แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปัญญาอัลกุรอาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปัญญาอัลกุรอาน แสดงบทความทั้งหมด

20 เมษายน 2554

นานาสัญญาณสำหรับผู้สอบถาม

แท้จริงในยูสุฟและพี่น้องของเขานั้น มีนานาสัญญาณสำหรับผู้สอบถาม {อัลกุรอาน 12:7}

ในเรื่องราวของนบียูสุฟกับพี่น้องของเขาทั้ง 11 คน มีสัญญาณอันมากมายมากกว่าพันสัญญาณ สำหรับผู้สอบถามเพื่อที่จะรู้อย่างแท้จริง เป็นเรื่องราวเดียวในอัลกุรอาน ที่เล่าตั้งแต่ต้นจนจบ ผู้ที่คิดไตร่ตรอง จะได้ข้อคิด สุภาษิต ปัญญา อันมากมาย ผู้ที่จะไตร่ตรองได้ ก็คือผู้มีปัญญา ผู้ไร้ปัญญาก็ไม่อาจจะคิด แม้กระทั่งจะถามก็ถามไม่เป็น เมื่อถามไม่เป็น ก็ไม่มีโอกาสจะได้รู้ เพราะสัญญาณนั้น จะรู้ได้ ก็ด้วยการคิด และการถาม

เขาคิดในทุกสิ่ง คิดในทุกอย่าง คิดในการสร้างฟากฟ้า ในการสร้างธรณี คิดเสร็จแล้วเขาก็อุทานและวิงวอน

อุทานว่าอย่างไรหรือ และวิงวอนว่าอย่างไรหรือ?
กรุณาบอกข้าสิ ผู้มีปัญญาอุทานว่าอย่างไร และวิงวอนอย่างไร

เขาอุทานว่า "สุบฮานะกะ" เเละวิงวอนว่า "ฟะกินา อะซาบันนารฺ" อุทานเพราะเขามั่นใจในพระพิสุทธิคุณเเห่งพระองค์ เขาวิงวอนเพราะเขาประหวั่นต่อการลงโทษของพระองค์

27 มกราคม 2554

ซะกะรียา ผู้วิงวอนขอบุตรจากอัลลอฮฺ

นบีซะกะรียาในอัลกุรอาน

{3:37} แล้วพระเจ้าของนางก็ทรงรับมัรยัมไว้อย่างดี และทรงให้นางเจริญวัยอย่างดี และได้ทรงให้ซะกะรียาอุปการะนาง คราใดที่ซะกะรียาเข้าไปหานางที่ห้องสักการะ เขาก็พบปัจจัยยังชีพอยู่กับนาง เขากล่าวว่า "โอ้ มัรยัมเอ๋ย! เธอได้สิ่งนี้มาอย่างใด?" นางกล่าวว่า "มันมาจากที่อัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺนั้นจะทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์โดยไม่จำกัด"

{3:38} ณ ที่นั่น ซะกะรียาได้วิงวอนต่อพระเจ้าของตนโดยกล่าวว่า "พระเจ้าของข้าฯ! โปรดประทานบุตรที่ดีสักคนแก่ข้าฯ มาจากพระองค์ แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยินคําวิงวอน"

{3:39} และมะลาอิกะฮฺได้เรียกเขาขณะที่เขากําลังยืนนมาซอยู่ในห้องสักการะว่า "แท้จริงอัลลอหฺทรงแจ้งข่าวดีแก่ท่าน ถึงยะหฺยา โดยที่จะเป็นผู้ยืนยันพจมานหนึ่งจากอัลลอฮฺ และจะเป็นผู้นำ และผู้รักษาไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ และเป็นนบีคนหนึ่งจากหมู่ชนที่เป็นคนดี"

{3:40} (ซะกะรียา)กล่าวว่า "พระเจ้าของข้าฯ! ข้าฯจะมีบุตรได้อย่างใด ขณะความชราภาพได้มาถึงข้าฯแล้ว และภรรยาของข้าฯก็เป็นหมันด้วย" พระองค์ตรัสว่า "กระนั้นก็ตามอัลลอฮฺจะทรงกระทำตามที่พระองค์ทรงประสงค์"

{3:41} เขากล่าวว่า "พระเจ้าของข้าฯ! โปรดบันดาลให้มีอภินิหารสัญญาณหนึ่งให้แก่ข้าฯด้วยเถิด พระองค์ตรัสว่า "อภินิหารสัญญาณของเธอนั้น คือเธอไม่อาจจะพูดกับผู้คนเป็นเวลาสามวัน นอกจากด้วยการแสดงท่าทางเท่านั้น และจงรำลึกถึงพระเจ้าของเธอให้มาก และจงกล่าวสดุดีพระพิสุทธิคุณทั้งในยามเย็นและยามเช้า"

ในขณะที่ซะกะรียามีอายุ 120 และภริยามีอายุ 98 ปี ซะกะรียาได้วิงวอนขอจากอัลลอฮฺให้พระองค์ได้ทรงประทานทายาท ในซูเราะหฺมัรยัม มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้

{19:2} (นี่คือ) การกล่าวถึงเมตตาธรรมแห่งพระเจ้าของเธอ ที่มีต่อซะกะรียาบ่าวของพระองค์

{19:3} เมื่อเขาวิงวอนต่อพระเจ้าของตนด้วยการวิงวอนอย่างแผ่วเบา

{19:4} เขากล่าวว่า "พระเจ้าของข้าฯ! แท้จริง กระดูกของข้าฯอ่อนลง และศีรษะนั้นมีหงอกออกประกาย และไม่เคยปรากฏเลยว่า การวิงวอนของข้าฯต่อพระองค์นั้นไร้ผล พระเจ้าของข้าฯ!"

{19:5} และแท้จริงข้าฯกลัวลูกหลานของข้าฯภายหลังข้าฯ และภริยาของข้าฯก็เป็นหมัน ดังนั้น โปรดประทานทายาทที่ดีจากพระองค์ให้แก่ข้าฯด้วยเทอญ"

{19:6} ผู้ซึ่งจะเป็นทายาทสืบแทนข้าฯและสืบแทนจากตระกูลของยะอฺกูบ และโปรดให้เขาเป็นที่โปรดปรานด้วยเถิด พระเจ้าของข้าฯ!"

{19:7} "ดูกร ซะกะรียา! แท้จริงเราจะแจ้งข่าวดีแก่เธอซึ่งลูกคนหนึ่ง ชื่อของเขาคือยะฮฺยา เราไม่เคยตั้งชื่อนี่แก่ผู้ใดมาก่อนเลย"

{19:8} เขากล่าวว่า "พระเจ้าของข้าฯ! ข้าฯจะมีบุตรได้อย่างใด? ในเมื่อภริยาของข้าฯก็เป็นหมัน และข้าฯได้บรรลุสู่ความแก่ชราแล้ว!"

