12 กุมภาพันธ์ 2553

ความแตกแยกจนยับย่อยเป็นคุณสมบัติของมัคลูก เพื่อยืนยันว่าพระผู้สร้างคือพระผู้ทรงเอกะ

ยิวแตกแยกออกเป็น 71 พวก คริสเตียนแตกแยกออกเป็น 72 พวก และประชาชาติของนบีมุฮัมมัดจะแตกแยกเป็น 73 พวก หากนับดูในวันนี้ การแตกแยกของศาสนาต่าง ๆ เหล่านั้นไม่ได้จำกัดจำนวนเพียงแค่นั้น ชาวมุสลิมได้แตกแยกออกเป็นร้อยกว่าพวก การบอกว่า เจ็ดสิบ ในภาษา หมายความว่า เยอะแยะมากมาย เหมือนคำในภาษาไทยที่ว่า มีเป็นสิบ ๆ หรือมีเป็นร้อย ไม่ได้มีความหมายว่า 73 จริง ๆ

หากศึกษาความแตกต่างระหว่างมัซฮับต่าง ๆ หรือลัทธิต่าง ๆ ของอิสลาม ไม่ว่าจะใหญ่หรือย่อย ก็จะเห็นว่าความขัดแย้งส่วนใหญ่ เกิดจากเหตุผลหลาย ๆ ประการ แต่ที่เล่นบทบาทที่สำคัญที่สุดในการทำให้เกิดมัซฮับและลัทธิขึ้นมาก็คือ "ผลประโยชน์" ไม่ว่าจะเป็นด้านใดด้านหนึ่งก็ตาม

มัซฮับต่าง ๆ ของประชาชาติอิสลาม

หากคุณเอากล้องถ่ายรูปมาหลาย ๆ อัน หลาย ๆ ยี่ห้อ มาบันทึกภาพของวัตถุใดวัตถุหนึ่ง ภาพที่ออกมาก็ไม่ใช่ว่าจะบริบูรณ์เหมือนกับภาพจริง ผมเชื่อว่า มัซฮับหรือลัทธิต่าง ๆ ก็เหมือนกัน มันเป็นเหมือนอุปกรณ์ที่จะนำเสนออิสลาม ซึ่งบางพวกก็อาจจะนำเสนอภาพที่ใกล้เคียงกับอิสลามที่แท้จริง บางพวกก็นำเสนอแค่บางส่วน บางพวกก็นำเสนอสิ่งที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของพวกตน แม้ว่าจะบิดเบือนก็ตาม บางพวกก็นำเสนอสิ่งใหม่ขึ้นมา เหมือนการเอาภาพถ่ายไปเพิ่มเติมตกแต่งตัดต่อกับ Photoshop.

โดยคร่าว ๆ ผมจะนำเสนอมัซฮับ หรือ ลัทธิ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของประชาชาติอิสลามตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ทำเสนอนี้ไม่ต้องการจะให้คุณเขวไปไหน แต่กำลังจะบอกว่า ที่เป็นหนึ่งเดียวจริง ๆ ก็คืออัลลอหฺเท่านั้น และที่ถูกต้องบริบูรณ์จริง ๆ ก็คือพระองค์ อย่างอื่นทุกอย่างล้วนแล้วไม่เที่ยง

ประชาชาติมุสลิมแบ่งออกเป็น 3 มัซฮับใหญ่ ๆ คือ

1. มัซฮับอะหฺลุซซุนนะหฺ หรือเป็นที่รู้จักในภาษาไทยว่า ซุนนี ซึ่งยึดถือ อัลกุรอาน ฮะดีษ(วจนะนบีมุฮัมมัด) มติฉันท์ของปวงปราชญ์ และการเปรียบเทียบ เป็นรากฐานของบทบัญญัติ เชื่อว่า ผู้ที่จะเป็นผู้นำหลังจากนบีมุฮัมมัดเสียชีวิต ก็คือสาวกผู้อาวุโส นอกจากนี้บรรดาสาวกของนบีมุฮัมมัตเป็นผู้ทรงธรรม สมควรแก่การเอามาเป็นแบบฉบับในการดำรงชีวิต และพวกเขาคือผู้ที่ถ่ายทอดศาสนาอิสลาม

