01 พฤษภาคม 2553

มัสญิด บ้านของพระเจ้า


มัสยิด หรือสะกดว่า มัสญิด เป็นศาสนสถานของชาวมุสลิม คำว่า มัสญิด เป็นคำภาษาอาหรับแปลว่า สถานที่กราบ นอกจากนี้ยังเรียกว่า สุเหร่า เป็นคำที่ยืมมาจากภาษามลายู surau บ้างก็เรียกเรือนไม้ที่ใช้เป็นสถานที่นมาซ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าว่า สุเหร่า ถ้ามีขนาดใหญ่ก็เรียกว่า มัสญิด

ชาวมุสลิมในแต่ละชุมชนจะสร้างมัสยิดขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา อันได้แก่การนมาซ และการวิงวอน การปลีกตนเพื่อบำเพ็ญตบะ หาความสันโดษ (อิอฺติกาฟ และ คอลวะหฺ) นอกจากนี้มัสยิดยังเป็นโรงเรียนสอนอัลกุรอาน และศาสนา สถานที่ชุมนุมพบปะ ประชุม เฉลิมฉลอง ทำบุญเลี้ยง สถานที่ทำพิธีสมรส และสถานที่พักพิงของผู้สัญจรผู้ไร้ที่พำนัก โดยที่จะต้องรักษามารยาทของมัสยิด เช่นการไม่คละเคล้าระหว่างเพศชายและหญิง การกระทำที่ขัดกับบทบัญญัติห้ามของอิสลาม(ฮะรอม)ทั้งมวล

มัสญิดที่สำคัญที่สุด

1. อัลมัสญิด อัลฮะรอม (มัสญิดต้องห้าม) ในนครมักกะหฺ อันเป็นที่ตั้งของกะอฺบะหฺ, มะกอมอิบรออีม (รอยเท้าของศาสดาอิบรอฮีม) ข้าง ๆ นั้นเป็น เนินเขา อัศศอฟา และ อัลมัรวะหฺ อ้ลมัสญิด อัลฮะรอม เป็นสถานที่นมาซประจำวัน และสถานที่บำเพ็ญฮัจญ์ เพราะยามที่มุสลิมประกอบพิธีฮัจญ์ต้องฏอวาฟรอบกะอฺบะหฺ นมาซหลังมะกอมอิบรอฮีม และเดิน(สะอฺยุ)ระหว่างอัศศอฟา และ อัลมัรวะหฺ

2. อัลมัสญิด อัลนะบะวีย์ คือมัสญิดของศาสนทูตมุฮัมมัด ซึ่งส่วนหนึ่งของมัสญิด เป็นสถานที่ฝังร่างนบีมุฮัมมัด

3. อัลมัสญิด อัลอักศอ เป็นมัสญิดที่มีความสำคัญทางประวัติศาตร์อิสลาม เพราะศาสนทูตมุฮัมมัดได้ขึ้นสู่ฟากฟ้า(มิอฺรอจญ์)จากที่นั่น


อัลมัสญิด อัลอักศอ ในบัยตุลมักดิส กำลังถูกพวกยิวคุกคาม


"มัสญิด"ในอัลกุรอาน

อัลมัสญิด อัลฮะรอมเป็นกิบลัตของอิสลาม เมื่อจะนมาซหรือขอดุอาอ์จะต้องหันหน้าไปทางกิบลัต

{2:144} แท้จริงเราเห็นใบหน้าของเธอแหงนขึ้นฟ้าบ่อยครั้ง แน่นอนเราจะให้เธอผินไปยังทิศที่เธอพึงใจ ดังนั้นเธอจงผินใบหน้าของเธอไปทาง อัลมัสญิด อัลฮะรอม เถิด และที่ใดก็ตามที่พวกเธอปรากฏอยู่ ก็จงผินใบหน้าของพวกเธอไปทางทิศนั้น ...
{2:149} ไม่ว่าจากที่ใดก็ตามที่ได้จะออกไป จงผินหน้าของเธอไปยัง อัลมัสญิด อัลฮะรอม และที่ใดก็ตามที่พวกเธออยู่ พวกเธอก็จงหันหน้าไปทางนั้น ...
{2:150} และจากที่ใดก็ตามที่เธอออกไปก็จงผินหน้าของเธอไปทาง อัลมัสญิด อัลฮะรอม และที่ใดก็ตามที่พวกเธอปรากฏอยู่ ก็จงผินหน้าของพวกเธอไปทางนั้น ...
{7:29} จงกล่าวเถิดว่า "พระเจ้าของฉันได้บัญชาให้ดำรงความยุติธรรม และพวกเธอจงผินหน้าของพวกเธอให้ตรง ณ ทุก ๆ มัสญิด และจงวินวอนต่อพระองค์อย่างผู้บริสุทธิ์ใจ"