{19:9} เขากล่าวว่า กระนั้นก็ดี พระเจ้าของเธอได้ตรัสว่า "มันง่ายสำหรับฉัน เพราะฉันได้บังเกิดเธอมาก่อน ทั้ง ๆ ที่เธอยังไม่ได้เป็นสิ่งใด"

{19:10} เขากล่าวว่า "พระเจ้าของข้าฯ! โปรดบันดาลให้มีสัญญาณแก่ข้าฯด้วย" พระองค์ตรัสว่า "สัญญาณของเธอคือ เธอไม่อาจจะพูดกับผู้คนเป็นเวลาสามราตรีติดต่อกัน"

{19:11} แล้วเขาได้ออกจากมิหฺรอบมายังหมู่ชนของตน และเขาได้ชี้ใบ้แก่พวกของเขาว่า พวกเธอจงกล่าวสดุดีในยามเช้าและยามเย็น

นัมรูด กษัตริย์ผู้โอหัง

กษัตริย์นัมรูดแห่งอาณาจักรบาบิโลน (ภาษาฮิบรู: נִמְרוֹד /นิมโรด/, ภาษาอาหรับ: نمرود‎ /นัมรูด, นิมรูด/) มีชีวิตราว 2000 ปีก่อนคริสตศตวรรษ เป็นกษัตริย์ผู้อ้างว่าตนเป็นพระผู้เป็นเจ้า

นัมรูดได้ก่อตั้งนครบาบิโลนและเมืองอื่น ๆ อีกหลายเมือง และได้บัญชาให้ประชาราษฎรเคารพสักการะตน พร้อม ๆ กับการเคารพสักการะเจว็ดและรูปปั้นต่าง ๆ เมื่อนัมรูดเรียกนบีอิบรอฮีมมาสอบสวน เรื่องของการเคารพสักการะอัลลอหฺพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว เขาก็ได้โต้แย้งอิบรอฮีมว่า ตนก็เป็นพระเจ้าที่สามารถให้ผู้คนมีชีวิตหรือตายได้ ด้วยการสั่งให้นำนักโทษมาสองคน คนหนึ่งนัมรูดสั่งให้ประหารชีวิต อีกคนหนึ่งให้ปล่อยตัวไป นบีอิบรอฮีมจึงท้าให้นัมรูดด้วยการบอกว่า อัลลอฮฺทรงนำดวงอาทิตย์มาทางทิศตะวันออก ถ้านัมรูดมีความสามารถจริง ก็จงนำดวงอาทิตย์มาทางทิศตะวันตก นัมรูดจึงอึ้ง ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร

หลังจากที่อิบรอฮีมได้ทำลายเทวรูปต่าง ๆ ในวิหารของชาวบาบิโลน อิบรอฮีมถูกนำตัวมาต่อหน้านัมรูด เพื่อรับการลงโทษ ด้วยการถูกโยนเข้าไปในกองไฟ แต่อิบรอฮีมได้รับการคุ้มครองจากอัลลอฮฺ ทรงบันดาลไม่ให้อิบรอฮีมเผาไหม้หรือรู้สึกร้อนเลย

นัมรูดหลงคิดว่าตนจะมีอายุยาวนาน จึงสร้างเมืองใหม่ มีเวียงวังที่ประดับด้วยเงินทองและอัญมณี อันเปรียบเหมือนสวรรค์บนโลก เมื่อสร้างเสร็จ นัมรูดก็พาบริวารและไพร่พลเดินทางเพื่ออพยพไปยังที่พำนักแห่งใหม่ แต่แล้วนัมรูดก็ตายลง สาเหตุเพราะมียุงเข้าไปกัดในโพรงจมูก

"นัมรูด"ในอัลกุรอาน

{2:258} เธอไม่เห็นดอกหรือ ผู้โต้เถียงกับอิบรอฮีมในเรื่องพระเจ้าของเขา? ซึ่งอัลลอฮฺได้มอบอํานาจการปกครองแก่เขา เมื่ออิบรอฮีมได้กล่าวว่า "พระเจ้าของฉันทรงประทานชีวิต และทรงประทานความตาย" เขากล่าวว่า "ข้าก็ให้ชีวิตและให้ความตายได้" อิบรอฮีมกล่าวว่า "อัลลอฮฺทรงนำดวงอาทิตย์มาจากบูรพทิศ ดังนั้นท่านจงนำมันมาจากประจิมทิศเถิด" พลันผู้ที่ปฏิเสธนั้นก็อึ้งงง และอัลลอฮฺจะไม่ทรงชี้นำแก่กลุ่มชนที่อธรรม

14 กรกฎาคม 2553

แค่ตั้งใจจะไม่แบ่งให้แก่คนยากจน ก็ยังผิด

วันนี้เรามาอ่านเรื่องราวหนึ่ง ที่อัลกุรอานได้บอกเล่าให้เราฟัง เกี่ยวกับพี่น้องในตระกูลหนึ่งซึ่งบิดาได้เสียชีวิตไป ก่อนหน้านั้น บิดาเคยแจกผลไม้ในสวน ให้แก่คนยากคนจน โดยแจกในวันเก็บเกี่ยววันแรก หลังจากบิดาเสียชีวิต ลูก ๆ ต่างก็คิดกันว่า มันเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุที่จะเจริญรอยตามบิดา ก็เลยวางแผนกันว่า ถ้าถึงวันเก็บเกี่ยวเมื่อไหร่ ก็จะออกกันแต่เช้าตรู่ เพื่อเก็บเกี่ยวผลไม้ให้หมดทั้งสวน ถ้าคนยากคนจนเข้ามาในสวน ก็จะไม่ได้อะไรหลงเหลืออีกเลย

ทว่าในคืนนั้นอัลลอฮฺได้ทรงส่งพายุไฟมาเผาไหม้สวนของพวกเขาจนไม่มีอะไรหลงเหลือแม้แต่นิด เมื่อพวกเขาไปถึงสวนก็ไม่พบเห็นอะไรอีกเลย ทุกอย่างถูกไฟเผามอดไหม้จนหมดสิ้น

