16 พฤศจิกายน 2557

อัลกุรอานกล่าวถึงชาวคัมภีร์

ชาวคัมภีร์

ในสมัยนบีมุหัมมัด () มีชาวคัมภีร์สองพวก นั่นคือพวกยิว และพวกคริสเตียน อาศัยอยู่ในอาระเบีย อายัตอัลกุรอานจำนวนมาก ลงมาเพื่อพูดกับชาวยิวและคริสเตียนโดยเฉพาะ

อัลลอฮฺทรงเชิญชวนชาวคัมภีร์ให้ศรัทธาต่อนบีมุหัมมัด () และศาสนาอิสลาม

{3:19} แท้จริงศาสนา อัลลอฮฺ นั้นคืออัลอิสลาม และบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้นไม่ได้ขัดแย้งกัน นอกจากหลังจากที่ได้มีความรู้มายังพวกเขาแล้ว เนื่องมาจากการแก่งแย่งกันระหว่างพวกเขา และผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่อบรรดาโองการของอัลลอฮฺ แน่นอนอัลลอฮฺคือพระผู้ทรงรวดเร็วในการชําระ
{3:20} แล้วหากพวกเขาโต้แย้งเธอ ก็จงกล่าวเถิดว่า "ฉันได้มอบใบหน้าของฉันแด่อัลลอฮฺแล้ว และผู้ที่ตามฉันก็เช่นกัน" และจงกล่าวแก่บรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ และบรรดาผู้ที่ไม่รู้หนังสือว่า
"
พวกเธอสวามิภักดิ์แล้วหรือ?" ถ้าหากพวกเขาได้สวามิภักดิ์แล้ว พวกเขาก็ได้รับทางนำ และถ้าหากพวกเขาผินหลังให้ หน้าที่ของเธอนั้นก็เพียงการประกาศให้ทราบเท่านั้น และอัลลอฮฺทรงเห็นป่วงบ่าวเสมอ

{4:47} ดูกร บรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์! จงมีศรัทธาต่อสิ่งที่เราได้นำลงมาเพื่อยืนยันสิ่งที่มีอยู่กับพวกเธอเถิด ก่อนที่เราจะลบล้างใบหน้า แล้วหมุนมันกลับไปอยู่ด้านหลัง หรือไม่ก็จะสาปแช่งพวกเขา เช่นเดียวกับที่เราได้สาปแช่งบรรดาผู้ที่ละเมิดในวันสับบาโต และคําสั่งของอัลลอฮฺนั้นย่อมถูกปฏิบัติตามเสมอ

{98:1} บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในหมู่ชาวคัมภีร์และเหล่าผู้ตั้งภาคีนั้นจะไม่ละทิ้ง(ความเชื่อของพวกตน) จนกว่าจะได้มีหลักฐานอันชัดแจ้งมายังพวกเขา
{98:2} คือศาสนทูตคนหนึ่งจากอัลลอฮฺเพื่ออ่านคัมภีร์อันบริสุทธิ์
{98:3} ในคัมภีร์นั้นมีบัญญัติอันเที่ยงตรง
{98:4} และบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้นไม่ได้แตกแยกกัน เว้นแต่หลังจากที่ได้มีหลักฐานอันชัดแจ้งมายังพวกเขาแล้ว
{98:5} และพวกเขาไม่ได้ถูกบัญชาให้กระทำอื่นใด นอกจากเพื่อเคารพสักการะอัลลอฮฺ เป็นผู้มีเจตนาบริสุทธิ์ในการภักดีต่อพระองค์ เป็นผู้อยู่ในแนวทางที่เที่ยงตรง และดํารงการนมาซ และชําระซะกาต และนั่นแหละคือศาสนาอันเที่ยงธรรม
{98:6} แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในหมู่ชาวคัมภีร์และเหล่าผู้ตั้งภาคีนั้นจะอยู่ในนรกญะฮันนัม เป็นอมตะอยู่ในนั้น ชนเหล่านั้น พวกเขาเป็นมนุษย์ที่ชั่วช้ายิ่ง
{98:7} แท้จริงบรรดาผู้มีศรัทธาและประกอบคุณงามความดี ชนเหล่านั้น พวกเขาเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐยิ่ง
{98:8} การตอบแทนของพวกเขา ณ ที่พระเจ้าของพวกเขาคือบรรดาสวนสวรรค์แห่งอะดัน มีแม่น้ำลำธารไหลผ่านจากเบื้องล่างของมัน พวกเขาเป็นอมตะอยู่ในนั้น อัลลอฮฺทรงปิติต่อพวกเขา และพวกเขาก็ยินดีในพระองค์ นั่นคือ(การตอบแทน)สำหรับผู้ที่กลัวเกรงพระเจ้าของพวกตน

