08 ตุลาคม 2552

เมื่อใบไม้ร่วง เมื่อกิ่งไม้หล่น เมื่อต้นไม้ล้ม

เมื่อวานจ้างคนมาตัดต้นสนหน้าบ้าน ซึ่งมีอายุเกือบเท่ากับบ้าน มันใหญ่โตเกินไป จนทำให้ต้นไม้ที่เป็นรั้วบ้านมีอาการจะตายไม่ตายแหล่ วันนี้เขาเอารถบรรทุกมาขนกิ่งก้าน เพื่อเอาไปทิ้ง แล้วคนที่รับจ้างทั้งสองคน ซึ่งเป็นพ่อตาและลูกเขย ก็มากดกริ่งขอค่าจ้างที่ยังจ่ายไม่หมด

เข้ามาในบ้าน นั่งคิดว่า ดูสิ ริซกีของอัลอหฺได้ทรงกำหนดไว้เมื่อราว 33 ปีที่แล้ว ว่ามันต้นไม้ต้นนี้จะล้มลงด้วยเงื้อมมือของใคร และคนนั้นจะเป็นผู้ได้รับค่าจ้าง เป็นริซกี (โชคผล) ที่อัลลอหฺได้กำหนดไว้ให้แก่เขามาแต่กาลก่อน

ริสกีของเขาถูกกำหนดให้แก่เขา ว่าเขาจะได้มันก็ต่อเมื่อต้นไม้ต้นนี้ล้ม มานั่งคิด ใช่ บางทีทรัพย์สมบัติโบราณบางชิ้นถูกเก็บไว้อย่างดี เมื่อเราไปหยิบเอามันเก็บไว้สักพัก และเอามันออกขายต่อ มันก็กลายเป็นริซกีสำหรับเราอีกเช่นกัน

ริซกีมีอยู่ทุกหนแห่ง แต่มันรอเวลาและจังหวะของมัน ริซกีเปรียบเสมือนความตาย แม้เธอจะวิ่งหนีจากมัน มันก็จะมาดักเธอข้างหน้า ไม่มีทางที่จะหนีจากมันได้

24 กันยายน 2552

คนรวยรู้รสชาติของความหิวอย่างคนยากคนลำบากไหม?

ดวงอาทิตย์อัสดงที่ชายหาด Sharjah เดือนรอมะฎอน
วันที่ 13 กันยายน 2009 ฟิรอสนัดว่าจะพาไปทานอาหารละศีลอดด้วยกัน นี่ก็อีกเพียงแค่ 10 นาทีตะวันจะตกดิน ฟิรอสก็ยังปิดโทรศัพท์อยู่อีก แสดงว่ายังนอนหลับโต้ตะวันอัสดงเหมือนสองสามวันที่ผ่านมา อะบูบะฮาอ์ก็โทรมาถามจากฮอลแลนด์ด้วยความเป็นห่วงว่า ฟิรอสยังไม่มา และจะทานข้าวที่ไหนยังไง

เมื่อเขาไม่มา เราจึงจำเป็นที่จะต้องละศีลอดที่โรงแรมด้วยอาหารบุฟเฟ่ต์ของโรงแรมที่เราพักอยู่ บุฟเฟ่ต์โรงแรม Carlton สี่ดาวใน Sharjah มันไม่ค่อยหรูหราเท่า Sheraton หรือ Ritz ที่เคยไปละศีลอดมาใน Doha ราคาก็เพียงครึ่งเดียวของโรงแรมห้าดาว ถึงกระนั้นก็ตาม ก่อนแก้บวช ทุกอย่างดูเอร็ดอร่อยไปหมด เราตักเอาอาหารที่คิดว่าอร่อยที่สุด นั่นคือข้าวที่มีแพะวางตั้งข้างบนหนึ่งตัว เป็นแพะอบ กระดูกและไขมัน เขาเลาะหรือตัดทิ้งไปหมดแล้ว เหลือแค่เนื้อยอย่างเดียว เราเลือกเอาเฉพาะตรงน่องข้างหน้า ซึ่งเป็นเนื้อที่ท่านนบี (ศ) โปรดปรานมากที่สุด แล้วก็ตักอย่างอื่นมาด้วย พอประมาณ มีปลาทอดมัน และสะหลัดสักหน่อย

พอเขาอะซาน ก็เริ่มลงมือรับประทานอาหาร ทานไปได้ไม่ถึงครึ่งจาน เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ อุดมการณ์ของตนเองเริ่มออกฤทธิ์ เห็นภาพคนยากคนลำบากในบ้านเกิดของตนเอง และประเทศอื่น ๆ อย่างแอฟริกา ทานไปทานมา เนื้อน่องแพะก็ไม่ร่องหรอสักที ตัวเองก็รู้สึกอิ่มจนไม่มีที่ใส่ ขันไปดูคนอื่น ก็เห็นว่าทุกโต๊ะก็มีการตักหยิบอาหารมาประดับโต๊ะมากกว่าจะเป็นการตักหยิบเพื่อกิน พวกบ๋อยเอาถาดไปเทอาหารมากกว่าครึ่ง ทานไปก็คิดไปว่าจะทำวิธีไหนหนอ เพื่อจะให้อาหารเหล่านี้ถึงมือของคนยากคนจนบ้าง

ไม่อยากไปหยิบอาหารบุฟเฟ่ต์อีกต่อไป เค้กและขนมที่อร่อย ๆ เราไม่สน ไม่มีอารมณ์จะรับประทาน

ทานอาหารที่โรงแรมครั้งนี้จึงรู้สึกว่าบาปกว่าทุกครั้ง

31 สิงหาคม 2552

พิมพ์ผิด ขาดตก บกพร่องจากคำแปลของสมาคมศิษย์เก่าอาหรับ

ต่อไปนี้คือที่ข้าพเจ้าพบว่า พิมพ์ผิด ขาดตก บกพร่อง (ลืมแปล) หรือแปลผิด จากคำแปลของสมาคมศิษย์เก่าอาหรับ ซึ่งข้าพเจ้าจะนำมาจดไว้ที่นี้ ทุกครั้งที่เจอ

ศิษย์เก่าฯ
{6:123} และทำนองนั้นแหละ เราได้ให้มีขึ้นในแต่ละเมือง ซึ่งบรรดาบุคลสำคัญ ๆ เป็นผู้กระทำความผิดแห่งเมืองนั้น ๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้วางอุบายหลอกลวง นอกจากตัวของพวกเขาเอง แต่พวกเขาหารู้สึกไม่

อะบูอิสรอฟีล --> {6:123} และในทำนองนั้นแหละ ในแต่ละเมือง เราได้ปล่อยให้มีบรรดาอาชญากรใหญ่ เพื่อที่พวกเขาจะได้วางอุบายหลอกลวงในเมืองนั้น และพวกเขาจะไม่วางอุบายหลอกลวง นอกจากตนเอง แต่พวกเขาไม่รู้ตัว



ศิษย์เก่าฯ {10:19} ... และหากมิใช่ลิขิตได้บันทึกที่พระเจ้าของพวกเจ้าแล้ว ... (บุรุษที่สอง พหูพจน์)
อะบูอิสรอฟีล --> {10:19} ... ... พระเจ้าของเธอ (บุรุษที่สอง เอกพจน์)

-----
ศิษย์เก่าฯ {13:25} และบรรดาผู้ทำลายพันธะของอัลลอฮฺ หลังจากที่ได้ให้คำมั่นสัญญาแก่พระองค์ และพวกเขาตัดขาดสิ่งที่อัลลอฮฺทรงใช้ให้เขาต่อ (ประโยคที่แปลเป็นกัตตุตวาจก)
อะบูอิสรอฟีล --> {13:25} และบรรดาผู้ทำลายสนธิสัญญาแห่งอัลลอหฺ หลังจากที่ได้ให้คํามั่นสัญญาแก่พระองค์และพวกเขาตัดขาดสิ่งที่อัลลอหฺบัญชาให้มีการสานต่อ (ประโยคเดิมเป็นกรรมวาจก หรือ มับนี ลิลมัจญ์หูล)
-----
ศิษย์เก่าฯ {13:38} และโดยแน่นอน เราได้ส่งบรรดาศาสนทูตมาก่อนหน้าเจ้า และเราได้ให้พวกเขามีภริยาและลูกหลาน และไม่บังควรแก่รอซูลที่จะนำมาซึ่งสัญญาณ (ปาฏิหาริย์) ใด ๆ เว้นแต่โดยอนุมัติของอัลลอหฺ สำหรับทุกสิ่งอย่างนั้น มีบันทึกไว้แล้ว
อะบูอิสรอฟีล --> {13:38} และโดยแน่นอน เราได้ส่งบรรดาศาสนทูตมาก่อนหน้าเธอ และเราได้ให้พวกเขามีภริยาและลูกหลาน และไม่บังควรแก่ศาสนทูตที่จะแสดงอภินิหารสัญญาณใด ๆ เว้นแต่โดยอนุมัติของอัลลอหฺ สำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนั้น มีบันทึกไว้แล้ว

-----

ศิษย์เก่าฯ {16:56} และพวกเขาตั้งสิ่งที่พวกเขาไม่รู้ (ให้เป็นเจว็ด) อันเป็นส่วนได้จากสิ่งทีเราได้ให้ปัจจัยยังชีพแก่พวกเขา

อะบูอิสรอฟีล -->{16:56} และแก่(เจว็ด)ที่พวกเขาไม่รู้จักคุณโทษนั้น พวกเขาพลีบางส่วนจากสิ่งที่เราได้ให้แก่พวกเขาเป็นปัจจัยยังชีพ

-----

ศิษย์เก่าฯ {16:67} และจากผลของต้นอินทผาลัมและองุ่น พวกเจ้าได้จากมันมาเป็นทั้งของมึนเมาและอาหารที่ดี

อะบูอิสรอฟีล --> {16:67} และจากผลของต้นอินทผาลัมและองุ่น พวกเธอได้เอามันมาเป็นทั้งของมึนเมาและอาหารที่ดี

-----

ศิษย์เก่าฯ {22:39} สำหรับบรรดาผู้ที่(ถูกโจมตีนั้น)ได้รับอนุญาตให้ต่อสู้ได้ เพราะพวกเขาถูกข่มเหง

อะบูอิสรอฟีล --> {22:39} สำหรับบรรดาผู้ที่ถูกโจมตีนั้นได้รับอนุญาต(ให้ต่อสู้ได้) เพราะพวกเขาถูกข่มเหง

-----

ศิษย์เก่าฯ {23:66} แน่นอนโองการทั้งหลายของเราถูกนำมาอ่านแก่พวกเจ้า แล้วพวกเจ้าก็หันสันเท้าของพวกเจ้ากลับ {23:67} พวกเขาหยิ่งจองหองต่ออัลกุรอาน พวกเขาจับกลุ่มสนทนากันในเวลากลางคืน

อะบูอิสรอฟีล --> {23:66} แน่นอนโองการทั้งหลายของเราถูกนำมาอ่านแก่พวกเธอ แล้วพวกเธอก็หันสันเท้าของพวกเธอกลับ {23:67} อย่างเย่อหยิ่งต่ออัลกุรอาน ในยามค่ำคืนพวกเธอจับกลุ่มสนทนากัน

-----
ศิษย์เก่าฯ {63:8} พวกเขากล่าวว่า "ถ้าเรากลับไปยังนครมะดีนะฮฺ พวกที่มีเกียรติกว่าจะขับไล่พวกที่ต่ำต้อยออกจากนครมะดีนะฮฺ

อะบูอิสรอฟีล --> {63:8} พวกเขากล่าวว่า "ถ้าเรากลับไปยังนครมะดีนะหฺ ผู้ที่มีเกียรติที่สุดจะขับไล่ผู้ที่ต่ำต้อยที่สุดออกจากนครมะดีนะหฺ" (เพราะพวกมุนาฟิกีนอ้างว่า ผู้ที่มีเกียรติที่สุดคืออับดุลลอหฺ จะขับไล่ผู้ที่ต่ำต้อยที่สุด นั่นคือนบีมุฮัมมัด ออกจากนครมะดีนะหฺ และคำว่า อะอัซซุ และ อะซัลลุ เป็นคำเอกพจน์)

23 สิงหาคม 2552

คำนำของตัฟสีรอัลกุรอาน ซูเราะหฺอันนูร (บท รัศมี)

เพื่อแสดงความโปรดปรานของอัลลอหฺ ที่ได้ประทานแก่ข้าพเจ้า ให้ได้พบกับตัฟสีรที่ข้าพเจ้าเคยเขียนไว้เมื่อ 21 ปีที่แล้ว ข้าพเจ้าก็อดใจรอไม่ได้ที่จะนำบทความเหล่านั้นเอามาลงในบลอกนี้ เพื่อเป็นวิทยาทาน และเพื่อได้รับใช้พี่น้องมนุษย์ทั้งหลาย

***************************
24. ซูเราะฮฺอันนูร (บท รัศมี)

ซูเราะฮฺอันนูร อันมีความหมายว่า "รัศมี" เป็นซูเราะฮฺมะดะนียะฮฺ มีทั้งหมด 64 โองการ สาเหตุที่ตั้งชื่อเช่นนี้ ก็เพราะว่ามีคำว่า "นูร" ในโองการที่ 35 และเพราะว่าซูเราะฮฺนี้ได้ประมวลบทบัญญัติ และจริยธรรมอันประเสริฐ อันเปรียบเสมือนรัศมีอันโชติช่วง นำทางมนุษยชาติสู่แนวทางที่ที่ยงธรรม

ซูเราะฮฺนี้ ได้ระบุถึงกฎบญญัติที่สำคัญหลายประการ อันเกี่ยวข้องกับสมาชิกในครอบครัวและในสังคม พร้อมกันนี้ยังได้ชี้แจงการแก้ปัญหาความเสื่อมเสียของสังคม อันเนื่องมาจากการผิดประเวณี และการใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์ ด้วยการลงโทษทัณฑ์ที่ยุติธรรมและมีผลดีที่สุด

กฎบัญญัติที่ระบุในซูเราะฮฺนี้มี เช่น

1. การลงโทษอาชญากรรมผิดประเวณี (ซินา)
2. การลงโทษผู้ปรักปรำหรือกล่าวหาผู้อื่นว่าผิดประเวณี
3. กฎบัญญัติเกี่ยวกับผู้ปรักปรำหรือกล่าวหาภรรยาของตนว่ามีชู้
4. การสาบาน
5. กฏของการสมรสกับผู้ที่เคยผิดประเวณี, คำสั่งให้ชายโสดหรือหญิงโสดมีคู่ครอง
6. การเข้าเคหะสถานของผู้อื่น
7. การบรรลุศาสนภาวะ
8. การแต่งกายของสตรี
9. มารยาทในครอบครัวและสังคม

นอกจากนี้ ซูเราะฮฺนี้ยังได้ระบุถึงสัญลักษณ์แห่งพระเดชานุภาพของพระองค์ ในการดลบันดาลกลางวันกลางคืน การบันดาลสิ่งชีวิตมาจากน้ำ พระองค์เพียงผู้เดียวเป็นพระผู้ทรงสิทธิ์ในมวลการสดุดีของสรรพสิ่งในฟากฟ้าและแผ่นดิน

อุมัร อิบนุลค่อฎฎอบ ได้กล่าวในสาส์นที่ส่งไปที่ชาวกูฟะหฺ ในอิรัคว่า "พวกท่านทั้งหลายจงสอนซูเราะฮฺอันนูรแก่ภรรยาของท่าน" แสดงถึงความสำคัญของซูเราะฮฺนี้