{68:17} แท้จริงเราได้ทดสอบพวกเขา ดั่งเช่นที่เราได้ทดสอบบรรดาเจ้าของสวน เมื่อพวกเขาสาบานว่าจะเก็บเกี่ยวผลของมันในยามรุ่ง
{68:18} และพวกเขาจะไม่ปล่อยให้หลงเหลือ
{68:19} ดังนั้น การลงโทษจากพระเจ้าของเธอก็ได้มาทำลายสวนนั้น ขณะที่พวกเขากําลังนอนหลับอยู่
{68:20} ครั้นในตอนเช้า มันก็กลายเป็นเสมือนว่าถูกตัดอย่างราบเรียบ
{68:21} ดังนั้นพวกเขาจึงกู่เรียกกันแต่เช้าตรู่
{68:22} "จงเข้ารีบเข้าสวนของพวกเธอเถิด หากพวกเธอต้องการจะเก็บผลไม้"
{68:23} แล้วพวกเขาพากันออกไป โดยที่พวกเขาพูดกระซิบต่อกันอย่างแผ่วเบา
{68:24} ว่า "วันนี้อย่าได้ให้คนยากจนขัดสนสักคนเลย เข้าไปหาพวกเธอในสวนนั้น"
{68:25} และพวกเขาก็ได้ออกไปแต่เช้า ด้วยความตั้งใจว่าจะสามารถทำตามแผน
{68:26} ครั้นเมื่อพวกเขาเห็นสวน (ถูกทำลาย) พวกเขาก็กล่าวขึ้นว่า "พวกเราหลงทางเสียแล้ว"
{68:27} "เปล่าดอก! พวกเราถูกหวงห้ามสิทธิ์ต่างหาก"
{68:28} คนที่มีสติปัญญาคนหนึ่งในหมู่พวกเขากล่าวว่า "ฉันไม่ได้บอกพวกเธอดอกหรือ? เหตุใดพวกเธอจึงไม่กล่าวสดุดีพระพิสุทธิคุณเล่า!"
{68:29} พวกเขาจึงกล่าวว่า "พระพิสุทธิคุณแห่งพระเจ้าของพวกข้าฯ แท้จริงพวกข้าฯนี้เป็นผู้อธรรม"
{68:30} แล้วบางคนในหมู่พวกเขาก็หันไปต่อว่าซึ่งกันและกัน
{68:31} พวกเขากล่าวว่า "ความหายนะประสบแก่เราแล้ว เพราะเราเป็นผู้ละเมิดฝ่าฝืน"
{68:32} "บางทีพระเจ้าของเรา จะทรงเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ดีกว่าให้แก่เรา แท้จริงเรามีความประสงค์ใน(การอภัยของ)พระเจ้าของเรา"
{68:33} เช่นนั้นแหละการลงโทษ และแน่นอนการลงโทษในปรโลกนั้นยิ่งใหญ่นัก หากพวกเขาล่วงรู้

บทเรียนจากเรื่องนี้ อัลลอฮฺทรงสอนเราว่า แค่ตั้งใจจะไม่แบ่งให้แก่คนยากจน ก็ต้องได้รับโทษจากอัลลอฮฺ

พี่น้องที่รัก อย่าตระหนี่ต่อคนยากคนจน ถ้ามีอะไรให้ได้ ก็ให้ไปเถิด ที่เราให้เขาไป เราเองหรอกที่จะได้มันกลับมา ในวันอาคิเราะฮฺ

ซินา เป็นบาปมหันต์

ซินา เป็นบาปมหันต์ ผู้ที่ทำผิดซินาจะต้องถูกลงโทษด้วยการตกนรกถาวรนิรันดร ถ้าหากไม่สำนึกผิดก่อนตาย

{25:68} และบรรดาผู้ที่ไม่วิงวอนขอพระเจ้าอื่นใดคู่เคียงกับอัลลอหฺ และพวกเขาไม่ฆ่าชีวิต ซึ่งอัลลอหฺทรงห้ามไว้เว้นแต่เพื่อความยุติธรรม และพวกเขาไม่ผิดประเวณี และผู้ใดกระทำเช่นนั้นเขาจะพบกับความบาป

{25:69} การลงโทษในวันฟื้นคืนชีพจะถูกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าสำหรับเขา และเขาจะถาวรอยู่ในนั้นอย่างอัปยศ

{25:70} เว้นแต่ผู้ที่กลับเนื้อกลับตัวและศรัทธาและประกอบการงานที่ดีเขาเหล่านั้นแหละอัลลอหฺจะทรงเปลี่ยนความชั่วของพวกเขาเป็นความดี และอัลลอหฺทรงเป็นพระผู้ทรงอภัย พระผู้ทรงปรานีเสมอ

ดังนั้นอย่าพลั้งตนเข้าสู่ซินา

ด้วยเหตุที่ซินาสามารถก่อปัญหามากมายต่อสังคม อิสลามจึงได้กำหนดมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซินาขึ้น เช่น

1. ห้ามไม่ให้มองเพศตรงกันห้าม เพราะการมองเป็นจุดเริ่มต้นของซินา {24:30} จงบอกแก่บรรดาบุรุษผู้มีศรัทธา ให้พวกเขาลดสายตาของพวกเขาลงต่ำ และให้พวกเขารักษาอวัยวะเพศของพวกเขา นั่นเป็นการบริสุทธิ์ยิ่งแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอหฺทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเขากระทำ {24:31} และจงบอกแก่บรรดาสตรีผู้มีศรัทธา ให้พวกนางลดสายตาของพวกนางลงต่ำ และให้พวกนางรักษาอวัยวะเพศของพวกนาง

หากการมองยังเป็นที่ต้องห้าม การดูหนังเซ็กซ์ ภาพโป๊ และทุกอย่างที่กระตุ้นอารมณ์ทางเพศ ถือว่าฮะรอมทั้งสิ้น

2. ห้ามผู้หญิงเผยเอาเราะหฺหรือเครื่องประดับให้ผู้ชายที่ไม่ใช่ญาติสนิทเห็น {24:31}... และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกนาง เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ และพวกนางต้องปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของนางลงมาถึงหน้าอกของนาง และอย่าให้นางเปิดเผยเครื่องประดับของพวกนาง เว้นแต่แก่สามีของพวกนาง หรือบิดาของพวกนาง หรือบิดาของสามีของพวกนาง หรือบุตรชายของพวกนาง หรือบุตรชายของสามีของพวกนาง หรือพี่ชายน้องชายของพวกนาง หรือบุตรชายของพี่ชายน้องชายของพวกนาง หรือบุตรชายของพี่สาวน้องสาวของพวกนาง หรือพวกผู้หญิงของพวกนาง หรือ(ทาสและทาสี)ที่มือขวาของพวกนางครอบครอง หรือคนรับใช้ผู้ชายที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศ หรือเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องอวัยะพึงสงวนของผู้หญิง และนางอย่าเคาะเท้าของตน เพื่อให้เป็นที่รู้ว่าเครื่องประดับที่พวกนางปกปิดอยู่ ... ในทางตรงกันข้ามกัน ก็ห้ามไม่ให้ผู้ชายเปิดเผยเอาเราะหฺของตนเช่นเดียวกัน

