เอาข้อคิดที่ได้มาจากการอ่าน การเขียน การแปลหนังสือ และการเดินทาง และการทำงาน มาเล่าสู่กันฟัง
20 เมษายน 2554
นานาสัญญาณสำหรับผู้สอบถาม
27 มกราคม 2554
ซะกะรียา ผู้วิงวอนขอบุตรจากอัลลอฮฺ
นบีซะกะรียาในอัลกุรอาน
{3:37} แล้วพระเจ้าของนางก็ทรงรับมัรยัมไว้อย่างดี และทรงให้นางเจริญวัยอย่างดี และได้ทรงให้ซะกะรียาอุปการะนาง คราใดที่ซะกะรียาเข้าไปหานางที่ห้องสักการะ เขาก็พบปัจจัยยังชีพอยู่กับนาง เขากล่าวว่า "โอ้ มัรยัมเอ๋ย! เธอได้สิ่งนี้มาอย่างใด?" นางกล่าวว่า "มันมาจากที่อัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺนั้นจะทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์โดยไม่จำกัด"
{3:38} ณ ที่นั่น ซะกะรียาได้วิงวอนต่อพระเจ้าของตนโดยกล่าวว่า "พระเจ้าของข้าฯ! โปรดประทานบุตรที่ดีสักคนแก่ข้าฯ มาจากพระองค์ แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยินคําวิงวอน"
{3:39} และมะลาอิกะฮฺได้เรียกเขาขณะที่เขากําลังยืนนมาซอยู่ในห้องสักการะว่า "แท้จริงอัลลอหฺทรงแจ้งข่าวดีแก่ท่าน ถึงยะหฺยา โดยที่จะเป็นผู้ยืนยันพจมานหนึ่งจากอัลลอฮฺ และจะเป็นผู้นำ และผู้รักษาไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ และเป็นนบีคนหนึ่งจากหมู่ชนที่เป็นคนดี"
{3:40} (ซะกะรียา)กล่าวว่า "พระเจ้าของข้าฯ! ข้าฯจะมีบุตรได้อย่างใด ขณะความชราภาพได้มาถึงข้าฯแล้ว และภรรยาของข้าฯก็เป็นหมันด้วย" พระองค์ตรัสว่า "กระนั้นก็ตามอัลลอฮฺจะทรงกระทำตามที่พระองค์ทรงประสงค์"
{3:41} เขากล่าวว่า "พระเจ้าของข้าฯ! โปรดบันดาลให้มีอภินิหารสัญญาณหนึ่งให้แก่ข้าฯด้วยเถิด พระองค์ตรัสว่า "อภินิหารสัญญาณของเธอนั้น คือเธอไม่อาจจะพูดกับผู้คนเป็นเวลาสามวัน นอกจากด้วยการแสดงท่าทางเท่านั้น และจงรำลึกถึงพระเจ้าของเธอให้มาก และจงกล่าวสดุดีพระพิสุทธิคุณทั้งในยามเย็นและยามเช้า"
ในขณะที่ซะกะรียามีอายุ 120 และภริยามีอายุ 98 ปี ซะกะรียาได้วิงวอนขอจากอัลลอฮฺให้พระองค์ได้ทรงประทานทายาท ในซูเราะหฺมัรยัม มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้
{19:2} (นี่คือ) การกล่าวถึงเมตตาธรรมแห่งพระเจ้าของเธอ ที่มีต่อซะกะรียาบ่าวของพระองค์
{19:3} เมื่อเขาวิงวอนต่อพระเจ้าของตนด้วยการวิงวอนอย่างแผ่วเบา
{19:4} เขากล่าวว่า "พระเจ้าของข้าฯ! แท้จริง กระดูกของข้าฯอ่อนลง และศีรษะนั้นมีหงอกออกประกาย และไม่เคยปรากฏเลยว่า การวิงวอนของข้าฯต่อพระองค์นั้นไร้ผล พระเจ้าของข้าฯ!"
{19:5} และแท้จริงข้าฯกลัวลูกหลานของข้าฯภายหลังข้าฯ และภริยาของข้าฯก็เป็นหมัน ดังนั้น โปรดประทานทายาทที่ดีจากพระองค์ให้แก่ข้าฯด้วยเทอญ"
{19:6} ผู้ซึ่งจะเป็นทายาทสืบแทนข้าฯและสืบแทนจากตระกูลของยะอฺกูบ และโปรดให้เขาเป็นที่โปรดปรานด้วยเถิด พระเจ้าของข้าฯ!"