2. มัซฮับชีอะหฺ ซึ่งยึดถือ อัลกุรอาน ฮะดีษ (วจนะนบีมุฮัมมัดและบรรดาผู้บริสุทธิ์บางคน) และปัญญา ยึดถือว่าอะลีย์ บินอะบีฏอลิบ และวงศ์วาน คือผู้นำหลังจากท่านนบี ให้ความสำคัญเรื่องของอิมามมะหฺดี

3. มัซฮับศูฟีย์ เป็นแนวทางด้านจิตวิญญาณ เน้นการบำเพ็ญตน เพื่อเข้าใกล้อัลลอหฺ ซึ่งปฏิบัติโดยพวกอะหฺลุซซุนนะหฺ และชีอะหฺ ความเชื่อของมัซฮับศูฟีย์ส่วนใหญ่เก็บรวบรวมมาจากวรรณกรรมของสองมัซฮับแรกดังกล่าว ผสมผสานกับวรรณกรรมของอินเดีย และกรีก

4. พวกค่อวาริจญ์ คือพวกที่แยกตัวออกจากการสนับสนุนอะลีย์ บินอะบีฏอลิบเมื่อทำสงครามปราบปรามการก่อกบฎของมุอาวิยะหฺ บินอะบีสุฟยาน

ที่กล่าวมาคือมัซฮับหลัก ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งแต่ละมัซฮับก็แตกออกเป็นสาขาย่อยอีก ดังจะกล่าวในตอนต่อไป

1. มัซฮับอะหฺลุซซุนนะหฺ

1.1 ความแตกต่างทางทัศนะในด้านฟิกหฺ

ในด้านฟิกหฺ(กฏบัญญัติศาสนา) ได้แตกแยกออกเป็นมัซฮับย่อย(สำนัก)ในอดีตมี 17 มัซฮับ แต่ที่เหลืออยู่ในเวลาปัจจุบันคือ 4 สำนัก นั่นคือ

1.1.1 มาลิกีย์ ก่อตั้งโดยมาลิก บินอะนัส
1.1.2 ฮะนะฟีย์ ก่อตั้งโดยอะบูฮะนีฟะหฺ
1.1.3 ฮันบะลีย์ ก่อตั้งโดยอะฮฺมัด บินฮันบัล
1.1.4 ชาฟิอีย์ ก่อตั้งโดยมุฮัมมัด อัชชาฟิอีย์

1.2 ความแตกต่างของทัศนะในด้านอะกีดะหฺ

ในด้านอะกีดะหฺ (หลักการศรัทธา)ได้แตกแยกออกเป็นสำนักย่อย อันได้แก่

1.2.1 อัชอะรีย์ ตัวอย่างคำสอน: ปัญญาของมนุษย์ไม่อาจจะแยกแยะว่าสิ่งใดดีสิ่งใดชั่วถ้าไม่มีการวิวรณ์จากอัลลอหฺ

1.2.2 มาตุรีดีย์
ตัวอย่างคำสอน: ปัญญาของมนุษย์สามารถที่จะแยกแยะว่าสิ่งใดดีสิ่งใดชั่ว แม้ไม่มีการวิวรณ์จากอัลลอหฺก็ตาม

1.2.3 มุรญิอะหฺ ตัวอย่างคำสอน: อัลลอหฺเท่านั้นที่จะทรงตัดสินได้ว่าใครเป็นมุสลิมหรือเป็นกาฟิร มุสลิมจะไม่ตกนรก (อันเป็นคำสอนที่เอาใจพวกผู้ปกครองในอาณาจักรอุมะวียะหฺซึ่งไม่ได้ปฏิบัติตามกฏบัญญัติศาสนาอย่างแท้จริง) ซึ่งเป็นคำสอนที่ขัดแย้งกับหลักคำสอนของอิสลามทั่วไปที่ว่า มุสลิมที่ทำความผิดจะต้องตกนรกสักระยะหนึ่งเพื่อชำระความผิดก่อน