3. ห้ามไม่ให้มีการคลุกคลีและคบอย่างอิสระระหว่างชายหญิง

4. การกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ทำซินา คือการเฆี่ยนหนึ่งร้อยหวายสำหรับผู้ที่ยังโสด โดยให้ลงโทษต่อหน้าสาธารณะชนเพื่อผู้คนจะได้ไม่เอาเยี่ยงอย่าง {24:2} หญิงผู้ผิดประเวณีและชายผู้ผิดประเวณี พวกเธอจงโบยเขาทั้งสอง คนละหนึ่งร้อยที และอย่าให้ความสงสารต่อคนทั้งสองนั้นยับยั้งพวกเธอไม่ให้ปฏิบัติตามพระบัญญัติของอัลลอหฺเป็นอันขาด หากพวกเธอศรัทธาต่ออัลลอหฺและวันปรโลกจริง และจงให้ผู้มีศรัทธาชนกลุ่มหนึ่งเป็นสักขีพยานในการลงทัณฑ์คนทั้งสอง

5. การกำหนดบทลงโทษด้วยการประหารชีวิต นั่นคือด้วยการขว้างด้วยหิน ถ้าผู้กระทำผิดเคยแต่งงานมาแล้ว แสดงว่าซินาเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรง เหมือนกับการฆ่าคน

7. ส่งเสริมให้หนุ่มสาวแต่งงาน เพื่อลดปัญหาการซินา ท่านนบี(ศ)ได้กล่าวว่า "โอ้ บรรดาผู้เป็นหนุ่มทั้งหลาย! ผู้ใดที่มีความสามารถในหมู่พวกเธอก็จงแต่งงานเถิด เพราะมันจะช่วยสงวนอวัยวะเพศของพวกเธอจากการประพฤติผิดได้ดีกว่า มันจะช่วยลดสายตาของพวกเธอให้ต่ำลงมากขึ้น" (เป็นผู้ที่สำรวมตนไม่มองสิ่งที่ผิด)(รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม)

8. ห้ามไม่ให้คนที่ทำซินาแต่งงานกับคนที่บริสุทธิ์ เพราะจะนำมลทินและโรคร้ายมาแก่คู่ชีวิต {24:3} ชายผู้ผิดประเวณีจะไม่สมรส นอกจากกับหญิงผู้ผิดประเวณีหรือหญิงผู้ตั้งภาคี และหญิงผู้ผิดประเวณีจะไม่มีผู้ใดสมรสกับนาง นอกจากชายผู้ผิดประเวณีหรือชายผู้ตั้งภาคี และสิ่งนั้นเป็นที่ต้องห้ามแก่บรรดาผู้มีศรัทธา

9. ผู้ที่ไม่มีความสามารถที่จะแต่งงาน ให้อดกลั้นข่มตนรักษาความบริสุทธิ์ ด้วยการถือศีลอดและการทำอิบาดะหฺ {24:33} และบรรดาผู้ที่ยังไม่มีโอกาสสมรส ก็จงให้เขาข่มความใคร่จนกว่าอัลลอหฺจะทรงให้พวกเขาร่ำรวยขึ้นจากความโปรดปรานของพระองค์

10. ห้ามไม่ให้ผู้ใดบีบบังคับหญิงสาวทำซินา หรือปล่อยให้หญิงสาวตกยากลำบากจนถึงขั้นต้องออกขายตัวเพื่อพาตัวรอด

{24:33} ... และพวกเธออย่าบังคับบรรดาเด็กสาวของพวกเธอให้ผิดประเวณี ...

11. ห้ามไม่ให้เข้าใกล้สถานที่ ที่มีการทำซินา ซ่อง บาร์ ไนท์คลับ สถานที่บริการอาบอบนวด{17:32} และพวกเธออย่าเข้าใกล้การผิดประเวณี แท้จริงมันเป็นการลามกและทางอันชั่วช้า

12. ห้ามไม่ให้เด็กรู้เห็นเรื่องทางเพศ ด้วยเหตุนี้อิสลามจึงบัญญัติให้ผู้ใหญ่ไม่อนุมัติให้เด็ก ๆ ไม่ว่าก่อนจะบรรลุศาสนนิติภาวะหรือเด็กรุ่นหลังบรรลุศาสนิติภาวะ เข้าในห้องนอนของนอนของผู้ใหญ่ในเวลาที่ไม่เหมาะสม เช่นเวลาพักเที่ยง หรือหลังจากนมาซอิชาอ์จนถึงศุบฮิ {24:58} ดูกร บรรดาผู้มีศรัทธา! บรรดาผู้ที่มือขวาของพวกเธอครอบครอง และบรรดาผู้ที่ยังไม่บรรลุศาสนนิติภาวะในหมู่พวกเธอ จะต้องขออนุญาตพวกเธอสามเวลาคือ ก่อนเวลานมาซฟัจญ์ริ และเวลาพวกเธอเปลื้องเสื้อผ้าในยามกลางวัน และหลังจากเวลานมาซอิชาอ์ ทั้งสามนี้เป็นเวลาส่วนตัวของพวกเธอ

13. ห้ามการคบชู้ การเป็นกิ๊ก {5:4} ... เมื่อพวกเธอได้มอบสินสอดของพวกนางให้แก่พวกนางในฐานะเป็นผู้สมรส ไม่ใช่เป็นผู้ผิดประเวณี และไม่ใช่ยึดเอานางเป็นชู้ และจงให้สินตอบแทนของพวกนางแก่พวกนางโดยชอบธรรม ในฐานะที่พวกนางเป็นหญิงที่บริสุทธิ์ {4:25} และจงให้สินตอบแทนของพวกนางแก่พวกนางโดยชอบธรรม ในฐานะที่พวกนางเป็นหญิงที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่เป็นหญิงที่ค้าประเวณี และไม่ใช่หญิงที่คบชู้

14. กฎบัญญัติอัลกุรอานพิทักษ์ชาวมุสลิมไม่ให้ถูกหมิ่นประมาท ด้วยการถูกใส่ร้ายว่า ทำซินา หรือเป็นลูกซินา อิสลามมีกฏบัญญัติลงโทษผู้ที่ใส่ร้ายคนอื่นว่าทำซินา ด้วยการโบย 80 ที หากไม่มีสักขีพยาน

15. สามีที่กล่าวหาว่าภารยาของตนว่าทำซินา จะต้องนำสักขีพยานมา 4 คน หากไม่สามารถที่จะหามาได้ ก็ต้องทำพิธีสาบาน เรียกว่า พิธีลิอาน หลังจากพิธีสาบานแล้ว สามีภารยาคู่นี้จะกลับมาคืนดีไม่ได้อีกเด็ดขาด และสามีห้ามกล่าวหานางอีกเด็ดขาด มิฉะนั้นจะถูกลงโทษด้วยการโบยหลัง 80 ที กฎบัญญัตินี้มีขึ้นก็เพื่อปกป้องสิทธิสามีภารยาทั้งสองฝ่าย ดู อัลกุรอาน {24:6-9}

07 กรกฎาคม 2553

บ่าวแห่งพระผู้ทรงเมตตาคือใคร?