ช่วงเวลาแห่งการประทานซูเราะฮฺ

ซูเราะฮฺนี้ถูกประทานลงมาหลังจากการทำสงครามกับพวกยิวบะนูมุศเฏาะลิก ในเดือนชะอฺบาน ปี ฮ.ศ. 6 ซึ่งเป็นซูเราะฮฺที่ถูกประทานหลังซูเราะฮฺอัลอะฮฺซาบ

ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์

หลังจากที่กองทัพอิสลามได้รับชัยชนะในสงครามบะดัร ในปี ฮ. ศ. 2 ศาสนาอิสลามก็เริ่มเข้มแข็งขึ้น จนกระทั่งกองกำลังพันธมิตรของข้าศึกในสงครามคอนดักซึ่งมีจำนวนถึง 10,000 นาย ไม่สามารถที่จะบดขยี้กองทัพอิสลามได้ แม้ว่าจะมีการปิดล้อมนครมะดีนะฮฺอยู่ถึงหนึ่งเดือนก็ตาม เป็นนิมิตรหมายว่า การรุกรานของบรรดาผู้ปฏิเสธได้มาถึงจุดยุติแล้ว และพวกเขาจะเป็นฝ่ายรับศึกและต้องพ่ายแพ้ตลอดไป ท่านนบีกล่าวว่า “พวกกุเรชจะไม่โจมตีพวกท่านอีก หลังจากปีนี้ของพวกท่าน แต่พวกท่านจะเป็นผู้รุกพวกเขา"

เมื่อพวกมุชริก(ผู้ตั้งภาคี)อาหรับและพวกยิวไม่สามารถบดขยี้อิสลามในสนามรบได้ พวกเขาก็เปลี่ยนกลยุทธ โดยการเปิดแนวโจมตีด้านจริยธรรม ด้วยการสร้างปัญหาและความแตกแยกในสังคมอิสลาม เพราะพวกเขาตระหนักดีว่า สาเหตุที่มุสลิมประสบชัยชนะในสงครามทุกครั้งที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่ด้วยความเหนือกว่าของกำลังพลหรือยุทโธปกรณ์ แต่เนื่องจากพวกเขามีจริยธรรมและระเบียบวินัยอันสูงส่ง มีท่านนบีและสาวกหลายคนเป็นกำลังใจ ที่คอยผนึกกำลังของพวกเขา

พวกเขาเริ่มเปิดฉากการทำลายล้างจริยธรรมและความสามัคคีนี้ โดยมีพวกมุนาฟีก(พวกสับปลับ)ในนครมะดีนะฮฺ ซึ่งอยู่ในคราบของมุสลิมคอยช่วยเหลือ โอกาสทองของพวกเขามาถึง เมื่อท่านนบีสมรสกับซัยนับ บุตรีญะฮัช ซึ่งพวกเขาใช้โอกาสนี้สบประมาทท่านนบี ด้วยการกุเรื่องร้ายขึ้นและกระจายข่าวออกไปว่า วันหนึ่งมุหัมมัดได้เห็นภรรยาของเซด บินษาบิต บุตรบุญธรรมของเขา โดยบังเอิญ เมื่อลมพัดจนถลกม่านขึ้น มุหัมมัดจึงเห็นเสน่ห์ของนาง จึงออกอุบายให้เซดหย่านาง แล้วเขาก็แต่งงานกับนาง

ความจริงแล้ว นบีมุหัมมัดรู้จักซัยนับ บุตรีของญะฮัชมาเป็นเวลานานตั้งแต่นางยังเป็นเด็ก เพราะซัยนับเป็นบุตรีของนางอุมัยมะหฺ ซึ่งเป็นพี่สาวของอับดุลลอฮฺ บิดาของท่าน และท่านนบีก็ได้สั่งให้ซัยนับแต่งงานกับเซด ซึ่งในอดีตเคยเป็นทาส ที่ท่านนบีซื้อมาแล้วปล่อยให้เป็นไท แล้วก็อยู่ในครอบครัวของท่าน ผู้คนก็เลยเรียกขานเซดว่า เซด บินมุหัมมัด คือเป็นบุตรของมุหัมมัด เมื่อบิดาและญาติพี่น้องจากเอธิโอเปียมาตามตัวกลับไป เซดก็ไม่ยอมกลับ ขออยู่กับนบีมุหัมมัดต่อไป ซัยนับซึ่งมีเชื้อสายกุเรช ซึ่งถือว่าเป็นเผ่าที่มีเกียรติมากที่สุดในอาระเบีย ก็ปฏิเสธที่จะแต่งงานกับอดีตทาส ซึ่งมีผิวสีดำ เหตุที่นบี(ศ)สั่งให้นางแต่งงานกับเซด ก็เพื่อแสดงให้เห็นในทางปฏิบัติว่า ไม่ว่าจะเป็นชาวกุเรช หรือเป็นอดีตทาส ต่างก็มีความเสมอภาคกันในอิสลาม เมื่อซัยนับได้สดับฟังพระโองการแห่งอัลลอฮฺ ที่ห้ามไม่ให้ศรัทธาชนขายหญิงขัดขืนการตัดสินของท่านนบี(ศ) นางก็จำใจยอมแต่งงานกับเซด แม้ว่าทั้งสองจะได้อยู่กินกันฉันสามีภารยาชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้ว ซัยนับก็ไม่อาจจะดีกับเซดได้ เนื่องด้วยนางไม่สามารถที่จะยอมรับจริยธรรมอิสลามเรื่องความเสมอภาคอันนี้ ท่านนบีก็ตักเตือนให้เซดอดทน แต่ในที่สุดทั้งสองก็ต้องหย่าจากกัน โดยที่ซัยนับยอมคืนสินสอดให้แก่เซด ซึ่งเป็นสวนผลไม้ แล้วหลังจากนั้นอัลลอหฺได้บัญชาให้นบีมุหัมมัด แต่งงานกับนาง ซึ่งท่านนบีรู้สึกไม่สบายใจ หรือรู้สึกอับอายเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นที่ครหาว่าท่านแย่งเอาลูกสะใภ้มาเป็นภารยา

ผู้ที่มีส่วนในการรุกข่าวเท็จนี้ คือ อับดุลลอฮฺ บินอุบัยย์ ซึ่งเป็นบุตรนางสะลูล ซึ่งเป็นคนในเผ่าค่อซร่อจญฺ์ ผู้ซึ่งเป็นคนสำคัญคนหนึ่งของนครมะดีนะหฺ ก่อนหน้าที่ท่านนบีจะอพยพสู่นครมาดีนะฮฺ ชาวนครมะดีนะฮฺเคยมีความตั้งใจที่จะสถาปนาเขาเป็นกษัตริย์ สถานการณ์ได้ผันเปลี่ยนไป เมื่อรัฐอิสลามถูกก่อตั้งขึ้นในนครมะดีนะฮฺ และนบีมุหัมมัดได้กลายเป็นประมุขที่ผู้คนเคารพรัก อับดุลลอฮฺ บินอุบัยก็เริ่มหมดความสำคัญลง ถึงแม้ว่าเขาจะเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม แต่ความอิจฉาริษยาที่เขามีต่อท่านนบีได้ผลักดันให้เขาเป็นคนสับปลับ ด้านนอกเป็นมุสลิม แต่ในใจเป็นกาฟิร เขาเริ่มเล่นบทบาททางการเมือง รวบรวมสมาชิกที่มีใจเหมือนกัน เป็นพันธมิตรกับพวกมุชริกในมักกะหฺและอาระเบีย เริ่มคิดการใหญ่หมายจะโค่นล้มศาสนาอิสลาม และสังหารท่านนบีมุหัมมัด ในที่สุดเขาก็ถูกขนานนามว่า "หัวหน้าพวกสับปลับ"

ในเดือนชะอฺบาน ปี ฮ.ศ. 6 ท่านนบี(ศ)ทราบว่า ชาวยิวเผ่ามุศเฏาะลิกได้เตรียมการจัดทัพเพื่อทำสงครามกับชาวมุสลิม และพยายามชักชวนชนเผ่าอื่น ๆ ทั้งอาหรับละยิวมาร่วมการสงคราม ท่านจึงกรีฑาทัพเข้าโจมตีเผ่ามุสเฏาะลิกโดยที่พวกเขาไม่ทันตั้งตัว จนกองทัพอิสลามสามารถจับกุมผู้คนในเผ่ามุสเฏาะลิกและริบทรัพย์สินต่าง ๆ ได้ ในระหว่างที่ท่านนำทัพกลับมายังนครมะดีนะฮฺ ท่านนบีก็สั่งให้หยุดทัพในสถานที่แห่งหนึ่งใกล้กับบ่อน้ำมุร่อยสีอฺของพวกยิว วันนั้นเกิดมีการถกเถียงระหว่างคนใช้ของอุมัรกับพันธมิตรคนหนึ่งของเผ่าค่อศร่อจญ์เกี่ยวกับวิธีการตักน้ำขึ้นมาจากบ่อ จนเรื่องลุกลามกลายเป็นการวิวาทระหว่างพวกมุฮาญิรีน (ชาวมักกะฮฺที่อพยพมาอยู่มะดีนะฮฺ) กับพวกอันศอร (มุสลิมชาวเมืองมะดีนะฮฺดั้งเดิม) อับดุลลอฮฺ บินอุบัยย์ ได้ทีจึงใช้โอกาสนี้ยุยงพวกอันศอรว่า "อุปมาพวกเรากับพวกมูฮาญิรีน อุปมัยดั่งคำโบราณที่ว่า จงเลี้ยงสุนัขของเจ้าให้อ้วน แล้วมันจะกินเจ้า" แล้วประกาศแก่พวกมุฮาญิรีนว่า "หากเรากลับสู่นครมดีนะหฺ ผู้ที่มีเกียรติกว่า คือ(คือเขาเอง)จะต้องขับไล่ผู้ต่ำต้อยกว่า(คือท่านนบี)ออกจากเมืองนี้" (ซูเราะฮฺอัลมุนาฟิกูน : 8)

เมื่อท่านนบี(ศ)ทราบเรื่องนี้เข้า ก็สั่งให้ยกทัพกลับนครมะดีนะฮฺทันที โดยห้ามหยุดพักระหว่างทาง เพราะท่านมีกุศโลบายจะให้เหล่าทหารอ่อนเพลียจนไม่มีโอกาสพูดคุยในเรื่องที่เกิดขึ้น จนถึงเวลาเที่ยงของวันต่อมา แต่ถึงกระนั้นก็ตาม อับดุลลอฮฺ บินอุบัยย์ ก็ยังได้ฉวยโอกาสถึงสองครั้ง เพื่อลบหลู่เกียรติของท่านนบี(ศ)และครอบครัวของท่าน ซึ่งรายละเอียดจะนำมาเสนอเมื่ออธิบายพระโองการที่เกี่ยวข้องในซูเราะฮฺนี้

อัลลอฮฺทรงช่วยเก็บให้แก่ข้าฯ

เมื่อวานตื่น 03.20 รับประทานสะฮูร (อาหารเช้าที่ต้องรับประทานหัวรุ่ง ก่อนไก่โห่ และก่อนเวลานมาซศุบฮิ สำหรับผู้ที่จะถือศีลอด) หลังจากนมาซเสร็จก็อดใจเข้าห้องคอมพิวเตอร์ไม่ได้ เอ้า เอาใจตัวเองสักหน่อย เปิดคอมพิวเตอร์ แล้วก็เปิดกูเกิ้ลหาข้อมูลเพื่อหาข้อมูล เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ในการแปลอัลกุรอาน ที่เพิ่งจะวางมือเมื่อเที่ยงคืนก่อนหน้านั้นแค่สามชั่วโมง เสิร์จไป หามา ก็ไปเจออะไรบางอย่าง ที่ข้าพเจ้าต้องกล่าวคำว่า อัลฮัมดุลิลลาฮฺ หลาย ๆ ครั้ง เพราะข้าพเจ้าเจออะไรบางอย่างบนเน็ต เป็นที่ข้าพเจ้าตามหามาเป็นเวลาหลายสิบปี

เรี่องของเรื่องก็คือ ข้าพเจ้าในสมัย 21 ปีที่แล้ว เพิ่งจบการศึกษามาใหม่ ๆ อยากจะรับใช้เพื่อนมนุษย์เท่าที่ทำได้ ด้วยการเผยแผ่ความรู้น้อยนิดที่เรียนมา จึงเรียบเรียงตัฟซีรอัลกุรอานเป็นภาษาไทย ซูเราะหฺอันนูร (บท รัศมี) แล้วก็จ้างเขาพิมพ์ดีด แล้วก็เอาไปถ่ายเอกสารออกมาประมาณสัก 20 ฉบับ มีคนเขาเอาไปอ่านหลายคน เมื่อข้าพเจ้าย้ายถิ่นฐานหลายครั้ง ขนข้าวของหลายหน ก็มีของตกหล่นหายไปบ้าง ในจำนวนของที่หายไปก็คือ ต้นฉบับตัฟซีร เหลือแต่ปกนอกแค่แผ่นเดียว ดูปกเมื่อไหร่ ก็เศร้าเสียใจ ไม่รู้จะไปตามหาที่ไหนได้อีก

แต่แล้ววันนี้ เจอในกูเกิ้ล มีน้องคนหนึ่ง เดาว่าคงเป็นนักเรียนมัธยม เขาเอางานเขียนของข้าพเจ้าพิมพ์ลงในเว็บของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ข้าพเจ้าเคยสอนหนังสือมา ข้าพเจ้าเห็นแล้วดีใจมาก ไม่นึกว่าจะมีบ่าวของอัลลอฮฺคนหนึ่งเก็บเอางานเขียนของข้าพเจ้า ออกเว็บให้คนได้อ่าน ข้าพเจ้าก็เลยรีบก็อปปี้เอามาทั้งหมด แล้วเมื่อวานทั้งวัน ก็ง่วนอยู่กับการเขียนตัฟซีรซูเราะฮฺอันนูรนี่แหละ เลยไม่ต้องออกจากห้องทำงาน ที่กะว่าจะนอนสักหน่อย เป็นว่าไม่ต้องนอนกันจึงถึงบ่าย แป้นแลปทอปวันนี้ รัวดังกว่าทุกวันที่ผ่านมา

นั่งดีใจทั้งวัน ซาบซึ้งในพระเมตตากรุณา ที่ทรงดลบันดาลให้ข้าพเจ้าได้เจอกับสิ่่งที่ข้าพเจ้าเสาะหามานมนานหลายปี ในที่สุดก็พบจนได้ พระองค์ได้ทรงเก็บไว้แก่ข้าพเจ้า และทรงดลใจให้น้องคนหนึ่งหยิบมันขึ้นมาพิมพ์แล้วนำไปลงในเน็ต เพื่อส่งมาให้แก่ข้าพเจ้าโดยทางอ้อม

ข้อคิดที่ได้วันนี้ สิ่งใดที่เธอปรารถนาจะพบ ถ้าเธอวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺ ถ้าอัลลอฮฺจะทรงให้เธอได้พบ เธอก็จะพบแม้ว่าเวลาจะผ่านพ้นไปหลายสิบปีก็ตาม

20 สิงหาคม 2552

ความจำเริญในอายุ ความมงคลในชีวิต

ตีสี่หัวรุ่งนั่งแปลอัลกุรอาน ซูเราะหฺสะบะอ์ เห็นหลานรักออนไลน์ ก็เลยทักทาย หลานคงแปลกใจว่าทำไมคนแก่เล่นเน็ตตั้งแต่เช้า เปิดคอมตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย ก็ตอบไปว่า เสียดายจะนอน เพราะอายุเหลือน้อย เลยแอบฉวยโอกาสด้วยการตื่นมากกว่าคนอื่น