1.2.4 มุอ์ตะซิละหฺ สำนักที่ก่อตั้งโดย วาศิล บินอะฏออ์ (ฮ.ศ. 80-130) โดยการเอาปรัชญากรีกเข้ามาใช้ในการอธิบายหลักการศรัทธาของอิสลาม

1.2.5 อะษะรีย์ สำนักที่หลีกเลี่ยงการอธิบายหลักความเชื่อด้วยการใช้หลักปรัชญา แต่ให้ใช้อัลกุรอาน ฮะดีษ และทัศนะของสาวกหรือตาบิอีนเป็นหลักในการอธิบาย

1.2.6 ซอหิรีย์ สำนักที่ก่อตั้งโดยดาวูด บินคอลัฟ (เสียชีวิต ฮ.ศ. 270) ให้ยึดถือปฏิบัติตามตัวอักษรของแม่บท ห้ามไม่ให้ไปคิดลึกมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านฟิกหฺ หรือด้านอะกีดะหฺ เช่น ถ้าอัลกุรอานบอกว่า เนื้อสุกรฮะรอม ก็ไม่ได้หมายความว่า กระดูกสุกรฮะรอมด้วย

2. มัซฮับชีอะหฺ

มัซฮับชีอะหฺเป็นมัซฮับที่แตกแยกออกเป็นลัทธิ หรือคณะเล็กคณะย่อยมากที่สุดในประวัติศาสตร์ สรุปแล้วเกิดจากเรื่องอิมามมะหฺ คือใครที่จะเป็นอิมามหรือประมุขคนต่อไป เมื่ออิมามหนึ่งเสียชีวิตไป ทุกครั้งที่อิมามเสียชีวิตก็จะเกิดมัซฮับใหม่ขึ้นมา ในขณะเดียวกันก็มีการแอบอ้างอิมามมะหฺดี อย่างไรก็ตาม จนกระทั่งถึงวันนี้ก็มีลัทธิเหล่านั้นหลงเหลืออยู่

มัซฮับชีอะหฺในเวลาปัจจุบันมีดังต่อไปนี้

2.1 มัซฮับอิมามีอิษนาอะชะรีย์ (อิมามสิบสอง) ซึ่งเชื่อว่าอิมามทั้งหมดมีสิบสองคน ตั้งแต่อิมามอะลีย์ บินอะบีฏอลิบ จนถึงอิมามมะหฺดี

พวกอิมามสิบสองแตกแยกออกเป็น 3 มัซฮับย่อย คือ

2.1.1 อูศูลีย์ คือพวกที่เชื่อว่า เมื่ออิมามมะหฺดีไม่อยู่ ผู้คนจะต้องปฏิบัติตามคำฟัตวาของมัรญะอฺ โดยผู้ที่มีความรู้ก็จะทำหน้าที่เป็นมัรญะอฺ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในฉายานาม อายะตุลลอหฺ ที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำผู้คนในภูมิภาคต่าง ๆ ปัจจุบันมีประมาณ 70 คน (ดู http://en.wikipedia.org/wiki/List_of_current_Maraji)

ตำแหน่งอายะตุลลอหฺเริ่มใช้กันในเปอร์เซียในตอนต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 19

2.1.2 อัคบารีย์ คือพวกที่เชื่อว่า ทุกคนจะต้องตามกฏบัญญัติที่มีอยู่ในอัลกุรอานและฮะดีษของนบีมุฮัมมัด และบรรดาอิมามโดยตรง และต่อต้านการอิจญ์ติฮาด(วินิจฉัย)ของผู้รู้ และผู้รู้ไม่มีสิทธิในการออกฟัตวา เพื่อบังคับให้ผู้คนตาม และผู้ที่มีสิทธิในการที่จะเรียกตนเองว่า อายะตุลลอหฺ ก็คืออิมามมะหฺดีเท่านั้น ลัทธิย่อยนี้มีผู้นับถือในบัศเราะหฺ ประเทศอิรัก และประเทศบาห์เรน