{19:7} "ดูกร ซะกะรียา! แท้จริงเราจะแจ้งข่าวดีแก่เธอซึ่งลูกคนหนึ่ง ชื่อของเขาคือยะฮฺยา เราไม่เคยตั้งชื่อนี่แก่ผู้ใดมาก่อนเลย"
{19:8} เขากล่าวว่า "พระเจ้าของข้าฯ! ข้าฯจะมีบุตรได้อย่างใด? ในเมื่อภริยาของข้าฯก็เป็นหมัน และข้าฯได้บรรลุสู่ความแก่ชราแล้ว!"
{19:9} เขากล่าวว่า กระนั้นก็ดี พระเจ้าของเธอได้ตรัสว่า "มันง่ายสำหรับฉัน เพราะฉันได้บังเกิดเธอมาก่อน ทั้ง ๆ ที่เธอยังไม่ได้เป็นสิ่งใด"
{19:10} เขากล่าวว่า "พระเจ้าของข้าฯ! โปรดบันดาลให้มีสัญญาณแก่ข้าฯด้วย" พระองค์ตรัสว่า "สัญญาณของเธอคือ เธอไม่อาจจะพูดกับผู้คนเป็นเวลาสามราตรีติดต่อกัน"
{19:11} แล้วเขาได้ออกจากมิหฺรอบมายังหมู่ชนของตน และเขาได้ชี้ใบ้แก่พวกของเขาว่า พวกเธอจงกล่าวสดุดีในยามเช้าและยามเย็น
นัมรูด กษัตริย์ผู้โอหัง
14 กรกฎาคม 2553
แค่ตั้งใจจะไม่แบ่งให้แก่คนยากจน ก็ยังผิด
ซินา เป็นบาปมหันต์
07 กรกฎาคม 2553
บ่าวแห่งพระผู้ทรงเมตตาคือใคร?
21 มิถุนายน 2552
คำพูดที่ดีจะยั่งยืน
{14:24} เธอไม่เห็นหรอกหรือว่า อัลลอหฺทรงยกอุทาหรณ์ไว้ว่า อุปมาคําพูดที่ดี ดั่งต้นไม้ที่ดี รากของมันฝังแน่นลึกมั่นคงและกิ่งก้านของมันชูขึ้นไปในท้องฟ้า
{14:25} ผลของมันจะออกมาทุกกาลเวลา โดยพระอนุมัติของพระเจ้าของมัน และอัลลอหฺทรงยกอุทาหรณ์แก่ปวงมนุษย์เพื่อพวกเขาจะได้รำลึก
{14:26} และอุปมาคําพูดที่เลว ดั่งต้นไม้ที่อับเฉาถูกถอนรากออกจากพื้นดิน มันไม่มีความมั่นคงเลย
{14:27} อัลลอหฺทรงให้บรรดาผู้ศรัทธาหนักแน่นด้วยคํากล่าวที่มั่นคง ในการมีชีวิตอยู่ทั้งในโลกนี้และในปรโลกและอัลลอหฺทรงให้บรรดาผู้ฉ้อฉลหลงทาง และอัลลอหฺทรงกระทำสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์
20 มิถุนายน 2552
น้ำ คือชีวิตของสิ่งมีชีวิต

{และพระองค์คือพระผู้ทรงนำน้ำลงมาจากฟ้าเป็นเครื่องดื่มสำหรับพวกเธอ} (อัลกุรอาน 16:10)
{และเราได้นำน้ำลงมาจากฟ้าเป็นเครื่องทำความสะอาด} (อัลกุรอาน 25:48)