ก็เลยบอกหลานไปว่าถ้าเราแอบตื่น แล้วทำงานมากกว่าคนอื่นวันละ 2 ชม. ก็หมายความว่า ภายใน 4 วัน เราก็ได้ทำงาน 8 ชม. ซึ่งโดยปกติคนเราจะทำงาน จะเรียน วันนึงก็ 8 ชม. แสดงว่า มันเหมือนกับเรามีชีวิตการทำงานมากกว่าคนอื่น 1 วันแล้ว

ถ้าคน ๆ นึงยังมีโอกาสที่จะมีชีวิตอีก 40 ปี ถ้าแอบตื่นก่อนคนอื่น 2 ชม. ภายใน 40 ปี ก็จะมีโอกาสได้ทำงาน ได้เรียน ได้ทำอะไรที่อยากจะทำเป็นเวลา 2x365x40=29,200 ชม เมื่อหารกับ 8 ก็เท่ากับ 3650 วันทำงาน หรือ 10 ปีทำงาน!!! ชีวิตของเธอก็เพิ่มอีก 10 ปี

เวลา 10 ปีทำงานนั้นถ้าเอาไปเรียนหนังสือก็จะจบปริญญาตรี โท และเอก ถ้าเอาไปอ่านหนังสือก็คงได้หลายร้อยเล่ม เอาไปเขียนหนังสือก็คงได้ 20 เล่ม นี่แหละที่เขาเรียกว่า "บะรอกะหฺ ฟี อัลอุมริ" ความจำเริญในอายุ เกิดมาแล้ว ก็ใช้ชีวิตที่ได้รับมาอย่างถูกต้องและไม่สูญเปล่า

04 สิงหาคม 2552

หะดีษที่สรุปทุก ๆ อย่าง




เช้าวันจันทร์ ที่ 3 เวลาเช้า 7.00 น. สอนหนังสือน้องตามปกติ วันนี้อ่านหน้าที่ 121 จากหนังสืออาดาบ อันนัฟสฺ (จริยธรรมแห่งจิต) อ่านฮะดีษวันนี้แล้ว ตั้งใจจะแปลลงเว็บ เพราะมันสรุปอะไรได้หลาย ๆ อย่าง

ท่านนบีกล่าวว่า "วาทะที่ประเสริฐยิ่งคือพระดำรัสของอัลลอฮฺ สายเชือกที่แข่งแกร่งที่สุดคือการยำเกรงต่ออัลลอฮฺ หนทางที่แข็งแกร่งที่สุดคือการตัดขาดจากโลก ศาสนาที่ประเสริฐที่สุดคือศาสนาแห่งอิบรอฮีม และแนวทางที่ประเสริฐที่สุดคือแนวทางของมุหัมมัด

การพูดที่ประเสริฐที่สุดคือการรำลึกถีงอัลลอฮฺ กิจการที่ประเสริฐที่สุดคือจุดจบของมัน ความเลวร้ายที่สุดของกิจการศาสนาคือการอุตริของมัน ทางนำที่ประเสริฐที่สุดคือทางนำของเหล่านบี แล้วการถูกสังหารที่ประเสริฐที่สุดคือการถูกสังหารของเหล่ามรณสักขี ความหลงผิดที่เลวร้ายยิ่งคือความหลงผิดหลังจากทางนำ และทางนำที่ประเสริฐที่สุดคือทางนำของที่ถูกปฏิบัติ และความมืดบอดที่เลวร้ายที่สุดคือความมืดบอดของจิตใจ

มือ(ผู้ให้)ที่อยู่บน ประเสริฐกว่ามือ(ผู้รับ)ที่อยู่เบื้องล่าง การเสียใจที่เลวร้ายที่สุดคือการเสียใจในวันฟื้นคืนชีพ เพราะจะไม่มีการให้อภัย และไม่มีการยกโทษ ผู้คนที่เลวร้ายที่สุดคือพวกที่เข้าหาพรรคพวกด้านหลัง (หักหลังหรือพูดลับหลัง)

ความร่ำรวยที่ประเสริฐที่สุดคือความร่ำรวยของใจ หัวของปัญญาคือความยำเกรงต่ออัลลอหฺ การร้องไห้โวยวายเป็นการกระทำของอานารยสมัย การหลอกลวงเป็นถ่านแห่งไฟนรก บทกวีเป็นบทสรรเสริญของชัยฏอน สุราเป็นสิ่งรวบรวมความชั่วทั้งมวล สตรีเป็นบ่วงบาศก์ของชัยฏอน ความเยาว์วัยเป็นความบ้าสาขาหนึ่ง การทำมาหากินที่เลวร้ายคือการทำมาหากินกับการผิดประเวณี การกินที่เลวร้ายที่สุดคือการกินทรัพย์สินของลูกลูกกำพร้า

คนโชคดีคือผู้ที่รับบทเรียนจากคนอื่น คนโชคร้ายคือผู้โชคร้ายตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ สิ่งใดที่จะมามันก็ใกล้ทั้งนั้น ความดีมีมากมาย แต่คนที่จะทำความดีมีน้อย การรู้สึกเพียงพอคือทรัพย์ที่ไม่มีวันสิ้น

พวกเธอที่ประเสริฐที่สุดคือผู้ที่มีอายุยืนและมีผลงานที่ดี การมีคุณสมบัติดีงามเป็นความจำเริญ การเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างญาติจะเพิ่มพูนทรัพย์สิน และผ่อนผันอายุให้ยืนยาว การด่าทอศรัทธาชนเป็นการละเมิด การสังหารศรัทธาชนเป็นการปฏิเสธศรัทธา และทรัพย์สินของเขาเป็นที่ต้องห้ามเช่นเดียวกับโลหิตของเขา"

01 สิงหาคม 2552

จะแปลพระโองการ {37:130} อย่างไร?

มีปัญหาจะแปลพระโองการ {37:130} อย่างไร? บ้างก็ตีความหมาย "อิลยาซีน" คือ آلِ ياسِينَ "อาลุ ยาซีน"แปลว่า วงศ์วานของยาซีน และคิดว่า ยาซีน เป็นชื่อของนบีมุฮัมมัดชื่อหนึ่ง ถ้าแปลออกมาเป็นไทย ก็จะเป็น:

{37:130} ศานติจงมีแด่วงศ์วานของยาซีน

แต่ข้าพเจ้าเข้าใจ อย่างที่ อัฏฏอบะรีย์และนักตัฟซีรท่านอื่นเข้าใจ ว่าพระโองการนี้จะต้องแปลว่า

{37:130} ศานติจงมีแด่อิลยาซีน

อิลยาซีน นี้เข้าใจได้สองแง่ หนึ่งก็คือเป็นชื่อของ อิลยาส ในภาษาอาหรับ สองก็คือเป็นคำพหูพจน์ หมายถึงพวกของอิลยาส

อิลยาส หรือ อิลยาซ ภาษาฮิบรู เอลียะหฺ ภาษากรีก เอลียาส เป็นนบีคนหนึ่งในปาเลสไตน์ มีชีวิตอยู้ในราว 870 ปี ก่อน ค.ศ. หลังนบีสุลัยมานราว 100 ปี

อิลยาสไม่มีคัมภีร์เป็นของตน แต่ใช้คัมภีร์เตารอหฺของมูซา เหมือนศาสนทูตคนก่อน ๆ กษัตริย์ของเผ่าอิสรออีลในแคว้นยะหูดะหฺ (ยูดาห์)ในสมัยนั้นคือ อัคอาบ (ภาษาอังกฤษ อาฮาบ ภาษาฮิบรู อัคอาบ) บุตรของกษัตริย์อมรี ซึ่งได้แต่งงานกับนางเอซาเบล (อังกฤษ Jezebel ภาษาฮิบรู เอซาเบล) เจ้าหญิงแห่งเฟนิเซีย เมื่อนางได้เป็นราชินี ก็มีอำนาจเหนือสามี บังคับให้สามีนับถือบูชาเทวรูปเหมือนตน และได้ก่อสร้างวิหารเพื่อประดิษฐานเทวรูป บะอัล ซึ่งเป็นที่บูชาของชาวเฟนิเซีย นอกจากนี้ยังสนับสนุนการผิดประเวณี และการทำอนาจารต่าง ๆ อย่างโจ่งแจ้ง บรรดานบีต่าง ๆ ในแผ่นดินที่ต่อต้านการกระทำอันชั่วร้ายนี้ก็ถูกนางสั่งให้สังหารเป็นจำนวนมาก

ศาสนทูตอิลยาสจึงตักเตือนเผ่าอิสรออีลให้หยุดบูชารูปปั้น และหยุดทำความเชื่อ เมื่อไม่สามารถที่จะยับยั้งได้ ศาสนทูตอิลยาสจึงรวบรวมพลเพื่อต่อสู้กับพวกผู้นำของศาสนาบะอัล เมื่ออัคอาบตาย นางเอซาเบลก็ยังคงยืมอำนาจของ อะคาซียะห บุตรชายที่ขึ้นมาเป็นกษัตริย์แทนบิดา เมื่อ อะคาซียะห ถูกฆ่าตายในสงครามกับชนชาติอื่น นางก็ยังยืมอำนาจของ เยโฮรัม บุตรชายอีกคนที่ขึ้นมาเป็นกษัตริย์แทนพี่ชาย

อิลยะสะอฺ ผู้เป็นศิษย์และศาสนทูตสืบทอดอิลยาสก็ได้สั่งให้ เยฮู เป็นผู้นำศรัทธาชนต่อสู้กับกษัตริย์เยโฮรัมจนกระทั่งเยโฮรัมถูกฆ่า เยโฮรัมได้กลับมาจัดการกับนางเอซาเบล โดยสั่งให้เหล่าขันทีฆ่านางด้วยการโยนนางทิ้งทางหน้าต่าง หลังจากนั้นเยฮูก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์แห่งยะหูดะหฺตั้งแต่นั้นมา

31 กรกฎาคม 2552

คนที่สละโลกนี้ และมุ่งหวังในโลกหน้า


คืนหนึ่งเนาฟฺ อัลบิกาลีย์ เห็นท่านอะลีย์เดินออกจากที่นอน แล้วมองดูดาว ท่านกล่าวแก่เนาฟฺว่า "โอ้เนาฟฺ เธอหลับหรือตื่นอยู่กันแน่?" เนาฟฺตอบว่า "ข้าพเจ้าตื่นอยู่ขอรับ" ท่านอะลีย์กล่าวว่า "โอ้เนาฟฺ ช่างโชคดีเสียจริงหนอคนที่สละโลกนี้ และมุ่งหวังในโลกหน้า พวกเขาคือชนผู้ที่เอาแผ่นดินเป็นเสื่อ เอาทรายเป็นเบาะ เอาน้ำเป็นน้ำหอม เอาอัลกุรอานเป็นเอกลักษณ์ เอาคำวิงวอนเป็นสัญลักษณ์ แล้วเอาโลกนี้ให้คนอื่นยืมไป เอาแบบอย่างของอัลมะซีฮฺ โอ้เนาฟฺ แท้จริงดาวูดเคยตื่นในยามค่ำคืนเช่นนี้" แล้วท่านยังกล่าวอีกว่า "ที่จริงมันเป็นเวลา ซึ่งถ้าบ่าวคนใดวิงวอนขอ จะได้รับการตอบสนอง ยกเว้นเจ้าหน้าที่ศุลกากร สายลับ ตำรวจ หรือนักดนตรีเล่นพิณตีกลอง"

อัลมะซีฮฺ ก็คือนบีอีซา (มาซิอาห์ หรือเยซู) ผู้สอน

ดาวจากฟ้าที่ตกใส่ท้องหญิงคนนึง

พอน้องคนหนึ่งอ่านบทกวี

จุดเทียนกลางทิวา หาปัญญาที่หล่นหาย
ดาวหนึ่งส่องแสงพราย แม้จันทร์ฉายยังมองเห็น
จุดเทียนส่องกลางใจ ฟากฟ้าไกลยังร่มเย็น
ตาบอดแต่มองเห็น เพราะใช้จิตพินิจความ

ที่ผ่านมา ก็คอมเมนท์มาพร้อมแสดงความดีใจ(เสียใจมากว่า)ที่ข้าพเจ้าแก่ไปอีกปี น้องเขาคอมเมนท์ว่า

"วันนี้ดาวจากฟ้าที่ตกใส่ท้องหญิงคนนึง ไม่ได้ดับลง เมื่อตกสู่ดิน แต่กลับส่องแสงเจิดจรัสมากและมากยิ่งขึ้น ลองจินตนาการถึงความสวยงามเมื่อมองดาวบนฟ้า ถึงแม้แสงของมันจะสู้แสงของ ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ไม่ได้ หรือให้ประโยชน์ได้ไม่เท่าดวงอาทิตย์ แต่ก็ยังประโยชน์แก่ผู้ที่แสวงหาประโยชน์จากมัน มันให้ความชื่นชมแก่ผู้เฝ้ามอง ขับไล่ชัยฏอนความชั่วร้าย เป็นเครื่องชี้นำทางแก่ผู้เดินทาง วันนี้เป็นวันดีที่จะรำลึกถึง ดาวดวงนั้นที่ไม่ต้องแหงนมองดูอีกต่อไปเมื่อมันลงมาส่องแสงบนดิน"

อ่านคำพูดที่น้องเขาเขียนก็ละอายแก่ใจ เห็นว่าเราเป็นดาว ก็เลยนึกถึงคำแปลของซัยยิดุนา อะลีย์ บินอะบีฏอลิบ ที่กล่าวว่าเมื่อมีผู้สรรเสริญท่านต่อหน้า ท่านจึงกล่าวว่า "โอ้อัลลอหฺ พระองค์ทรงทราบเกี่ยวกับตัวข้าฯ ยิ่งกว่าข้าฯเอง และข้าฯรู้เกี่ยวกับตัวข้าฯเองยิ่งกว่าพวกเขา โอ้อัลลอหฺ ขอพระองค์ได้ทรงบันดาลให้มีความดีเกิดขึ้นแก่พวกข้าฯ อย่างที่พวกเขาคิด และขอพระองค์ได้ทรงอภัยแก่พวกข้าฯในสิ่งที่พวกเขาไม่รู้" (จาก สยามิค)

แหม จะไปขับไล่ชัยฏอนได้ไง? มันเล่นเกาะบ่าอยู่ไม่ยอมไปไหน แถมยังจี้งวงของมัน ที่คมยิ่งกว่าเข็มของยุง เข้าในที่คอ เสียบเข้าไปถึงหัวใจ แค่เรานึกอะไร มันก็รู้แล้ว ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันศัตรู ก็ยังยอมให้มันหลอกด้วยความเต็มใจ ทั้ง ๆ ที่ท่องจำพระโองการต่าง ๆ ที่บอกว่า ชัยฏอนนั้นเป็นศัตรู

เป็นดาว? ดาวหาวเหรอ?