2.1.3 ชัยคีย์ คือพวกที่นิยมลัทธิศูฟีย์ จึงผสมผสานความคิดศูฟีย์มาผสมผสานกับลัทธิชีอะหฺ โดยมีคำสั่งสอนที่เน้นเรื่องการมาของอิมามมะหฺดี ลัทธิย่อยนี้มีผู้นับถือในบัศเราะหฺ ประเทศอิรัก ลัทธิชัยคีย์นี่เองที่เป็นต้นตอของศาสนาบาบีย์และบะฮาอีย์(บาไฮ)ในเวลาต่อมา ผู้สมาชิกจำนวนมากได้เข้ารับนับถือศาสนาบาไฮ เมื่อสมาชิกคนหนึ่งผู้มีชื่อว่า บะฮาอุลลอหฺ (ไทยเรียกว่า พระบาฮาอุลลาห์) อ้างว่าตนคือศาสดาคนใหม่

2.2 มัซฮับอิสมาอีลีย์ เกิดขึ้นเมื่ออิสมาอีล เสียชีวิตก่อนอิมามอัศศอดิก ผู้เป็นบิดา
หนึ่งปี อันที่จริงอิมามอัศศอดิกได้แต่งตั้งอิสมาอีลเป็นอิมามคนต่อไป แต่เมื่ออิสมาอีลมาเสียชีวิตเสียก่อน ตำแหน่งอิมามจึงเป็นของอิมามกาซิม แต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่อ้างว่า อิสมาอีลยังไม่ตาย และยังคงมีสิทธิ์ในการเป็นอิมาม และอ้างอีกว่า อิสมาอีลมีลูกชายคนหนึ่งชื่อมุฮัมมัด เป็นอิมามมะหฺดี ซึ่งจำเป็นต้องซ่อนตัว และจะกลับมาโปรดโลกเมื่อถึงเวลา

มัซฮับอิสมาอีลีย์แตกแยกออกเป็นลัทธิย่อยอีกหลายลัทธิ ซึ่งส่วนหนึ่งก็สูญหายไปกับกาลเวลา แต่อีกส่วนหนึ่งก็ยังมีอยู่จนถึงปัจจุบัน

ลัทธิอิสมาอีลีย์ย่อยที่มีอยู่ในปัจจุบันได้แก่

2.2.1 นิซารีย์ มีอากาข่านเป็นประมุข โดยอ้างว่าสืบเชื้อสายของอิสมาอีล และเป็นอิมามคนที่ 49 ในทศวรรษที่ 1840 อิมามที่ 46 ของนิซารีย์ได้ก่อกบฏเพื่อแย่งบัลลังก์จากชาห์ แต่ไม่สำเร็จ จึงพาพรรคพวกหนีไปตั้งหลักแหล่งในมุมไบ

2.2.2 มุสตะอฺลีย์ ซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ อีกหลายกลุ่มเช่น ดาวูดีโบห์รา สุลัยมานีโบห์รา อะละวีย์โบห์รา และเฮบตียะห์โบห์รา นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยอีกหลายกลุ่มที่เกิดขึ้นเนื่องจากความขัดแย้งในการเป็นผู้นำ ส่วนใหญ่พวกนี้อาศัยอยู่ในประเทศอินเดีย

2.2.3 ดรุซ คือพวกอิสมาอีลีย์พวกหนึ่ง ที่แตกแยกออกไปเป็นศาสนาใหม่ โดยผสมผสานความเชื่อของอิสลามเข้ากับความเชื่อและหลักปรัชญาของชนชาติต่าง ๆ

2.3 มัซฮับซัยดีย์ เป็นพวกที่ถือว่าซัยดฺ บุตรของอิมามซัยนุลอาบิดีนเป็นอิมาม พวกซัยดีย์เชื่อว่าบรรดาอิมามเชื้อสายอะหฺลุลบัยตฺไม่ได้เป็นมะอฺศูม (ไร้บาป) อย่างที่ชีอะหฺสายอื่น ๆ อ้างกัน พวกซัยดีย์แตกแยกออกเป็นมัซฮับย่อยอีกหกมัซฮับ ซึ่งผมจะไม่นำเสนอ ณ ที่นี่