ปรารถนาที่จะเป็นบ่าวที่ดีของอัลลอฮฺ พระผู้ทรงเมตตาใช่ไหม? เป็นบ่าวผู้จะได้เข้าสวรรค์ตามที่พระองค์สัญญาไว้ และได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติใช่ไหม?
นั่นก็คือมนุษย์ผู้ที่มีคุณสมบัติดั่งโองการ {25:63-76}ได้ระบุไว้
{25:63} และบรรดาบ่าวของพระผู้ทรงเมตตาคือ บรรดาผู้ที่เดินบนแผ่นดินด้วยความสงบเสงี่ยมและเมื่อพวกโง่เขลากล่าวทักทายพวกเขา พวกเขาจะกล่าว "ศานติ"
{25:64} และบรรดาผู้ใช้เวลาราตรี เพื่อกราบและยืน(นมาซ)ต่อพระเจ้าของพวกเขา
{25:65} และบรรดาผู้ที่กล่าวว่า "พระผู้เป็นเจ้าของพวกข้าฯ! โปรดขจัดการลงโทษของนรกให้พ้นไปจากพวกข้าฯ แท้จริงการลงโทษของมันนั้นอมตะนิรันดร์"
{25:66} แท้จริงมันเป็นที่อยู่และที่พำนักอันเลวร้ายยิ่ง
{25:67} และบรรดาผู้ที่เมื่อพวกเขาใช้จ่าย พวกเขาก็ไม่สุรุ่ยสุร่าย และไม่ตระหนี่ ทว่าอยู่สายกลางระหว่างนั้น
{25:68} และบรรดาผู้ที่ไม่วิงวอนขอพระเจ้าอื่นใดคู่เคียงกับอัลลอฮฺ และพวกเขาไม่ฆ่าชีวิต ซึ่งอัลลอหฺทรงห้ามไว้เว้นแต่เพื่อความยุติธรรม และพวกเขาไม่ผิดประเวณี และผู้ใดกระทำเช่นนั้นเขาจะพบกับความบาป
{25:69} การลงโทษในวันฟื้นคืนชีพจะถูกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าสำหรับเขา และเขาจะถาวรอยู่ในนั้นอย่างอัปยศ
{25:70} เว้นแต่ผู้ที่กลับเนื้อกลับตัวและศรัทธาและประกอบการงานที่ดีเขาเหล่านั้นแหละอัลลอหฺจะทรงเปลี่ยนความชั่วของพวกเขาเป็นความดี และอัลลอหฺทรงเป็นพระผู้ทรงอภัย พระผู้ทรงปรานีเสมอ
{25:71} และผู้ใดกลับเนื้อกลับตัวและกระทำความดี แท้จริง เขากลับเนื้อกลับตัวเข้าหาอัลลอหฺอย่างจริงจัง
{25:72} และบรรดาผู้ไม่เป็นพยานในการเท็จ และเมื่อพวกเขาผ่านเรื่องไร้สาระ พวกเขาผ่านไปอย่างมีเกียรติ
{25:73} และบรรดาผู้ที่เมื่อถูกกล่าวเตือนให้รำลึกถึงโองการทั้งหลายของพระเจ้าของพวกเขา พวกเขาจะไม่ผินหลังให้เป็นสภาพเช่นคนหูหนวกตาบอด
{25:74} และบรรดาผู้ที่กล่าวว่า "พระผู้เป็นเจ้าของพวกข้าฯ! โปรดประทานความชื่นตา ให้แก่พวกข้าฯ จากคู่ครองของพวกข้าฯและลูกหลานของพวกข้าฯ และทรงทำให้พวกข้าฯเป็นผู้นำแก่บรรดาผู้ยำเกรง"
{25:75} เขาเหล่านั้นจะได้รับการตอบแทน ในการที่พวกเขาอดทน และพวกเขาจะได้พบการกล่าวคําต้อนรับและศานติ
{25:76} โดยพำนักอยู่ในนั้นอย่างถาวร เป็นที่พำนักและที่อาศัยอันอภิรมย์