การแบ่งมรดกในอิสลาม


อัลกุรอานได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการแบ่งมรดก ซึ่งบุคคลที่อัลกุรอานกำหนดว่าจะได้รับมรดกคือบุคคลดังต่อไปนี้

1. สามี
2. ภรรยาหรือบรรดาภรรยา
3. บุตร
4. ธิดา
5. บิดา
6. มารดา
7. ปู่ หากผู้ตายไม่มีบิดา
8. ย่า ยาย หากผู้ตายไม่มีมารดา
9. พี่น้องของบิดา หากผู้ตายไม่มีบิดา
10 พี่น้องของมารดา หากผู้ตายไม่มีมารดา
11. พี่น้องของผู้ตาย ร่วมบิดามารดา หากผู้ตายไม่มีบุตร
12. พี่น้องร่วมบิดาของผู้ตาย หากผู้ตายไม่มีบุตรและไม่มีพี่น้องร่วมบิดามารดา
13. พี่น้องร่วมมารดาของผู้ตาย หากผู้ตายไม่มีบุตร ไม่มีพี่น้องร่วมบิดามารดา และไม่มีพี่น้องร่วมบิดา

รายละเอียดของกฏหมายมรดกสามารถอ่านได้ในหนังสือฟิกหฺต่าง ๆ

30 กรกฎาคม 2552

รู้วิธีการทำสงคราม หรือว่ารู้ว่าจะมีสงคราม

เมื่อวานทั้งวันมัวแต่แปลซูเราะหฺอาลุอิมรอน ก็ยังไม่จบสักที มาถึงโองการ



นักตัฟซีรเข้าใจประโยคนี้ได้สองแง่ หนึ่งหมายความว่า "หากเรารู้การสู้รบ (สู้รบเป็น) เราก็คงตามพวกท่านไปด้วยแล้ว" สอง "หากเรารู้ว่าจะเกิดการสงครามจริง เราก็คงตามพวกท่านไปด้วยแล้ว (นึกว่าไม่มีสงคราม จึงไม่ได้ไปด้วย)" ตำราตัฟซีรต่าง ๆ รายงานว่า อับดุลลอหฺ บินอุบัยย์ บินสะลูล หัวหน้าพวกสัปหลับในนครมะดีนะหฺ พูดคำว่า "เลา นะอฺละมุ กิตาลัน ลัตตะบะอฺนากุม" เพื่อแก้ตัว หลังจากที่ได้สั่งการให้พรรคพวกประมาณ 300 นาย ถอยทัพกลับจากสงครามอุฮุด

คำแปลของข้าพเจ้าจึงออกมาในรูปนี้

{3:167} และเพื่อพระองค์จะทรงได้รู้จักผู้ที่กลับกลอก และได้ถูกกล่าวแก่พวกเขาว่า
"จงมาต่อสู้ในทางของอัลลอหฺกันเถิด หรือไม่ก็จงป้องกัน"
พวกเขากล่าวว่า "หากเรารู้การสู้รบ เราก็คงตามพวกท่านไปแล้ว"
ในวันนั้นพวกเขาอยู่ใกล้กับการปฏิเสธศรัทธายิ่งกว่าการศรัทธา
พวกเขาพูดสิ่งที่ไม่มีอยู่ในหัวใจของตนนั้นกับปาก
และอัลลอหฺนั้นทรงรู้ยิ่งในสิ่งที่พวกเขาปกปิดกัน

ครุ่นคิดเป็นชั่วโมง เพื่อคำ ๆ เดียว

ไม่ใช่ว่า พอมีคนแปลมาแล้วหลายคน จะช่วยให้คุณแปลอัลกุรอานได้ง่ายขึ้นเสมอไป บางครั้งคุณต้องนั่งคิดเป็นชั่วโมง กว่าจะหาคำที่คุณต้องการมาได้ เมื่อวานซืนปิดคอมพิวเตอร์แล้วก็เพิ่งนึกได้ว่าจะแปลว่าอย่างไร จึงรีบเขียนคำนั้นลงบนแผ่นกระดาษ Post It (ของปลอม) แล้วแปะติดที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ไปละหมาดศุบฮฺ แล้วนอน ตื่นเช้ามาจึงไปค้นหาความหมายในตำราตัฟซีร ก็พบว่าความหมายเป็นอย่างที่เราจะคิดจริง โองการที่กำลังแปลนั้นคือ {3:122}

ซึ่งสมาคมศิษย์เก่าแปลว่า
122. จงรำลึกถึงขณะที่สองกลุ่มในหมู่พวกเจ้ารู้สึกอ่อนแอและขลาด และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงคุ้มครองทั้งสองกลุ่มนั้นไว้ แด่อัลลอฮฺมุมินทั้งหลายจงมอบหมายเถิด
มานั่งคิดว่า คำแปลดังกล่าวมันห่างจากแม่บทไปหน่อย ในที่สุดเราก็เลยตัดสินใจแปลอย่างนี้:

{3:122} จงรำลึกขณะที่สองกลุ่มในหมู่พวกเธอมัวแต่กังวลว่าจะล้มเหลว
และอัลลอหฺทรงเป็นพระผู้ทรงคุ้มครองทั้งสองกลุ่มนั้นไว้
และต่ออัลลอหฺนั้น ศรัทธาชนจงไว้วางใจ

จุดเทียนกลางทิวา หาปัญญาที่หล่นหาย

เมื่อเขียนประโยคเป็นร้อยแก้วหนึ่งบาทว่า "จุดเทียนกลางทิวา หาปัญญาที่หล่นหาย" ใน hi5.com หลายวันมาแล้ว วันนี้น้องนักปราชญ์คนหนึ่งต่ออีกสามบาท กลายเป็นบทกวีที่ไพเราะเพราะพริ้ง สมแก่การเขียนด้วยน้ำหมึกทองคำ

จุดเทียนกลางทิวา หาปัญญาที่หล่นหาย
ดาวหนึ่งส่องแสงพราย แม้จันทร์ฉายยังมองเห็น
จุดเทียนส่องกลางใจ ฟากฟ้าไกลยังร่มเย็น
ตาบอดแต่มองเห็น เพราะใช้จิตพินิจความ
...
อ้าว น้องนักปราชญ์เขาส่งอะไรมาอีก การ์ดวันเกิดหรือ? วันเกิดใคร? อ้าว นึกได้วันเกิดเราเอง แก่อีกปีหรือนี่

27 กรกฎาคม 2552

เหรียญดีนาร์ในอัลกุรอานจะแปลว่าอย่างไร

{3:75} และในหมู่ชาวคัมภีร์นั้น มีผู้ที่หากเธอฝากทองคำมากมายก่ายกองไว้กับเขา เขาก็จะคืนมันแก่เธอ และในหมู่พวกเขานั้น มีผู้ที่หากเธอฝากเหรียญดีนาร์เพียงเหรียญเดียว เขาก็จะไม่คืนมันแก่เธอ นอกจากเธอจะยืนเฝ้าคอยทวงจากเขา ..."

เหรียญดีนาร์ในสมัยนบีมุหัมมัดทำด้วยแร่เงินบริสุทธิ์มีน้ำหนักประมาณ 3 กรัม ซึ่งเป็นเหรียญที่ผลิตในอาณาจักรเปอร์เซีย แต่ชื่อดีนาร์นั้นมาจากภาษาละติน denarius เหรียญดีนาร์เพิ่งจะมาทำด้วยทองคำมีน้ำหนัก 4.25 กรัม ในปี ฮ.ศ. 77 ในสมัยของอับดุลมะลิก บินมัรวาน คอลีฟะหฺอาณาจักรอุมัยยะหฺ ส่วนเหรียญที่ทำด้วยเงินนั้นก็เปลี่ยนชื่อไปเรียกว่า ดิรฮัม ตามภาษากรีก แต่ยังคงรักษาน้ำหนักเดิม


เหรียญเงินจากอาณาจักรซาซานียะหฺ (เปอร์เซีย) ผลิตในสมัยการปกครองของคุสเราที่สอง (กิสรอ)
เป็นเหรียญที่ใช้ในสมัยนบีมุฮัมมัด

ค่าของเงินดีนาร์ ในสมัยนบีมุหัมมัดจึงเป็นเงินเพียงเล็กน้อย ซื้อไก่ได้หนึ่งตัว ค่าของดีนาร์ในสมัยนบี (เงิน 3 กรัม) มีค่าในปัจจุบัน (ปี 2009) เป็นเงิน 1.35 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 45 บาท ในขณะที่ดีนาร์ทองคำในสมัยอุมะวียะหฺและอับบาสียะหฺ มีค่าในปัจจุบันประมาณ 124 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4250 บาท อัลกุรอานมีจุดประสงค์จะบอกว่า พวกยิวที่คดโกงนั้น แม้ฝากเงินเหรียญแค่เหรียญเดียว ก็ไม่ยอมคืนให้แก่เจ้าของ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงไม่เป็นการถูกต้องที่จะแปลโองการนี้ว่า "เหรียญทองคำ" อย่างที่เขาแปลกัน ข้าพเจ้าจึงแปลว่า "เหรียญดีนาร์"

25 กรกฎาคม 2552

อัลกุรอานทองคำ




อัลกุรอานทองคำเขียนด้วยตัวอักษรกูฟีย์โบราณ

19 กรกฎาคม 2552

อัลกุรอานจากมอรอคโค




อัลกุรอานจากมอรอคโค เป็นศิลปะที่งดงามที่แตกต่างอีกแบบหนึ่ง อัลกุรอานเล่มนี้เขียนในปี ฮ.ศ. 1086

เสียงที่เคาะใจข้าพเจ้า



ช่างประทับใจเหลือเกิน เมื่อได้ฟังเด็กหนุ่มคนนี้อ่านพระดำรัสของอัลลอหฺ ความหมายของพระโองการเหล่านี้ ทำให้ข้าพเจ้าต้องนั่งคิดหลายวัน

ความหมายของโองการที่อ่านโดย อะลีย์ อักบัร ลุฏฟีย์ ปูร ในวิดิโอ


{3:189} และอํานาจแห่งบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดินนั้นเป็นสิทธิของอัลลอหฺ และอัลลอหฺนั้นทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง
{3:190} แท้จริงในการสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน และการสับเปลี่ยนของทิวาและราตรีนั้น เป็นนานาสัญญาณสำหรับผู้มีปัญญา
{3:191} คือบรรดาผู้ที่รำลึกถึงอัลลอหฺทั้งในสภาพยืน และนั่ง และในสภาพที่นอนตะแคง และพวกเขาพินิจพิจารณากันในการสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน "โอ้พระเจ้าของพวกข้าฯ พระองค์มิได้ทรงสร้างสิ่งนี้มาโดยไร้สาระ พระพิสุทธิคุณแห่งพระองค์ โปรดคุ้มครองพวกข้าฯให้พ้นจากการลงโทษแห่งไฟนรกด้วยเถิด"
{3:192} "โอ้พระเจ้าของพวกข้าฯ แท้จริงผู้ใดที่พระองค์ทรงให้เข้าไฟนรก
แน่นอนพระองค์ก็ยังความอัปยศแก่เขาแล้ว และสำหรับบรรดาผู้อธรรมนั้น ย่อมไม่มีผู้ช่วยเหลือใด ๆ"
{3:193} "โอ้พระเจ้าของพวกข้าฯ ! แท้จริงพวกข้าฯได้ยินผู้ประกาศเชิญชวนผู้หนึ่งกําลังประกาศเชิญชวนให้มีการศรัทธาว่า "พวกเธอจงศรัทธาต่อพระเจ้าของพวกเธอเถิด" แล้วพวกข้าฯก็ศรัทธากัน โอ้ พระเจ้าของพวกข้าฯ! โปรดทรงอภัยบรรดาโทษของพวกข้าฯ แก่พวกข้าฯด้วยและโปรดลบล้างให้พ้นจากพวกข้าฯ ซึ่งบรรดาความผิดของพวกข้าฯและโปรดทรงให้พวกข้าฯสิ้นชีวิตโดยร่วมอยู่กับบรรดาผู้ที่เป็นคนดีด้วยเถิด"
{3:194} "โอ้พระผู้เป็นเจ้าของพวกข้าฯ ! และได้โปรดประทานแก่พวกข้าฯสิ่งที่พระองค์ได้สัญญาไว้แก่พวกข้าฯโดยผ่านบรรดาศาสนทูตของพระองค์และโปรดอย่าได้ทรงยังความอัปยศแก่พวกข้าฯในวันปรโลกเลย แท้จริงพระองค์นั้นไม่ทรงผิดสัญญา"

เสียงอันอ่อนหวาน อ่านอัลกุรอาน

เสียงจากคัมภีร์อมตะ

18 กรกฎาคม 2552

อัลกุรอานกูฟีย์



อัลกุรอานเขียนด้วยอักษรอาหรับกูฟีย์ ราวฮิจญ์เราะห์ศตวรรษที่ 3-4 (อายุราว 1000 ปี) เขียนด้วยหมึกและทองคำบนหนังสัตว์

อัลกุรอานอุษมานียะฮฺ (ออตโตมัน)



อัลกุรอานที่เขียนด้วยมือในสมัยออตโตมัน ความงดงามอยู่ในขั้นธรรมดา มีอายุประมาณ 200 ปี

16 กรกฎาคม 2552

น้ำมาปลากินมด น้ำลดมดกินปลา

"น้ำมาปลากินมด น้ำลดมดกินปลา" สุภาษิตที่ไม่มีวันล้าสมัย เป็นสุภาษิตที่ผมอยากจะเขียนด้วยหมึกทองคำตั้งไว้ที่บ้าน เพราะมันสัจจะที่แน่นอน อะลีย์ บินอะบีฏอลิบ บรมสาวกแห่งศาสดาอิสลาม กล่าวว่า "วันหนึ่งเป็นทีของเรา วันหนึ่งเป็นทีบนตัวเรา"

สุภาษิตไทยอีกข้อหนึ่งที่คล้าย ๆ กัน ก้องอยู่ในใจเมื่อโกรธใครสักคน "ทีมึงกูไม่ว่า แต่ทีข้ามึงอย่าโวย"

สภาษิตดังกล่าวทำให้เธออยากมีชีวิตอยู่ต่อไป แม้ว่าจะประสพกับความยากลำบาก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว คนร้ายบางคนทำให้เธอต้องยากลำบาก แต่เธอก็ภาวนาว่าสักวันเธอจะต้องรอดพ้นจากความชั่วร้ายของเขา ใช่ วิธีที่จะทำให้พ้นจากเขา ก็คือการไปอยู่โลกอื่นที่ห่างไกล ราวกับว่าคุณตายไปจากเขา เขาก็จะไม่มารังควานคุณอีกต่อไป แล้วเป็นหน้าที่ของคุณที่จะกำจัดความโกรธ ความอาฆาตพยาบาท ออกจากใจคุณ เพราะตราบใดที่ความโกรธ ความอาฆาตพยาบาทยังอยู่ในใจ คุณจะไม่มีวันมีความสุข

เวลาผ่านไปหลายสิบปี ใครจะคิดว่าเด็กที่ถูกแม่มดขับไล่ออกจากบ้าน ที่ไม่มีความอบอุ่นนั้น ได้หายไปจากโลกของแม่มด เวลาผ่านไปหลายสิบปีเด็กคนนั้นได้กลายเป็นคน ๆ หนึ่ง ที่ยืนหยัดบนเท้าของตัวเอง และได้กลายเป็น"มนุษย์"คนหนึ่ง ผู้ได้รับความสำเร็จในชีวิตในโลกอีกโลกหนึ่ง แม่มดคงฟังข่าวสารต่าง ๆ นานา เกี่ยวกับตัวเธอ หากแม่มดรู้ว่าวันนี้เด็กคนนั้นจะเป็นอย่างนี้ แม่มดคงไม่ทำร้ายน้ำใจกันถึงขนาดนั้น

การถูกขับไล่ออกจากบ้านที่ไม่มีความอบอุ่น ทำให้เธอได้กลายเป็น "คน" อย่าแท้จริง เพราะโลกภายนอกได้สอนเธอให้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างขวางกว่า และรู้จักโลกมากกว่า และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการรู้จักตัวเอง

สุภาษิตไทยอีกข้อหนึ่งที่คล้าย ๆ กัน ก้องอยู่ในใจเมื่อโกรธใครสักคน "ทีมึงกูไม่ว่า แต่ทีข้ามึงอย่าโวย"