3. มัซฮับศูฟีย์

เป็นมัซฮับที่เน้นเรื่องการรู้จักอัลลอหฺ และการขัดเกลาตนเอง เพื่อเข้าใกล้กับอัลลอหฺ ซึ่งก็แตกออกเป็นหลายสิบพวก เรียกแต่ละพวกว่า ฏอริเกาะหฺ (แปลว่า สาย หนทาง วิถี เพี้ยนเป็นภาษาไทยและมลายูว่า ตารีกัต) โดยเชื่อว่า การจะรู้ต้องมีครูบาอาจารย์ จะต้องให้การสัตยาบันกับอาจารย์เมื่อฝากตัวเป็นลูกศิษย์ มีข้อสังเกตุที่สำคัญคือศูฟีย์ทุกสายจะมีปรมาจารย์คนเดียวกัน นั่นคือ อะลีย์ บินอะบีฏอลิบ นอกจากสายนักชะบันดีย์เท่านั้น ที่มีอะบูบักรฺเป็นปรมาจารย์

ใน http://en.wikipedia.org/wiki/List_of_tariqas มีรายชื่อของฏอรีเกาะหฺมากกว่า 230 สาย

ฏอรีเกาะหฺแต่ละสายจะหาวิธีการเข้าใกล้อัลลอหฺ ด้วยวิธีที่พวกตนเห็นว่าถูกต้อง ซึ่งก็เป็นสิ่งที่อิสลามสอนมาแล้ว เช่นด้วยการอ่านซิกรฺ (สวดมนตร์) นมาซพิเศษ แต่ส่วนมาก ก็ได้ทำประดิษฐ์บิดอะหฺขึ้นมาเช่น การทำซิกรฺด้วยดนตรีและการเต้นรำ การเอาโยคะมาเป็นวิธีในการตั้งสมาธิ การเคารพนับถือสุสานของบรรดาครูบาอาจารย์ศูฟีย์

ข้อคิดที่ได้จากการแตกแยกเป็นมัซฮับและมัซฮับย่อยต่าง ๆ

1. ใครที่จะเป็นผู้นำหลังจากศาสนทูตเสียชีวิต?

1.1. สาวกนบีที่อาวุโส ที่มีอำนาจเพียงพอในการปกครองบริหารประชาชาติมุสลิม แม้จะด้วยการนำเสนอของคนบางคน (อุมัร เสนอให้อะบูบักรฺเป็นคอลีฟะหฺ และให้ชาวอันศอรที่นั่งชุมนุมในสะกีฟะหฺซึ่งมีจำนวน 30-40 คน ให้การสัตยาบัน) หรือการแต่งตั้งของคนบางคน (อะบูบักรฺแต่งตั้งให้อุมัรเป็นคอลีฟะหฺ ตามความเห็นของตน ก่อนจะเสียชีวิต) หรือให้เลือกตั้งกันเอง (อุมัรนำเสนอชื่อสาวก 6 คนให้เลือกตั้งกันเอง อุษมานได้เป็นคอลีฟะหฺ) หรือความเห็นของคนส่วนใหญ่ (ชาวเมืองมะดีนะหฺส่วนใหญ่ขอร้องให้อะลีย์รับตำแหน่งคอลีฟะหฺ) สรุปก็คือ การคิลาฟะหฺหรืออิมามะหฺ (การมีประมุข)ไม่ใช่รุกุนของอิสลาม ฝ่ายซุนนีเชื่อว่าสาวกทุกคน ซึ่งรวมถึงอะลีย์ และคนในครอบครัวของนบีมุฮัมมัด เป็นผู้ที่เหมาะสมแก่การเคารพยกย่อง แม้ว่าบางคนจะทำความผิดอย่างรุนแรงก็ตาม ก็ห้ามไม่ให้ตำหนิติเตียนพวกเขา
1.2 ครอบครัวของนบีเท่านั้นที่มีสิทธิ์จะได้เป็นผู้นำและผู้รับผิดชอบศาสนาอิสลาม หรือถ้าจะระบุให้แน่ชัดก็คือ อะลีย์ บินอะบีฏอลิบ และลูกหลานของเขา ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานที่มาจากท่านหญิงฟาฏิมะหฺ ตามทัศนะของชีอะหฺทั่วไป หรือจากภรรยาคนอื่น เช่นพวกกัยสานีย์ ที่ถือว่า มุฮัมมัด อิบนุลฮะนะฟียะหฺ เป็นอิมาม ชีอะหฺเห็นว่าครอบครัวของนบีมุฮัมมัดเท่านั้นที่มีความสำคัญ ส่วนสาวกนั้นมีเพียงไม่กี่คนที่ได้รับการยกย่อง ส่วนบรรดาภรรยาของนบีไม่ใช่ครอบครัวของนบี (?)