อัลมัสญิด อัลฮะรอม เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ จงละเว้นการทำสงครามในนั้น

{2:191} ... และจงอย่าสู้รบกับพวกเขา ณ อัลมัสญิด อัลฮะรอม จนกว่าพวกเขาจะทำร้ายพวกเธอในที่นั้น หากพวกเขาทำร้ายพวกเธอ ก็จงประหัตประหารพวกเขา ...
{5:2} ... และจงอย่าให้การเกลียดชังต่อพวกหนึ่งพวกใด ที่ขัดขวางพวกเธอไม่ให้เข้า อัลมัสญิด อัลฮะรอม นั้น ทำให้พวกเธอต้องละเมิด ...

การกีดกันผู้คนไม่ให้เข้าอัลมัสญิด อัลฮะรอม เป็นความผิดที่ใหญ่หลวง

{2:217} พวกเขาจะถามเธอเกี่ยวกับเดือนต้องห้าม ซึ่งการสู้รบในเดือนนั้น จงกล่าวเถิดว่า "การสู้รบ ในเดือนนั้นเป็นสิ่งใหญ่หลวง และการขัดขวางให้ออกจากทางของอัลลอหฺ และการปฏิเสธการศรัทธา ต่อพระองค์และการกีดกัน อัลมัสญิด อัลฮะรอม ตลอดจนการขับไล่ชาว อัลมัสญิด อัลฮะรอม ออกไปนั้น เป็นสิ่งใหญ่โตยิ่งกว่า ณ ที่อัลลอหฺ และการก่อกวนนั้นใหญ่โตยิ่งกว่าการฆ่าสังหาร ...
{22:25} แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและขัดขวางหนทางแห่งอัลลอหฺ และ อัลมัสญิด อัลฮะรอม ซึ่งเราได้ทำมันให้เท่าเทียมกันสำหรับปวงมนุษย์ ทั้งผู้ที่พำนักอยู่ในนั้นและผู้สัญจร และถ้าผู้ใดปรารถนาที่จะออกนอกทางด้วยความอธรรม เราก็จะให้เขาลิ้มรสการลงโทษอันเจ็บปวด
{48:25} พวกเขาคือบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและขัดขวางพวกเธอจาก อัลมัสญิด อัลฮะรอม และสัตว์พลีถูกกักกันไม่ให้บรรลุสู่ที่เชือดของมัน ...

ผู้ประกอบฮัจญ์และอุมเราะหฺพร้อมกัน โดยที่เขาไม่ได้อาศัยในเขตแผ่นดินฮะรอม หากหาสัตว์พลีมาไม่ได้ ก็จะต้องถือศีลอดกัฟฟาเราะหฺ 3 วันที่มัสญิด อัลฮะรอม และอีก 7 วันที่บ้านของตน

{2:196} ... ผู้ใดที่ถือโอกาสด้วยการทำอุมเราะหฺควบเข้ากับฮัจญ์แล้ว ก็ให้เชือดสัตว์พลีที่หาได้ง่าย ผู้ใดที่หามาไม่ได้ ก็ให้ถือศีลอดสามวันในระหว่างการทำฮัจญ์ และอีกเจ็ดวันเมื่อพวกเธอกลับแล้ว มันก็ครบสิบวัน ดังกล่าวนั้นสำหรับผู้ที่ครอบครัวของเขาไม่ได้พำนักอยู่ที่ อัลมัสญิด อัลฮะรอม ...

มัสญิดทุกแห่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

{2:187} ... และพวกเธอจงอย่าสมสู่กับพวกนาง ขณะที่พวกเธอพักสงบอยู่ในมัสญิด นั่นคือบรรดาขอบเขตของอัลลอหฺ ...