โลกได้สอนเธอให้เห็นคุณค่าของมนุษย์ เธอดีใจที่ดวงใจของเธอมีความเมตตาปราณีหล่อเลี้ยงอยู่ ทุกครั้งที่เธอเห็นคนยากลำบากสวนทางผ่านไป เธอลดสายตาลงต่ำด้วยความเคารพต่อความเป็นมนุษย์ของเขา เขาเป็นสิ่งที่ถูกพระเจ้าสร้างเหมือนกับเธอ เราไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันเลย นอกจากความรู้สึกนึกคิดและมุมมอง ยากจน หรือร่ำรวย เราก็จะตายสลายเป็นดินเหมือนกัน ลดสายตาลงต่ำด้วยความเคารพต่อความเป็นมนุษย์ของเขา เขาเป็นสิ่งที่ถูกพระเจ้าสร้างเหมือนกับเธอ เราไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันเลย นอกจากความรู้สึกนึกคิดและมุมมอง ยากจน หรือร่ำรวย เราก็จะตายสลายเป็นดินเหมือนกัน

เมื่อเธอปล่อยวางได้แล้ว เธอก็ได้ไต่ขึ้นไปข้างบนแล้วหนึ่งขั้น

ระดับการศรัทธานั้นมีเป็นพันขั้น จงพยายามไต่ขึ้นอีกต่อไป

21 มิถุนายน 2552

คำพูดที่ดีจะยั่งยืน


อัลลอหฺตรัสว่า

{14:24} เธอไม่เห็นหรอกหรือว่า อัลลอหฺทรงยกอุทาหรณ์ไว้ว่า อุปมาคําพูดที่ดี ดั่งต้นไม้ที่ดี รากของมันฝังแน่นลึกมั่นคงและกิ่งก้านของมันชูขึ้นไปในท้องฟ้า

{14:25} ผลของมันจะออกมาทุกกาลเวลา โดยพระอนุมัติของพระเจ้าของมัน และอัลลอหฺทรงยกอุทาหรณ์แก่ปวงมนุษย์เพื่อพวกเขาจะได้รำลึก

{14:26} และอุปมาคําพูดที่เลว ดั่งต้นไม้ที่อับเฉาถูกถอนรากออกจากพื้นดิน มันไม่มีความมั่นคงเลย

{14:27} อัลลอหฺทรงให้บรรดาผู้ศรัทธาหนักแน่นด้วยคํากล่าวที่มั่นคง ในการมีชีวิตอยู่ทั้งในโลกนี้และในปรโลกและอัลลอหฺทรงให้บรรดาผู้ฉ้อฉลหลงทาง และอัลลอหฺทรงกระทำสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์

20 มิถุนายน 2552

นครอันติออค




{36:13} และจงเล่าเรื่องชาวเมืองนั้นแก่พวกเขา เมื่อมีทูตหลายคนมายังเมืองนั้น
จงเล่าเรื่องของนครอันติออคแก่ชาวอาหรับผู้ตั้งภาคี เมื่อนบีอีซาส่งทูตสามคนให้เดินทางจากปาเลสไตน์ไปเผยแผ่สาส์นของอัลลอหฺในเมืองนั้น

นครอันติออค

อันติออค เป็นชื่อเมืองโบราณแห่งหนึ่ง ปัจจุบันอยู่ในประเทศตุรกีมีชื่อ อันตาเกีย ซึ่งเป็นชื่อที่ยืมมาจากภาษาอาหรับ อันฏอกียะหฺ ซึ่งมาจากคำว่า Ἀντιόχεια อันติออเคีย ในภาษากรีก หรือ Antiochia ในภาษาละติน ก่อตั้งโดย Seleucus I ซึ่งเป็นอดีตทหารของอเล็กซานเดอร์มหาราช ในปี 300 ก่อนคริสตกาล ต่้อมาในช่วงปี 261-281 ก่อนคริสตกาล อันติออคุส ลูกครึ่งกรีกเปอร์เซียขึ้นปกครองเป็นจักรพรรดิ์ครองเมืองนี้ ตั้งแต่นั้นมาก็มีจักรพรรดิใช้ชื่อนี้หลายคน เมืองนี้จึงเป็นที่รู้จักกันในนามอันติออคสืบมา ประชาชนที่อาศัยในเมืองนี้เป็นชาวกรีก ในปี 40-39 ก่อนคริสตกาล อันติออคถูกชาวพารเธีย (เปอร์เซียโบราณ) เข้ายึดครอง และต่อมาก็ตกภายใต้อาณาจักรโรมัน

ประวัติศาสตร์ระบุว่า สาส์นของนบีอีซา (เยซู) เริ่มมาถึงอันติออคในปี 34 หรือ 36 แล้วในปี 37 ก็เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง จนจักรพรรดิ์คาลิกุลา (Caligula) แห่งโรม ซึ่งขึ้นปกครองในวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 37 ต้องส่งคนไปตรวจสอบเพื่อรายงานความเสียหาย

{36:14} เมื่อเราส่งทูตสองคนไปยังพวกเขา พวกเขาได้ปฏิเสธเขาทั้งสอง
ดังนั้น เราจึงหนุนเพิ่มด้วยทูตคนที่สาม แล้วพวกเขาได้กล่าวว่า "แท้จริงพวกเราถูกส่งมายังพวกท่าน"


เมื่ออัลลอหฺได้บัญชาให้อีซาส่งสาวกเป็นทูตนำสาส์นของอัลลอหฺคืออินญีลไปยังชาวเมืองอันติออค พวกชาวเมืองซึ่งบูชาเทวรูปของเทพเจ้าต่าง ๆ อันเป็นดาวเคราะห์บนท้องฟ้า และลุ่มหลงในโหราศาสตร์ ตามความเชื่อถือของชาวกรีกสมัยนั้น (Hellenistic religion) แต่ชาวเมืองก็ปฏิเสธคำสั่งสอนของทูตทั้งสอง อัลลอหฺจึงบัญชาอีซาให้ส่งทูตไปหนุนอีกคนหนึ่ง รวมเป็นสามคน

{36:15} พวกเขากล่าวว่า "พวกท่านมิใช่ผู้ใดอื่น นอกจากเป็นสามัญชนเช่นเดียวกับพวกเรา และพระผู้ทรงทรงเมตตามิได้ประทานสิ่งใดลงมา พวกท่านมิได้เป็นอื่นใดนอกจากกล่าวเท็จ"

พวกชาวอันติออคโต้ตอบทูตของอีซาว่า พวกทูตทั้งสามคนนั้นเป็นเพียงสามัญชนเหมือนกับชาวอันติออค ไม่ได้มีอะไรสำคัญเป็นพิเศษ และพระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ส่งสาส์นอะไรลงมาเลย พวกทูตแค่มาแอบอ้างหลอกลวงชาวบ้าน

{36:16} พวกเขากล่าวว่า "พระอภิบาลของเราทรงรู้ดียิ่งว่า แท้จริงเรา
ถูกส่งมายังพวกท่านอย่างแน่นอน
{36:17} และพวกเราไม่มีหน้าที่อื่นใด นอกจากการประกาศเชิญชวนอันชัดแจ้งเท่านั้น"


พวกทูตกล่าวตอบว่า อัลลอฮฺพระอภิบาลของพวกเขารู้ดีว่าพวกเขาไม่ได้โกหกหลอกลวง และยืนยันว่าพวกเขาได้รับคำบัญชาให้มาสั่งสอนสาส์นแห่งอัลลอหฺ

{36:18} พวกเขากล่าวว่า "แท้จริงพวกเราเห็นพวกท่านเป็นลางร้าย หากพวกท่านไม่ยอมหยุดยั้ง เราจะเอาหินขว้างพวกท่านจนตาย และแน่นอนการลงโทษอันเจ็บปวดจากพวกเราจะประสบแก่พวกท่าน"

ชาวเมืองอันติออคบอกแก่เหล่าทูตทั้งสามว่า พวกเขาเห็นพวกทูตเหล่านั้นเป็นสิ่งอัปมงคล เป็นลางร้าย จึงหักห้ามไม่ให้ทำการสอนอีกต่อไป มิฉะนั้นแล้วพวกเขาจะสังหารพวกทูตทั้งสามด้วยการทุบตีด้วยก้อนหินจนตาย หรือขู่ว่าพวกเขาประทุษร้ายพวกทูตให้เจ็บปวดอย่างสาหัส

{36:19} พวกเขากล่าวว่า "ลางร้ายของพวกท่านอยู่กับพวกท่านเอง พวกท่านได้ถูกตักเตือนมาก่อนแล้วมิใช่หรือ? ทว่าพวกท่านเป็นหมู่ชนผู้ฝ่าฝีนต่างหาก"

ทูตทั้งสามตอบว่า ลางร้ายที่พวกเขาคิด เป็นของพวกเขาเอง พวกเขาได้ถูกสอนตักเตือนมาแล้ว แต่เพราะความดื้อรั้น พวกเขาจึงยังคงปฏิเสธคำสั่งสอนของอัลลอหฺ

{36:20} และชายคนหนึ่งจากชานเมืองได้มาอย่างรีบเร่ง เขากล่าวว่า "พวกท่านจงปฏิบัติตามบรรดาทูต"
{36:21} "พวกท่านจงปฏิบัติตามผู้ที่มิได้เรียกร้องรางวัลใด ๆ จากพวกท่าน"

เมื่อได้ข่าวว่า ชาวเมืองกำลังจะประทุษร้ายทูตทั้งสาม ชายคนหนึ่งจากชานเมืองก็รีบวิ่งเข้ามาสกัดกั้นชาวเมืองไม่ให้ทำร้ายเหล่าทูต

ชายผู้นี้ บรรดาหนังสือตัฟสีรระบุว่า เขาชื่อ ฮะบีบ อันนัจญารฺ คำแรกแปลว่า คนที่รัก คำที่สองแปลว่า ช่างไม้ ซึ่งเป็นชื่อที่แปลมาจากภาษากรีกแล้ว ชื่อของเขาในภาษากรีกน่าจะเป็น ธิโอฟีลุส (Theophilus ผู้รักพระเจ้า) หรือ ฟีโล (Philo ผู้รัก) ก่อนที่บรรดาทูตจะเข้าเมืองได้พบกับฮะบีบ จึงแสดงปาฏิหาริย์ให้ฮะบีบด้วยการรักษาโรคร้ายให้แก่ฮะบีบหรือบุตรของฮะบีบ จนกระทั้งฮะบีบเลื่อมใสในศาสนาของอัลลอฮฺ เมื่อได้ข่าวว่าพวกทูตกำลังถูกทำร้าย จึงรีบเข้ามาห้ามปราม

ฮะบีบกล่าวว่า

{36:22} "และเหตุใดเล่าฉันจะไม่เคารพภักดีผู้ทรงบังเกิดฉัน และยังพระองค์เท่านั้นที่พวกท่านจะถูกนำกลับไป"
{36:23} "จะให้ฉันยึดถือพระเจ้าอื่นใด นอกจากพระองค์กระนั้นหรือ? หากพระผู้ทรงเมตตาทรงประสงค์จะก่อความทุกข์ยากแก่ฉัน การสงเคราะห์ของพวกเขาจะไม่ก่อประโยชน์อันใด
แก่ฉันเลย และพวกเขาก็มิอาจช่วยฉันให้รอดพ้น"
{36:24} "แท้จริง เมื่อนั้นฉันจะอยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้ง"
{36:25} "แท้จริงฉันศรัทธาต่อพระอภิบาลของพวกท่าน ดังนั้น พวกท่านจงฟังฉันเถิด"


เมื่อฮาบีบประกาศว่าเขาศรัทธาต่ออัลลอหฺ ชาวเมืองอันติออคก็พากันทำร้ายร่างกายจนกระทั่งฮาบีบสิ้นชีวิต วิญญาณของฮะบีบจึงได้รับการนำเข้าสวรรค์ทันที

{36:26} มีเสียงกล่าวว่า "จงเข้าในสวรรค์เถิด" เขากล่าวว่า "โอ้ มาตรว่าหมู่ชนของฉันได้รู้!"
{36:27} "ถึงการที่พระอภิบาลของฉันทรงอภัยให้แก่ฉัน และทรงทำให้ฉันอยู่ในหมู่ผู้มีเกียรติ"

มะลาอิกะฮฺกล่าวต้อนรับฮะบีบว่า "จงเข้าไปในสวรรค์เถิด" เมื่อฮะบีบเข้าสวรรค์แล้วเห็นความสุขสันต์ในนั้น ก็อุทานออกมาว่า ถ้าหมู่ชนชาวอันติออคได้เห็นว่าการตอบแทนในโลกหน้าเป็นเช่นไร ก็คงจะดี เพราะผู้ที่ได้รับการให้อภัยจากพระผู้เป็นเจ้า จะมีที่พำนักอันมีเกียรติ และได้อยู่ร่วมกับบรรดาผู้มีเกียรติ

{36:28} และเรามิได้ส่งไพร่พลลงมาจากฟากฟ้าแก่หมู่ชนของเขาหลังจากเขา และเราก็มิจำเป็นต้องส่งพวกเขาลงมา
{36:29} มันมิใช่อื่นใด นอกจากเสียงกัมปนาทเพียงหนหนึ่ง แล้วเมื่อนั้นพวกเขาก็ดับเงียบ
{36:30} น่าเวทนาต่อปวงบ่าวนัก ไม่มีศาสนทูตคนใดมายังพวกเขา เว้นแต่พวกเขาได้เย้ยหยันเขา

การที่ชาวอันติออคร่วมกันฆ่าฮะบีบ และข่มขู่ทูตทั้งสาม ทำให้พระองค์ได้ลงโทษพวกเขาด้วยการบันดาลให้เกิดเสียงกัมปนาท แล้วชาวเมืองนั้นก็ล้มตายจนหมดสิ้น พระองค์ไม่ทรงจำเป็นที่จะต้องส่งกองทัพมะลาอิกะฮฺมาจากฟ้าเพื่อทำลายพวกเขาเลย

น้ำ คือชีวิตของสิ่งมีชีวิต


{และพระองค์คือพระผู้ทรงนำน้ำลงมาจากฟ้าเป็นเครื่องดื่มสำหรับพวกเธอ} (อัลกุรอาน 16:10)
{และเราได้นำน้ำลงมาจากฟ้าเป็นเครื่องทำความสะอาด} (อัลกุรอาน 25:48)

นอกจากใช้เป็นเครื่องดื่มและใช้เป็นเครื่องทำความสะอาดแล้ว (อัลกุรอาน 8:11) น้ำยังมีคุณสมบัติที่จำเป็นต่อชีวิตอีกมากจนนับไม่ถ้วน โลกมีน้ำมากกว่าสารประกอบอื่นใดทั้งหมด น้ำมีอยู่ในรูปของก๊าซ (ไอน้ำ) ของเหลว (น้ำ) และของแข็ง (น้ำแข็ง) ซึ่งล้วนแต่เกิดขึ้นในช่วงอุณหภูมิของโลก นอกจากนั้น วัตถุดิบนับพัน ๆ ชนิดซึ่งจำเป็นต่อชีวิตมนุษย์ สัตว์ และพืช จะต้องถูกลำเลียงในของเหลว เช่น เลือด หรือน้ำเลี้ยงต้นพืช น้ำคือสิ่งที่เหมาะสมที่สุดเพราะมันเป็นตัวละลายสารต่าง ๆ ได้มากชนิดกว่าของเหลวอื่น ๆ แม้กระทั่งตัวเสปิร์มของมนุษย์และสัตว์ก็ต้องอยู่ในน้ำ (อัลกุรอาน 32:8, 77:20, 86:6) ถ้าปราศจากน้ำ การบำรุงเลี้ยงและการสืบพันธ์จะต้องหยุดชะงัก เพราะสิ่งมีชีวิตต้องใช้น้ำเพื่อละลายสารประกอบต่าง ๆ ที่เป็นอาหารและใช้น้ำเป็นสื่อกลางในระบบการสืบพันธ์ {และอัลลอหฺทรงบันดาลสัตว์ทุกชนิดมาจากน้ำ} (อัลกุรอาน 24:45) {และพระองค์ทรงบันดาลมนุษย์มาจากน้ำ} (อัลกุรอาน 25:54) ดังนั้นหากไม่มีน้ำแล้ว ชีวิตก็จะไม่ทางเกิดขึ้น ดังนั้นน้ำจึงเปรียบเสมือนชีวิตของสิ่งมีชีวิต