ข้อคิดที่ได้จากโองการ {25:63-76} ดังกล่าวมีดังต่อไปนี้
) คุณสมบัติของบรรดามนุษย์ผู้ที่จะได้รับการยอมรับ ว่าเป็นบ่าวพระผู้ทรงเมตตามี 7 ประการ
1. อ่อนน้อมถ่อมตน หากมีคนเขลาเบาปัญญามาถากถาง เยาะเย้ย ก็จะตอบไปว่า "สันติ" ดู {25:63}
2. มนุษย์ผู้ลุกขึ้นนมาซตะฮัจญุดในยามค่ำคืน ในขณะที่ผู้คนอื่นหลับไหล ดู {25:64}
3. มนุษย์ผู้เชื่อว่า วันแห่งการตัดสินมีจริง และผู้ประพฤติผิดต้องถูกลงโทษด้วยไฟนรก ดังนั้นพวกเขาจึงหวาดกลัวต่อไฟนรก จึงวิงวอนขอจากอัลลอฮฺให้พวกตนรอดพ้นจากการลงโทษ ดู {25:65-66}
4. มนุษย์ผู้มัธยัสถ์ ไม่สุรุ่ยสุร่ายและไม่ตระหนี่ถี่เหนียว {25:67}
5. มนุษย์ที่ไม่ประกอบบาปมหันต์ต่าง เช่น การตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ การฆ่าคนโดยผิดกฎบัญญัติ การผิดประเวณี การให้การเท็จ ดู {25:68-72}
6. บรรดาผู้ที่ไม่สนใจต่อคำพูดที่ไร้สาระ ตัวอย่างคำพูดที่ไร้สาระเช่น การพูดถกกันในเรื่องราวที่ไม่มีประโยชน์ การดูหนังไร้สาระ การฟังเพลงที่มีเนื้อหาทางโลกีย์ เป็นต้น ดู {25:72}
7. บรรดาผู้ที่วิงวอนขอคุณงามความดีจากอัลลอฮฺ ให้แก่ครอบครัวของตนเอง และมีความตั้งใจอย่างสูงส่ง ที่จะปรังปรุงแก้ไขตนเองให้เป็นผู้ยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีความหวังที่จะได้เป็นแบบอย่างอันดีงาม และเป็นผู้นำแก่บรรดาศรัทธาชนผู้ยำเกรงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยเตาฟีกจากอัลลอฮฺ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงวิงวอนขอให้พระองค์ได้ทรงบันดาลให้พวกเขาได้เป็นดั่งที่พวกเขาหวัง
) ผู้ทำบาปมหันต์บางอย่างจะต้องตกนรกนิรันดร โองการ {25:68-69} บอกให้เรารู้ว่า การตั้งภาคีต่ออัลลอหฺ การฆ่ามนุษย์ผู้มีศรัทธา และการทำผิดประเวณี มีโทษหนักเหมือนกันหมด นั่นก็คือจะต้องตกนรกถาวร นอกจากว่าจะสำนึกผิด และลบล้างความผิดด้วยการกระทำคุณงามความดี
1. การตั้งภาคีเป็นบาปอันมหันต์ หากตายไป โดยไม่ได้สำนึกผิด จะต้องตกนรกนิรันดร แม้จะมีคุณงามความดีมากมายก็ตาม 
{4:48} แท้จริงอัลลอฮฺ จะไม่ทรงอภัยต่อการตั้งภาคีขึ้นแก่พระองค์ และพระองค์ทรงอภัยให้แก่สิ่งอื่นจากนั้นสำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดตั้งภาคีขึ้นแก่อัลลอหฺแล้ว แน่นอนเขาก็ได้อุปโลกน์บาปกรรมอันใหญ่หลวงขึ้น 
{4:116} แท้จริงอัลลอหฺจะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่การตั้งภาคีแก่พระองค์ แต่พระองค์จะทรงอภัยโทษให้แก่สิ่งอื่นจากนั้นสำหรับผู้ที่พระองค์ประสงค์ และผู้ใดตั้งภาคีขี้นแก่อัลลอหฺแล้ว แน่นอน เขาก็ได้หลงทางไปแล้วอย่างไกลห่าง 
{5:72} ... แท้จริงผู้ใดตั้งภาคีแก่อัลลอฮฺ แน่นอนอัลลอหฺจะทรงให้สวรรค์เป็นที่ต้องห้ามแก่เขา และที่พำนักของเขานั้นคือนรก และสำหรับบรรดาผู้อธรรมนั้นย่อมไม่มีผู้ช่วยเหลือใด ๆ"

2. ฆาตกรผู้สังหารศรัทธาชนจะถูกลงโทษในนรกตลอดกาล อีกทั้งยังถูกอัลลอฮฺทรงโกรธกริ้วและสาปแช่ง {4:93} และผู้ใดสังหารผู้มีศรัทธาโดยจงใจ การตอบแทนแก่เขาก็คือนรกญะหันนัม โดยที่เขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล และอัลลอหฺก็ทรงกริ้วโกรธเขา และทรงสาปแช่งเขา และได้ทรงเตรียมไว้สำหรับเขาซึ่งการลงโทษอันใหญ่หลวง
3. ผู้ผิดประเวณีจะต้องถูกลงโทษในนรกตลอดกาล มีฐานะไม่ต่างกับพวกผู้ตั้งภาคี ด้วยเหตุนี้จึงห้ามศรัทธาชนแต่งงานกับพวกที่ทำผิดประเวณี {24:3} ชายผู้ผิดประเวณีจะไม่สมรส นอกจากกับหญิงผู้ผิดประเวณีหรือหญิงผู้ตั้งภาคี และหญิงผู้ผิดประเวณีจะไม่มีผู้ใดสมรสกับนาง นอกจากชายผู้ผิดประเวณีหรือชายผู้ตั้งภาคี และสิ่งนั้นเป็นที่ต้องห้ามแก่บรรดาผู้มีศรัทธา
) อัลลอฮฺพระผู้ทรงเมตตาทรงอภัยโทษแก่มนุษย์เสมอ หากมนุษย์นั้นสำนึกผิดอย่างจริงจัง แม้ว่าบาปที่เขาทำไปจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม มันก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่กว่าพระเมตตาของพระองค์ ดู {25:70-71}

21 มิถุนายน 2552

คำพูดที่ดีจะยั่งยืน


อัลลอหฺตรัสว่า

{14:24} เธอไม่เห็นหรอกหรือว่า อัลลอหฺทรงยกอุทาหรณ์ไว้ว่า อุปมาคําพูดที่ดี ดั่งต้นไม้ที่ดี รากของมันฝังแน่นลึกมั่นคงและกิ่งก้านของมันชูขึ้นไปในท้องฟ้า

{14:25} ผลของมันจะออกมาทุกกาลเวลา โดยพระอนุมัติของพระเจ้าของมัน และอัลลอหฺทรงยกอุทาหรณ์แก่ปวงมนุษย์เพื่อพวกเขาจะได้รำลึก

{14:26} และอุปมาคําพูดที่เลว ดั่งต้นไม้ที่อับเฉาถูกถอนรากออกจากพื้นดิน มันไม่มีความมั่นคงเลย

{14:27} อัลลอหฺทรงให้บรรดาผู้ศรัทธาหนักแน่นด้วยคํากล่าวที่มั่นคง ในการมีชีวิตอยู่ทั้งในโลกนี้และในปรโลกและอัลลอหฺทรงให้บรรดาผู้ฉ้อฉลหลงทาง และอัลลอหฺทรงกระทำสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์

20 มิถุนายน 2552

น้ำ คือชีวิตของสิ่งมีชีวิต


{และพระองค์คือพระผู้ทรงนำน้ำลงมาจากฟ้าเป็นเครื่องดื่มสำหรับพวกเธอ} (อัลกุรอาน 16:10)
{และเราได้นำน้ำลงมาจากฟ้าเป็นเครื่องทำความสะอาด} (อัลกุรอาน 25:48)