ชาวยิวและคริสเตียนรู้จักคุณสมบัติของนบีมุหัมมัด () เป็นอย่างดี ก่อนที่ท่านจะเกิดและปรากฏ เพราะคัมภีร์ของพวกเขาได้ระบุถึงคุณสมบัติของศาสนทูตสุดท้ายไว้ชัดเจน

{2:101} และเมื่อใดก็ตามที่ศาสนทูตจากอัลลอฮฺมายังพวกเขา เป็นผู้ยืนยันคัมภีร์ที่มีอยู่กับพวกเขา
กลุ่มหนึ่งจากบรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ก็จะทิ้งคัมภีร์ของอัลลอฮฺไว้ข้างหลัง ประหนึ่งว่าพวกเขาไม่รู้อะไร

{2:146} บรรดาผู้ที่เราได้ให้คัมภีร์แก่พวกเขานั้น พวกเขาย่อมรู้จักเขาดี เหมือนกับที่พวกเขารู้จักลูก ๆ ของตนเอง และแท้จริงกลุ่มหนึ่งจากพวกเขานั้นปิดบังความจริงไว้ ทั้ง ๆ ที่พวกเขารู้กันอยู่

ชาวคัมภีร์ส่วนหนึ่งปิดบังและบิดเบือนคัมภีร์ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของพวกตน แต่ก็มีอีกกลุ่มหนึ่ง ที่มีศรัทธาต่ออัลลอฮฺอย่างแท้จริง ไม่ปิดบังและบิดเบือนคัมภีร์

{3:187} และ(จงรำลึก)เมื่ออัลลอฮฺทรงเอาคํามั่นสัญญาจากบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ว่า "พวกเธอจะต้องแจกแจงคัมภีร์นั้นให้แจ่มแจ้งแก่ผู้คนทั้งหลาย และพวกเธอจะต้องไม่ปิดบังมัน" แล้วพวกเขาก็โยนมันทิ้งไว้เบื้องหลังของพวกตน และได้แลกเปลี่ยนมันไปกับราคาอันเล็กน้อย ช่างเลวเสียนี่กระไร! สิ่งที่พวกเขาแลกเปลี่ยนเอามา

{3:199} และแท้จริงในหมู่ผู้ได้รับคัมภีร์นั้นมีผู้ที่มีศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่พวกเธอ และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่พวกเขา ในฐานะผู้นอบน้อมต่ออัลลอฮฺ โดยที่พวกเขาจะไม่แลกเปลี่ยนโองการของอัลลอฮฺไปกับราคาอันเล็กน้อย ชนเหล่านี้ พวกเขาจะได้รับรางวัลของพวกตน ณ พระเจ้าของพวกตน แท้จริงอัลลอฮฺคือพระผู้ทรงรวดเร็วในการชําระสอบสวน

{74:31} และเราไม่ได้แต่งตั้งผู้ใดเป็นยามเฝ้าประตูนรก นอกจากมะลาอิกะฮฺเท่านั้น และเราไม่ได้กําหนดจํานวนของพวกเขาไว้ เว้นแต่เพื่อเป็นการทดสอบแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา เพื่อบรรดาชาวคัมภีร์จะได้เชื่อมั่น และบรรดาผู้มีศรัทธาจะได้เพิ่มพูนการศรัทธา และบรรดาชาวคัมภีร์ รวมทั้งบรรดาผู้มีศรัทธาจะไม่ต้องสงสัย และเพื่อบรรดาผู้มีโรคในจิตใจของพวกตน อีกทั้งบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะกล่าวว่า "อัลลอฮฺทรงประสงค์อะไรด้วยอุปมานี้?" เช่นนั้นแหละ อัลลอฮฺจะทรงให้ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์นั้นหลงทาง และจะทรงชี้นำทางแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และไม่มีผู้ใดรู้จํานวนไพร่พลของพระเจ้าของเธอนอกจากพระองค์ และนี่เพียงแต่เป็นข้อตักเตือนแก่ปวงมนุษย์

