20 มิถุนายน 2552

นครอันติออค




{36:13} และจงเล่าเรื่องชาวเมืองนั้นแก่พวกเขา เมื่อมีทูตหลายคนมายังเมืองนั้น
จงเล่าเรื่องของนครอันติออคแก่ชาวอาหรับผู้ตั้งภาคี เมื่อนบีอีซาส่งทูตสามคนให้เดินทางจากปาเลสไตน์ไปเผยแผ่สาส์นของอัลลอหฺในเมืองนั้น

นครอันติออค

อันติออค เป็นชื่อเมืองโบราณแห่งหนึ่ง ปัจจุบันอยู่ในประเทศตุรกีมีชื่อ อันตาเกีย ซึ่งเป็นชื่อที่ยืมมาจากภาษาอาหรับ อันฏอกียะหฺ ซึ่งมาจากคำว่า Ἀντιόχεια อันติออเคีย ในภาษากรีก หรือ Antiochia ในภาษาละติน ก่อตั้งโดย Seleucus I ซึ่งเป็นอดีตทหารของอเล็กซานเดอร์มหาราช ในปี 300 ก่อนคริสตกาล ต่้อมาในช่วงปี 261-281 ก่อนคริสตกาล อันติออคุส ลูกครึ่งกรีกเปอร์เซียขึ้นปกครองเป็นจักรพรรดิ์ครองเมืองนี้ ตั้งแต่นั้นมาก็มีจักรพรรดิใช้ชื่อนี้หลายคน เมืองนี้จึงเป็นที่รู้จักกันในนามอันติออคสืบมา ประชาชนที่อาศัยในเมืองนี้เป็นชาวกรีก ในปี 40-39 ก่อนคริสตกาล อันติออคถูกชาวพารเธีย (เปอร์เซียโบราณ) เข้ายึดครอง และต่อมาก็ตกภายใต้อาณาจักรโรมัน

ประวัติศาสตร์ระบุว่า สาส์นของนบีอีซา (เยซู) เริ่มมาถึงอันติออคในปี 34 หรือ 36 แล้วในปี 37 ก็เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง จนจักรพรรดิ์คาลิกุลา (Caligula) แห่งโรม ซึ่งขึ้นปกครองในวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 37 ต้องส่งคนไปตรวจสอบเพื่อรายงานความเสียหาย

{36:14} เมื่อเราส่งทูตสองคนไปยังพวกเขา พวกเขาได้ปฏิเสธเขาทั้งสอง
ดังนั้น เราจึงหนุนเพิ่มด้วยทูตคนที่สาม แล้วพวกเขาได้กล่าวว่า "แท้จริงพวกเราถูกส่งมายังพวกท่าน"


เมื่ออัลลอหฺได้บัญชาให้อีซาส่งสาวกเป็นทูตนำสาส์นของอัลลอหฺคืออินญีลไปยังชาวเมืองอันติออค พวกชาวเมืองซึ่งบูชาเทวรูปของเทพเจ้าต่าง ๆ อันเป็นดาวเคราะห์บนท้องฟ้า และลุ่มหลงในโหราศาสตร์ ตามความเชื่อถือของชาวกรีกสมัยนั้น (Hellenistic religion) แต่ชาวเมืองก็ปฏิเสธคำสั่งสอนของทูตทั้งสอง อัลลอหฺจึงบัญชาอีซาให้ส่งทูตไปหนุนอีกคนหนึ่ง รวมเป็นสามคน

{36:15} พวกเขากล่าวว่า "พวกท่านมิใช่ผู้ใดอื่น นอกจากเป็นสามัญชนเช่นเดียวกับพวกเรา และพระผู้ทรงทรงเมตตามิได้ประทานสิ่งใดลงมา พวกท่านมิได้เป็นอื่นใดนอกจากกล่าวเท็จ"