นอกจากใช้เป็นเครื่องดื่มและใช้เป็นเครื่องทำความสะอาดแล้ว (อัลกุรอาน 8:11) น้ำยังมีคุณสมบัติที่จำเป็นต่อชีวิตอีกมากจนนับไม่ถ้วน โลกมีน้ำมากกว่าสารประกอบอื่นใดทั้งหมด น้ำมีอยู่ในรูปของก๊าซ (ไอน้ำ) ของเหลว (น้ำ) และของแข็ง (น้ำแข็ง) ซึ่งล้วนแต่เกิดขึ้นในช่วงอุณหภูมิของโลก นอกจากนั้น วัตถุดิบนับพัน ๆ ชนิดซึ่งจำเป็นต่อชีวิตมนุษย์ สัตว์ และพืช จะต้องถูกลำเลียงในของเหลว เช่น เลือด หรือน้ำเลี้ยงต้นพืช น้ำคือสิ่งที่เหมาะสมที่สุดเพราะมันเป็นตัวละลายสารต่าง ๆ ได้มากชนิดกว่าของเหลวอื่น ๆ แม้กระทั่งตัวเสปิร์มของมนุษย์และสัตว์ก็ต้องอยู่ในน้ำ (อัลกุรอาน 32:8, 77:20, 86:6) ถ้าปราศจากน้ำ การบำรุงเลี้ยงและการสืบพันธ์จะต้องหยุดชะงัก เพราะสิ่งมีชีวิตต้องใช้น้ำเพื่อละลายสารประกอบต่าง ๆ ที่เป็นอาหารและใช้น้ำเป็นสื่อกลางในระบบการสืบพันธ์ {และอัลลอหฺทรงบันดาลสัตว์ทุกชนิดมาจากน้ำ} (อัลกุรอาน 24:45) {และพระองค์ทรงบันดาลมนุษย์มาจากน้ำ} (อัลกุรอาน 25:54) ดังนั้นหากไม่มีน้ำแล้ว ชีวิตก็จะไม่ทางเกิดขึ้น ดังนั้นน้ำจึงเปรียบเสมือนชีวิตของสิ่งมีชีวิต
นอกจากนั้น น้ำยังเป็นสิ่งแปลกประหลาดในด้านการเปลี่ยนแปลงความหนาแน่น ในขณะที่น้ำในแม่น้ำ ลำคลอง ในทะเลและทะเลสาบเย็นลง มันจะมีน้ำหนักมากขึ้นแล้วจมลงไปข้างล่าง ซึ่งจะทำให้น้ำส่วนที่อุ่นกว่าและเบากว่าลอยขึ้นมาอยู่ข้างบน แต่ในขณะที่น้ำใกล้ถึงจุดเยือกแข็ง ขบวนการนี้จะกลับกัน น้ำที่เย็นจัดจะมีน้ำหนักเบาขึ้นอีกครั้งและมันจะลอยขึ้นข้างบนสุด เมื่อน้ำกลายเป็นน้ำแข็งมันจะลอยอยู่เหนือน้ำ น้ำแข็งจึงเป็นเสมือนฉนวนที่ป้องกันไม่ให้น้ำข้างใต้แข็งตัว เป็นการช่วยปกป้องชีวิตสัตว์น้ำต่าง ๆ ถ้าปราศจากคุณสมบัติพิเศษนี้ ปริมาตรน้ำแข็งในภูมิประเทศที่มีฤดูหนาว ก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี หากมันจมลงก้นทะเล แสงแดดในฤดูร้อนปีถัดมาก็ไม่อาจจะละลายน้ำแข็งนั้นได้ ภายในเวลาไม่กี่ปีน้ำส่วนใหญ่ในแม่น้ำและทะเลสาบ หรือแม้แต่ในมหาสมุทรก็จะกลายเป็นน้ำแข็งเกือบหมด โลกนี้ก็จะมีแต่น้ำแข็ง และไม่เหมาะสำหรับสิ่งมีชีวิตอีกต่อไป
ทุกวินาทีความร้อนจากดวงอาทิตย์จะเปลี่ยนน้ำจำนวนมหาศาลที่อยู่บนผิวโลกให้กลายเป็นไอน้ำ ไอน้ำซึ่งเบากว่าอากาศจะลอยสูงขึ้นและก่อตัวเป็นเมฆบนท้องฟ้า เป็นเหาะคุ้มกันรังสีอันตรายและความร้อนจากดวงอาทิตย์ให้แก่ชีวิตบนโลก กระแสอากาศจะพัดพาก้อนเมฆเหล่านี้ให้กระจัดกระจายออกไปทั่วโลก (อัลกุรอาน 32:27) และภายใต้สภาพที่เหมาะสม ก้อนเมฆหรือความชื้นนี้ก็จะตกลงมาเป็นฝน (อัลกุรอาน 