{4:123} ไม่ใช่ความเพ้อฝันของพวกเธอ และไม่ใช่ความเพ้อฝันของผู้ที่ได้รับคัมภีร์ ผู้ใดที่กระทำชั่วเขาก็ถูกตอบแทนด้วยความชั่วนั้น และเขาจะไม่มีผู้คุ้มครองและผู้ช่วยเหลือ อื่นจากอัลลอฮฺเลย
{4:124} และผู้ใดประกอบคุณงามความดี ไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิงก็ตาม โดยที่เขาเป็นผู้มีศรัทธา ชนเหล่านี้จะได้เข้าบรรดาสวนสวรรค์ และพวกเขาจะไม่ถูกฉ้อฉล แม้ขนาดเท่ารูที่เมล็ดอินทผาลัม

{4:131} และสิ่งที่อยู่ในเหล่าชั้นฟ้าและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ และแท้จริงเราได้สั่งเสียไว้แก่บรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ก่อนหน้าพวกเธอและพวกเธอด้วย ว่า "จงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด และหากพวกเธอปฏิเสธศรัทธา ก็แท้จริงสิ่งที่อยู่ในเหล่าชั้นฟ้าและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺทรงเป็นพระผู้ทรงมั่งมี พระผู้ทรงเป็นที่สรรเสริญ"

ชาวคัมภีร์อ้างว่า พวกเขาเพียงผู้เดียวที่เป็นมิตรใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ พระองค์จึงบัญชาให้พวกเขาปรารถนาที่จะตาย เพื่อจะได้พบกับอัลลอฮฺ ซึ่งก็ไม่มีใครปรารถนาแน่ เพราะแต่ละคนก็ปรารถนาที่จะมีอายุยืนยาวถึงพันปี

{62:6} จงกล่าวเถิด "ดูกร บรรดาชาวคัมภีร์! หากพวกเธออ้างว่า พวกเธอเพียงผู้เดียวดอก ที่เป็นมิตรของอัลลอฮฺ ไม่ใช่ผู้อื่น พวกเธอก็จงปรารถนาความตายกันเถิด หากพวกเธอเป็นผู้สัตย์จริง"
{62:7} แต่ว่าพวกเขาจะไม่ปรารถนามันเป็นอันขาด เนื่องด้วยสิ่งที่มือของพวกเขาได้เคยประกอบไว้ และอัลลอฮฺทรงรอบรู้เกี่ยวกับพวกทุจริต
{62:8} จงกล่าว "แท้จริงความตาย ที่พวกเธอหลบหนีจากมันนั้น มันจะมาพบกับพวกเธอแน่นอน แล้วพวกเธอจะถูกนำกลับไปยังพระผู้ทรงรอบรู้สิ่งเร้นลับและสิ่งเปิดเผย แล้วพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกเธอตามที่พวกเธอได้ประกอบไว้"

{2:94} จงกล่าวเถิดว่า "หากนิวาสสถานแห่งปรโลก ณ ที่อัลลอฮฺเป็นของพวกเธอโดยเฉพาะ ไม่ใช่เป็นของผู้อื่นแล้วไซร้ ก็จงปรารถนาความตายเถิด หากพวกเธอสัตย์จริง"
{2:95} แต่พวกเขาจะไม่มีวันปรารถนาเช่นนั้นแน่ เนื่องจากสิ่งที่มือของตนเองเคยประกอบมา และอัลลอฮฺทรงรู้ดีต่อพวกทุจริต
{2:96} และแน่นอนเธอจะพบว่า พวกเขาเป็นมนุษย์ที่ห่วงใยต่อชีวิตมากที่สุด และยิ่งกว่าบรรดาผู้ที่ตั้งภาคีเสียอีก แต่ละคนใคร่ที่จะมีอายุยืนถึงพันปี ถึงกระนั้นก็ไม่อาจคุ้มกันเขาให้พ้นจากการถูกลงโทษได้ แม้จะมีอายุยืนก็ตาม และอัลลอฮฺทรงเห็นในสิ่งที่พวกเขากระทำกัน