พวกชาวอันติออคโต้ตอบทูตของอีซาว่า พวกทูตทั้งสามคนนั้นเป็นเพียงสามัญชนเหมือนกับชาวอันติออค ไม่ได้มีอะไรสำคัญเป็นพิเศษ และพระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ส่งสาส์นอะไรลงมาเลย พวกทูตแค่มาแอบอ้างหลอกลวงชาวบ้าน

{36:16} พวกเขากล่าวว่า "พระอภิบาลของเราทรงรู้ดียิ่งว่า แท้จริงเรา
ถูกส่งมายังพวกท่านอย่างแน่นอน
{36:17} และพวกเราไม่มีหน้าที่อื่นใด นอกจากการประกาศเชิญชวนอันชัดแจ้งเท่านั้น"


พวกทูตกล่าวตอบว่า อัลลอฮฺพระอภิบาลของพวกเขารู้ดีว่าพวกเขาไม่ได้โกหกหลอกลวง และยืนยันว่าพวกเขาได้รับคำบัญชาให้มาสั่งสอนสาส์นแห่งอัลลอหฺ

{36:18} พวกเขากล่าวว่า "แท้จริงพวกเราเห็นพวกท่านเป็นลางร้าย หากพวกท่านไม่ยอมหยุดยั้ง เราจะเอาหินขว้างพวกท่านจนตาย และแน่นอนการลงโทษอันเจ็บปวดจากพวกเราจะประสบแก่พวกท่าน"

ชาวเมืองอันติออคบอกแก่เหล่าทูตทั้งสามว่า พวกเขาเห็นพวกทูตเหล่านั้นเป็นสิ่งอัปมงคล เป็นลางร้าย จึงหักห้ามไม่ให้ทำการสอนอีกต่อไป มิฉะนั้นแล้วพวกเขาจะสังหารพวกทูตทั้งสามด้วยการทุบตีด้วยก้อนหินจนตาย หรือขู่ว่าพวกเขาประทุษร้ายพวกทูตให้เจ็บปวดอย่างสาหัส

{36:19} พวกเขากล่าวว่า "ลางร้ายของพวกท่านอยู่กับพวกท่านเอง พวกท่านได้ถูกตักเตือนมาก่อนแล้วมิใช่หรือ? ทว่าพวกท่านเป็นหมู่ชนผู้ฝ่าฝีนต่างหาก"

ทูตทั้งสามตอบว่า ลางร้ายที่พวกเขาคิด เป็นของพวกเขาเอง พวกเขาได้ถูกสอนตักเตือนมาแล้ว แต่เพราะความดื้อรั้น พวกเขาจึงยังคงปฏิเสธคำสั่งสอนของอัลลอหฺ

{36:20} และชายคนหนึ่งจากชานเมืองได้มาอย่างรีบเร่ง เขากล่าวว่า "พวกท่านจงปฏิบัติตามบรรดาทูต"
{36:21} "พวกท่านจงปฏิบัติตามผู้ที่มิได้เรียกร้องรางวัลใด ๆ จากพวกท่าน"

เมื่อได้ข่าวว่า ชาวเมืองกำลังจะประทุษร้ายทูตทั้งสาม ชายคนหนึ่งจากชานเมืองก็รีบวิ่งเข้ามาสกัดกั้นชาวเมืองไม่ให้ทำร้ายเหล่าทูต

ชายผู้นี้ บรรดาหนังสือตัฟสีรระบุว่า เขาชื่อ ฮะบีบ อันนัจญารฺ คำแรกแปลว่า คนที่รัก คำที่สองแปลว่า ช่างไม้ ซึ่งเป็นชื่อที่แปลมาจากภาษากรีกแล้ว ชื่อของเขาในภาษากรีกน่าจะเป็น ธิโอฟีลุส (Theophilus ผู้รักพระเจ้า) หรือ ฟีโล (Philo ผู้รัก) ก่อนที่บรรดาทูตจะเข้าเมืองได้พบกับฮะบีบ จึงแสดงปาฏิหาริย์ให้ฮะบีบด้วยการรักษาโรคร้ายให้แก่ฮะบีบหรือบุตรของฮะบีบ จนกระทั้งฮะบีบเลื่อมใสในศาสนาของอัลลอฮฺ เมื่อได้ข่าวว่าพวกทูตกำลังถูกทำร้าย จึงรีบเข้ามาห้ามปราม