นอกจากใช้เป็นเครื่องดื่มและใช้เป็นเครื่องทำความสะอาดแล้ว (อัลกุรอาน 8:11) น้ำยังมีคุณสมบัติที่จำเป็นต่อชีวิตอีกมากจนนับไม่ถ้วน โลกมีน้ำมากกว่าสารประกอบอื่นใดทั้งหมด น้ำมีอยู่ในรูปของก๊าซ (ไอน้ำ) ของเหลว (น้ำ) และของแข็ง (น้ำแข็ง) ซึ่งล้วนแต่เกิดขึ้นในช่วงอุณหภูมิของโลก นอกจากนั้น วัตถุดิบนับพัน ๆ ชนิดซึ่งจำเป็นต่อชีวิตมนุษย์ สัตว์ และพืช จะต้องถูกลำเลียงในของเหลว เช่น เลือด หรือน้ำเลี้ยงต้นพืช น้ำคือสิ่งที่เหมาะสมที่สุดเพราะมันเป็นตัวละลายสารต่าง ๆ ได้มากชนิดกว่าของเหลวอื่น ๆ แม้กระทั่งตัวเสปิร์มของมนุษย์และสัตว์ก็ต้องอยู่ในน้ำ (อัลกุรอาน 32:8, 77:20, 86:6) ถ้าปราศจากน้ำ การบำรุงเลี้ยงและการสืบพันธ์จะต้องหยุดชะงัก เพราะสิ่งมีชีวิตต้องใช้น้ำเพื่อละลายสารประกอบต่าง ๆ ที่เป็นอาหารและใช้น้ำเป็นสื่อกลางในระบบการสืบพันธ์ {และอัลลอหฺทรงบันดาลสัตว์ทุกชนิดมาจากน้ำ} (อัลกุรอาน 24:45) {และพระองค์ทรงบันดาลมนุษย์มาจากน้ำ} (อัลกุรอาน 25:54) ดังนั้นหากไม่มีน้ำแล้ว ชีวิตก็จะไม่ทางเกิดขึ้น ดังนั้นน้ำจึงเปรียบเสมือนชีวิตของสิ่งมีชีวิต

นอกจากนั้น น้ำยังเป็นสิ่งแปลกประหลาดในด้านการเปลี่ยนแปลงความหนาแน่น ในขณะที่น้ำในแม่น้ำ ลำคลอง ในทะเลและทะเลสาบเย็นลง มันจะมีน้ำหนักมากขึ้นแล้วจมลงไปข้างล่าง ซึ่งจะทำให้น้ำส่วนที่อุ่นกว่าและเบากว่าลอยขึ้นมาอยู่ข้างบน แต่ในขณะที่น้ำใกล้ถึงจุดเยือกแข็ง ขบวนการนี้จะกลับกัน น้ำที่เย็นจัดจะมีน้ำหนักเบาขึ้นอีกครั้งและมันจะลอยขึ้นข้างบนสุด เมื่อน้ำกลายเป็นน้ำแข็งมันจะลอยอยู่เหนือน้ำ น้ำแข็งจึงเป็นเสมือนฉนวนที่ป้องกันไม่ให้น้ำข้างใต้แข็งตัว เป็นการช่วยปกป้องชีวิตสัตว์น้ำต่าง ๆ ถ้าปราศจากคุณสมบัติพิเศษนี้ ปริมาตรน้ำแข็งในภูมิประเทศที่มีฤดูหนาว ก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี หากมันจมลงก้นทะเล แสงแดดในฤดูร้อนปีถัดมาก็ไม่อาจจะละลายน้ำแข็งนั้นได้ ภายในเวลาไม่กี่ปีน้ำส่วนใหญ่ในแม่น้ำและทะเลสาบ หรือแม้แต่ในมหาสมุทรก็จะกลายเป็นน้ำแข็งเกือบหมด โลกนี้ก็จะมีแต่น้ำแข็ง และไม่เหมาะสำหรับสิ่งมีชีวิตอีกต่อไป

ทุกวินาทีความร้อนจากดวงอาทิตย์จะเปลี่ยนน้ำจำนวนมหาศาลที่อยู่บนผิวโลกให้กลายเป็นไอน้ำ ไอน้ำซึ่งเบากว่าอากาศจะลอยสูงขึ้นและก่อตัวเป็นเมฆบนท้องฟ้า เป็นเหาะคุ้มกันรังสีอันตรายและความร้อนจากดวงอาทิตย์ให้แก่ชีวิตบนโลก กระแสอากาศจะพัดพาก้อนเมฆเหล่านี้ให้กระจัดกระจายออกไปทั่วโลก (อัลกุรอาน 32:27) และภายใต้สภาพที่เหมาะสม ก้อนเมฆหรือความชื้นนี้ก็จะตกลงมาเป็นฝน (อัลกุรอาน 78:14) ซึ่งขนาดของเม็ดฝนจะมีขนาดที่ไม่ใหญ่เกินไปนัก เมื่อฝนตกลงมา มันจะโปรยปรายลงมาเป็นเม็ดเล็ก ๆ และมักจะไม่ทำให้ใบหญ้าอันอ่อนนุ่มหรือกลีบดอกไม้บอบบางต้องบอบช้ำหรือยับเยิน หากเมล็ดฝนมีขนาดใหญ่ มันก็จะทำให้ไร่นาและต้นไม้ใบหญ้าได้รับความเสียหายอย่างมากมายแน่นอน {และทรงให้น้ำหลั่งลงมาจากฟ้า แล้วทรงบันดาลให้บรรดาผลไม้ผลิออกมาด้วยน้ำนั้น เพื่อเป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเธอ} (อัลกุรอาน 2:22) {และพระองค์นั้นคือพระผู้ทรงให้น้ำลงมาจากฟ้า แล้วเราให้พันธ์พืชของทุกสิ่งงอกเงยออกมา และเราให้ต้นกล้าสีเขียวงอกออกมาจากพันธ์พืชนั้น และเราได้ให้เมล็ดที่ซ้อนกันอยู่ออกมาจากต้นกล้าสีเขียวนั้น และจากต้นอินทผาลัมนั้นมีเหล่าช่ออันชิดใกล้ออกมาจากจั่นนั้น และบรรดาสวนที่มีทั้งองุ่น มะกอก และทับทิม โดยมีสภาพที่คล้ายคลึงกันและไม่คล้ายคลึงกัน} (อัลกุรอาน 6:99)

น้ำฝนที่ตกลงมาจะรวมตัวขึ้นเป็นธารน้ำ ลำคลอง และเป็นแม่น้ำ (อัลกุรอาน 13:17) น้ำอีกส่วนหนึ่งจะถูกเก็บไว้ในแผ่นดินในชั้นต่าง ๆ ซึ่งจะซึมหรือไหลไปมาเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงแผ่นดินให้มีชีวิตตลอดไป น้ำที่เก็บไว้ในแผ่นดินจะพุ่งออกมาเป็นน้ำพุ หรือไหลออกมาเป็นตาน้ำ (อัลกุรอาน 39:21) ด้วยเหตุนี้ แม้กระทั่งในทะเลทรายที่แห้งแล้งที่สุด ก็ยังมีตาน้ำและลำธารไหลอยู่เบื้องใต้ (อัลกุรอาน 23:18)
ในท้องถิ่นที่แห้งแล้งอย่างทะเลทราย จะเห็นว่าพืชพันธ์ไม้อยู่ในสภาพที่ไร้ชีวิต เมื่อใดที่ฝนตกลงมา แผ่นดินอันแห้งแล้งนั้นก็จะกลับมีชีวิตขึ้นใหม่อีกครั้ง เหล่าเมล็ดพืชและหญ้าจะงอกเงยออกมาอย่างรวดเร็ว (อัลกุรอาน 22:5)