ต้องสวมเสื้อผ้าอาภรณ์ยามเข้าไปในมัสญิด

{7:31} ดูกร ลูกหลานอาดัม! จงสวมใส่อาภรณ์ของพวกเธอ ณ ทุกมัสญิด

พวกสับปลับสร้างมัสญิดเพื่อทำลายล้างอิสลาม ห้ามไม่ให้มุสลิมเข้าไปนมาซในนั้น

{9:107} และบรรดาผู้ที่ยึดเอามัสญิดหลังหนึ่งเพื่อก่อให้เกิดความเดือดร้อนและปฏิเสธศรัทธาและก่อให้เกิดการแตกแยกระหว่างบรรดาศรัทธาชนด้วยกัน และเป็นแหล่งซ่องสุมสำหรับผู้ที่ทำสงครามต่อต้านอัลลอหฺและศาสนทูตของพระองค์มาก่อน และแน่นอนพวกเขาจะสาบานว่า "เราไม่มีเจตนาอื่นใดนอกจากที่ดี" และอัลลอหฺนั้นทรงเป็นพยานยืนยันว่า พวกเขานั้นเป็นผู้โกหกแน่นอน
{9:108} เธออย่าไปร่วมยืนนมาซในมัสญิดนั้นเป็นอันขาด แน่นอน มัสญิดที่ถูกวางรากฐานบนความยำเกรงตั้งแต่วันแรกนั้น สมควรอย่างยิ่งที่เธอจะเข้าไปยืนนมาซในนั้น เพราะในมัสญิดนั้น มีคณะบุคคลที่ชอบจะชําระตนให้บริสุทธิ์ และอัลลอหฺนั้นทรงรักบรรดาผู้ที่ชําระตนให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ

การบูรณะมัสญิดเป็นสัญลักษณ์แห่งการมีศรัทธาต่ออิสลาม

{9:18} แท้จริงที่จะบูรณะบรรดามัสญิดของอัลลอหฺนั้นคือผู้ที่มีศรัทธาต่ออัลลอหฺ และวันปรโลก และได้ดํารงไว้ ซึ่งการนมาซ และชําระซะกาต และเขาไม่ได้ยำเกรงนอกจากอัลลอหฺเท่านั้น ดังนั้นจึงหวังได้ว่า ชนเหล่านั้น จะเป็นผู้อยู่ในหมู่ผู้รับการชี้นำ

ผู้มีสิทธิ์จะดูแลอัลมัสญิด อัลฮะรอม คือบรรดาผู้ยำเกรงที่ศรัทธาต่ออัลลอหฺ

{8:34} และพวกเขามีอันใดหรือ ที่อัลลอหฺจะไม่ทรงลงโทษพวกเขา? ทั้ง ๆ ที่พวกเขาขัดขวางไม่ให้เข้า อัลมัสญิด อัลฮะรอม และพวกเขาก็ไม่ใช่ผู้ปกครองมัสญิดนั้น บรรดาผู้ปกครองมัสญิดนั้นไม่ใช่ผู้ใดอื่น นอกจากบรรดาผู้ยำเกรงเท่านั้น ทว่าของพวกเขาส่วนมากไม่รู้

ห้ามไม่ให้บรรดาผู้ตั้งภาคีมาบูรณะมัสญิด

{9:17} ไม่บังควรแก่บรรดาผู้ตั้งภาคีที่จะบูรณะบรรดามัสญิดของอัลลอหฺ
ห้ามไม่ให้บรรดาผู้ตั้งภาคีเข้าในมัสญิด อัลฮะรอม
{9:28} ดูกร บรรดาผู้มีศรัทธา! แท้จริงบรรดาผู้ตั้งภาคีนั้นโสมม ดังนั้นพวกเขาอย่าได้เข้าใกล้อัลมัสญิด อัละรอม หลังจากปีของพวกเขานี้ ...

คนที่ขวางกั้นไม่ให้ผู้คนเข้าไปทำอิบาดะหฺในมัสญิด คือคนที่อธรรมอย่างรุนแรง

{2:114} และผู้ใดเล่าที่อธรรมยิ่งไปกว่าผู้ที่ปิดกั้นเหล่ามัสญิดของอัลลอหฺ เพื่อกล่าวรำลึกถึงพระนามของพระองค์ภายในนั้น และพยายามที่จะทำลายมัน? คนพวกนี้ไม่สมควรที่จะเข้าไปในนั้น เว้นแต่พวกเขาจะเข้าไปด้วยความยำเกรง สำหรับพวกเขาในโลกนี้คือความอัปยศอดสู และการลงโทษอันมหันต์ในปรโลก