{57:29} ทั้งนี้เพื่อให้ชาวคัมภีร์จะได้รู้ว่า พวกเขาไม่มีอํานาจเหนือสิ่งใดในความโปรดปราน
ของอัลลอฮฺ และความโปรดปรานนั้นอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของอัลลอฮฺ ซึ่งพระองค์จะทรงประทานมันแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮฺคือเจ้าแห่งความโปรดปรานอันใหญ่หลวง

ชาวคัมภีร์อ้างว่า พวกเขาเป็นที่โปรดปรานของอัลลอฮฺ พระองค์จะไม่ทรงลงโทษพวกเขาด้วยไฟนรกเป็นเวลายาวนานเหมือนชนอื่น ๆ หากจะต้องตกนรก ก็จะอยู่ในนรกแค่ไม่กี่วันเท่านั้น

{3:24} นั่นก็เพราะพวกเขากล่าวว่า "เพลิงนรกนั้นจะไม่สัมผัสพวกเราเลย นอกจากเพียงไม่กี่วัน" และสิ่งที่พวกเขากุขึ้นในศาสนาของพวกตนนั้นได้หลอกลวงพวกเขาเอง

ชาวคัมภีร์มีความอิจฉาริษยา จึงพยายามหาหนทางที่จะทำให้ชาวมุสลิมเลิกนับถือศาสนาอิสลาม

{2:109} ชาวคัมภีร์ส่วนมากต้องการที่จะหันพวกเธอกลับไปยังการปฏิเสธ หลังจากการมีศรัทธาของพวกเธอ ทั้งนี้เนื่องด้วยความอิจฉาของพวกเขา หลังจากที่สัจธรรมได้เป็นที่แจ่มแจ้งแก่พวกเขาแล้ว ดังนั้นพวกเธอจงแสดงความอดทนและให้อภัยแก่พวกเขา จนกว่าอัลลอฮฺจะได้มีพระบัญชาลงมา อัลลอฮฺคือพระผู้ทรงมีอำนาจเหนือทุกสรรพสิ่ง

อัลลอฮฺทรงเปลี่ยนกิบลัตจากที่เคยหันหน้าในยามนมาซ สู่บัยตุลมักดิส (เยรูซาเล็ม) อย่างชาวยิวและคริสเตียน ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของนครมะดีนะฮฺ ให้หันไปทางทิศตรงกันข้าม สู่นครมักกะฮฺแทน

{2:144} แท้จริงเราเห็นใบหน้าของเธอแหงนขึ้นฟ้าบ่อยครั้ง แน่นอนเราจะให้เธอผินไปยังทิศที่เธอพึงพอใจ ดังนั้นเธอจงผินใบหน้าของเธอไปทาง อัลมัสญิด อัลหะรอม เถิด และที่ใดก็ตามที่พวกเธออยู่ ก็จงผินใบหน้าของพวกเธอไปทางทิศนั้น และแท้จริงบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้น ย่อมรู้ดีว่า มันคือความจริงที่มาจากพระเจ้าของพวกตน และอัลลอฮฺนั้น ไม่ทรงเผอเรอต่อสิ่งที่พวกเขากระทำ
{2:145} และแน่นอน ถ้าหากเธอได้นำหลักฐานทุกอย่างมาแสดงแก่บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ พวกเขาก็ไม่ตามกิบละฮฺของเธอดอก และเธอก็ไม่ใช่จะเป็นผู้ตามกิบละฮฺของพวกเขา และบางกลุ่มในพวกเขาเอง ก็ไม่ใช่จะเป็นผู้ตามกิบละฮฺของอีกบางกลุ่ม และถ้าหากเธอได้ปฏิบัติตามความใคร่ของพวกเขาหลังจากที่มีความรู้มายังเธอแล้ว ถ้าอย่างนั้นเธอก็จะอยู่ในหมู่พวกทุจริต