ฮะบีบกล่าวว่า

{36:22} "และเหตุใดเล่าฉันจะไม่เคารพภักดีผู้ทรงบังเกิดฉัน และยังพระองค์เท่านั้นที่พวกท่านจะถูกนำกลับไป"
{36:23} "จะให้ฉันยึดถือพระเจ้าอื่นใด นอกจากพระองค์กระนั้นหรือ? หากพระผู้ทรงเมตตาทรงประสงค์จะก่อความทุกข์ยากแก่ฉัน การสงเคราะห์ของพวกเขาจะไม่ก่อประโยชน์อันใด
แก่ฉันเลย และพวกเขาก็มิอาจช่วยฉันให้รอดพ้น"
{36:24} "แท้จริง เมื่อนั้นฉันจะอยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้ง"
{36:25} "แท้จริงฉันศรัทธาต่อพระอภิบาลของพวกท่าน ดังนั้น พวกท่านจงฟังฉันเถิด"


เมื่อฮาบีบประกาศว่าเขาศรัทธาต่ออัลลอหฺ ชาวเมืองอันติออคก็พากันทำร้ายร่างกายจนกระทั่งฮาบีบสิ้นชีวิต วิญญาณของฮะบีบจึงได้รับการนำเข้าสวรรค์ทันที

{36:26} มีเสียงกล่าวว่า "จงเข้าในสวรรค์เถิด" เขากล่าวว่า "โอ้ มาตรว่าหมู่ชนของฉันได้รู้!"
{36:27} "ถึงการที่พระอภิบาลของฉันทรงอภัยให้แก่ฉัน และทรงทำให้ฉันอยู่ในหมู่ผู้มีเกียรติ"

มะลาอิกะฮฺกล่าวต้อนรับฮะบีบว่า "จงเข้าไปในสวรรค์เถิด" เมื่อฮะบีบเข้าสวรรค์แล้วเห็นความสุขสันต์ในนั้น ก็อุทานออกมาว่า ถ้าหมู่ชนชาวอันติออคได้เห็นว่าการตอบแทนในโลกหน้าเป็นเช่นไร ก็คงจะดี เพราะผู้ที่ได้รับการให้อภัยจากพระผู้เป็นเจ้า จะมีที่พำนักอันมีเกียรติ และได้อยู่ร่วมกับบรรดาผู้มีเกียรติ

{36:28} และเรามิได้ส่งไพร่พลลงมาจากฟากฟ้าแก่หมู่ชนของเขาหลังจากเขา และเราก็มิจำเป็นต้องส่งพวกเขาลงมา
{36:29} มันมิใช่อื่นใด นอกจากเสียงกัมปนาทเพียงหนหนึ่ง แล้วเมื่อนั้นพวกเขาก็ดับเงียบ
{36:30} น่าเวทนาต่อปวงบ่าวนัก ไม่มีศาสนทูตคนใดมายังพวกเขา เว้นแต่พวกเขาได้เย้ยหยันเขา

การที่ชาวอันติออคร่วมกันฆ่าฮะบีบ และข่มขู่ทูตทั้งสาม ทำให้พระองค์ได้ลงโทษพวกเขาด้วยการบันดาลให้เกิดเสียงกัมปนาท แล้วชาวเมืองนั้นก็ล้มตายจนหมดสิ้น พระองค์ไม่ทรงจำเป็นที่จะต้องส่งกองทัพมะลาอิกะฮฺมาจากฟ้าเพื่อทำลายพวกเขาเลย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น