78:14) ซึ่งขนาดของเม็ดฝนจะมีขนาดที่ไม่ใหญ่เกินไปนัก เมื่อฝนตกลงมา มันจะโปรยปรายลงมาเป็นเม็ดเล็ก ๆ และมักจะไม่ทำให้ใบหญ้าอันอ่อนนุ่มหรือกลีบดอกไม้บอบบางต้องบอบช้ำหรือยับเยิน หากเมล็ดฝนมีขนาดใหญ่ มันก็จะทำให้ไร่นาและต้นไม้ใบหญ้าได้รับความเสียหายอย่างมากมายแน่นอน {และทรงให้น้ำหลั่งลงมาจากฟ้า แล้วทรงบันดาลให้บรรดาผลไม้ผลิออกมาด้วยน้ำนั้น เพื่อเป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเธอ} (อัลกุรอาน 2:22) {และพระองค์นั้นคือพระผู้ทรงให้น้ำลงมาจากฟ้า แล้วเราให้พันธ์พืชของทุกสิ่งงอกเงยออกมา และเราให้ต้นกล้าสีเขียวงอกออกมาจากพันธ์พืชนั้น และเราได้ให้เมล็ดที่ซ้อนกันอยู่ออกมาจากต้นกล้าสีเขียวนั้น และจากต้นอินทผาลัมนั้นมีเหล่าช่ออันชิดใกล้ออกมาจากจั่นนั้น และบรรดาสวนที่มีทั้งองุ่น มะกอก และทับทิม โดยมีสภาพที่คล้ายคลึงกันและไม่คล้ายคลึงกัน} (อัลกุรอาน 6:99)
น้ำฝนที่ตกลงมาจะรวมตัวขึ้นเป็นธารน้ำ ลำคลอง และเป็นแม่น้ำ (อัลกุรอาน 13:17) น้ำอีกส่วนหนึ่งจะถูกเก็บไว้ในแผ่นดินในชั้นต่าง ๆ ซึ่งจะซึมหรือไหลไปมาเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงแผ่นดินให้มีชีวิตตลอดไป น้ำที่เก็บไว้ในแผ่นดินจะพุ่งออกมาเป็นน้ำพุ หรือไหลออกมาเป็นตาน้ำ (อัลกุรอาน 39:21) ด้วยเหตุนี้ แม้กระทั่งในทะเลทรายที่แห้งแล้งที่สุด ก็ยังมีตาน้ำและลำธารไหลอยู่เบื้องใต้ (อัลกุรอาน 23:18)
ในท้องถิ่นที่แห้งแล้งอย่างทะเลทราย จะเห็นว่าพืชพันธ์ไม้อยู่ในสภาพที่ไร้ชีวิต เมื่อใดที่ฝนตกลงมา แผ่นดินอันแห้งแล้งนั้นก็จะกลับมีชีวิตขึ้นใหม่อีกครั้ง เหล่าเมล็ดพืชและหญ้าจะงอกเงยออกมาอย่างรวดเร็ว (อัลกุรอาน 22:5)
บนผืนแผ่นดินส่วนใหญ่ในโลก ฝนจะตกลงมาตามเกณฑ์ที่เหมาะสม (อัลกุรอาน 43:11) พืชและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ จึงสามารถดำรงชีพต่อไปได้
แม้ว่าฝนที่ตกลงมามากเกินไปจนเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง และทำลายชีวิตและทรัพย์สิน แต่สิ่งนี้โดยรวมแล้วก็ยังมีประโยชน์ในการรักษาดุลยภาพของโลก เพราะน้ำท่วมจะทำความสะอาดท้องถิ่นนั้น และนำสิ่งสกปรกโสมม สารมีพิษ และเชื้อโรคหลายอย่างลงทะเล (อัลกุรอาน 54:12)
พระพิสุทธิคุณแห่งพระผู้ทรงสร้าง!