ชาวยิวในนครมะดีนะฮฺพูดกับนบีมุหัมมัดว่า "รออินา" ซึ่งในภาษาอาหรับแปลว่า "จงดูแลเรา" แต่ในภาษาฮีบรู רע เป็นคำด่า แปลว่า "คนชั่วของพวกเรา" อัลลอฮฺทรงเตือนไม่ให้ชาวมุสลิมพูดตามชาวยิว

{2:104} ดูกร บรรดาผู้มีศรัทธา! จงอย่ากล่าวว่า "รออินา" แต่จงกล่าวว่า "อุนซุรนา"
และจงฟังสิ่งที่ได้ถูกกล่าวไป สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธนั้น คือการลงโทษอันเจ็บปวด
{2:105} บรรดาผู้ปฏิเสธการศรัทธา ไม่ว่าจะเป็นชาวคัมภีร์ หรือพวกตั้งภาคี ไม่ปรารถนาที่จะเห็นความดีอันใดจากพระเจ้าของพวกเธอถูกส่งมายังพวกเธอ ทั้ง ที่อัลลอฮฺทรงเจาะจงความเมตตาของพระองค์แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮฺคือพระเจ้าแห่งความโปรดปรานอันใหญ่หลวง

ความอิจฉาริษยาเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวคัมภีร์ทำความผิดต่าง ๆ นานา รวมถึงการฆ่าสังหารบรรดานบี อีกทั้งยังขัดแย้งและเข่นฆ่าระหว่างกัน

{2:213} ปวงมนุษย์นั้นเคยเป็นประชาชาติเดียวกัน ภายหลังอัลลอฮฺได้ทรงส่งบรรดานบีมาในฐานะผู้แจ้งข่าวดีและผู้ตักเตือน และได้ทรงประทานคัมภีร์ อันกอปรด้วยความจริง ลงมาแก่พวกเขา เพื่อจะได้ทรงพิพากษาระหว่างหมู่มนุษย์ในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกัน และไม่มีผู้ใดที่ขัดแย้งในคัมภีร์นั้น
นอกจากบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้นเอง หลังจากที่บรรดาหลักฐานอันชัดแจ้งได้มายังพวกเขาเหล่านั้นแล้ว ทั้งนี้เพราะความอิจฉาริษยาในระหว่างพวกเขากันเอง แล้วอัลลอฮฺก็ทรงชี้นำแก่บรรดาผู้มีศรัทธา ซึ่งความจริงที่พวกเขาขัดแยังกัน ด้วยพระอนุมัติของพระองค์ และอัลลอฮฺทรงชี้นำผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์สู่หนทางอันเที่ยงตรง

{3:21} แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อบรรดาโองการของอัลลอฮฺ และสังหารบรรดานบีโดย
ปราศจากความเป็นธรรม และสังหารผู้คนที่สั่งให้ดำรงความยุติธรรม จงแจ้งข่าวดีแก่พวกเขา
ถึงการทรมานอันเจ็บปวด
{3:22} ชนเหล่านี้ คือผู้ที่บรรดาการงานของพวกเขาสูญสลายทั้งในโลกนี้และปรโลก และพวกเขาจะไม่มีเหล่าผู้ช่วยเหลือเลย
{3:23} เธอไม่ได้เห็นบรรดาผู้ที่ได้รับบางส่วนของคัมภีร์นั้นดอกหรือ? พวกเขาถูกเชิญชวนไปสู่คัมภีร์ของอัลลอฮฺ เพื่อคัมภีร์นั้นจะได้พิพากษาระหว่างพวกเขา แล้วกลุ่มหนึ่งในหมู่พวกเขาก็ผินหลังให้ โดยที่พวกเขาต่อต้าน
{3:24} นั่นก็เพราะพวกเขากล่าวว่า "เพลิงนรกนั้นจะไม่สัมผัสพวกเราเลย นอกจากเพียงไม่กี่วัน" และสิ่งที่พวกเขากุขึ้นในศาสนาของพวกตนนั้นได้หลอกลวงพวกเขาเอง
{3:25} แล้วจะเป็นอย่างใดเล่า เมื่อเราได้ชุมนุมพวกเขาไว้สำหรับวันหนึ่ง ซึ่งไม่มีข้อสงสัยในนั้นเลย และแต่ละชีวิตจะถูกตอบแทนอย่างครบถ้วนในสิ่งมีชีวิตนั้นได้แสวงหาไว้ โดยที่พวกเขาจะไม่ถูกฉ้อฉล

