเขานั้น
จะป้องกันพวกเขาให้รอดพ้นจากอัลลอฮฺได้
แต่(การลงโทษของ)อัลลอฮฺได้มีมายังพวกเขา
โดยที่พวกเขาไม่ได้เคยคาดคิดมาก่อน
และพระองค์ทรงโยนความหวาดกลัวลงในจิตใจของพวกเขา
พวกเขาจึงทำลายบ้านเรือนของพวกตนด้วยน้ำมือของตนเอง
และด้วยน้ำมือของบรรดาศรัทธาชน
จงยึดถือเป็นบทเรียนเถิด
โอ้ ผู้มีสติปัญญาทั้งหลาย!
บรรดาคนสับปลับยึดเอาชาวยิวเป็นมิตรและพี่น้อง
และสัญญาว่าจะอาสาช่วยเหลือและร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพวกเขา
หากชาวคัมภีร์ถึงกับต้องถูกเนรเทศออกจากนครมะดีนะฮฺ
บรรดาคนสับปลับก็จะละทิ้งบ้านช่องตามชาวยิวไปด้วย
แต่พอชาวยิวถูกกองทัพมุสลิมโจมตี
บ้างก็ถูกสำเร็จโทษด้วยการประหารชีวิต
บ้างก็ถูกเนรเทศออกจากนครมะดีนะฮฺ
บรรดาคนสับปลับกลับบิดพริ้วคำสัญญาทุกอย่าง
{59:11}
เธอไม่เห็นดอกหรือ?
บรรดาผู้ที่กลับกลอก
กล่าวแก่พี่น้องของพวกตน
ที่ปฏิเสธศรัทธาในหมู่ชาวคัมภีร์ว่า
"หากพวกท่านถูกไล่ออก
เราก็จะออกไปพร้อมกับพวกท่านด้วยแน่
และเราจะไม่เชื่อฟังผู้ใดเป็นอันขาดในเรื่องเกี่ยวกับพวกท่าน
และหากพวกท่านถูกโจมตี
เราก็จะช่วยเหลือพวกท่านแน่นอน"
และอัลลอฮฺทรงเป็นพยานว่า
พวกเขาเป็นผู้กล่าวเท็จ