บนผืนแผ่นดินส่วนใหญ่ในโลก ฝนจะตกลงมาตามเกณฑ์ที่เหมาะสม (อัลกุรอาน 43:11) พืชและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ จึงสามารถดำรงชีพต่อไปได้

แม้ว่าฝนที่ตกลงมามากเกินไปจนเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง และทำลายชีวิตและทรัพย์สิน แต่สิ่งนี้โดยรวมแล้วก็ยังมีประโยชน์ในการรักษาดุลยภาพของโลก เพราะน้ำท่วมจะทำความสะอาดท้องถิ่นนั้น และนำสิ่งสกปรกโสมม สารมีพิษ และเชื้อโรคหลายอย่างลงทะเล (อัลกุรอาน 54:12)

พระพิสุทธิคุณแห่งพระผู้ทรงสร้าง!

27 พฤษภาคม 2552

อย่าจองหอง คุยโวโอ้อวด

{31:18} และเธออย่าหันแก้มของเธอให้แก่ผู้คนอย่างหยิ่งยะโส และอย่าเดินไปตามแผ่นดินอย่างไร้มรรยาทแท้จริง อัลลอหฺมิทรงชอบทุกคนที่จองหองคุยโวโอ้อวด
{31:19} และเธอจงก้าวเท้าของเธอพอประมาณ และจงลดเสียงของเธอลง แท้จริง เสียงที่น่าเกลียดยิ่งคือเสียงร้องของลา

อายุวัยยามบ่ายอย่างข้าพเจ้า เป็นพ่อของลูก ๆ หลายคน บางคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน มีหลานแล้วก็ยังมี วัยนี้เป็นวัยที่เหมือนกับว่าเป็นผลไม้กำลังสุกงอมหอมหวาน ดกเต็มต้นหนักอึ้ง กิ่งก้านของมันราบลงติดดินด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน หากข้าพเจ้ายังไม่สามารถให้ผู้คนลิ้มรสหวานได้ละก็ ข้าพเจ้าก็ไร้ค่า

วัยนี้เป็นวัยที่อ่อนแอลง คิดอะไรก็ช้าลง ทำอะไรก็ไม่ตล่องแคล่ว ทุกอย่างมันช้าไปหมด ทุกอย่างมันไม่สะดวกเหมือนในสมัยวัยรุ่นอีกต่อไป

แต่อย่างหนึ่งที่เห็นในวัยนี้ ก็คือเห็นความตายมาเก็บเกี่ยวผู้คนรุ่นพ่อไปทีละคน ทีละคน บางครั้งความตายมาเดินสะเปะสะปะเหมือนคนตาไม่ดี เดินในยามมืด ใครที่ถูกมันชนก็จะล้มลงเป็นเหยื่อ แต่สิ่งที่เห็นอีกอย่างหนึ่ง ก็คือกรรมสนองกรรมบนโลกนี้ก่อนจะถึงโลกหน้า ข้าพเจ้าเห็นคนจองหองลำพองตน แต่ละคนมีชีวิตบั้นปลายที่ไม่สงบราบเรียบเลย ความจองหองของเขาร่วงหล่นไปพร้อม ๆ กับกาลเวลา เมื่อขาสั่น คอตก หลังค่อม ความจองหองทั้งหมดก็สลายไปด้วย อีกไม่นานตนเองก็จะสลายตาม

ความจองหองเป็นบาปที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นบาปที่อิบลิสจำต้องตกนรก เพราะฝ่าฝืนพระบัญชาของอัลลอหฺ แล้วความดีที่มันสั่งสมมาห้าพันปีก็สูญสลายไปในพริบตาเดียว

26 พฤษภาคม 2552

ทุกชีวิตจะต้องลิ้มรสแห่งความตาย

{3:181},{29:57} ทุกชีวิตย่อมต้องลิ้มรสแห่งความตาย

เหล่าสาวกของนบีมุฮัมมัดในอดีตจดจำคำพูดที่ว่า "เพียงพอแล้วที่จะเอาความตายเป็นเครื่องตักเตือนเธอ" ได้อย่างดี

เมื่อมีผู้ถามว่า อยากได้อะไรจากมักกะหฺ เพื่อนข้าพเจ้าที่ทำธุรกิจด้วยกันตอบว่า "อยากได้ผ้าห่อศพ" เมื่อเพื่อนของเขากลับมา เขาก็ได้ผ้าคลุมศพดั่งใจหวัง วันนั้นแกหัวเราะบอกว่า "ได้มาสิบปีแล้วน่ะ แต่ยังไม่ตาย"

การรำลึก ถึงความตายเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด อะลีย์ บินอะบีฏอลิบกล่าวว่า "การบูชาอัลลอหฺที่ประเสริฐที่สุดคือการรำลึกถึงการสร้างฟากฟ้าและแผ่นดิน การรำลึกที่ประเสริฐที่สุดคือการรำลึกถึงความตาย"

หากมนุษย์รำลึกถึง ความตายตลอดเวลา เขาก็จะไม่ทะเยอทะยานมากจนเกินไป เขาจะไม่สะสมทรัพย์สมบัติที่เกินกว่าจำเป็นสำหรับตนเองและครอบครัว เขาจะรู้ว่า ทุกอย่างที่เห็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นยศถาบรรดาศักดิ์ และทรัพย์สินเงินทอง ล้วนแล้วแต่เป็นเพียงเหมือนสิ่งที่สถิตเพียงชั่วคราว เมื่อล้มตายหายจากไป มันก็ไม่ได้ให้ความหมายอะไรอีกต่อไป มนุษย์ทุกคนจะกลายเป็นฝุ่นดิน จะเหลือก็เพียงแค่น้ำหมึกที่จารึกบนกระดาษ เป็นตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัว

{102:1} การสะสมเพิ่มพูนเพื่อโอ้อวดได้ทำให้พวกเธอเพลิดเพลิน {102:2} จนกระทั่งพวกเธอได้เข้าไปเยือนหลุมฝังศพ

นั่นก็เพราะความตายเป็นสิ่งที่หนีไม่พ้น ไม่มีใครหนีมันพ้นเลยแม้แต่สักคนเดียว

{4:78} ณ ที่ใดก็ตามที่พวกเธออยู่ ความตายก็ย่อมถึงพวกเธอ และแม้ว่าพวกเธอจะอยู่ในป้อมปราการอันสูงตระหง่านก็ตาม