1.3 ประมุขจะเป็นใครก็ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นสาวก และถึงแม้จะมีประมุขแล้วก็ตาม ก็ยังสามารถที่จะเลือกตั้งประมุขขึ้นมาใหม่ได้ หากประมุขนั้นทำผิดกฏบัญญัติอิสลาม นี่คือทัศนะของพวกคอวาริจญ์ ที่เคยเป็นพลทหารของอะลีย์ บินอะบีฏอลิบ เมื่อเอือมระอาต่อสงครามระหว่างอะลีย์ผู้เป็นประมุข และมุอาวิยะหฺผู้ก่อกบฏ จึงได้แยกออกจากกองทัพของอะลีย์ เป็นพวกที่สาม

2.2 ใครสามารถจะมีอำนาจในการบัญญัติอิจญ์ติฮาดในด้านฟิกหฺ?

2.2.1 อะหฺลุซซุนนะหฺเห็นว่าผู้ใดก็ตามที่มีความรู้ที่สามารถวินิจฉัยอัลกุรอานและฮะดีษนบีมุฮัมมัดได้ ก็สามารถเป็นผู้ออกความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบัญญัติได้ ด้วยเหตุนี้ฝ่ายอะหฺลุซซุนนะหฺจึงมีสำนักฟิกหฺหลายสำนัก แต่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงแค่สี่
2.2.2. ชีอะหฺทุกสายเชื่อว่าผู้มีอำนาจในการกำหนดบทบัญญัติหลังจากนบีเสียชีวิตไป ก็คือบรรดาอิมามชีอะหฺต่าง ๆ ซึ่งชีอะหฺทุกสายจะอ้างอิงฟิกหฺของญะอฺฟัร อัศศอดิก ส่วนพวกชีอะหฺซัยดีย์ก็จะตามฟิกหฺของซัยดฺ บินซัยนิลอาบิดีน เป็นต้น การบัญญัติกฏของบรรดาอิมามชีอะหฺเหล่านั้นทำโดยอำนาจที่อัลลอหฺประทานให้ ซึ่งหมายความว่า จะไม่มีข้อผิดพลาด ต่อมาเมื่ออิมามชีอะหฺไม่อยู่ พวกผู้รู้ก็สามารถวินิจฉัยกฏบัญญัติได้ โดยใช้ปัญญาวินิจฉัยแม่บทจากอัลกุรอานและฮะดีษของนบีและบรรดาอิมาม (ตามทัศนะของพวกอิคบารีย์)

3. ฮะดีษคืออะไร?