27 พฤษภาคม 2552
อย่าจองหอง คุยโวโอ้อวด
{31:19} และเธอจงก้าวเท้าของเธอพอประมาณ และจงลดเสียงของเธอลง แท้จริง เสียงที่น่าเกลียดยิ่งคือเสียงร้องของลา
อายุวัยยามบ่ายอย่างข้าพเจ้า เป็นพ่อของลูก ๆ หลายคน บางคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน มีหลานแล้วก็ยังมี วัยนี้เป็นวัยที่เหมือนกับว่าเป็นผลไม้กำลังสุกงอมหอมหวาน ดกเต็มต้นหนักอึ้ง กิ่งก้านของมันราบลงติดดินด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน หากข้าพเจ้ายังไม่สามารถให้ผู้คนลิ้มรสหวานได้ละก็ ข้าพเจ้าก็ไร้ค่า
วัยนี้เป็นวัยที่อ่อนแอลง คิดอะไรก็ช้าลง ทำอะไรก็ไม่ตล่องแคล่ว ทุกอย่างมันช้าไปหมด ทุกอย่างมันไม่สะดวกเหมือนในสมัยวัยรุ่นอีกต่อไป
แต่อย่างหนึ่งที่เห็นในวัยนี้ ก็คือเห็นความตายมาเก็บเกี่ยวผู้คนรุ่นพ่อไปทีละคน ทีละคน บางครั้งความตายมาเดินสะเปะสะปะเหมือนคนตาไม่ดี เดินในยามมืด ใครที่ถูกมันชนก็จะล้มลงเป็นเหยื่อ แต่สิ่งที่เห็นอีกอย่างหนึ่ง ก็คือกรรมสนองกรรมบนโลกนี้ก่อนจะถึงโลกหน้า ข้าพเจ้าเห็นคนจองหองลำพองตน แต่ละคนมีชีวิตบั้นปลายที่ไม่สงบราบเรียบเลย ความจองหองของเขาร่วงหล่นไปพร้อม ๆ กับกาลเวลา เมื่อขาสั่น คอตก หลังค่อม ความจองหองทั้งหมดก็สลายไปด้วย อีกไม่นานตนเองก็จะสลายตาม
ความจองหองเป็นบาปที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นบาปที่อิบลิสจำต้องตกนรก เพราะฝ่าฝืนพระบัญชาของอัลลอหฺ แล้วความดีที่มันสั่งสมมาห้าพันปีก็สูญสลายไปในพริบตาเดียว
26 พฤษภาคม 2552
ทุกชีวิตจะต้องลิ้มรสแห่งความตาย
เหล่าสาวกของนบีมุฮัมมัดในอดีตจดจำคำพูดที่ว่า "เพียงพอแล้วที่จะเอาความตายเป็นเครื่องตักเตือนเธอ" ได้อย่างดี
การรำลึก ถึงความตายเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด อะลีย์ บินอะบีฏอลิบกล่าวว่า "การบูชาอัลลอหฺที่ประเสริฐที่สุดคือการรำลึกถึงการสร้างฟากฟ้าและแผ่นดิน การรำลึกที่ประเสริฐที่สุดคือการรำลึกถึงความตาย"
หากมนุษย์รำลึกถึง ความตายตลอดเวลา เขาก็จะไม่ทะเยอทะยานมากจนเกินไป เขาจะไม่สะสมทรัพย์สมบัติที่เกินกว่าจำเป็นสำหรับตนเองและครอบครัว เขาจะรู้ว่า ทุกอย่างที่เห็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นยศถาบรรดาศักดิ์ และทรัพย์สินเงินทอง ล้วนแล้วแต่เป็นเพียงเหมือนสิ่งที่สถิตเพียงชั่วคราว เมื่อล้มตายหายจากไป มันก็ไม่ได้ให้ความหมายอะไรอีกต่อไป มนุษย์ทุกคนจะกลายเป็นฝุ่นดิน จะเหลือก็เพียงแค่น้ำหมึกที่จารึกบนกระดาษ เป็นตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัว
{102:1} การสะสมเพิ่มพูนเพื่อโอ้อวดได้ทำให้พวกเธอเพลิดเพลิน {102:2} จนกระทั่งพวกเธอได้เข้าไปเยือนหลุมฝังศพ
นั่นก็เพราะความตายเป็นสิ่งที่หนีไม่พ้น ไม่มีใครหนีมันพ้นเลยแม้แต่สักคนเดียว
{4:78} ณ ที่ใดก็ตามที่พวกเธออยู่ ความตายก็ย่อมถึงพวกเธอ และแม้ว่าพวกเธอจะอยู่ในป้อมปราการอันสูงตระหง่านก็ตาม