{98:4} และบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้นไม่ได้แตกแยกกัน เว้นแต่หลังจากที่ได้มีหลักฐานอันชัดแจ้งมายังพวกเขาแล้ว

อัลลอฮฺทรงห้ามชาวมุสลิมไม่ให้เชื่อฟังการปลุกระดมและการโฆษณาชวนเชื่อของชาวคัมภีร์

{3:100} ดูกร บรรดาผู้มีศรัทธา! หากพวกเธอเชื่อฟังกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดในหมู่ผู้ที่ได้รับคัมภีร์แล้ว พวกเขาก็จะนำพวกเธอกลับไปเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาอีก หลังจากที่พวกเธอมีศรัทธาแล้ว
{3:101} และพวกเธอจะปฏิเสธศรัทธาได้อย่างใด ทั้ง ๆ ที่พวกเธอนั้น มีบรรดาโองการของอัลลอฮฺถูกอ่านแก่พวกเธออยู่ และท่ามกลางพวกเธอก็ยังมีศาสนทูตของพระองค์อยู่ด้วย และผู้ใดยึดมั่นต่ออัลลอฮฺ เขาก็ได้รับการชี้นำไปสู่ทางอันเที่ยงตรง

{3:186} แน่นอนยิ่งพวกเธอจะถูกทดสอบในทรัพย์สมบัติของพวกเธอและตัวของพวกเธอเอง และแน่นอนยิ่งพวกเธอจะได้ยินสิ่งที่ทำให้เดือดร้อนมากมาย จากบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ก่อนหน้าพวกเธอ และบรรดาผู้ตั้งภาคี และหากพวกเธออดทนและยำเกรงแล้ว (ก็จะพ้นการทดสอบ) แท้จริงนั่นคือส่วนหนึ่งจากกิจการที่จำต้องเด็ดเดี่ยว

ชาวคัมภีร์ท้านบีมุหัมมัด () ให้นำคัมภีร์ทั้งเล่มลงมาจากฟ้า ซึ่งก็เหมือนบรรพชนของพวกเขาในอดีตเคยขอจากนบีมูซา () ที่จะดูอัลลอฮฺ

{4:153} บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์จะขอร้องเธอ ให้เธอนำคัมภีร์ฉบับหนึ่งจากฟ้าลงมาแก่พวกเขา แท้จริงนั้นพวกเขาได้ขอร้องมูซา ซึ่งสิ่งที่ใหญ่กว่านั้นมาแล้ว โดยที่พวกเขากล่าวว่า "จงแสดงให้พวกเราเห็นอัลลอฮฺโดยชัดแจ้งเถิด" แล้วอสุนีบาตก็ได้คร่าพวกเขา เนื่องด้วยความทุจริตของพวกเขา ภายหลังพวกเขาก็ได้ยึดถือลูกวัว หลังจากที่บรรดาหลักฐานอันชัดเจนได้มายังพวกเขาแล้ว แล้วเราก็อภัยให้ในเรื่องนั้น และเราได้ให้อํานาจอันชัดเจนแก่มูซา