นอกจากนั้น น้ำยังเป็นสิ่งแปลกประหลาดในด้านการเปลี่ยนแปลงความหนาแน่น ในขณะที่น้ำในแม่น้ำ ลำคลอง ในทะเลและทะเลสาบเย็นลง มันจะมีน้ำหนักมากขึ้นแล้วจมลงไปข้างล่าง ซึ่งจะทำให้น้ำส่วนที่อุ่นกว่าและเบากว่าลอยขึ้นมาอยู่ข้างบน แต่ในขณะที่น้ำใกล้ถึงจุดเยือกแข็ง ขบวนการนี้จะกลับกัน น้ำที่เย็นจัดจะมีน้ำหนักเบาขึ้นอีกครั้งและมันจะลอยขึ้นข้างบนสุด เมื่อน้ำกลายเป็นน้ำแข็งมันจะลอยอยู่เหนือน้ำ น้ำแข็งจึงเป็นเสมือนฉนวนที่ป้องกันไม่ให้น้ำข้างใต้แข็งตัว เป็นการช่วยปกป้องชีวิตสัตว์น้ำต่าง ๆ ถ้าปราศจากคุณสมบัติพิเศษนี้ ปริมาตรน้ำแข็งในภูมิประเทศที่มีฤดูหนาว ก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี หากมันจมลงก้นทะเล แสงแดดในฤดูร้อนปีถัดมาก็ไม่อาจจะละลายน้ำแข็งนั้นได้ ภายในเวลาไม่กี่ปีน้ำส่วนใหญ่ในแม่น้ำและทะเลสาบ หรือแม้แต่ในมหาสมุทรก็จะกลายเป็นน้ำแข็งเกือบหมด โลกนี้ก็จะมีแต่น้ำแข็ง และไม่เหมาะสำหรับสิ่งมีชีวิตอีกต่อไป

ทุกวินาทีความร้อนจากดวงอาทิตย์จะเปลี่ยนน้ำจำนวนมหาศาลที่อยู่บนผิวโลกให้กลายเป็นไอน้ำ ไอน้ำซึ่งเบากว่าอากาศจะลอยสูงขึ้นและก่อตัวเป็นเมฆบนท้องฟ้า เป็นเหาะคุ้มกันรังสีอันตรายและความร้อนจากดวงอาทิตย์ให้แก่ชีวิตบนโลก กระแสอากาศจะพัดพาก้อนเมฆเหล่านี้ให้กระจัดกระจายออกไปทั่วโลก (อัลกุรอาน 32:27) และภายใต้สภาพที่เหมาะสม ก้อนเมฆหรือความชื้นนี้ก็จะตกลงมาเป็นฝน (อัลกุรอาน 78:14) ซึ่งขนาดของเม็ดฝนจะมีขนาดที่ไม่ใหญ่เกินไปนัก เมื่อฝนตกลงมา มันจะโปรยปรายลงมาเป็นเม็ดเล็ก ๆ และมักจะไม่ทำให้ใบหญ้าอันอ่อนนุ่มหรือกลีบดอกไม้บอบบางต้องบอบช้ำหรือยับเยิน หากเมล็ดฝนมีขนาดใหญ่ มันก็จะทำให้ไร่นาและต้นไม้ใบหญ้าได้รับความเสียหายอย่างมากมายแน่นอน {และทรงให้น้ำหลั่งลงมาจากฟ้า แล้วทรงบันดาลให้บรรดาผลไม้ผลิออกมาด้วยน้ำนั้น เพื่อเป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเธอ} (อัลกุรอาน 2:22) {และพระองค์นั้นคือพระผู้ทรงให้น้ำลงมาจากฟ้า แล้วเราให้พันธ์พืชของทุกสิ่งงอกเงยออกมา และเราให้ต้นกล้าสีเขียวงอกออกมาจากพันธ์พืชนั้น และเราได้ให้เมล็ดที่ซ้อนกันอยู่ออกมาจากต้นกล้าสีเขียวนั้น และจากต้นอินทผาลัมนั้นมีเหล่าช่ออันชิดใกล้ออกมาจากจั่นนั้น และบรรดาสวนที่มีทั้งองุ่น มะกอก และทับทิม โดยมีสภาพที่คล้ายคลึงกันและไม่คล้ายคลึงกัน} (อัลกุรอาน 6:99)

น้ำฝนที่ตกลงมาจะรวมตัวขึ้นเป็นธารน้ำ ลำคลอง และเป็นแม่น้ำ (อัลกุรอาน 13:17) น้ำอีกส่วนหนึ่งจะถูกเก็บไว้ในแผ่นดินในชั้นต่าง ๆ ซึ่งจะซึมหรือไหลไปมาเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงแผ่นดินให้มีชีวิตตลอดไป น้ำที่เก็บไว้ในแผ่นดินจะพุ่งออกมาเป็นน้ำพุ หรือไหลออกมาเป็นตาน้ำ (อัลกุรอาน 39:21) ด้วยเหตุนี้ แม้กระทั่งในทะเลทรายที่แห้งแล้งที่สุด ก็ยังมีตาน้ำและลำธารไหลอยู่เบื้องใต้ (อัลกุรอาน 23:18)
ในท้องถิ่นที่แห้งแล้งอย่างทะเลทราย จะเห็นว่าพืชพันธ์ไม้อยู่ในสภาพที่ไร้ชีวิต เมื่อใดที่ฝนตกลงมา แผ่นดินอันแห้งแล้งนั้นก็จะกลับมีชีวิตขึ้นใหม่อีกครั้ง เหล่าเมล็ดพืชและหญ้าจะงอกเงยออกมาอย่างรวดเร็ว (อัลกุรอาน 22:5)

บนผืนแผ่นดินส่วนใหญ่ในโลก ฝนจะตกลงมาตามเกณฑ์ที่เหมาะสม (อัลกุรอาน 43:11) พืชและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ จึงสามารถดำรงชีพต่อไปได้

แม้ว่าฝนที่ตกลงมามากเกินไปจนเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง และทำลายชีวิตและทรัพย์สิน แต่สิ่งนี้โดยรวมแล้วก็ยังมีประโยชน์ในการรักษาดุลยภาพของโลก เพราะน้ำท่วมจะทำความสะอาดท้องถิ่นนั้น และนำสิ่งสกปรกโสมม สารมีพิษ และเชื้อโรคหลายอย่างลงทะเล (อัลกุรอาน 54:12)

พระพิสุทธิคุณแห่งพระผู้ทรงสร้าง!

14 มิถุนายน 2552

ถุงเท้าสีเดียวกันสามสิบคู่

มีถุงเท้าหลายสิบคู่ เวลาพาไปซักเสร็จกลับมา กว่าจะจับคู่พวกมันได้ ก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง บางทีก็เกียจคร้านปล่อยให้มันพันกันวุ่น เวลาจะออกนอกบ้าน หาถุงเท้าที่ครบคู่เป็นพัลวัน

วิธีแก้ปัญหาก็คือซื้อถุงเท้าสักสามสิบคู่ เป็นสีดำหมด ขนาดเท่ากันหมด ไม่ต้องมานั่งจับคู่กันละทีนี้

03 มิถุนายน 2552

การนมาซในยามดึก

มนุษย์หลับไหลในยามค่ำคืน พวกเขาเป็นเสมือนคนตาย {6:60} และพระองค์คือผู้ที่ทรงให้พวกเธอตายในยามราตรี

จะมีก็เพียงแต่บ่าวเพียงไม่กี่คนบนผืนแผ่นดิน ที่อดตาหลับขับตานอนลุกขึ้นมาในยามดึกสงัด เพื่อเข้าเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา เคารพบูชาพระองค์ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ในความมืด น้ำตาของพวกเขาหลั่งไหลพรั่งพรู ลงล้างแก้ม บางครั้งมีเสียงสะอื้นร้องไห้ ประหนึ่งได้พบกับคนสุดที่รัก หลังจากที่หายสาปสูญเป็นเวลาหลายสิบปี

บ่าวที่โหยหาพระองค์ยืน ก้ม กราบ นั่ง อย่างเงียบในความมืด ชาวโลกไม่มีใครเห็นพวกเขา ทว่าในสายตาของชาวฟ้า จะเห็นเป็นลำแสงพุ่งขึ้นมาจากพื้นพิภพ เหล่ามะลาอิกะหฺทะยอยลงมาอวยพรให้ไม่ขาดสาย เสียง "อามีน" จากพวกเขากระหึ่มก้องกังวาลในสายลม เหล่าต้นไม้ใบหญ้าสดุดีพระพิสุทธิคุณพร้อมเพรียงกับบ่าวเหล่านั้น ตามด้วยการสดุดีของเหล่าวิหคนกกาสดุดีก่อนฟ้าสาง เป็นเสียงสัญญาณให้เหล่ามนุษย์ที่กำลังหลับไหลลุกขึ้นมาสยบต่อพระผู้สร้าง ทว่าบ่าวผู้โหยหาไม่เคยรอให้นกมาปลุกเลย

เพราะการตื่นขึ้นมาในยามดึกคือการฟื้นคืนชีพจากความตายชั่วคราว จิตวิญญาณของพวกเขาเติบโตยามดึก เสมือนต้นไม้รับน้ำฝนยามราตรี พวกเขาเป็นผู้มีเกียรติในโลกหน้า และเป็นผู้ที่มีตำแหน่งอันสูงส่งในโลกหน้าอีกเช่นกัน

{17:79} และยามหนึ่งของราตรี เธอจงตื่นขึ้นมานมาซ ด้วยความสมัครใจของเธอ หวังว่าพระเจ้าของเธอจะทรงให้เธอได้รับตําแหน่งที่ได้รับการสรรเสริญ

นั่นก็เพราะเขาเสียสละการหลับนอน แหมค่ำคืนจะหนาวเหน็บ ก็ยังละทิ้งผ้าห่ม ตื่นขึ้นมาในยามดึก พวกเขานอนเพียงครึ่งเดียวของเวลานอนของพวกเขา

{73:1} ดูกร ผู้คลุมกาย!
{73:2} จงยืนขึ้นยามราตรี เว้นแต่เพียงเล็กน้อย
{73:3} ครึ่งหนึ่งของราตรี หรือน้อยกว่านั้นเพียงเล็กน้อย
{73:4} หรือมากกว่านั้น และจงอ่านอัลกุรอานช้า ๆ เป็นจังหวะ
{73:5} แท้จริงเราจะประทานวจนะอันหนักหน่วงแก่เธอ
{73:6} แท้จริงการตื่นขึ้นในยามรัติกาลนั้นเป็นสิ่งยืนหยัดที่หนักยิ่งและเป็นคำพูดที่ถูกต้องยิ่ง

คำว่า "นาชิอะตุ" ใน {73:6} แปลว่า ผู้ลุกขึ้น หรือ ผู้เจริญเติบโต จึงเข้าใจได้อีกเช่นกันว่า วิญญาณที่เจริญเติบโตในยามค่ำคืน เนื่องจากการตื่นขึ้นมาบูชาอัลลอหฺ เป็นวิญญาณที่หนักแน่น และมีคำพูดที่ถูกต้อง

ในยามค่ำคืนพวกเขาจะนั่งไตร่ตรองในการสร้างจักรวาล จิตใจของพวกเขามุ่งเข้าหาอัลลอหฺเพียงพระองค์เดียว

{25:61} ทรงจำเริญ พระผู้ทรงทำให้ฟ้ามีหมู่ดาว และได้ทรงทำให้มีตะเกียงในนั้น และดวงจันทร์มีรัศมี

{25:62} และพระองค์คือผู้ทรงบันดาลให้มีราตรีและทิวาหมุนเวียนแทนที่กัน สำหรับผู้ที่ปรารถนาจะใคร่ครวญ หรือปรารถนาจะขอบคุณ
{25:63} และบรรดาบ่าวของพระผู้ทรงเมตตาคือ บรรดาผู้ที่เดินบนแผ่นดินด้วยความสงบเสงี่ยมและเมื่อพวกโง่เขลากล่าวทักทายพวกเขา พวกเขาจะกล่าว "ศานติ"
{25:64} และบรรดาผู้ใช้เวลาราตรี เพื่อกราบสุญูดและยืน(นมาซ)ต่อพระเจ้าของพวกเขา
{25:65} และบรรดาผู้ที่กล่าวว่า "โอ้พระผู้เป็นเจ้าของพวกข้าฯ ขอพระองค์ได้ทรงขจัดการลงโทษของนรกให้พ้นไปจากพวกข้าฯ แท้จริงการลงโทษของมันนั้นอมตะนิรันดร์"
{25:66} แท้จริงมันเป็นที่อยู่และที่พำนักอันเลวร้ายยิ่ง
{25:67} และบรรดาผู้ที่เมื่อพวกเขาใช้จ่าย พวกเขาก็ไม่สุรุ่ยสุร่าย และไม่ตระหนี่ ทว่าอยู่สายกลางระหว่างนั้น
{25:68} และบรรดาผู้ที่ไม่วิงวอนขอพระเจ้าอื่นใดคู่เคียงกับอัลลอหฺ และพวกเขาไม่ฆ่าชีวิต ซึ่งอัลลอหฺทรงห้ามไว้เว้นแต่เพื่อความยุติธรรม และพวกเขาไม่ผิดประเวณี และผู้ใดกระทำเช่นนั้นเขาจะพบกับความบาป

อัลลอหฺได้ทรงสัญญาที่จะประทานรางวัลแก่ผู้ที่ทำความดี ด้วยการให้สวนสวรรค์อันยิ่งใหญ่ไพศาล ทว่าสำหรับบ่าวที่อดตาหลับขับตานอนนั้น จะได้รับการตอบแทนที่เป็นความลับ ยังความประหลาดใจ

{32:15} แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาต่ออายาตทั้งหลายของเราเท่านั้น ที่เมื่อพวกเขาถูกเตือนให้รำลึกถึงอายาต พวกเขาก็ก้มลงสุญูดและสดุดีสรรเสริญแด่พระเจ้าของพวกเขา โดยที่พวกเขาไม่หยิ่งผยอง
{32:16} สีข้างของพวกเขาเคลื่อนห่างจากที่นอน พลางวิงวอนต่อพระเจ้าของพวกเขาด้วยความกลัวและความหวัง และพวกเขาบริจาคสิ่งที่เราได้ให้เป็นเครื่องยังชีพแก่พวกเขา
{32:17} ดังนั้น จึงไม่มีชีวิตใดรู้สิ่งที่ถูกซ่อนไว้สำหรับพวกเขา ซึ่งเป็นที่ชื่นตา เป็นการตอบแทนในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้

ความสำเร็จของคุณ เริ่มจากไดอารี่เล่มแรก

เมื่ออายุ 10 ขวบ พ่อจะเดินทางไกล ไม่ทราบว่าเมือไหร่จะกลับมา สิ่งที่ข้าพเจ้าขอจากท่านด้วยน้ำตา คือไดอารี่รายวันปกสีน้ำเงินสำหรับนักธุรกิจ แม้เล่มนั้นจะไม่ได้บันทึกอะไรที่สำคัญมากนัก แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นของการบันทึกแล้วพ่อก็ไม่กลับมาหาอีกเลยตลอดชีวิต

เริ่มมาเขียนไดอารี่อย่างจริงจังเมื่ออายุ 15 บันทึกความทุกข์ยากของต่างแดน ห่างจากบิดามารดา ช่วงนั้นได้ความรู้มาว่า คนที่บันทึกจดหมายเหตุจะประสพความสำเร็จในชีวิต ก็บันทึกมาตลอด จนกระทั่งปัจจุบันแต่ปัจจุบันจะบันทึกตอนขยัน หรือตอนเบื่อนั่งบนเครื่องบินก่อนจะหลับแล้วเพราะความเห่อไดอารี่มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ก็กลายเป็นคนที่ชอบ
Filofax แต่เมื่อไหร่เข้าไปในร้านขายฟิโลแฟ็กซ์ ก็จะท่องคาถาว่า ที่บ้านมีอยู่แล้ว ใช้หนึ่งชาติก็ไม่หมด

เดินแถวนิวบอนด์สตรีทในลอนดอน ก็แอบเข้าไปชมไดอารี่ในร้านแม่ของ Filofax ด้วยความรู้สึกเหมือนกับว่าเออมาถึงที่แล้ว ที่รักถ้าคุณต้องการจะสำเร็จในชีวิต คุณต้องมี Filofax ในมือการบันทึกคือสถิติ เหมือนกับการเดินเรือ กัปตันต้องบันทึก เรือจะได้ไม่หลงในมหาสมุทร

ถ้าสิบปีต่อมา คุณอ่านไดอารี่ของคุณ แล้วคุณรู้สึกอยากจะฉีกทิ้งเพราะเหตุผลอะไรสักอย่าง อย่าเพิ่งฉีกทิ้ง ค่อยกลับมาอ่านใหม่อีกสิบปีข้างหน้า แล้วก็อย่าฉีกทิ้ง

ชอบนอนตื่นสายหรือ?