ชาวมุสลิมได้ทำสนธิสัญญากับพวกผู้ตั้งภาคีในอัลมัสญิด อัลฮะรอม

{9:7} บรรดาผู้ตั้งภาคีจะมีสัญญา ณ อัลลอหฺและศาสนทูตของพระองค์ได้อย่างใด นอกจากบรรดาผู้ที่พวกเธอได้ทำสัญญาไว้ที่อัลมัสญิด อัลฮะรอมเท่านั้น ดังนั้นตราบใดที่พวกเขาเที่ยงธรรมต่อพวกเธอ ก็จงเที่ยงธรรมต่อพวกเขา

พวกผู้ตั้งภาคีเคยเป็นผู้ดูแลมัสญิดฮะรอมก่อนอิสลามกาล

{9:19} พวกเธอได้ถือเอาการให้น้ำดื่มแก่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ และการบูรณะอัลมัสญิด อัลฮะรอม ว่าเสมอเหมือนกับผู้ที่มีศรัทธาต่ออัลลอหฺ และวันปรโลก และต่อสู้ในทางของอัลลอหฺกระนั้นหรือ? เขาเหล่านั้นย่อมไม่เท่าเทียมกัน ณ ที่อัลลอหฺ และอัลลอหฺนั้นจะไม่ทรงชี้นำกลุ่มชนที่เป็นผู้อธรรม

ในคืนอิสรออ์มิอฺรอจญ์ นบีมุฮัมมัดได้เดินทางจาก อัลมัสญิด อัลฮะรอม ไปยัง อัลมัสญิด อัลอักศอ

{17:1} พระพิสุทธิคุณแห่งพระผู้ทรงนำบ่าวของพระองค์เดินทางในเวลาราตรี จาก อัลมัสญิด อัลฮะรอม ไปยัง อัลมัสญิด อัลอักศอ

อัลกุรอานพยากรณ์ว่า ศรัทธาชนจะเข้ายึด อัลมัสญิด อัลอักศอ จากพวกอิสราเอลได้อีกครั้ง

{17:7} ... แล้วเมื่อสัญญาอีกข้อหนึ่งได้มาถึง พวกเขาก็จะก่อความอับอายขายหน้าแก่พวกเธอ และจะเข้าไปในมัสญิดนั้น เช่นที่พวกเขาได้เข้าไปแล้วในครั้งแรก และพวกเขาก็จะทำลายสิ่งที่พวกเขาได้พิชิตอย่างหมดสิ้น

อัลลอหฺทรงแสดงให้นบีเห็นว่า ชาวมุสลิมจะได้เข้า อัลมัสญิด อัลฮะรอม ก่อนที่นบีจะเสียชีวิต

{48:27} โดยแน่นอนอัลลอหฺได้ทรงทำให้ความฝันนั้นสมจริงแก่ศาสนทูตของพระองค์ ด้วยความสัตย์จริงว่า พวกเธอจะได้เข้าสู่ อัลมัสญิด อัลฮะรอม อย่างปลอดภัย

ประชาชนชาวเอฟิสุสสร้างมัสญิดเหนือหลุมฝังศพของชาวถ้ำ

{18:21} ... แล้วพวกเขากล่าวว่า "จงสร้างอาคารที่ปากถ้ำให้แก่พวกเขา พระผู้เป็นเธอของพวกเขาทรงรู้ดียิ่งขึ้นในเรื่องของพวกเขา ฝ่ายบรรดาผู้มีเสียงข้างมากในเรื่องของพวกเขากล่าวว่า เราจะสร้างมัสญิดเหนือพวกเขาแน่นอน

อัลลอหฺทรงพิทักษ์สันติภาพ

{22:40} ... และหากไม่ใช่เพราะอัลลอหฺทรงขัดขวางไม่ให้ปวงมนุษย์ต่อสู้ซึ่งกันและกันแล้ว บรรดาหอสวด และโบสถ์คริสต์ และวัดยิว และมัสญิดทั้งหลายที่พระนามของอัลลอหฺถูกกล่าวรำลึกอย่างมากมาย ก็ต้องถูกทำลายอย่างแน่นอน

มัสญิดเป็นสถานที่เคารพสักการะอัลลอหฺ ห้ามเคารพสักการะหรือวิงวอนขอสิ่งใดในนั้น นอกเหนือจากพระองค์

{72:18} 'และว่าแท้จริงบรรดามัสญิดนั้นเป็นของอัลลอหฺ ดังนั้น พวกเธออย่าวิงวอนขอผู้ใดเคียงคู่กับอัลลอหฺ'

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น