ชาวคริสเตียนมีความสุดโต่งในศาสนา เช่น ยึดเอานบีอีซา ()​ เป็นพระบุตรของพระเจ้า

{4:171} ดูกร บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์! จงอย่าปฏิบัติจนเกินขอบเขตในศาสนาของพวกเธอ และจงอย่ากล่าวเกี่ยวกับอัลลอฮฺ นอกจากสิ่งที่เป็นจริงเท่านั้น แท้จริง อัลมะซีหฺ อีซา บุตรมัรยัมนั้น เป็นเพียงศาสนทูตของอัลลอฮฺและเป็นเพียงพระดํารัสของพระองค์ ที่ได้ทรงกล่าวมันแก่มัรยัม และเป็นเพียงวิญญาณหนึ่งจากพระองค์เท่านั้น ดังนั้นจงมีศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และบรรดาศาสนทูตของพระองค์เถิด และจงอย่ากล่าวว่าสามองค์เลย จงหยุดยั้งเสียเถิด มันเป็นสิ่งดียิ่งแก่พวกเธอ แท้จริงอัลลอฮฺคือพระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว พระองค์ทรงบริสุทธิ์กว่าการที่จะทรงมีบุตร สิ่งที่อยู่ในเหล่าชั้นฟ้าและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ทั้งสิ้น และเพียงพอแล้วที่อัลลอฮฺทรงเป็นพระผู้ได้รับมอบหมายให้คุ้มครองรักษา
{4:172} อัลมะซีหฺนั้นจะไม่หยิ่งเป็นอันขาดที่จะเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ และมะลาอิกะฮฺผู้ใกล้ชิดก็เช่นกัน และผู้ใดหยิ่งต่อการเคารพสักการะพระองค์และยะโสแล้ว พระองค์ก็จะทรงนำพวกเขามาชุมนุม ณ ที่พระองค์ทั้งหมด

ชาวคัมภีร์หลงเชื่อในไสยศาสตร์

{2:102} และพวกเขาได้ปฏิบัติตามสิ่งที่เหล่าชัยฏอนได้อ่านในรัชสมัยสุลัยมาน สุลัยมานไม่ได้ปฏิเสธศรัทธาดอก แต่เหล่าชัยฏอนต่างหากที่ปฏิเสธศรัทธา เพราะพวกเขาสอนไสยศาสตร์ให้แก่ผู้คน และพวกเขา(ปฏิบัติตาม)สิ่งที่ถูกนำลงมาแก่มะลักสองตนที่บาบิล นั่นคือฮารูตและมารูต ทั้งสองจะไม่สอนไสยศาสตร์แก่ผู้ใด จนกว่าเขาทั้งสองจะกล่าวว่า "อันเรานี้เป็นเพียงการทดสอบอย่างหนึ่ง ดังนั้นเธอจงอย่าปฏิเสธศรัทธา" แล้วจากทั้งสอง พวกเขาก็ได้เรียนรู้วิชาที่ทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างบุรุษและภรรยาของเขา ถึงแม้ว่าพวกเขาไม่อาจใช้ไสยศาสตร์ทำอันตรายแก่ผู้ใดโดยปราศจากการอนุมัติของอัลลอฮฺ แต่พวกเขาก็ยังคงเรียนสิ่งที่ให้โทษแก่ตนเอง และไม่ได้ให้คุณประโยชน์แก่ตนเอง ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขารู้ดีว่า ผู้ใดที่ซื้อศาสตร์นี้ไป จะไม่ได้รับส่วนแบ่งใดในปรโลก และช่างเลวร้ายเสียนี่กระไร สิ่งที่พวกเขาเอาตัวตนเข้าไปแลก ถ้าหากว่าพวกเขารู้ก็คงดี
{2:103} ถ้าหากพวกเขามีศรัทธาในอัลลอฮฺ และสำรวมตนจากความชั่ว พวกเขาจะได้รับรางวัลตอบแทนที่ดีกว่าจากอัลลอฮฺ ถ้าหากว่าพวกเขาได้รู้

อนุมัติให้มุสลิมบริโภคอาหารที่ไม่ขัดกับกฏบัญญัติอิสลาม
อนุมัติให้มุสลิมชายแต่งงานกับสตรีชาวคัมภีร์ โดยนางไม่จำเป็นต้องนับถือศาสนาอิสลาม

{5:5} วันนี้สิ่งดี ทั้งหลายได้ถูกอนุมัติแก่พวกเธอแล้ว และอาหารของบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้นเป็นที่อนุมัติแก่พวกเธอแล้ว และอาหารของพวกเธอก็เป็นที่อนุมัติแก่พวกเขา เช่นเดียวกันกับบรรดาสตรีบริสุทธิ์ในหมู่สตรีผู้มีศรัทธา และบรรดาสตรีบริสุทธิ์ในหมู่ผู้ที่ได้รับคัมภีร์ก่อนหน้าพวกเธอ เมื่อพวกเธอได้มอบสินสอดของพวกนางให้แก่พวกนาง ในฐานะเป็นผู้สมรส ไม่ใช่เป็นผู้ผิดประเวณี และไม่ใช่ยึดเอานางเป็นชู้ และผู้ใดปฏิเสธต่อการศรัทธา แน่นอนการงานของเขาก็สูญสลาย
ขณะเดียวกันในวันปรโลกพวกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ที่สูญเสีย