ขอทำนายว่าคุณ ที่สันหลังยาว ชอบนอนตื่นสาย ว่าคุณจะไม่มีวันสำเร็จ

เพื่อนร่วมเรียนที่เคยเช่าบ้านพักด้วยกันชอบนอนตื่นสาย เปล่า ไม่ใช่สายหรอก นอนตื่นตอนบ่ายต่างหาก กลางคืนนั่งฟังเพลง ดูหนังละครจนสถานีโทรทัศน์ปิดสถานี ต่อด้วยการเล่นไพ่จนหอมปากหอมคอ พอตีสามก็พากันหาผ้าห่ม

ยี่สิบปีต่อมา ข้าพเจ้าเห็นหรือได้ข่าวว่า เพื่อนร่วมหอเหล่านั้น มีบางคนที่ประกอบอาชีพสุจริตด้วยความยากลำบาก ไม่สมกับที่เคยนั่งเครี่องบินไปเรียนเมืองนอก ข้าพเจ้ายังไม่ได้เห็นใครสักคนที่ได้รับความสำเร็จถึงขั้นที่พอจะกระดิกหัวแม่มือให้ บางคนติดยาบ้า บางคนขายยาอีปลอม เพราะการนอนดึกแบบนั้น และตื่นสายแบบนั้น เป็นสัญลักษณ์ของคนที่ไม่มีวันสำเร็จ

อิสลามสอนให้ตื่นเช้าเมื่อไก่โห่ ถือว่าเป็นกฎบังคับ แต่คนที่ปฏิบัติตามมีน้อยคนจีนมาส่งผักในตลาดนัดยามไก่โห่ รวยไม่รู้เรื่อง ไม่รู้กี่คนไปแล้ว

คนบ้าหนังสือมีสองจำพวก

คนบ้าหนังสือมีสองจำพวก พวกแรกบ้าอ่าน แบบนี้บ้าทางดี พวกที่สองบ้าเก็บหนังสือ แบบนี้หนักหน่อย... เพราะชอบสะสมหนังสือแล้วไม่อ่าน ถ้าจะอ่านก็เฉพาะปก ไปเห็นหนังสือที่ไหนแล้วน้ำหลายสอทุกที วัน ๆ นอนลูบปกหนังสือ จะออกไปข้างนอกก็จะพกพาหนังสือไปด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่ค่อยจะมีเวลาอ่านหรอก

รู้สึกว่า ข้าพเจ้าจะบ้าทั้งสองแบบซะแล้ว

หนังสือที่ข้าพเจ้าชอบ คือหนังสือเกี่ยวกับหนังสือ

27 พฤษภาคม 2552

ไก่ขาวเป็นสัตว์มงคล


ไก่ขาวเป็นสัตว์มงคล ชนผู้มีธรรมะพึงเลี้ยงไก่ขาวประดับบ้าน มีคุณสมบัติสามประการที่ไก่ตัวผู้เหมาะแก่การได้รับการสรรเสริญ

หนึ่ง หวงครอบครัว
สอง ใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ตัวเองยอมอด ให้ลูกเมียได้กินจนอิ่มเสียก่อน
สาม โห่ปลุกมนุษย์ให้ตื่นเช้าเพื่อลุกขึ้นมานมัสการอัลลอฮฺ และปฏิบัติความดี


ดูกร ผู้เงยหน้าเดิน

คำพูดไม่เพียงกี่บรรทัด ทำให้ความศรัทธาสลายไป ราวกับว่าไม่เคยมีลิขิตมาก่อนเลย นี่เป็นคำพูดที่รุนแรงจนพลิกหัวใจมนุษย์ หรือความศรัทธาที่อ่อนบางยิ่งกว่าเม็ดทรายที่โปรยปรายบนหินลื่นกันแน่ หรือการศรัทธามิได้อยู่บนรากแห่งสัตย์เลย เสมือนหยดน้ำเหนือใบบัว

กิฏมีรรออยู่หน้าถ้ำนานถึงสามร้อยเก้าพรรษา แต่มนุษย์ที่เปรียบเปรยมิอาจอดกลั้นเพียงชั่วยาม ยามน้อย ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น ยามโต ต้นไม้แก่น่ารำคาญ ฝนหน้าร้อนเย็นฉ่ำแก้กระหาย ฝนหน้าหนาวน่าหน่ายแหนงสุดจะทน

{17:37} และอย่าเดินบนแผ่นดินอย่างเย่อหยิ่ง แท้จริงเธอมิอาจจะดำดิน และมิอาจจะบรรลุความสูงของภูเขาได้
{17:38} ทั้งหมดนั้น ความเลวของมันเป็นที่รังเกียจยิ่ง ณ พระเจ้าของเธอ

ดูกร ผู้เงยหน้าเดิน ถึงจะก้าวเท้าไปไกลถึงหนใด แผ่นดินจะไม่งอกเงยสิ่งใดใต้เท้า บ่วงบาศก์จะพัวพันติดแข้งขา พบแต่ความยาก ประสพแต่ความลำบาก เพราะความไม่หนักแน่น อดกลั้นน้อย เปลี่ยนแปลงง่าย ไร้ความจริงจัง ปราศจากความจริงใจ

สังวรณ์ แม้นตระหนักแน่นเหมือนภูผา ย่อมตระหง่านเหนือกาลเวลา เป็นเยี่ยงให้มนุษย์ญินเห็น ว่าเขาคือผู้ที่อมตะในความกตัญญู แม้พายุและมรสุมชีวิตจะกระหน่ำเพียงใด เขาย่อมถูกจารึกเหนือศิลาแห่งสมัย ว่าเป็นยอดบุคคล

อย่าจองหอง คุยโวโอ้อวด

{31:18} และเธออย่าหันแก้มของเธอให้แก่ผู้คนอย่างหยิ่งยะโส และอย่าเดินไปตามแผ่นดินอย่างไร้มรรยาทแท้จริง อัลลอหฺมิทรงชอบทุกคนที่จองหองคุยโวโอ้อวด
{31:19} และเธอจงก้าวเท้าของเธอพอประมาณ และจงลดเสียงของเธอลง แท้จริง เสียงที่น่าเกลียดยิ่งคือเสียงร้องของลา

อายุวัยยามบ่ายอย่างข้าพเจ้า เป็นพ่อของลูก ๆ หลายคน บางคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน มีหลานแล้วก็ยังมี วัยนี้เป็นวัยที่เหมือนกับว่าเป็นผลไม้กำลังสุกงอมหอมหวาน ดกเต็มต้นหนักอึ้ง กิ่งก้านของมันราบลงติดดินด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน หากข้าพเจ้ายังไม่สามารถให้ผู้คนลิ้มรสหวานได้ละก็ ข้าพเจ้าก็ไร้ค่า

วัยนี้เป็นวัยที่อ่อนแอลง คิดอะไรก็ช้าลง ทำอะไรก็ไม่ตล่องแคล่ว ทุกอย่างมันช้าไปหมด ทุกอย่างมันไม่สะดวกเหมือนในสมัยวัยรุ่นอีกต่อไป

แต่อย่างหนึ่งที่เห็นในวัยนี้ ก็คือเห็นความตายมาเก็บเกี่ยวผู้คนรุ่นพ่อไปทีละคน ทีละคน บางครั้งความตายมาเดินสะเปะสะปะเหมือนคนตาไม่ดี เดินในยามมืด ใครที่ถูกมันชนก็จะล้มลงเป็นเหยื่อ แต่สิ่งที่เห็นอีกอย่างหนึ่ง ก็คือกรรมสนองกรรมบนโลกนี้ก่อนจะถึงโลกหน้า ข้าพเจ้าเห็นคนจองหองลำพองตน แต่ละคนมีชีวิตบั้นปลายที่ไม่สงบราบเรียบเลย ความจองหองของเขาร่วงหล่นไปพร้อม ๆ กับกาลเวลา เมื่อขาสั่น คอตก หลังค่อม ความจองหองทั้งหมดก็สลายไปด้วย อีกไม่นานตนเองก็จะสลายตาม

ความจองหองเป็นบาปที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นบาปที่อิบลิสจำต้องตกนรก เพราะฝ่าฝืนพระบัญชาของอัลลอหฺ แล้วความดีที่มันสั่งสมมาห้าพันปีก็สูญสลายไปในพริบตาเดียว

26 พฤษภาคม 2552

ทุกชีวิตจะต้องลิ้มรสแห่งความตาย

{3:181},{29:57} ทุกชีวิตย่อมต้องลิ้มรสแห่งความตาย

เหล่าสาวกของนบีมุฮัมมัดในอดีตจดจำคำพูดที่ว่า "เพียงพอแล้วที่จะเอาความตายเป็นเครื่องตักเตือนเธอ" ได้อย่างดี

เมื่อมีผู้ถามว่า อยากได้อะไรจากมักกะหฺ เพื่อนข้าพเจ้าที่ทำธุรกิจด้วยกันตอบว่า "อยากได้ผ้าห่อศพ" เมื่อเพื่อนของเขากลับมา เขาก็ได้ผ้าคลุมศพดั่งใจหวัง วันนั้นแกหัวเราะบอกว่า "ได้มาสิบปีแล้วน่ะ แต่ยังไม่ตาย"

การรำลึก ถึงความตายเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด อะลีย์ บินอะบีฏอลิบกล่าวว่า "การบูชาอัลลอหฺที่ประเสริฐที่สุดคือการรำลึกถึงการสร้างฟากฟ้าและแผ่นดิน การรำลึกที่ประเสริฐที่สุดคือการรำลึกถึงความตาย"

หากมนุษย์รำลึกถึง ความตายตลอดเวลา เขาก็จะไม่ทะเยอทะยานมากจนเกินไป เขาจะไม่สะสมทรัพย์สมบัติที่เกินกว่าจำเป็นสำหรับตนเองและครอบครัว เขาจะรู้ว่า ทุกอย่างที่เห็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นยศถาบรรดาศักดิ์ และทรัพย์สินเงินทอง ล้วนแล้วแต่เป็นเพียงเหมือนสิ่งที่สถิตเพียงชั่วคราว เมื่อล้มตายหายจากไป มันก็ไม่ได้ให้ความหมายอะไรอีกต่อไป มนุษย์ทุกคนจะกลายเป็นฝุ่นดิน จะเหลือก็เพียงแค่น้ำหมึกที่จารึกบนกระดาษ เป็นตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัว

{102:1} การสะสมเพิ่มพูนเพื่อโอ้อวดได้ทำให้พวกเธอเพลิดเพลิน {102:2} จนกระทั่งพวกเธอได้เข้าไปเยือนหลุมฝังศพ

นั่นก็เพราะความตายเป็นสิ่งที่หนีไม่พ้น ไม่มีใครหนีมันพ้นเลยแม้แต่สักคนเดียว

{4:78} ณ ที่ใดก็ตามที่พวกเธออยู่ ความตายก็ย่อมถึงพวกเธอ และแม้ว่าพวกเธอจะอยู่ในป้อมปราการอันสูงตระหง่านก็ตาม

บทแปลอัลกุรอานภาษาไทย

เนื่องจากคัมภีร์อัลกุรอานเป็นคัมภีร์ที่มีวาทศิลป์เลอเลิศ จึงไม่มีใครแม้แต่ผู้เดียวยอมรับว่าสามารถแปลอัลกุรอานได้ดีพอ แน่นอนทีเดียว นั่นก็เป็นการท้าทายของอัลกุรอานอีกประการหนึ่ง เพราะถ้าหากสามารถแปลเป็นภาษาอื่นให้มีอรรถรสเหมือนแม่บทได้ ความมหัศจรรย์ก็จะหมดไป อย่างไรก็ตามงานแปลเป็นที่จำเป็นต้องทำ นักวิชาการมุสลิมในแต่ละประเทศในโลกจะพยายามแปลความหมายของอัลกุรอาน ในปัจจุบันอัลกุรอานได้รับการแปลเป็นภาษาใหญ่ ๆ ของโลกทุกภาษาแล้ว

คัมภีร์อัลกุรอานได้รับการแปลเป็นภาษาไทยครั้งแรกโดยท่านอดีตจุฬาราชมนตรีต่วน สุวรรณศาสตร์ ซึ่งเป็นการแปลและอธิบายความหมายพร้อมๆกัน จึงทำให้ผู้อ่านไม่ทราบว่าแม่บทในภาษาอาหรับเป็นอย่างไร ในกลางคริสตทศวรรษที่ ๗๐ คุณดิเรก กุลสิริสวัสดิ์ ได้เป็นบรรณาธิการจัดพิมพ์ความหมายอัลกุรอานที่แปลมาจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ ซึ่งคุณครูอิสมาอีล อะหมัด ปากพยูน เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการแปลครั้งนี้

ต่อมาคุณมัรวาน สะมะอูน ได้ทุ่มเทความสามารถและกำลังกายแปลความหมายของอัลกุรอานให้กระทัดรัดขึ้นอีก พยายามรักษาสำนวนให้ใกล้เคียงกับแม่บทให้มากที่สุด ซึ่งก็ได้กลายเป็นหนังสืออ้างอิงสำหรับชาวไทยมาหลายปี แต่ก็ยังมีข้อบกพร่อง เช่นประโยคแปลถึงแม้จะตรงกับแม่บทแต่ก็ผิดกับสำนวนไทย การแปลความหมายผิด การแปลขาดตอน เป็นต้น

ต่อมาสมาคมนักเรียนเก่าอาหรับได้แปลความหมายอัลกุรอานตีพิมพ์ออกมาอีก โดยมีฟุตโนตอธิบายความหมาย ทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ดีขึ้น จึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป และถือว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดในเวลานี้ แต่การแปลนี้ ก็ยังไม่อาจแก้ปัญหาความสมดุลย์ระหว่างการพยายามรักษาคำในแม่บทเดิมและการใช้สำนวนไทยได้ อีกทั้งยังมีข้อบกพร่องเรื่องมาตรฐานในการแปล บางครั้งก็ใช้ศัพท์สูง แต่โดยปกติก็ใช้คำศัพท์ที่ง่ายเกินควร อีกทั้งการแปลขาดตอนก็มีปรากฏให้เห็นหลายที่