3.1 ตามทัศนะของอะหฺลุซซุนนะหฺ ฮะดีษคือคำพูด การกระทำ และการบอกเล่าเหตุการณ์ที่มีนบีมุฮัมมัดร่วมอยู่ด้วย ฮะดีษที่ผ่านการตรวจสอบมาแล้วว่าถูกต้อง ย่อมเอามาหลักฐานในการบัญญัติกฏหมายได้ โดยมีตำแหน่งที่สองรองจากอัลกุรอาน

3.2 ตามทัศนะของชีอะหฺ ฮะดีษคือคำพูด การกระทำ และการบอกเล่าเรื่องราวของนบีมุฮัมมัด และบรรดาผู้ไร้บาปอีก 13 คนซึ่งได้แก่ท่านหญิงฟาฏิมะหฺและลูกหลานของนางที่เป็นอิมามของชีอะหฺ ฮะดีษที่ผ่านการตรวจสอบมาแล้วว่าถูกต้อง ย่อมเอามาหลักฐานในการบัญญัติกฏหมายได้ โดยมีตำแหน่งที่สองรองจากอัลกุรอาน

4. ทัศนะเกี่ยวกับอิศมะหฺ

4.1 นบีมุฮัมมัด ท่านหญิงฟาฏิมะหฺ อะลีย์ และลูกหลานของท่านทั้งสองรวมทั้งหมด 14 เป็นมะอฺศูม คือถูกพิทักษ์รักษาจากอัลลอหฺ จึงไม่มีทำความผิดและความบาป และได้รับความรู้พิเศษจากอัลลอหฺ

4.2 นบีมุฮัมมัดเท่านั้นที่ได้รับการปกป้องพิทักษ์จากอัลลอหฺไม่ให้ทำบาป อย่างไรก็ตาม นบีมุฮัมมัดก็เป็นมนุษย์ ท่านไม่รู้ในสิ่งที่เร้นลับ จึงมีบ้างที่คาดการณ์ผิดพลาดในชีวิตประจำวัน

3. ความแตกแยกในทัศนะมีอะไรเป็นสาเหตุ?

การแตกแยกในเรื่องของเตาฮีดหรือฟิกหฺเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่่งทัศนะที่ถูกต้อง โดยไม่ได้คิดตั้งใจที่จะได้รับผลประโยชน์ทางด้านการเมือง หรือทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างของความแตกแยกอันนี้ ก็คือความแตกแยกของอะหฺลุซซุนนะหในเรื่องอะกีดะหฺของพวกอัชอะรีย์ และอัลมาตุรีดีย์ เป็นต้น

การแตกแยกเนื่องจากการแย่งชิงอำนาจการปกครอง จนเกิดมีฝ่ายที่สนับสนุนคิลาฟะหฺ และฝ่ายที่สนับสนุนอะหฺลุลบัยตฺ ต่อมาเมื่ออะลีย์ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นคอลีฟะหฺ ความขัดแย้งในเรื่องนี้ก็หายไปช่วงหนึ่ง ต่อมาเกิดสงครามระหว่างอะลีย์กับอาอิชะหฺ และระหว่างอะลีย์กับมุอาวิยะหฺ ซึ่ง ณ ตรงนี้ก็สามารถสรุปได้ว่าความขัดแย้งของประชาชาติอิสลามส่วนหนึ่งมาจากอำนาจการปกครอง

การแตกแยกอันเนื่องมาจากเศรษฐกิจเป็นสาเหตุ เช่น มัซฮับชีอะหฺย่อย ๆ ต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์ ที่เกิดขึ้นมาเพราะต้องการแย่งฝูงชน อันเป็นฐานของเศรษฐกิจ เพราะผู้ตามจะจ่ายคุมสฺและซะกาตให้แก่พวกก่อตั้งมัซฮับเหล่านั้น

ความแตกแยกอันเนื่องมาจากการแซกแซงภายนอกเช่น พวกกอรอมิเฏาะหฺ ซึ่่งเป็นพวกอิสมาอีลีย์พวกหนึ่ง มีความตั้งใจจะทำลายศาสนาด้วยการผสมผสานปรัชญาโซโรอัสเตอร์เข้ากับอิสลาม จัดทัพเข้าปล้นสะดมผู้คน และปล้นเอาหินดำจากกะอฺบะหฺไปเก็บไว้ในเขตการปกครองของพวกตน

สรุป: อัลลอหฺเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่เป็นหนึ่งและถาวร สิ่งอื่นใดนอกเหนือจากพระองค์จะไม่มีที่เที่ยง สิ่งอื่่นใดอื่นย่อมแตกแยกและแตกสลาย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น