อัลลอฮฺทรงลงโทษชาวยิวในนครมะดีนะฮฺ ด้วยการประหารชีวิตและด้วยการเนรเทศออกจากนคร เนื่องจากการที่พวกเขาละเมิดสนธิสัญญา ที่ทำไว้กับชาวมุสลิม แต่พวกเขากลับทรยศด้วยการส่งข่าวสารให้ชาวมุชริกีนมักกะฮฺ และร่วมมือกับพวกเขา ด้วยเตรียมการโจมตีชาวมุสลิมจากด้านใน ในขณะที่กองทัพของอะบูสุฟยานจะมาประชิดเมือง ด้วยเหตุนี้ พวกยิวจึงประหารชีวิตและถูกเนรเทศ ก่อนที่จะอพยพออก พวกเขาก็ได้ทุบตีทำลายบ้านเรือนของตน เพื่อไม่ให้ผู้อื่นเข้าไปครอบครองอาศัย

{33:26} และพระองค์ทรงเอาพวกชาวคัมภีร์ ที่ได้ช่วยเหลือพวกเขา ลงมาจากป้อมที่มั่นของพวกเขา และทรงขว้างความหวาดกลัวลงในจิตใจของพวกเขา ส่วนหนึ่งพวกเธอประหารชีวิต และอีกส่วนหนึ่งพวกเธอจับเป็นเชลย

{59:2} พระองค์คือพระผู้ทรงนำบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในหมู่ชาวคัมภีร์ออกจากบ้านเรือนของพวกเขา ตั้งแต่ครั้งแรกของการชุมนุมเพื่อขับไล่ พวกเธอไม่เคยคาดคิดกันเลยว่า พวกเขาจะออกไป และพวกเขาเองก็คิดว่า ป้อมปราการของพวกเขานั้น จะป้องกันพวกเขาให้รอดพ้นจากอัลลอฮฺได้ แต่(การลงโทษของ)อัลลอฮฺได้มีมายังพวกเขา โดยที่พวกเขาไม่ได้เคยคาดคิดมาก่อน และพระองค์ทรงโยนความหวาดกลัวลงในจิตใจของพวกเขา พวกเขาจึงทำลายบ้านเรือนของพวกตนด้วยน้ำมือของตนเอง และด้วยน้ำมือของบรรดาศรัทธาชน จงยึดถือเป็นบทเรียนเถิด โอ้ ผู้มีสติปัญญาทั้งหลาย!

บรรดาคนสับปลับยึดเอาชาวยิวเป็นมิตรและพี่น้อง และสัญญาว่าจะอาสาช่วยเหลือและร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพวกเขา หากชาวคัมภีร์ถึงกับต้องถูกเนรเทศออกจากนครมะดีนะฮฺ บรรดาคนสับปลับก็จะละทิ้งบ้านช่องตามชาวยิวไปด้วย แต่พอชาวยิวถูกกองทัพมุสลิมโจมตี บ้างก็ถูกสำเร็จโทษด้วยการประหารชีวิต บ้างก็ถูกเนรเทศออกจากนครมะดีนะฮฺ บรรดาคนสับปลับกลับบิดพริ้วคำสัญญาทุกอย่าง


{59:11} เธอไม่เห็นดอกหรือ? บรรดาผู้ที่กลับกลอก กล่าวแก่พี่น้องของพวกตน ที่ปฏิเสธศรัทธาในหมู่ชาวคัมภีร์ว่า "หากพวกท่านถูกไล่ออก เราก็จะออกไปพร้อมกับพวกท่านด้วยแน่ และเราจะไม่เชื่อฟังผู้ใดเป็นอันขาดในเรื่องเกี่ยวกับพวกท่าน และหากพวกท่านถูกโจมตี เราก็จะช่วยเหลือพวกท่านแน่นอน" และอัลลอฮฺทรงเป็นพยานว่า พวกเขาเป็นผู้กล่าวเท็จ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น