อีกสำนวนหนึ่งคือของคุณไซนุลอาบิดีน ฟินดี้ แต่ไม่มีอะไรพิเศษจากผลงานที่ผ่านมา

อัลกุรอานจึงท้าทายนักแปลตลอดเวลา ให้ยอมรับว่า อัลกุรอานแปลไม่ได้

ข้าพเจ้าอ่านบทแปลสำนวนต่าง ๆ แล้วก็เกิดปนิธานที่จะแปลอัลกุรอานด้วยสำนวนที่แตกต่างออกไป โดยจะเน้นความไพเราะ และความรัดกุม เป็นหลัก เป็นเวลาหลายปีที่ข้าพเจ้าเริ่มแปล และแต่ละบทก็ถูกขัดเกลาครั้งแล้วครั้งเล่า ดูเหมือนกว่าจะได้สำนวนที่ตนเองต้องการ ก็ใช้เวลาหลายปีทีเดียว

อัลกุรอานคือทางนำของชีวิต

อัลกุรอานเป็นหนังสือที่ข้าพเจ้าอ่านมากที่สุด อ่านจบมาหลายสิบครั้ง ตั้งแต่ยังเด็กเมื่อครั้งที่ยังไม่เข้าใจความหมายแม้แต่คำเดียว จนกระทั่งถึงวันนี้ วันที่ข้าพเจ้านั่งขบคิดหาคำที่เหมาะสมในภาษาไทย เพื่อแปลอัลกุรอานให้ได้อรรถรสงดงาม แม้จะได้ไม่เท่าภาษาเดิม อย่างน้อยก็จะได้สื่อให้ผู้อ่านชาวไทยได้เข้าใจว่า อัลกุรอานเป็นคัมภีร์ที่มีเปี่ยมด้วยโวหาร ทุกครั้งที่อ่านก็จะยิ่งรู้สึกทราบซึ้งในความหมาย ในความไพเราะของพระโองการ บ่อยครั้งที่น้ำตาไหลลงอาบแก้ม ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา

อัลกุรอาน ภาษาอาหรับ: الْقُرآن มาจากรากศัพท์ในภาษาอาหรับแปลว่า การอ่าน หรือ การรวบรวม การสะกดอื่น ๆ ที่ไม่มาตรฐาน อัลกุรอ่าน, โกหร่าน, โก้หร่าน เป็นคัมภึร์ของศาสนาอิสลาม

อัลลอหฺ ได้ทรงประทานคัมภีร์อัลกรุอานแก่ นบีมุฮัมมัด ซึ่งเป็นศาสนทูตคนสุดท้าย และคัมภีร์นี้ก็เป็นคัมภีร์สุดท้ายที่พระผู้เป็นเจ้าได้ส่งมาให้แก่มวลมนุษยชาติ หลังจากนี้แล้วจะไม่มีคัมภีร์ใด ๆ จากพระผู้เป็นเจ้าอีก คัมภีร์กรุอานนี้ได้ประทานมาเพื่อยกเลิกคัมภีร์เก่า ๆ ที่เคยได้ทรงประทานมาในอดีตนั่นคือคัมภีร์เตารอต (Torah) ที่เคยทรงประทานมาแก่ศาสดามูซา คัมภีร์ซะบูร (Psalm) ที่เคยทรงประทานมาแก่ศาสดาดาวูด (David) และ คัมภีร์อินญีล (Evangelis) ที่เคยทรงประทานมาแก่ศาสดาอีซา (Jesus) เป็นคัมภีร์ที่บริบูรณ์ไม่มีการเพี้ยนเปลี่ยนแปลง ภาษาของอัลกุรอานนั้นคือภาษาอาหรับ ซึ่งเป็นภาษาของศาสดามุฮัมมัด

การศรัทธาในคัมภีร์อัลกุรอานทั้งเล่มเป็นหลักการหนึ่งที่มุสลิมทุกคนต้องศรัทธา นั่นก็หมายความว่าหากไม่ศรัทธาในอัลกุรอาน หรือศรัทธาเพียงบางส่วนก็จะเป็นมุสลิมไม่ได้ เช่นเดียวกับที่ต้องศรัทธาว่าคัมภีร์อัลกุรอาน ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้มีความบริบูรณ์ภายใต้การพิทักษ์ของอัลลอหฺพระผู้เป็นเจ้า ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีการสังคายนาอัลกุรอานเลย ตั้งแต่วันที่ท่านนบีเสียชีวิตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ด้วยพระประสงค์ของอัลลอหฺภาษาอาหรับจึงเป็นภาษาโบราณภาษาเดียว ที่มีชีวิตอยู่จนกระทั่งวันนี้ได้ และได้กลายเป็นภาษามาตรฐานของประเทศอาหรับทั้งหลาย เป็นภาษาวิชาการของอิสลาม และเป็นภาษาที่ใช้ในการปฏิบัติศาสนพิธีของมุสลิมทุกคนทั่วโลก

การประทานคัมภีร์ ในราวปี ค.ศ.610 เมื่อมุฮัมมัดนั่งบำเพ็ญตนอยู่ในถ้ำบนยอดเขาฮิรออ์อย่างที่เคยทำเป็นประจำ ญิบรีลฑูตแห่งอัลลอหฺก็ปรากฏตนขึ้น และนำพระโองการจากพระผู้เป็นเจ้ามีความว่า

{96:1} จงอ่านเถิด ด้วยพระนามแห่งพระเจ้าของเธอ ผู้ทรงบังเกิด ทรงบังเกิดมนุษย์จากก้อนเลือด {96:1} จงอ่านเถิด และพระเจ้าของเธอนั้นผู้ทรงใจบุญยิ่ง ผู้ทรงสอนการใช้ปากกา ผู้ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้

ตั้งแต่นั้นมา มุฮัมมัดก็ได้กลายเป็นศาสนทูตของอัลลอหฺ ที่ต้องรับหน้าที่ประกาศศาสนาของอัลลอหฺ นั่นคือศาสนาอิสลาม ที่ตั้งอยู่บนหลักการไม่บูชาสิ่งอื่นใดนอกจากอัลลอหฺ การวิวรณ์ การรับสาส์น หรือโองการจากอัลลอหฺนั้นเรียกในภาษาอาหรับว่า วะฮีย์ ศาสดามุฮัมมัดได้รับวะฮีย์เป็นคราว ๆ ทะยอยลงมาเรื่อย ๆ จากวะฮีย์แรกถึงวะฮีย์สุดท้ายใช้เวลา 23 ปี ทุกครั้งที่วะฮีย์ลงมา ท่านศาสนฑูตจะประกาศให้สาวกของท่านทราบ เพื่อจะได้ไปประกาศให้คนอื่นทราบอีกต่อไป สาวกจะพยายามท่องจำวะฮีย์ที่ลงมานั้นจนขึ้นใจ และท่านศาสดาจะสั่งให้อาลักษณ์ของท่านบันทึกลงในสมุดที่ทำด้วยหนังสัตว์ กระดูก หรือสิ่งอื่น ๆ ที่สามารถเก็บรักษาไว้ได้

ชาวอาหรับสมัยนั้นเก่งกาจในเชิงกวีนิพนธ์ มีกวีลือนามปรากฏอยู่ทุกเผ่า ที่กะอฺบะหฺนั้นก็มีบทกวีที่แต่งโดยเจ็ดยอดกวีอาหรับ เขียนด้วยน้ำทองคำแขวนอยู่ ในงานแสดงสินค้าประจำปีที่ อุกาซ ในอาราเบีย ที่จัดให้อาหรับทุกเผ่าพันธุ์มาพบปะแลกเปลี่ยนสินค้าและวัฒนธรรม ก็จะมีกิจกรรมที่สำคัญที่สุดร่วมอยู่ด้วยนั่นคือการประชันบทกวี

อันลักษณะของคัมภีร์อัลกรุอานนั้นอยู่กึ่งกลางระหว่างร้อยแก้วและร้อยกรอง คัมภีร์อัลกรุอานจึงเป็นสิ่งท้าทายที่พิศดารสำหรับชาวอาหรับ เพราะเป็นร้อยแก้วมีความไพเราะได้โดยไม่ต้องใช้มาตราสัมผัสและบทวรรคตามกฏของกวีนิพนธ์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวอาหรับฉงนใจว่า คนที่ไม่เคยแต่งโคลงกลอนและอ่านเขียนไม่ได้อย่างมุฮัมมัด จะต้องไม่ใช่ผู้แต่งอัลกุรอานเป็นแน่

อัลกุรอานแบ่งออกเป็นบท เรียกว่า ซูเราะหฺ ซึ่งมีทั้งหมด 114 ซูเราะหฺ แต่ละซูเราะหฺ แบ่งเป็นวรรคสั้นยาวไม่เท่ากัน เรียกว่า อายะหฺ (แปลว่า สัญลักษณ์) ซึ่งอัลกรุอานมีอายะหฺทั้งหมด ๖๒๓๖ อายะหฺ ตามการนับมาตรฐาน (ดู คัมภีร์มาตรฐานที่พิมพ์โดยรัฐบาลซาอุดิอารเบีย) เนื้อหาในอัลกุรอานนั้นแบ่งได้สามหมวดคือ หนึ่งเกี่ยวกับหลักการศรัทธาต่ออัลลอหฺ พระผู้เป็นเจ้า ความเร้นลับที่มีอยู่ในและนอกกาละและเทศะ หมวดที่สองคือพงศาวดารของประชาติก่อนอิสลาม และคำพยากรณ์สำหรับอนาคตกาล หมวดที่สามเป็นนิติบัญญัติสำหรับมนุษย์ที่จะต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ในแต่ละซูเราะหฺหรือแม้ในแต่ละวรรคอาจจะมีที่ระบุถึงสามหมวดในเวลาเดียวกัน

คัมภีร์อัลกรุอานมีความมหัศจรรย์หลายอย่าง ประการแรกก็คือความไพเราะที่กวีทุกคนต้องยอมสยบ ประการที่สองคือการเปิดเผยความลี้ลับของศาสตร์และวิทยาการแขนงต่าง ๆ ที่คนสมัยนั้นยังไม่ทราบ การเปิดเผยพงศาวดารในอดีต การพยากรณ์อนาคต การเปิดเผยความลี้ลับที่วิทยาศาสตร์ยังไม่รู้ ดั่งเช่น การระบุถึงการขยายตัวของจักรวาล คลื่นใต้น้ำ และบทบาทของลมในการผสมพันธ์ของต้นไม้เป็นต้น

การที่ภาษาอาหรับเป็นภาษาที่ไม่แก่เฒ่าหรือตายเหมือนภาษาอื่น ๆ และการที่วิทยาการที่มีระบุในคัมภีร์อัลกรุอานไม่เคยล้าสมัย อีกทั้งคำสั่งสอนของอัลกุรอานก็เอาหลักตรรกวิทยาและปัญญาเป็นพื้นฐาน ชนมุสลิมเชื่อว่า คัมภีร์ที่เก่าแก่นานถึง 1400 ปีนี้จึงไม่ได้เก่าแก่ตามอายุ ทว่ายังใช้การได้ประดุจดังคัมภีร์นี้เพิ่งลงมาเมื่อวันนี้นี่เอง

ตามความเชื่อของชนมุสลิม ด้วยความมหัศจรรย์ของกรุอานดังที่กล่าวมาคือปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่ ที่อัลลอหฺได้ทรงประทานให้แก่ท่านนบีมูฮัมมัด เพื่อยืนยันว่า อัลกรุอานเป็นโองการของพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริงไม่ใช่กวีนิพนธ์ของมนุษย์

{2:23} และถ้าพวกเธอยังแคลงใจใน(อัลกรุอาน)ที่เราประทานแก่บ่าวของเรา พวกเธอก็จงนำมาสักบทหนึ่งเยี่ยงนั้น และจงเรียกผู้ช่วยเหลือของพวกเธอมา -นอกจากอัลลอหฺ- ถ้าพวกเธอแน่จริง"

{10:38} หรือพวกเขากล่าวว่า "เขาเป็นผู้ปั้นแต่งขึ้น" จงกล่าวเถิด "พวกเธอจงนำมาสักบทหนึ่งเยี่ยงนั้น และจงเรียกร้องผู้ที่พวกเธอสามารถนำมาได้ นอกจากอัลลอหฺ หากพวกเธอเป็นผู้สัจจริง"

หลังจากศาสดามุฮัมมัดประกอบพิธีฮัจญ์ในมักกะหฺ อัลลอหฺก็ได้ทรงประทานโองการอันสุดท้าย นั่นคือ
{5:3} วันนี้ฉันได้ทำให้ศาสนาของพวกเธอสมบูรณ์ และฉันได้ทำให้ความโปรดปรานของฉันที่มีต่อพวกเธอนั้นบริบูรณ์ และฉันได้เลือกให้อิสลามเป็นศาสนาของพวกเธอ

การเรียบเรียงโองการนั้นไม่ได้ถือหลักระดับก่อนหลังเป็นหลัก ทว่าอัลลอหฺเป็นผู้ทรงกำหนดวิธีการเรียง โองการที่ลงมาตอนท่านศาสดาอพยพ ซึ่งที่เรียกว่า มักกียะหฺ ก็อาจจะเข้าไปอยู่ในบทที่มีโองการที่ลงมาหลังอพยพไปมะดีนะหฺ คือทีเรียกว่า มะดะนียะหฺ ก่อนญิบรีลจะมาฟังท่านศาสดาอ่านทบทวนโองการที่ได้รับปีละครั้งทุก ๆ ปี แต่ในปีสุดท้ายก่อนท่านศาสดาจะเสียชีวิตนั้น ญิบรีลได้มาฟังท่านศาสดาอ่านทบทวนอัลกุรอานสองครั้งเพื่อความมั่นใจว่าท่านศาสดาได้จดจำโองการทั้งหมด โดยไม่มีที่ตกบกพร่อง ท่านศาสดาเสียชีวิตหลังจากโองการอัลกุรอานได้รวบรวมขึ้นเป็นเล่มบริบูรณ์

เนื่องด้วยอัลกุรอานเป็นธรรมนูญของอิสลาม จึงเกิดมีวิทยาการใหญ่ ๆ แตกแขนงมาจากอัลกุรอานหลายสาขา เช่น วิชาตัจญ์วีด ซึ่งเป็นวิชาเกี่ยวกับการอ่านอัลกุรอานให้ถูกต้อง วิชาอุลูมอัลกุรอาน หรือที่เรียกว่า อุศูลอัลกุรอาน เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาของอัลกุรอาน ศึกษาว่าโองการแต่ละโองการลงมาที่ไหนเมื่อไหร่และเหตุใด อันเป็นส่วนช่วยในการตีความหมายอัลกุรอาน หรือที่เรียกว่า ตัฟซีรอัลกุรอาน

ตั้งอดีตจนกระทั่งปัจจุบันได้มีนักปราชญ์อิสลามหลายสิบคนที่ได้แต่งหนังสืออรรถาธิบาย และตีความหมายอัลกุรอาน เรียกหนังสืออรรถาธิบายนี้ว่า หนังสือตัฟซีร และเรียกผู้แต่งว่า มุฟัซซิร การตีความหมายอัลกุรอานจะใช้หลักของอุลูมอัลกุรอานดังกล่าวบวกเข้ากับพระวจนะของศาสดา ภาษาศาสตร์ และวิทยาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในปัจจุบันนี้ชาวมุสลิมจะอ้างอิงหนังสือตัฟซีรเก่า ๆ เป็นหลักในการเขียนตัฟซีรใหม่ หรือในการแปลความหมายอัลกุรอานเป็นภาษาอื่น ๆ